วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 72 เรื่อง คุกในวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการ

     ผมก็คาดว่าจะได้พูดถึงเรื่องของจารึกหลักที่หนึ่ง หรือที่เรียกว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชต่อไปอีกครับ ก็เผอิญเหลือเกินว่าต้องจำเป็นต้องแทรกรายการ เนื่องจากมีท่านผู้ฟัง ทั้งที่ อ่า..บริษัทไทยแอร์โรว์เนี่ยครับ ยาซากิกรุ๊ปเนี่ย แล้วก็ท่านที่พิจิตรครับ ที่ได้ขอ

     ขอมาเป็นสองรายการแตกต่างกัน ท่านหนึ่งก็อยากให้พูดกรณีของ อ่า...การติดคุกในสมัยก่อนนั้น มันจะเหมือนกับสมัยนี้มั้ย จะมีการ อ่า....ยังไงกันบ้าง เทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบัน กรณีของ อ่า... ไม่อยากจะกล่าวชื่อเท่าไหร่หรอกครับ ที่ของอาบ อบ นวด อะไรนั่นหนะครับผม ให้เทียบอย่างนั้น ให้เห็นด้วย มีหรือไม่ในวรรณกรรม ถ้าแม้นว่าไม่มีในวรรณกรรมที่เขียนขึ้น ก็ให้เป็นเรื่องเล่าก็ได้ ท่านว่าอย่างนั้นนะครับ

     อีกท่านหนึ่งก็เป็นเรื่องของ อ่า... ถามผมว่า ...จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย... หมายความว่า เอาวัวนั้นบรรทุกของเสร็จแล้ว พอขายเสร็จก็จูงวัวกลับ ถามผมว่า ถ้าอย่างนั้น ...ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าเงินค้าทองค้า... อย่างนี้หมายความว่ายังไง หมายความว่า ขี่ช้างไปเหรอ

     ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ สำหรับผมจะตอบคำถามทั้งสองประเด็นนี้ แต่ไม่ทราบว่าเวลาจะพอมั้ยนะครับ คำถามแรกเกี่ยวกับเรื่องของ อ่า.... การติดคุกในสมัยก่อนนั้นน่ะ อันนี้ก็คงจะต้องใช้ขุนช้างขุนแผน ผมจะพูดถึงในตอนที่ 34 ตอนขุนช้างเป็นโทษนะครับ ติดคุกว่าจะเหมือนกับคุกเดี๋ยวนี้มั้ย

     ก็ต้องเชื่อมโยงกันซะก่อนว่า คุกเดี๋ยวนี้เนี่ยนะครับมันเป็นยังไง อ่า....ผมก็ไม่ได้เข้าไปเป็นเวลานานแล้ว ก็เคยเข้าไปครั้งหนึ่งสมัยที่ท่านรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ท่านอาทิตย์ โพนทอง ท่านให้ไปบรรยายให้นักโทษฟังที่เรือนจำกลางพิษณุโลกเนี่ยะ ก็เคยเข้าไป ต่อมาก็ไม่ได้เข้าอีกเลย แล้วก็มิได้สอบถามดูว่าในคุกเป็นยังไงบ้าง

     ก็เลยจะทวนเอากลับไปตั้งแต่สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เนี้ยะ...ที่ท่านต้องเข้าไปอยู่ในบางขวาง ในตอนนั้นท่านแต่งนิราศคุกไว้นะท่านนะ ข้อความเพราะมากเลย บอกไว้เลยว่า

  ...อันพระมหาสมุทร สุดลึกล้ำ
แต่ไม่เหมือนกับคุกทุกข์ยากใจ

ดูเขียวคล้ำน้ำกับฟ้าน่าหวั่นไหว
มองออกไปอนิจจาฟ้ากับกรง...

     โอ้.. ฟังดูแล้วก็ มันไม่ค่อยมีอะไรสาหัสหรอกครับ เพราะมองมา ( หัวเราะ) ก็เห็นแต่ฟ้ากับกรง แล้วก็ข้อสำคัญตอนที่ ท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านต้องเข้าไปอยู่ที่บางขวางนั่นนะ ท่านก็มีศรีภรรยาคือท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ท่านต้องเข้าไปดูแลตลอดครับ

     ถ้าท่านฟังเค้าเล่าเหตุการณ์ในตอนนี้ แล้วท่านจะซาบซึ้งหลายสิ่งหลายอย่าง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงครามนั้น ท่านตื่นแต่เช้าทีเดียวครับ... ไปตลาดเลือกซื้ออาหารเองนะครับ แล้วก็มาทำอาหารทั้งหมด ล้างปิ่นตงปิ่นโตเอง เอากับข้าว เอาข้าวใส่ไป มีน้ำใส่ขวด ไปกรอกเอาเองทั้งหมด เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องอาหารเหล่านี้ คงจะเกรงยาพิษหรือไงซักอย่างนะครับ จากนั้น ท่านก็วางปิ่นโต

     อ่า.....เรือนจำบางขวาง พอไปถึงหน้าห้องของจอม จอมพล ป. พิบูลสงคราม สามีท่าน ท่านก็วางปิ่นโตอาหารสำหรับมื้อเช้า มื้อเย็น มื้อกลางวันไปเลยครับ วางไว้ที่หน้ากรง แล้วก็วางขวดน้ำเอาไว้แล้วก็กราบ กราบสามีเสร็จ จากนั้น ก็รีบเอาของที่นำมาตั้งแต่เมื่อวาน มีขวดน้ำ มีกับข้าวอะไรเนี่ย กลับไปคืน

     ทำอยู่อย่างนี้ตลอดเลยครับ ผมว่าเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วก็จะมีใครในโลก มีโชคดีเหมือนท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นจะไม่มีอีกแล้วนะครับ ถ้าเป็นดังที่เขาเล่ากันมา ผมก็ฟังเค้าเล่ามาละครับ ในสมัยไม่นานมานักนะครับ

     แต่ถ้ารุ่นหน้านั้นขึ้นไปก็มีท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกรุณาเล่าให้ผมฟัง คือท่านอาจารย์ นิตย์ ผินชีระนันท์ อดีตท่านผู้อำนวยการสำนักผังเมือง ท่านบอกว่า คนสมัยก่อนเนี่ย ถ้าติดคุกขึ้นมาศักดิ์ศรีไม่มีอะไรเหลือเลย เค้าไม่เรียกว่านักโทษนะครับ แต่ก่อนเนี่ยเรียกว่าคนคุกครับ

     และจะมีการเฆี่ยนตีกันเสมอ เป็นการลงโทษกัน เวลาเฆี่ยนเนี่ยะจะจับนักโทษนะครับนอนคว่ำลงนะฮะ แล้วเฆี่ยนด้วยหวาย หวายนั้นบางที ชุบน้ำเกลือเข้าไปด้วยครับ เพื่อให้ทั้ง ทั้งเจ็บทั้งแสบเนี่ย เฆี่ยน เฆี่ยนหลัง เฆี่ยนเป็นทางยาวลงมานะฮะ

     ท่านคงนึกภาพนึกภาพออก คนเฆี่ยนก็จะไปยืนอยู่ตรง ตรงอ่า...เท้านักโทษหรือหัวนักโทษก็แล้วแต่ แล้วก็เฆี่ยนลงไปเป็นทางยาวจากนั้น แล้วเฆี่ยนให้ทางขวางเข้าไปอีกครั้ง ไปยืนข้างตัวแล้วก็ตีเซี้ยะ เพราะฉะนั้นรอยแตกที่ปรากฏบนหลังจะเป็นลายยาวและลายขวาง ลายไปทั้งหลังเลยนะครับ

     เพราะฉะนั้นนักโทษแต่ก่อนหลังจึงลายครับ หลังลายจึง แล้วนักโทษเป็นคนที่หมดเกียรติยศเลย แต่ก่อนจึงมีคำด่าว่า "ไอ้หลังลาย" ต่อมามีสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งหลังมันลายนะ ลายเหมือนกับถูกเฆี่ยนนักโทษเนี่ย แต่ที่จริงมันไม่ได้ถูกเฆี่ยนหรอกครับ ก็คือตัวซึ่งปัจจุบันเราเรียกว่า "มังกรทอง" อันนี้ประทานโทษ ผมเรียกชื่อสัตว์ชนิดไม่ได้หยาบอะไร เป็นชื่อจริง ๆ ของเค้าจริงนะครับ ชื่อเค้าคือ เหี้ย

     เหี้ย นั้นจะหลังลายนะครับ เพราะฉะนั้นจึงมีคำด่าคน ด่าคนที่เขาเกลียดเขาชังมาก ด่าโดยไปเทียบกับนักโทษ ด่าว่าไอ้หลังลาย ต่อมาไอ้หลังลายมันจิกกันเกินไป ก็เลยใช้คำว่า ไอ้เหี้ย...ตัวเนี้ยะครับ

