วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 71 เรื่อง คำในจารึกพ่อขุนรามคำแหง
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ

     ในช่วงต้นเดือนกันยายนเนี่ยครับ ข่าวที่เราจะได้ยินมามากที่สุด มีการวิพากษ์วิจารณ์อภิปรายกันมากเหลือเกิน ก็คือข่าวเรื่องของศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ซึ่งเรารู้กันทั่วไปว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ในวงการการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดี คนทั่วไปก็...ฟังกันทั้งนั้นแหละว่า เรื่องนี้มันเป็นอะไรกันมายังไง

     ในต้นเดือนนี้ผมมีโอกาสไปบรรยายหลายแห่งครับ ที่ศาลปกครองพิษณุโลกบ้าง ที่บริษัทแอร์โรว์บ้าง และก็ที่โรงพยาบาลรัตนเวชบ้างนะครับ ก็ไปบรรยายทุกที่ ทุกแห่งที่ไปเนี่ย ถ้าจะมีผู้ถามเสมอว่า จารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหงเนี่ย ตกลงมันเป็นยังไงกันแน่ ทำขึ้นเมื่อไหร่ เป็นจริงมั้ยที่ว่าอยู่ในสมัยสุโขทัย หรือว่าไม่จริง

      คำถามพวกนี้ตอบอ่า...ตอบยากนะครับ ถามไปถามมาก็มีคนถามต่ออีกว่า แล้วจะให้เชื่อหลักฐานข้อไหนหละ หลักฐานที่บอกว่าสร้างสมัยสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง หรือว่าสร้างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ให้เชื่ออันไหน

     ผมเนี่ยเป็นครูภาษา ภาษาไทยอยู่ด้วยก็จำเป็นที่จะต้องตอบ แต่ผมก็ไม่ได้ตอบว่าสร้างขึ้นสมัยไหน อย่างไรหรอกครับ เพราะมีคนพูดกันอยู่มากมาย ออกรายการโทรทัศน์ก็มากแล้ว แต่ก็ตอบกลาง ๆ ว่า เราจะเชื่ออะไรนั้น ในฐานะของพุทธศาสนิกชนนั้น ก็จำเป็นที่จะ เอ่อ...ควรจะรู้เรื่องของกาลามสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสสอนเผ่ากาลามะว่า สิ่งที่ไม่ควรเชื่อสิบประการนั้นมีอะไรบ้าง และถ้าเชื่อควรเชื่ออะไร สิ่งที่ควรเชื่อมีอะไรบ้าง

     จะไม่บรรยายทั้งหมดสิบประการหรอกครับ จะพูดสั้น ๆ ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเชื่อที่ได้อ้างว่ามีในตำรา อย่าเชื่อเพราะผู้ที่พูดนั้นน่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะว่าเค้าเล่าลือกันมาตลอด อย่าเชื่อเพราะว่าใช้เหตุผลเป็นอย่างด

     อย่าเชื่อด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่ข้อที่น่าสนใจที่สุดคือข้อที่ 9 ในกาลามสูตรครับ ที่กล่าวไว้ว่า ...มาสมโน โนครุติ... อย่าเชื่อที่ได้อ้างว่าสมนะหรือผู้สอนนี้เป็นครูของเรา

     โอ...ขนาดพูดได้ว่าเป็นครูก็ยังไม่ให้เชื่อ ถ้าอย่างนั้นจะเชื่ออะไรละครับ จะเชื่ออะไรนั้น พระพุทธองค์ตรัสนะ สรุปความเอาว่า สิ่งใดก็แล้วแต่ ที่หากเชื่อแล้วนำมาปฏิบัติจะเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อตัวเอง มีแต่ผลดีนั้น ต้องเกิดโดยภาพรวมต่อสังคมนะครับ ต่อมนุษยชาติ ต่อโลก ถ้ามันไม่มีผลดีต่อมนุษยชาติ ต่อโลกเลย อย่าไปเชื่อมันเล้ย ไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกครับ

     แล้วผมก็ได้พูดกลาง ๆ อย่างนี้ บางทีเราก็ไปพิสูจน์ในสิ่งที่มันไม่ค่อยจะน่าพิสูจน์นะครับ ผมยกตัวอย่าง อันนี้ผมพูดกลาง ๆ นะไม่ได้ไปว่าอะไรใคร ๆ (หัวเราะ) พิสูจน์เสร็จว่าอันนี้เป็นคนทำขึ้น มันก็ดีหรอกครับ เพราะมันเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่ถามว่าถ้าพิสูจน์แล้วมันจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ให้แก่ใครบ้างหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดนี่ทางจังหวัดหนองคายเค้าก็ฟ้องรายการอะไรกันมาแล้วนะครับ เพราะไปพิสูจน์เนี่ย ทำให้เขาเสียค่าเสียหายไป เขาไม่ได้รับสิ่งที่ควรจะได้รับอีกตั้ง 50 กว่าล้าน

     จังหวัดเค้านะ 50 กว่าล้านบาทเค้าไม้ได้รับนะท่านนะ เพราะไปพิสูจน์อะไรบางเรื่อง เพราะงั้นเขาก็ฟ้องขึ้นมา นี่ก็น่าคิดนะท่านนะ ไม่ต้องไปเชื่อแบบงมงายหรอก ก็ดูว่ามันใช่ได้หรือไม่ ใช้ได้ก็เป็นบางครั้ง ไม่มีใครงมงายตลอดปีตลอดชาติหรอกครับ ของบางอย่างนั้นถ้ายิ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับความเชื่อเนี่ยนะครับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์(หัวเราะ)นี้ด้วยแหละ เค้าห้ามพิสูจน์ว่าถูกนะท่านนะ ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า prove true ขณะเดียวกันก็ห้ามพิสูจน์ว่าผิดห้าม disprove