     คำว่า "เหี้ย" เนี่ยหมายถึง นักโทษนะครับ ที่หลังเค้าลาย เนี่ยสมัยก่อนเรียกนักโทษไม่ได้ เรียกว่าคนคุกนะครับ ฉะนั้นคำด่าคำนี้ คำว่าเหี้ย ประทานโทษนะครับ ถ้าเราไม่ทราบความหมายว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ไม่ทราบเลยว่ามันไปเทียบกับคนคุกเนี่ย นะ ก็ไม่น่าโกรธครับ เพราะไม่ทราบความหมายแล้วไปโกรธทำไมล่ะ ผมว่าอย่างนั้นนะ

     นี่ก็ย้อนกลับลงไป คราวนี้ไปนี้ไปดูในขุนข้างขุนแผนตอนที่ 34 ตอนนี้จะกล่าวถึงสภาพในคุกไว้อย่างดีมากเลย ชื่อตอนตอนนี้ชื่อขุนช้างเป็นโทษใช้ตอนนี้ฮะ

     ขุนช้างนั้นเป็นโทษเพราะว่าไปเมาแล้วอาละวาดลำเลิกบุญคุณ มีการอาละวาดในบ้านของพระไวยเค้า ในตอนที่เค้ามีการจัดงานกันนี่หละครับ... ก็เลย...ถูกจับเข้าคุก ที่จริงถ้าจะว่าไป ก็...ก็เป็นเพียงการหมิ่นประมาทแค่นั้นนะครับ ไม่น่าจะมีอะไรมาก (หัวเราะ) ทำร้ายร่างกายกันบ้าง แต่ โอ้โห!...โทษสาหัสเลยนะครับ ฟังดูแล้วก็น่ากลัว

    เขียนเอาไว้เลยเนี่ยะ ในขุนช้างขุนแผน บอกว่า ...ขุนช้างต้องพันธนาถึงสาหัส มือมัดเอวโยงเอาโคลงหัว... โอ้โห!..หมิ่นประมาทถึงขนาดนี้ ใส่ขื่อคามัดเอวโยงเลยนะครับเนี่ย หัวห้อยลงมา

     .....จะไหวติงก็ไม่ได้ใจสั่นรัว โอ้ตัวกูถึงวันสิ้นบรรลัย... คนที่ถูกมัดมือคือขุนช้าง คิดเลยว่าสงสัยตายแน่อีครั้งนี้ แปลว่าแต่ก่อนทำโทษกันน่ากลัว แค่ข้อหานิดเดียวเท่านั้นเองนะครับ ขุนช้างเค้าเสียอกเสียใจ คิดว่าตายแน่ถึงกับสวดเป็นคาถาต่าง ๆ

     ขุนช้างก็สวดอะไรไม่ค่อยเป็นหรอกครับ สวดออกมาก็ฟังดูมันตลก เพราะมันพิลึกจนกระทั่ง ผู้คุมคือ อ่า... พวกทำมะรงเนี่ย ได้ยินเข้าเขาก็โกรธ ...ทำมะรงโกรธาด่าอึงมี่... ด่าเลย มึงสวดอะไรออกมาเนี่ย ช่างไม่กลัวอะไรซะเลย เดี๋ยวเถอะมึงไม่รู้ฤทธิ์หวาย  อึงไป บอกเลยว่ามาทำเสียงดังอย่างนี้ไม่กลัวหวายรึ แปลว่ามีการตีกันอยู่เสมอ ตีแบบที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ ตีกันจนหลังลายไปเลยนะครับ หวายชุบ หวายแช่น้ำเกลือเนี่ย

     ...ขุนช้างร้องขอโทษอย่าโกรธขึ้ง เจ็ดตำลึงสิบสลึงลูกจะให้... ฟังดูสิครับ พอเค้าบอก เดี๋ยวเหมือนหลังลายเลยอย่าทำเสียงดัง ขุนช้างก็ขอโทษ บอกว่าอย่าโกรธเลย เดี๋ยวจะให้ เจ็ดตำลึงสิบสลึง มาแล้วเหมือนกันนะ โอ้โห! สินบนกันนะเนี่ย ในคุกนะ ปรากฏในขุนช้างขุนแผนนะครับท่านครับ ที่จะให้ผมเปรียบเทียบอะไรกับปัจจุบัน ผมเปรียบเทียบไม่เป็นนะท่านนะ ท่านเปรียบเทียบเองนะครับ

     ...เจ็ดตำลึงสิบสลึงลูกจะให้ จึงลดก่อนผ่อนคลายให้หายใจ แล้วจะให้ศาลสีลดสิบตำลึง... ให้ศาลลดสิบตำลึง จงลดก่อนผ่อนคลายให้หายใจ ขอโทษแล้วจะให้อีค่าลดสิบตำลึง

     ลดในที่นี้คือลดการจองจำลงนะฮะ โอ๊ยช่วยลดหน่อยเถอะ มัดอย่างนี้สู้ไม่ไหวแล้ว ขันอะไรซะแน่นเลยเนี่ย ถ้าลดแล้วจะให้ค่าที่ละการจองจำไปสักส่วนนะ จะให้ถึงสิบตำลึงนะท่านนะ

     ตำลึงหนึ่งก็สี่บาท ไม่ใช่เล่นนะท่าน ตำลึงเนี่ยเห็นปั๊บ เงินสี่บาท เห็นคนแต่ก่อนตะลึงหนึ่งครั้งเลยนะท่าน จึงเรียกว่าหนึ่งตำลึง เห็นเงินสี่บาทมาเทียบกับปัจจุบันก็ เงินสี่บาทก็เทียบได้กับทองประมาณซัก สี่สิบบาทมั้ง เห็นแล้วตะลึงไปเลย จึงเรียกว่า หนึ่งตำลึง

     ท่านอย่าเอาไปปนกับต้นตำลึงนะ ตำลึง ยอดตำลึง ลูกตำลึง อะไรที่เขาเอากินนะ อันนั้นเค้าเทียบว่ามีค่าสูงเพราะเป็นยาถ่ายด้วย ให้แร่เหล็กด้วย ให้ธาตุเหล็กด้วยนะครับ ก็เป็นอันว่าขุนช้างสัญญาว่า จะให้สินบนเค้าตั้งสิบตำลึง ถ้าไม่จองจำมากมายนัก

     พอได้ฟังอย่างนั้นแล้วครับ ...กระนั้นสิอย่าโกรธโทษถึงตายแน่.. อันทำมะรงหรือผู้คุมเนี่ยก็ เอออย่างนั้นนะอย่างนี้อย่าโกรธกันนะ ถ้าหากว่าลดการจองจำเนี้ยะ โทษทำมะรงเนี่ยถึงตาย ถึงผู้คุมเนี่ยฮะ

     ...แม้นไม่ทำมูลนายก็โกรธขึ้ง... ถ้าไม่ ไม่จำใส่ขื่อคาให้แน่นแบบนี้ ประเดี๋ยวพระเจ้านายใหญ่เค้า เค้าจะโกรธเอานะเนี่ย ...พอให้เขาตรวจตราอย่าอื้ออึง... เอาเถอะตอนนี้ต้องจำกันให้แน่นซะก่อน ใส่ขื่อใส่คากันให้แน่นซะก่อน โยงเอาไว้อย่างนี้แหละ ให้เค้ามาตรวจซะก่อนนะ อ่า..ดันกุญแจ แล้วจึงจะเคลื่อนคลาย... ให้เขาสับกุญแจฉับเข้าไป เจ้านายใหญ่กลับเข้าไปเมื่อไหร่นั่นแหละจะค่อยผ่อนคลาย

     เรื่องของการจองจำให้ ก็แปลว่าถ้าจะไม่ผ่อน ผ่อนคลายให้นี่ ก็มีการเสียสินบนกันเหมือนกันนะท่านนะ นี่ธรรมดาการตีตรวนเหมือนกัน เท่าที่ผมทราบนะฮะ มาสมัยที่ผ่านมาเนี่ย ถ้าตี ตีตรวนเนี่ยะ ถ้านักโทษไม่มีอะไรให้ เค้าตีเอาเจ็บ ๆ เลย ตาตุ่มแทบพังก็มีมั้ง เห็นว่ากันอย่างนั้นนะ ผมก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านนี้นะท่านนะ

     นางวันทองนั้นพอมีคนไปแจ้งข่าวว่า บัดนี้นะขุนช้างนะติดคุกแล้วนะ แล้วก็จองจำขื่อคาอย่างน่าสงสารมาก กระดิกตัวไม่ได้เลย วันทองได้ฟังนั้น พอรู้ว่าผัวติดคุกเนี่ย

     ถึงแม้นางไม่ชอบขุนช้างแต่ตอนหลังนางก็ชอบนะครับ เพราะอะไร เพราะขุนช้างเนี่ยให้ความมั่นคงกับนาง ให้ความรัก เรียก "แม่วันทอง" ทุกคำ มีอะไรก็ทูลหัวให้หมดเลยเนี่ย แล้วขุนช้างไม่เจ้าชู้นะฮะ ต่างจากขุนแผนนะ ต่างกันมากเลย เลยทำให้นางวันทองเกิดความสงสาร เกิดความเมตตาปราณีขุนช้างมาก

     พอทราบว่าขุนช้างถูกจำขื่อคาอยู่ในคุก แค่นั้นนะ นางออกอาการเลยฮะ ...ลุกขึ้นลนลานคลานเข้าห้อง... ถึงกับคลานเลยนะ วันทองนะ ...ประจงจ้องจับกุญแจไขกำปั่น... นี้นางว่ารู้ว่าผัวติดคุกทำอะไรดูซะ ผู้หญิงเวลาคิดเขาคิดการณ์ไกลมากครับ นางคลานเข้าไปในห้อง ค่อยไขกุญแจ ไขกุญแจกำปั่น กำปั่น กำปั่นคือที่เก็บของมีค่า

     และนางทำไงหละ ไขกุญแจเสร็จ ...เปิดฝาคว้าทองสองสามอัน... ในกำปั่นมีทองนะ คงเป็นทองแท่งนะ คว้ามาสองสามอัน ...แล้วหยิบขันปากสลักตักเงินตรา... เอาขันปากสลักกับปากขันสวยกว่า ประดับอย่างดีไปตักเงินครับ แต่จะเป็นเงินอย่างไร เงินพดด้วง เงินเหรียญ เงินฮางก็แล้วแต่เถอะครับ กระผมก็ไม่แน่ ไม่ ไม่แน่ใจ

     นางก็ตักเงินเอาขึ้นมาเต็มเลยนะฮะ ...ใส่ลงในกระทายไปหลายขัน... ตักเอาเ อาเงินเนี่ย เอาเงินตราเนี่ยใส่ในกระทาย ตักตั้งหลายขันนะครับ ก็ดูนางจะไปทำอะไรเนี่ย นางก็คงจะทำเหมือนขุนช้างที่ทำกับทำมะรงเมื่อกี้มั้ง จนเค้าจะลดให้ไม่ต้อง อ่า.. ใส่ขื่อคามากมายนัก

     นางก็ ...ใส่ลงในกระทายไปหลายขัน ปากนั้นกรอกเบี้ยเกลี่ยปิดหน้า... แล้วก็เอาเบี้ยนะฮะ ทำเป็นไม่มีอะไรมากหรอก หอยเบี้ยธรรมดาราคาถูกพวกเนี้ยนะ

     ที่เราพูดกันเสมอ พูดไปสองไพเบี้ย เบี้ยนะครับมันถูก เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านอะไรอย่างนี้ ที่เราพูดกันเสมอ มันไม่ค่อยมีค่ามากนักแต่ก็ยังพอ บางทีเราก็เรียกคนที่เอ่อ...ไม่มีค่ามากมายเท่าไหร่นักว่า ค่าเบี้ย อันเนี้ย อย่างเช่นนางพิมหรือนางวันทองเคยด่าขุนช้างนะครับ ตอนขุนช้างไปเกี้ยวเค้า ไปจีบเค้าตอนที่เค้าอาบน้ำกัน มันไปแอบดูเค้าอาบน้ำ ขุนช้างเนี่ย แล้วก็มารอเกี้ยวเค้า นางพิมก็ด่าเลย ด่าเลยเทียบกับเบี้ยอันนี้แหละ

...หมาจะเกิดมึงมาชิงหมาเกิด
น้ำหน้าอย่างนี้จะมีเมีย
มึงไปตายเสียเถิดไอ้ห้าเบี้ย
ไอ้มะม่วงหมาเลียไม่เจียมใจ

     นางพิมนี่ด่าเจ็บนะฮะ เค้าเทียบราคาว่าขุนช้างมีราคาเท่ากับห้าเบี้ย เท่านั้น อ่า..ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้วก็ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านก็บอกว่า นี่คุณประจักษ์ คุณคงเข้าใจผิดมั้ง ว่าเค้าเทียบกับราคาขุนช้างเท่ากับห้าเบี้ย มันไม่ใช่หรอกคุณ คำว่ามึงไปตายเสียเถิดไอ้ห้าเบี้ยเนี่ย คำว่าห้าเบี้ยเนี่ยมันเป็นคำผวนนะคุณนะ ก็ผวน ผวนเอาก็แล้วกัน ห้าเบี้ยเป็นเหี้ยบ้านะคุณ แล้วก็อ่า...ก็ท่านกรุณาบอกกระผม ก็ได้จดจำไว้ แต่ในใจผมคิดว่า ว่าห้าเบี้ยเนี่ยเป็นการตีราคาคนนะฮะ ว่าขุนช้างราคาถูก

     ก็ดูสิเนี่ย ก็เป็นว่านางพิม นางวันทองเนี่ยจัดการเอาขันอย่างดีเลยนะฮะ ตักเงินตราใส่ลงไปในกระทายหลายขันมาก แล้วก็เอาเบี้ยมาวางกองเกลี่ยปิดหน้า ไม่ให้เห็นเงินในนั้น ถ้าเห็นเค้าจะว่าเอาไปให้สินบนนะ ในคุกซะด้วยนะครับ ปิดเอาไว้

     ...แล้วส่งให้อีเขียดกระเดียดมา... อีเขียดก็เป็นบ่าวไพร่ของแม่พิมเค้า เป็นคนสนิทนะฮะ คำว่าเขียด ชื่อเค้านะชื่อเขียด แล้วใส่อีข้างหน้า แต่ก่อนมันไม่ใช่คำหยาบหรอกท่านมันเป็นคำบอกเพศหญิง ถ้าจะให้แปลเป็นภาษาอังกฤษในปัจจุบันละก็ มิสเขียดนี่หละครับ แม่เขียดเนี่ยแหละ

     ตอนที่แม่พิมไปไหนเค้าก็จะไปด้วย สมัยก่อนเป็นแม่พิมยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนางวันทองเนี่ย พอเป็นวันทองก็ยังมาอยู่ด้วย ก่อนที่ขุนช้างจะรอเกี้ยวแม่พิมเนี่ย พวกแม่เขียด แม่อะไรเนี่ยก็ไปอาบน้ำกันนะท่าน แม่พิมเนี่ยแหละที่พาไป แม่พิมพิลาไลยพาไปที่ ที่คลอง

     นี่ผมเล่านอกเรื่องคุกหน่อยนึงเดี๋ยวมันจะหนักเกินไป ไปที่คลอง ไปที่แม่น้ำทำนองนั้นแหละ แล้วก็ไปอาบน้ำกัน ผู้หญิงถ้ากับน้ำ เค้าชอบสมัยก่อนนะฮะพอจะทำไปเก็บฝ้ายมาเหนื่อย ๆ ก็ลงไปอาบน้ำนั้นแหละ

     ลงไป มิใช่ธรรมดา เค้าลงไปเล่นไล่จับในน้ำนะ หลายท่านก็คงเคยเล่นไล่จับ ไล่จับก็มี เราก็หนีกันให้คนนั้นเป็น เป็นคนไล่จับ จะไล่แต่ไล่นี่ไม่ได้วิ่งบนบกไปว่ายน้ำหนี อุ้ย ! ลองเล่นสนุก ท่าน ในสระว่ายน้ำก็ได้ แต่มันตื่นเต้นมากตอนที่หนีไม่ทันนี่แหละ สนุกไอ้ตอนที่จับได้ไม่ได้นี่แหละสนุกมาก จับแล้วก็ไม่สนุกเท่าไหร่หรอก ถ้าไล่จับในน้ำ

     บรรยายฉากได้ดีตอนนี้ ตอนนี้เค้าบอกอย่างนี้นะ ...อีมาอีมีอีสีเสียด อีเขียดดำหนีอีโคกไล่... แน่ะ มิสมา มิสมี ออลโซ มิสเขียด ถ้าจะแปลงต้องแปลงอย่างนี้นะ อีเขียดคนนี้เนี้ย อีเขียดคนที่แบกกระทาย ดำนะดำน้ำหนีคนที่ไล่จับชื่ออีโคก มิสโคกเนี่ยเป็นคนไล่จับ

     ...อีรักหนักท้องไม่ว่องไว... อ่า...นางสาวรักเนี่ยคงจะท้องโตทีเดียวนะ คงไม่ได้เต้นแอโรบิค แอโรเบิคอะไรทำนองนี้ ท้องโตหนักหน้าท้อง เพราะฉะนั้นเวลาที่ว่ายหนี เค้าไล่จับ มิสโคกไล่จับ แม่โคกไล่จับเนี่ย แม่รักหนีไม่ค่อยถนัดไม่ว่องไว ...อีโคกกระโชกใกล้เข้าทุกที... แน่ะคนชื่อโคกก็ไล่จับคนนี้ คนที่หนีไม่ไหวเนี่ย นี่ฉากในน้ำ

     ฉากบนบกก็ ...ไอ้โห้งโก้งโค้งอยู่กอแขม... ไอ้โห้งเป็นลูกน้องของขุนช้าง ขุนช้างแกมากับลูกน้องชื่อไอ้โห้ง มากันสองคนเนี่ย มาโก้งโค้งอยู่ที่กอแขม แอบดูเขานะตรงกอแขมเนี่ย ไปยืนดูเดี๋ยวเค้าเห็นสิ

     ...ไอ้โห้งโก้งโค้งอยู่กอแขม แพลมหัวปอหรอหัวร่อฉี่... แพลมหัวแปลว่า ค่อยๆ โผล่หัวออกมา หัวร่อฉี่คือหัวเราะเสียงไม่ดังคือหัวเราะเสียงชิชิชิ หัวเราะชิชิชิไม่ใช่หัวเราะไปปัสสาวะไปซะอย่างนั้น อย่าไปคิดอย่างนั้นนะ

     ...แพลมหัวปอหรอหัวร่อฉี่ ขุนช้างขัดใจเอาไม้ตี... ขุนช้างโมโห ฮื่อ...ว่ามันหัวเราะทำไม ...ไอ้โห้งจึงชี้ให้นายดู นั่นแน่ะแม่พิมอยู่ริมตลิ่ง นมโตจริง ๆ สีตัวอยู่... เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมชาวบ้าน ก็จะพูดตรงตรงอย่างนี้แหละครับ

     นี่ก็พูดกันไปอย่างนี้นี่ผมต้องเข้ามาอธิบาย คำว่า อีเขียด คำเดียวเนี่ยละครับ ผมก็ให้บทบาทของอีเขียดซึ่งเคยลงไปไล่จับในน้ำ แล้วตอนนี้ก็มาแบกกระทายเนี่ย เพราะว่านางวันทองกำลังจะเข้าไป ไปเยี่ยมขุนช้างในคุกแล้วนะท่านเนี่ย

     เอ้า ทวนอีกนิดนึง ...แล้วส่งให้อีเขียดกระเดียดมา... กระเดียดนะไม่ใช่แบก ขอโทษ กระเดียดใส่ตรงเอวนะท่านนะ ถ้าแบกจะทำอีกอย่างหนึ่ง แบก หาบ คอน กระเดียดนะไม่เหมือนกันหรอก นี่กระเดียดมา ...ทั้งข้าวปลาหาไปใส่ขันโต... ข้าวปลาหาไปใส่ขันเบ้อเร่อเลย

     ...แล้วจัดแจงสำรองของกำนัล เนื้อฉมันน้ำผึ้งเป็นครึ่งโถ... โอ้เอาของไปเยอะ ของกำนัลนะ เอาเข้าไปในคุกนะท่านนะ เนี่ย นางวันทองนี่เก่งนะ เขาก็เก่งนะเป็นผู้หญิงที่คิดสำคัญทีเดียวล่ะ เป็นคนที่รู้เรื่องอะไรดี

     แน่ ..นั่นไปถึงในคุกแล้วนะ ...ถึงริมคุกเข้าหาพัศดีกลาง... พอไปถึงริมคุก นางวันทองก็เข้าไปหาพัศดีกลาง ก็คือมูลนายใหญ่ในนั้นน่ะนะ เข้าไปพบเจ้านายใหญ่ของเขาในนั้น

     ...ของกำนัลให้ท่านพัศดี คุณพ่อได้ปราณีดิฉันบ้าง... เอาของที่เตรียมมาเมื่อกี้เนี่ย เนื้อฉมันน้ำผึ้งเป็นครึ่งโถ นี่นะครับเนี่ย ข้าวปลาหาใส่ขันโต เอาไปเลย เอาไปให้ท่านพัสดีแล้วบอกว่า
คุณพ่อได้ปราณีดิฉันบ้าง ...จะเข้าไปส่งข้าวเจ้าขุนช้าง คุกตะรางอย่างไรนั้นไม่เคย...

     พัศดีก็เออ เอ้า เมตตาปราณีขึ้นมาทันที เลยแหละ ...พัศดีก็เรียกทำมะรงเนียม... ทำมะรงคนนี้ชื่อเนียม มิสเตอร์เนียม เป็นทำมะรงช่วยพาพี่แกไปเยี่ยมหน่อยเหวยอะรีบพาไปนะ พาแม่วันทองเค้าเนี่ยไปเยี่ยมผัวเค้าเซียะ ขุนช้างที่ติดคุกนะที่ถูกใส่ขื่อคาเนี่ยนะ

     เนี่ยเห็นมั้ย นางวันทองเนี่ยเข้าออกคุกสะดวกเลยตอนนี้ มีคนพาเข้าไปเยี่ยมขุนช้าง น่าดูเลย... ทางฝ่ายนางวันทองนั้นพอทำมะรงพาไปแค่นั้นนะ นางวันทองก็คุยกับทำมะรงเลยครับเนี่ย เก่งแฮะ
...วันทองร้องง้อพ่อทำมะรง ช่วยทอดลงมากินข้าวได้หรือไม่... ค่อย ๆ ถามเลยเนี่ย ถ้าทอดขุนช้างออกมา เค้าแขวนเอาไว้จนหัวนอนเนี่ย ถอดลงมาเอาขื่อคาออกแล้วก็มากินข้าวจะได้ไหมละ ถามทำมะรงนะ

     ...ทำมะรงว่าไปเยี่ยมกันก็ไป... ทำมะรงพูดเสียงอ่อยเลย เอาเถอะไปเยี่ยมกันก็ไปเถอะ ...ถอดไม่ได้โทษอย่างนี้พี่วันทอง... ต่อหน้าคนเยอะ ๆ บอกว่าถอดไม่ได้หรอก จับขื่อคาโทษอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ไม่ได้หรอกพี่วันทอง

     ก็โทษแค่หมิ่นประมาทกันนิดหน่อยนะ ทำร้ายร่างกายกันแค่นั้นเองไม่ได้มีอะไรมาก อุ๊ย ทำไมลงโทษกันขนาดนี้ไม่รู้

     จากนั้นทำมะรงก็พานางวันทองไปในคุก นี่ท่านดูฉากสมัยก่อนนะท่านนะ มันต่างจากเดี๋ยวนี้โดยสิ้นเชิงแต่ผมว่านะฮะ

     ...วันทองแข็งใจเข้าในคุก แลเห็นคนทนทุกข์สยดสยอง น่าเกลียดน่ากลัวหนังหัวพอง... น่าเกลียดน่ากลัวยังไง มองดูแล้ว หนังหัวพองนะไม่ใช่เฉพาะขนหัวนะ หนังหัวนะฮะ ไอ้ขนหัวพองแปลว่าผมลุกขึ้นมาเลย

     แต่ในปัจจุบันไอ้การที่ผมลุกขึ้นผมพองเนี่ย น่ากลัวจนขนหัวพองเนี่ย เดี๋ยวนี่ไม่ค่อยใช้ ใช่น่ากลัวนะ เพราะผมเห็นหลายคนเนี่ยเค้าทำทรงผมนะท่านนะ ผมเค้าชี้ขึ้นไปเต็มนะ ของผู้หญิงนี่ยังกับผีหลอกทำนองเนี่ย เป็นทรงผมแบบผีหลอกยังไงก็ไม่ทราบเนี่ย แต่ก็สวยดีนะทรงผมทรงนั้น นี่ถ้าสมัยก่อนถูกผีหลอกปั๊บ ทรงผมทรงนี้ก็ปรากฏ คนแต่ก่อนถ้าเห็นอย่างนั้นก็คงจะถูกผีหลอก แต่ไว้ทรงผมปัจจุบันนี้เนี่ย

     แต่อันนี้ไม่ใช่คนหัวพองนะ หนังหัวพอง ...น่าเกลียดน่ากลัวหนังหัวพอง ผอมกระหร่องร่างกายคล้ายสัตว์นรก... เนี่ยคนติดคุกครับ ร่างกายคล้ายสัตว์นรก ...เขาใส่คาอาหารไม่ผ่านไส้... เค้าใส่ขื่อคาครับ

     คำว่า ขื่อคา คนปัจจุบันไม่ค่อยเข้าใจ เดี๋ยวนะท่านนะ ถ้าจะอธิบายจะใช้เวลานาน วันหลังท่าน ท่านลองดูรูป ณ เรือนจำบางขวาง เค้าเผยแพร่จัดนิทรรศการ ผมก็เคยเห็นรูปขื่อคาที่เค้าใส่นักโทษเนี่ย น่ากลัวถ้าใส่แล้วทำอะไรไม่ได้เลยอยู่เฉย ๆ อย่างนั้นเลยนะ

     อ่า..เนี่ย อาหารไม่ผ่านลำไส้เลยเพราะว่าอดข้าวถึงได้ผอมขนาดนั้น โอ...สภาพนี้น่ากลัวเลยเนี่ย คนแต่ก่อนจึงกลัวนักกลัวหนาเรื่องติดคุกเนี่ยนะครับ

     พวกนี้นั้นเห็นว่า ...นางวันทองขึ้นไปไหว้ปลก... เห็นนางวันทองแค่นั้นนะ พวกนักโทษในนี้เค้าเรียกว่าคนคุกนะฮะ ไหว้ปลกเลย ...เอากล้วยทิ้งชิงกันตัวสั่นงก... วันทองแค่เอากล้วยโยนไปให้ ทั้งหมดตัวสั่นเลยนะฮะ ตัวสั่นด้วยความหิวอยากกิน หิวจัดไม่เคยมีอะไรผ่านเข้ามาในลำไส้เลยนะครับ เขาหิวจัดมาก ...ใครมีแรงแย่งฉกเอาไปกิน... ช่วยกันแย่ง เอ๊ะ จะกินอีท่าไหน ในเมื่อมือก็ถูกอะไรล่ะฮะ ใส่ขื่อคาไว้หมดนี่นะ นะฮะ ...สุดแต่มีของให้แล้วไม่เลือก จนชั้นเปลือกก็ไม่ปอกขยอกสิ้น... นักโทษหรือคนคุกในนั้น พอโยนกล้วยให้นี่ ไม่ปอกเปลือกครับ กินทั้งเปลือกกินทั้งอะไรหมดเลย เพราะหิวจัดถ้าปอกเปลือกมันจะได้ปริมาณน้อย

     โอฟังดูแล้วเป็นที่น่าเวทนา ทีเดียวฮะ แล้วดูร่างกายเขาเป็นยังไงกันมั่งเนี่ย ...เป็นหิดฝีพุพองหนองไหลริน เหม็นกลิ่นราวกับศพตลบไป... ไอ้กลิ่นในคุกเนี่ย ราวกับศพมันทีเดียวครับ เพราะแต่ละคนก็เป็นฝีเป็นหนองอะไรกันหมดเลย ...ตัวเลนเป็นขนไต่บนกบาล... ตัวเลนขนขึ้นไต่บนหัวของพวกนักโทษหรือคนคุกเหล่านั้น

     ฟังดูแล้วน่า น่ากลัวน่าสยดสยองทุกอย่างนะครับ สะอิดสะเอียนด้วยเนาะ? เราคิดเอาอย่างนั้นเนี่ยแหละ ทีนี้เขา ฉากที่เขียนขึ้นน่าจะเป็นฉากที่มันเป็นจริง ๆ ในคุกเนี่ยนะท่านเนี่ย

     ...นางก้าวหลีกลนลานไม่ดูได้... นางวันทองทนไม่ได้เห็นภาพอย่างนี้ เพราะไม่เคยเข้าไป ผมว่าไม่ใช่เฉพาะนางวันทองหรอกครับ เราเองเข้าไป ถ้าเข้าไปเจอภาพเนี่ยะ เหตุการณ์อย่างนี้เมื่อสองสามร้อยปีมาแล้ว เราคงจะ.. เนี่ย

     ท้ายสุดเลยนางวันทองก็ไปพบขุนช้าง ขุนช้างพอได้เห็นเมียมาแค่นั้นนะ ร้องห่มร้องไห้ คิดว่าจะไม่ได้พบแล้วในชาตินี้ ขุนช้างแกเป็นคนขี้อ้อน(หัวเราะ) นะท่านนะ อ้อนเมียเก่งมากทีเดียว และแกก็ยังบอกเมียด้วยนะ

     บอกนางวันทองว่า ...เอาเงินตราค่าคุกนั้นมาให้... เอาเงินมาเลย มาเลย เงินตราเนี่ย เราติดคุกเนี่ย เอามาให้เขาเถอะ ...กับค่าลดสิบตำลึงให้ถึงใจ... เอามาให้เค้าเถอะสิบตำลึง คือค่าลดไอ้...ลดหย่อนนะ ลดหย่อนไอ้การใส่ขื่อคาพันธนาการเนี่ย เอามาให้เขาเถอะ สิบตำลึงก็ให้เขาไป ...เสียไหนเสียไปเถอะแม่คุณ... เอาเถอะเสียเท่าไหร่ก็ไม่ว่า เพราะสภาพในคุกมันทรมานเหลือเกินนะ ช่วยด้วยเถอะเอาเงินเอาทองมาให้เขาเถอะนะ

     ...วันทองตอบไปว่าอย่าปรารมภ์... อย่าวิตกเลยขุนช้าง ...เงินทองมีให้ถม... เงินทองเรามีเพราะฉะนั้น จะเอาเงินทองเนี่ยเข้ามา ถ้าจะพูดเป็นภาษาปัจจุบันก็ติดสินบนในคุกเนี่ยนะครับ แล้วเราจะได้สบายขึ้น

     ...ข้าจะเอาออกไปให้นายมูล ถึงเจ้าคุณบ้านนานก็ปราณี... เอาเถอะเดี๋ยวจะเอาเนี่ย เงินเนี่ย เดี๋ยวจะเอาออกไป ให้นายใหญ่ เขาทีท่านี่ นะครับรับรองเลยท่านเจ้าคุณที่อยู่นอก เอ่อ ...ที่ท่านตั้งบ้านอยู่ริมคุก นอกคุก ต้องปราณีเรา เพราะเราเตรียมสตางค์มามากแล้ว นะฮะ

      นางพูดเป็นอย่างดี ส่วนทำมะรงคนที่นำนางมาเนี่ยฮะ ทำมะรงเนี่ย พอได้เงินได้ทองเข้า ก็เลยดีขึ้นทันทีเลย ...ทำมะรงให้ไอ้รอดถอดขื่อคา... ไอ้รอดก็คงเป็นผู้ช่วยอยู่ในนั้น อ่า..ถอดขื่อคาขุนช้างออก

     นี่แปลกดีไหม ทีเมื่อกี้ไม่ได้บอกอย่างนั้นนะเนี่ย ทีเมื่อกี้บอกว่าถอดไม่ได้โทษอย่างนี้พี่วันทอง แต่พอนางวันทองให้ของพวกนี้ไป ทำมะรงก็สั่งให้รอดถอดขื่อคา

     แล้วก็พูดกับขุนช้างด้วยเสียงอันปราณีว่า ...กินข้าวปลาเถิดพี่ช้างอย่าครางอี๋... กินเถอะพี่ช้างไม่ต้องมาครางมาครวญอะไรกันละ กินซะเถิดข้าวปลาอาหารเนี่ย เมียนำมาให้เนี่ย ...เป็นตายอยู่กับตัวกลัวไยมี จะด้นดำดินหนีได้เมื่อไหร่...

     แน่ะ ไม่ใช่บอกอย่างเดียวนะครับ นายทำมะรงนี่พูดจาเป็น แง่คิดนะครับ วรรณคดีไทยเนี่ยแหละท่าน พยายามบอกเอาว่าแต่เรื่องความสนุกสนานไม่ค่อยให้แง่คิด แต่เรื่องนี้ให้แง่คิดนะฮะ ดูทำมะรงเขาสอนขุนช้าง เขาบอก ...เป็นตายอยู่กับตัวกลัวใยมี... มันเป็นมันจะตายก็ของธรรมดา ...จะด้นดำดินหนีได้เมื่อไหร่... ดำดินหนีความตายไม่มีทางหรอก เพราะนั้น มันจะเป็นจะตายก็ต้องเกิดขึ้น ดำดินหนีความตายไม่เคยมีใครทำ แน่ะ...มีการบอกขุนช้างด้วยถึงขนาดนี้ เนี่ยพูดเป็นท่านอภิปรัชญานะเนี่ย เป็นความจริงนะท่านนะ ว่าคนไม่พ้นความตายเนี่ย อย่าคิดมาก

     ส่วนนางวันทองทำยังไงละครับเนี่ย ...ว่าพลางหยิบเงินในกระทาย... วันทองพูดถึงทำมะรง กับผู้คุมเนี่ย ล่ะก็หยิบเงินในกระทายออกมา แล้วเอาเบี้ยปิดไว้เมื่อนั้นนะฮะ หยิบเอามาเลย ...ว่าพลางหยิบเงินในกระทาย ให้กับนายทำมะรงขมีขมัน... ส่งให้ผู้คุมน่ะ เอาเงินให้เลย ...ทั้งนายร้อยนายใหญ่ให้ทั่วกัน คนโทษทัณฑ์ให้ทานทุกคนไป...

     ส่วนข้าวของที่เอามากินนี่ ให้นักโทษให้คนคุกได้ทั้งหมดเลย ได้กินกัน ส่วนพวกอ่า..ทำมะรงอะไร ก็ได้ของได้เงินได้ทองกันโดยทั่วกัน ได้เสร็จนางก็ฝากฝังสามีนะ

     ...ฝากฝังสามีแล้วมิช้า... นี่ลักษณะของผู้หญิงนะครับ ผู้หญิงนี่เวลาเดาใจเค้าก็ตาม ใจจริง มีสติมักเกิดได้ก่อนผู้ชาย แล้วความรอบคอบของผู้หญิงนี้มีมาก นี่ขนาดมาเยี่ยมขุนช้างในคุก วันทองเตรียมของต่าง ๆ ไปอย่างกะรู้ว่าจะมีอะไรในคุกบ้าง จะพบมากในผู้หญิงนะครับ

     นี่ผมไม่ได้ว่าผู้หญิงนะเขารอบคอบทีเดียว ทราบว่าอะไรเป็นอะไร และท่านเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็แล้วกัน กรณีของ อืม อืม ... อะไรก็ตามแต่เถอะอย่าไปพูดถึงก็แล้วกันเลยนะครับผม

     เนี่ย ...ฝากฝังสามีในไม่ช้า ก็ลุกลาออกจากในคุกใหญ่ ให้เงินพัศดีกลางนางรับไป... ออกมาแล้วยังไปหามูลนายนะฮะ เอาเงินไปให้พัศดีกลางคนเมื่อกี้นี้ครับ ที่เอา ที่เอาเนื้อฉมันน้ำผึ้งไปครึ่งโถ ไปให้เมื่อกี้นี้ เอาเงินให้อีกตอนกลับออกมา เพราะได้รับการลด ลดก็คือ ลดการจองจำลงบ้างบางส่วนอะไรทำนองเนี้ยะ

     นี่ก็เป็นเรื่องที่ เออ... ที่ท่านถามผมก็พยายามตรวจสอบจากเรื่องขุนช้างขุนแผนนะครับ ต่อไป ก็เป็นอย่างนี้แหละคุกเนี่ย ตัวละครในเรื่องขุนช้างขุนแผนได้เข้า ๆ ออก ๆ กันอยู่ (หัวเราะ)

     ขุนแผนเองก็เคยติดคุกครับ ถ้าท่านมีโอกาสอ่านขุนช้างขุนแผน เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนที่ 23 มีชื่ออยู่แล้วว่า ขุนแผนต้องคุก เนี่ย..ในนั้นนี่นะขุนแผนก็ไปติดคุก เพราะฆ่าขุนเพชรขุนรามตาย ตอนที่พานางวันทองหนีไป แล้วก็ขุนช้างเขาไปแจ้งความไว้เนี่ยครับ

     ตอนนี้นะฮะ พานางวันทองหนีขุนช้าง ขุนรามตามไปก็ฆ่าเขาตาย ท้ายสุดก็อยู่กับวันทอง จนกระทั่งวันทองนั้นท้องแก่ พามาฝากพระพิจิตร ส่วนตัวก็ถูกพระพิจิตรเนี่ย ขอให้พระพิจิตรเนี่ย ในจังหวัดพิจิตรเราเนี่ยแหละครับ พระพิจิตรก็ส่งตัวขุนแผนเข้าไปติดคุกซะ

     ขุนแผนติดอยู่นานทีเดียว แต่ขุนแผนติดอยู่ทั้งที่ก็โมโห อยากจะไปหาคนนั้นคนนี้ ขุนแผนก็สลัดโซ่ตรวนออกหมด เพราะตัวเป็นคนสะเดาะโซ่ตรวนได้

     จนกระทั่งพระยายมราช ซึ่งเป็นนายคุกเนี่ย พูดง่าย ๆ ก็ยัง โอ้โห ! ขุนแผนนี่ไม่ใช่เล่น ก็เลยเรียกว่าจองจำขุนแผนเนี่ยน้อยหน่อย ลงโทษอ่ะ ลดการจองจำลง เป็นอย่างนั้น แต่การที่จะลดการจองจำ ก็ขอให้ขุนแผนเนี่ย ปฏิญาณตนก่อนนะ ว่าจะไม่หนีออกจากคุก

     ขุนแผนนี่ถ้าหนีก็หนีได้ แต่ว่าไม่หนีหรอกครับ เพราะว่าถือว่าเป็นพระราชอาญา เพราะฉะนั้นไม่หนี พระเจ้าแผ่นดินว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

     นั่นเป็นแนวคิดของคนแต่ก่อนนะครับ ว่าเขามีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินมาก เพราะพระเจ้าแผ่นดินนั้น ก็ถือว่าเป็น เป็นเทพนะครับที่ส่งมาเพื่อปกครอง เพราะฉะนั้นก็จงรักภักดี

     ขุนแผนนั้นก็ปฏิญาณตนต่อหน้าพระยายมราช หรือ อ่า..นายคุก เนี่ย บอกว่าเอาเถอะ จะไม่หนี จะอยู่ที่นี่ ถ้าหากว่าหนีละก็ ขอให้มีอันเป็นไป พระยายมราชพอได้ฟังก็เชื่อนะฮะ เพราะการปฏิญาณของคนแต่ก่อน เขาเชื่อนะครับ เขามีความสัตย์

     พอขุนแผนปฏิญาณตนยังงั้น พระยายมราชเลยสั่งเลยว่า ...อย่าจองจำขุนแผนให้วุ่นวาย ตามแต่จะสบายอย่าขัดใจ... ส่วนพวกผู้คุม พวกทำมะรง บอกอะไรก็แล้วแต่พวกทำมะรงทั้งหลาย บอกเอาไว้เลยว่าไม่ต้องมาจองจำขุนแผนหรอกนะ ปล่อยเขาให้อยู่ตามสบายก็แล้วกัน

     เสร็จแล้วก็หันมาสั่งขุนแผน ...ขุนแผนก็อย่าออกไปเที่ยวเล่น... กลัวน่ะ เดี๋ยวนักโทษออกมาเที่ยวเล่นออกนอกคุก นักโทษมาเที่ยวได้เนี่ย ตายเลย พระยายมราชเสร็จแน่เลย

     ...ขุนแผนก็อย่าออกไปเที่ยวเล่น ใคร ๆ เขาเห็นจะว่าได้... เดี๋ยวเขาจะว่า เขาไม่ว่าขุนแผน เขาว่าพระยายมราชนะสิ อยู่ ๆ คนติดคุกแล้วปล่อยออกมายังไง

     แหม! ชื่อของนายคุก หรือจะเรียกว่าพัศดีใหญ่เนี่ย ฟังซะก็น่ากลัวนะท่านนะ ชื่อว่าพระยายมราช เหมือนพระยายมเลย แต่ว่าตัดสินคนคุกที่อยู่ในนั้นให้เป็นให้ตายได้ทีเดียวละครับ เป็นพระยายมราช

     ที่จริงในตำแหน่งพระยายมราชนี้ เขาก็เป็นตำแหน่งที่เป็นนายทหารขนาดใหญ่นะท่านนะ เป็นเสนาบดีขนาดใหญ่เลยทีเดียว พระยายมราช แสดงว่าเป็นนักรบนะท่าน ข้าศึกเห็นแล้วแทบจะเป็นลมเลย ก็เท่ากับพบพระยายมราชมาเงี๊ยะ ใครจะไม่กลัว

     พระยายมราชเงี๊ยะ น่ากลัวนะ เป็นเจ้านะ เป็นเจ้านายใหญ่ของยมบาลนะท่านนะ ยมบาลอยู่ใน ทำหน้าที่อยู่ในนรก แต่พระยายมราชเนี่ย หรือพระยามัจจุราชเนี่ย ก็เอาชีวิตเหมือนกันนะ ชื่อก็คือพระยายมนั่นเอง

     แหมชื่อยมนี่ใครไม่กลัวใช่ไหม แต่ชื่อแม่น้ำยมเนี่ย น้ำเนี่ยขณะที่ผมกำลังพูดเนี่ย คนก็ขยาดนะฮะ เพราะแม่น้ำยมท่วมมาหมดเลยเนี่ย ทะลักจากแพร่เข้ามาท่วมที่สุโขทัย จะไปไหนไม่ได้กันอยู่แล้ว อีกหน่อยก็จะลงที่กงไกรลาส สุโขทัย แล้วก็มาบางระกำต่าง ๆ นะเนี่ย ชื่อยมนะเรากลัว

     ชื่อพรรค์นี่ชื่อพระยายมราช ยิ่งน่ากลัว แต่ก็มีโรงพยาบาลที่จังหวัดนะ ถ้าผมจำไม่ผิด จังหวัดสิงห์บุรีนะท่านนะ ผมพูดเล่น ๆ นะ ถ้าผมคิดเองก็อย่าไปว่าจริงจังล่ะ ถ้าชื่อโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชนะท่านนะ ฟังดูล่ะก็ อืม..ม..ม ก็ดีแหละ แต่นั่นเป็นชื่อของเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่นะครับ พระยายมราชน่ะ

     เจ้าพระยายมราช อย่าลืมว่าเจ้าเมืองนครราชสีมา ในสมัยที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช อ่า..ครองราชย์อยู่ที่อยุธยานั้น เจ้าเมืองอยุธยาคนหนึ่งก็ชื่อพระยายมราช เอ่อ... ชื่อจริงชื่อสงเนี่ย คนกลัว

     แต่พระยายมราชในที่นี้เนี่ย ก็เป็นผู้ดูแลกิจการในคุกทั้งหมด ตามเรื่องอันนี้ ก็เป็นคนที่ผ่อนผันให้ขุนแผนไม่ต้องถูกจองจำ ให้อยู่ตามสบายเลยในคุก แต่สั่งไว้ว่าอย่าไปไหนเถอะนะ เดี๋ยวมันจะลำบาก ใครเห็นเข้าจะว่าไม่ดี ขุนแผนเองก็เชื่อฟัง

     แล้วขุนแผนที่ตลอดเวลาที่ติดคุกเนี่ย ไม่ตัดผมเลยนะท่านนะ ผมยาวเหยียดเลย ติดตัวกี่ปีก็ไม่รู้เนี่ย ผู้ชายผมยาวเนี่ย หลายคนสมัยก่อนไปเรียกผู้ชายผมยาวว่า เอ่อ...ไว้ทรงผมทรงขุนแผนติดคุก ว่างั้นนะ ฟังดูก็ไม่ค่อยเพราะเท่าไหร่นะ ทรงขุนแผนติดคุกน่ะ ไอ้หนุ่มผมยาวฟังแล้วก็ไม่ค่อยพอใจก็เป็นได้นะท่านนะ ไม่เป็นไรหรอกมันผมยาวเหมือนกัน แต่สาเหตุมันไม่เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะไปน้อยอกน้อยใจอะไร

     ที่นี่ตอนที่ 23 ตอนที่ขุนแผนติดคุกก็กล่าวถึงคุกเอาไว้ นอกจากนั้นแม้แต่ในตอนที่ 24 ตอนกำเนิดพลายงามเนี่ยนะครับ ก็มีตอนกล่าวถึงคุกเหมือนกันนะครับ

     ตอนที่พลายงามเข้าไปเยี่ยมพ่อนะฮะ ที่อยู่ในคุกเนี่ย ขุนแผนก็ออกมาหาลูก แล้วก็เล่าให้ฟัง ลูกก็บอกอยากอยู่กับพ่อในนี้ ขุนแผนบอกอยู่ไม่ได้หรอกลูก คุกไม่ใช่บ้านนี่ เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น

     บอกไว้เลยเนี่ย ขุนแผนบอกลูกเนี่ย ...ในคุกใหญ่ยากแค้นมันแสนเข็ญ เหมือนกับนรกตกทั้งเป็น มิได้เว้นโทษทัณฑ์สักวันเลย... เขาไม่เว้นล่ะ เขาก็ตีเขาก็เฆี่ยนอยู่ตลอดเวลาล่ะอยู่ในคุก มันจะมีอะไรที่แสนสาหัสเทียบกับติดคุกมันไม่มีอีกแล้ว คนจึงกลัวกันนักกันหนา

     ปัจจุบันเนี่ย ถามเรื่องคุกมาเนี่ย เอ่อ... ท่านที่ถามมาก็เขียนมาบอกว่า ที่ถามมาอย่างนี้ไม่ใช่เพราะอะไรนะ เพราะได้ข่าวว่าเขาจะมีการให้ติดคุก คุกนายกฯ บ้างว่าอย่างนั้น ติดคุกนอก เอ้ย! ติดคุก (หัวเราะ) นอกเรือนจำ นั่นคือ ใครที่ต้องโทษที่จะต้องอยู่ครับ ต้องโทษแล้วต้องอยู่ในเรือนจำเนี่ย เขาจะมีวิธีพิจารณาใหม่

     นี่เป็นแค่ข่าวนะท่านนะ แต่ก็ออก ที.วี. อยู่ บอกว่าอาจจะให้ติดคุกเฉพาะวันเสาร์กับวันอาทิตย์ 2 วัน ส่วนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็ให้มาประกอบอาชีพ อันนี้ก็เป็นแนวคิดที่ดีทีเดียวนะท่านนะ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตอนนี้เรือนจำมัน มันล้นมาก อ่ะแล้วก็ให้อยู่เรือนจำ 2 วัน เสาร์อาทิตย์ จากนั้นก็ปล่อยออกมาวันจันทร์ถึงวันศุกร์

     แต่ถ้าเสาร์อาทิตย์มันล้นมาก ผมว่าเขาอาจจะเป็นก็ได้นะ อันนี้ ๆ ผมพูดเองนะเขาไม่ได้พูดทาง ที.วี. นะ จะผลัดวันติดน่ะ คนนี้ติดช่วงเสาร์อาทิตย์ คนนี้ติดช่วงจันทร์อังคาร แล้วก็หมุนเวียน เรือนจำก็จะไม่แน่น

     และต่อมาก็บอกให้ติดที่บ้านได้อ่ะ จองจำไว้ที่บ้าน เออ..อันนี้ก็เป็นแนวคิดที่ถือว่าใหม่ที่เดียวนะท่านนะ มันก็ต้องมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นล่ะในโลกนี้ถ้าไม่มีสิ่งใหม่ ๆ เลยก็คงจะลำบากเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้เรือนจำก็ไม่มีสภาพเหมือนกับที่เราเห็นนี้แล้วนะครับ

     แล้วก็เท่าที่ทราบ การลงโทษประหารชีวิตนั้นในเดือนตุลาคม ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ผมไม่แน่ใจนะ 16 ตุลาคม ปี 2547 นี่นะครับ เอ้ย! ปีนี้ 46 ประทานโทษ 2546 (หัวเราะ) เนี่ย ใครที่ต้องมีการถูกประหาร ถูกประหารชีวิต ถ้าหลัง 16 ตุลาคมไปเนี่ย เขาบอกว่าใช้วีธีฉีดยานะท่านนะ ฉีดยาตายไม่ต้องยิงเป้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อันนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลง ก็เลยทำให้ท่านผู้ฟังได้ถามเรื่องนี้เข้ามา

     ผมก็ได้พยายาม อะ.. ดูจากเรื่องขุนช้างขุนแผน ก็คงจะอธิบาย อ่ะ...หรือว่านำมากราบเรียนได้ เท่านี้ไว้ก่อน ที่จริงมันยังมีหลายตอนนะครับ ตอนที่นักโทษที่อยุธยาเนี่ย ต้องไปติดคุกที่เชียงใหม่ เพราะอันนั้นเนี่ย ติดคุกในฐานะนักโทษเป็นทหารนะ เขาเป็นเชลยมากกว่า เขาก็จับไปติดคุกที่นั้น แล้วก็ปล่อยออกมาเกี่ยวหญ้า แล้วกลับไปติดคุก อันนี้ก็เป็นสภาพของคุกในเชียงใหม่ ก็เป็นไป

     อีกอย่างหนึ่งคือ คำว่าเสภาขุนช้างขุนแผน คำนี้ก็มีนัยยะเกี่ยวกับคุกนะท่านนะ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชย์ ท่านบอกว่า "เสภา" หมายถึง ข้อความที่ร้องออกมาเป็นทำนอง ซึ่งคนคุกร้องออกมา ให้คนนอกคุกฟัง หรือ คนคุกขับให้คนคุกฟัง อย่างนั้น เสียงขยับกรับจะเป็นไม้ 1 ไม้ 2 ไม้รบ เสียงขยับกรับนั้นคือ เสียงโซ่ตรวนซึ่งล่ามอยู่ที่เท้า

     คือคนติดคุกเนี่ยเขาไม่มีอะไรที่จะทำ ไม่มีอะไรที่จะก่อให้เกิดความสำราญใจ ก็เลยมีการขับเสภาขึ้น อ่ะ.. เพราะฉะนั้น เสภา คือ สิ่งที่คนคุกขับให้คนคุกฟัง เสียงขยับกรับพัฒนามาจากเสียง เสียงโซ่ตรวน กระทบกัน กริ๊ก กริ๊ก ซึ่งปัจจุบันเวลาขยับกรับ ขยับเป็นไม้ 1 ไม้ 2 ไม้รบ อย่างนั้นนะครับ นี่ก็เป็นคำสันนิษฐานของ หม่อมราชวงศคึกฤทธิ์ ปราโมชย์ ท่านเขียนไว้ในหนังสือ ขุนช้างขุนแผนเหมือนกันนะครับ ท่านก็เขียนไว้

     แต่ผมก็คงได้กราบเรียนเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ถ้ามีโอกาสจะพูดถึงเรื่องคุกเพิ่มเติมอีก แต่ตอนนี้ อ่ะ เวลาก็เหลือน้อยหน่อย คง...คง... จะเล่าเรื่องคุกไว้เท่านี้ก่อนนะท่านนะ เพราะคำถามข้อที่ 2 ก็ยังไม่ได้ตอบ แล้วเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้นนะครับ

     คำถามข้อที่ 2 ที่ท่านกรุณาถามกันมานั้น จากพิจิตรก็ถามมาเรื่อง เอ่อ.. ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าเงินค้าทองค้า... อันนี้หมายความว่า ใครอยากจะขายช้าง ก็เชิญเอาช้างไปขายครับ พูดกันตรง ๆ เลย (หัวเราะ)

     ถามว่าเอาไปขายทำไมล่ะช้างอ่ะ ช้างมีประโยชน์มากนะท่านนะช้างนะ ใช้เกี่ยวกับทำงานก่อสร้างก็ได้ เพราะมันใช้ยกวัสดุอะไรต่าง ๆ ได้ ใช้ในการสงครามได้ ได้ร้อยแปดพันประการเลย เขาก็เลยมีการซื้อช้างกันทีเดียวล่ะ

     อ่ะ...ช้าง...ผมก็เคยกราบเรียนในเรื่องของรายการวรรณกรรมสองแควไปครั้งหนึ่งแล้วว่า คนยุโรปแต่ก่อนไม่เคยเห็นช้างหรอก คนยุโรปรู้จักช้างครั้งแรกในสมัยฮันนีบราวด์

     จักรพรรดิฮันนีบราวด์ของคาร์แกรซ จากอัฟริกา ยกกองทัพเข้าตีกรุงโรมนำขบวนช้างนะ นำทัพช้างเข้าไปด้วย ในตอนนั้นพวกโรมันเนี่ย พอเห็นช้างก็อุทานออกมาว่า แมคนัสบูวิส แปลว่า เจ้าควายยักษ์ เรียกช้างเป็นควายไปโน่น เพราะเขาไม่เคยเห็นนะท่านนะ

     คนยุโรปมาเห็นช้างจริง ๆ ก็สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรื่องนี้ผมเคยกราบเรียนมาแล้วครั้งหนึ่งนะครับ

     ช้างเนี่ย ใช้ในสงคราม หลายท่านก็สงสัยว่า เอ่อ แล้วทำไงกับช้างเนี่ย ทำไมคนแต่ก่อนถึงกลัวนัก กลัวนะครับ เสียงดังก็ดัง แรงก็มากอ่ะ กระทืบคนนี้แบนนะท่านนะ อาวุธที่ช้างกลัวก็คือช้างด้วยกัน จึงเกิดการชนช้างกันขึ้น และอาวุธอีกอย่างหนึ่งที่ช้างกลัวเหลือเกินก็คือ ปืนใหญ่ครับ

     ปืนใหญ่สมัยก่อนเนี่ย เขามีไว้สำหรับยิงเรือแตก ยิงกำแพงให้กำแพงพัง แล้วยิงช้างครับ เพราะฉะนั้นลูกปืนแต่ละลูกที่ออกมานี่ ช้างเห็นแล้วกลัวมากครับ...ฟาดเปรี้ยงไปช้างล้มทั้งยืน ถึงตายได้นะครับ

     ลูกปืนใหญ่ของไทยนี่ก็เพิ่งมามีรูปร่างแปลก ก็สมัยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือพระเจ้าเสือเนี่ย ท่านยกทัพไปรบกับพม่าที่ลาดหญ้า หรือยังไงผมก็จำไม่ชัด ตอนนั่นลูกปืนไม่เป็นกลม ๆ นะท่านนะ ลูกปืนใหญ่แต่ก่อนกลมนะ เป็นโลหะ เป็นเหล็กหล่อ แต่ลูกปืนนี่ของสมเด็จกรมพระราชวังบวรนั้น เอาท่อนไม้ ท่อนซุงขนาดเล็กเนี่ย ใส่เข้าไปในกระบอกปืนครับ แล้วก็ยิงออกไปเป็นลูกยาว ๆ ท่าน (หัวเราะ)

     ยาว ๆ เค้าเรียกมะดัน สั้น ๆ อะไรก็ไม่รู้ฮะ กลม ๆ เรียกมะนาว ยาว ๆ เรียกมะดัน ลูกสั้น ๆ นั่นแน่ะ อะไรทำนองเนี้ย แต่ลูกปืนของสมเด็จกรมพระราชวังบวรนั้นยาวฮะ ในพงศาวดารในโคลง พงศาวดาร กล่าวไว้ว่ามากเลยละ ปืน สั่งให้เอาปืนลูกไม้มาตั้งสั่งให้ทหารมา

จังก้าปืนลูกไม้
ดินกระสุนยัดเผาะ
เหลิกจับชนวนเจาะ
มือจับชดแกว่งแต้
ค่ายพังถูกพม่าล้ม
เล็งเหมาะ
เสือกแซ่
ดินกรอก ชนวนเฮย
จุดเปรี้ยง เสียงปัง
ตายกราด

     เนี่ยเป็นอย่างนี้เลย โอ ลูกปืนตอนนั้นเนี่ยเป็นลูกปืนยาว ๆ เสี้ยมปลายให้แหลม แล้วยิงไปเหมือนจรวดนะท่านนะ เหมือนขีปนาวุธเลยทำนองนั้น แต่มันไม่ระเบิดแค่นั้นแหละ พอยิงไปถูกค่ายพม่า ไม้ก็กระทบไม้

     อันนี้ดีนะท่านนะ เพราะว่าอะไร เราไม่ต้องใช้โลหะหล่อให้เสียเวลา ใช้ไม้ยิงกันเนี่ย ช้างพอโดนอย่างนี้เข้าก็คงเจ็บเหมือนกันนะท่าน เพราะลูกมันแหลมนะท่าน แหลมและก็ยิงไปนี่มันแรงด้วย

     ผมว่าลูกปืนที่ อ่า...เอาไปทำลูกนี่น่ากลัวกว่าลูกปืนที่เป็น เป็นโลหะหล่อเป็นรูปกลม ๆ แต่ท่านผู้ใหญ่ท่านก็กรุณาเล่าให้ฟังนะ ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านบอกว่า บางทีเค้าไม่ได้ยิงเป็นลูกเดี่ยว ๆ หรอกคุณประจักษ์ ยิงปืนใหญ่นี่เค้ายิงสองกระบอกพร้อมกัน และก็ตั้งห่างกัน แล้วลูกปืนทั้งสองนั้นเนี่ย เค้าจะมี มีโซ่ร้อยต่อเนื่องกัน

     อ่า...คุณประจักษ์ไปดูลูกปืนใหญ่สิ มันมีที่ร้อยโซ่ เค้าร้อยต่อกันมา แล้วที่โซ่ตรงกลางนี้ เค้าเผาจนแดงเลย จากนั้นเค้าจะยิงออกสองลูกพร้อมกัน ถ้าทหารที่อยู่นะ เจอเข้าสองลูก แล้วมีโซ่เอ่อ...กำลังเผาไฟเป็นแดง ๆ อะไรไล่กวาดไปเนี่ย ตาย น่ากลัวมาก รัดเอาถึงกับตายเนี่ยนะฮะ คาที่เลย

     เค้าว่าเป็นอย่างนั้น ผมก็กราบเรียนถามท่านว่า เกิดมันออกลูกเดียวละท่าน มันไม่ตวัดเอาทางนี้เหรอ(หัวเราะ) ท่านก็บอกว่าไม่ทราบเหมือนกัน แต่ยิง ยิงทีละสองลูก แหมปืนออกไปที สองลูกน่ากลัวนะ ช้างโดนเข้าก็ลำบากทีเดียวละ นี่ได้กราบเรียนเรื่องช้างมาแล้ว ไปออกเรื่องปืนไฟ มันเป็นเรื่องที่ช่างกลัว

     พอปืนใหญ่เข้ามาไทยเนี่ย หลายคนบอกว่าเข้ามาสมัยพระชัยราชาธิราช แต่ดูจริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ในลิลิตยวนพ่ายนี้กล่าวถึงปืนใหญ่แล้วนะฮะ กล่าวถึงปืนใหญ่ฮะ ...อัมราร่อรู เต็มตักอยู่... เค้าบอกอย่างนี้เลยแหละในยวนพ่าย

     สมัยก่อนนะเค้าเรียกปืนใหญ่ว่าฮัมม๊อก นะฮะ ฮัมม๊อก ถ้าเป็นภาษาพม่าเรียกว่าเซนัก ของไทยเรียกว่า สินาท ท่านคงเคยได้ยินนะ นายทหารปืนใหญ่ชื่อ หลวงสินาทโยธารักษ์ อันนี้บอกชัดว่าเป็นนายทหารปืนใหญ่นะท่านนะ

     นี่ก็ว่าเรื่องปืนกันมาสัมพันธ์กับเรื่องช้าง ก็ตอบคำถามทั้งสองข้อได้พอดีละครับ ก็พอสมควร แก่เวลานะครับ

     ผมนายประจักษ์ สายแสง นี่ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้านะครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>