     ก็เชื่อกันไปเฉย ๆ แหละ ความมีอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมันดีก็เชื่อไป ถ้ามันไม่ดีมันก่อให้เกิดเรื่อง อ่า....แต่ก็ความสามัคคีร้าวฉาน หรือว่าเป็นทุกข์ในสังคม มนุษย์ สังคมโลกก็อย่าไปเชื่อมันก็หมดแค่นั้นแหละ

     อันนี้เรื่องของศิลาจารึกหลักที่ 1หรือ จารึกสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น มีคนพูดในแง่มุมต่าง ๆ ไว้มากมาย จะเป็นข้อเขียนของนักโบราณคดี ของนักวิชาการเขียนไว้เยอะเลย

     ที่จริงตั้งแต่รุ่นเก่า ๆ เค้าก็เขียนไว้นะครับ ท่านหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมทย์นั้น เขียนในเชิงกฎหมาย ถึงกับเทียบศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเนี่ย เทียบได้กับแมคนาคาตาร์ของอังกฤษนะครับ ท่านก็เทียบได้แล้วก็ว่ามีอะไรบ้าง ปรากฏในไหน ดูได้ทุกแง่มุมเลยครับ

     วันนี้ในรายการของวรรณกรรมสองแควก็จะดูแง่มุมที่มันแคบ ๆ ก่อน แล้วค่อยขยายขึ้นไปครับ ที่จริงเรื่องนี้คงพูดกันได้หลายเดือนถ้าเราอยากจะพูด วันนี้อย่าเพิ่งดูขนาดนั้น ดู ดูคำบางคำที่อยู่ในจารึกก็แล้วกัน ว่ามันหมายถึงอะไรกันบ้าง บางทีอาจจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

     ในวันอาทิตย์ตอนเช้า ๆ ที่ท่านกำลังนอนฟังอยู่เนี่ยครับ ก็จะพูดเฉพาะคำที่ท่านได้ยินบ่อย ๆ คำที่ไม่ค่อยได้ยินที่ไม่อยากจะพูดซักเท่าไร่นักหรอกครับ

     คำแรกที่เราได้ยินก็คือคำว่า "ไพร่ฟ้าหน้าใส" คำนี้นะครับ เพราะในจารึกด้านที่ 1 ได้เขียนไว้ว่า ...พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย... อ่า...พ่อกู พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ไปทางด้านซ้าย ....ขุนสามชนขับมาหัวขวา... อ้าวแล้วไม่พบกัน (หัวเราะ) ไปคนละด้านเหรอเนี่ย (หัวเราะ)

     แสดงว่าคงจะไพร่พลมากพอสมควรนะ ตรงนั้นนะ หรือไม่ก็อะไรเยอะมันบังอยู่ อาจเป็นภูเขาก็ได้ ปรากฏว่าที่ขุนสามชนขับมานั้น คนที่อยู่แถว ๆ นั้นคือทหาร คือไพร่ฟ้า ก็เลยเป็นเหตุให้ ...ไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อกูหนียะย่ายพ่ายจะแจ... ไพร่ฟ้าหน้าใสก็คือ ทหารของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ไม่ใช่พ่อกูนะนี่ ไพร่ฟ้าหน้าใสของพ่อกู แต่เค้า เค้าละคำว่าของเอาไว ้ก็เป็นไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อกูหนียะย่ายพ่ายจะแจ จะแจ อันนี้ก็ทหารถอยออกมา ออกมาจนถึงทัพของพ่อขุนรามเลย

     ...กูบ่หนี... แต่กูไม่หนีนะเนี่ย คำที่น่าสนใจคือ ไพร่ฟ้าหน้าใส หน้าก็ใสอยู่ แต่ทำไมถึงไปเที่ยวพ่ายหนียะย่ายพ่ายจะแจอย่างนั้น คำว่าไพร่ฟ้าหน้าใสนั้นความหมายจริง ๆ ก็คือ "ประชาชนพลเมือง" ในที่นี้ในความหมายของไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อกูหนียะย่ายพ่ายจะแจเนี่ย อันนี้เขียนเป็นไพร่ไพร่จะแจ้นไปด้วยซ้ำนะนี่นะ คงจะพ่ายมากเลยหนีแจ้นเลยทำนองนั้นมั้ง

     ในจารึกหลักที่ 1 บรรทัดที่ 221 เนี่ย หนียะย่ายพ่ายจะแจ(หัวเราะ) คำนั้นนะ ถ้าเราไปมีโอกาสอ่าน อ่า....พระราชนิพนธ์เล่มนึงของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ในตอนที่พระองค์เสด็จมาครองเมืองพิษณุโลกอยู่ แล้วก็ทรงทำสงครามกับพระเจ้าติลิโยติโลกนาถกษัตริย์ของเชียงใหม่ และมีในช่วงหนึ่งมีการขอหย่าศึกกันเป็นระยะสั้น ๆ พูดภาษานักกีฬาว่า ขอไทม์เอาท์นั่นเองแหละ ระยะสั้นๆ ปีนึงนะมีการหย่าศึกกันนะท่าน ระหว่างพิษณุโลกกับเชียงใหม่

     ช่วงที่หย่าศึกนี้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชนิพนธ์วรรณกรรมขึ้นเรื่องหนึ่งชื่อ "มหาชาติคำหลวง" ในมหาชาติคำหลวงนี่นะครับ ในหนังสือเล่มนี้ ในคำหลวงเล่มนี้มีคำว่า ไพร่ฟ้าหน้าใส ด้วยนะครับ หมายถึงประชาชนโดยทั่วไป

     ปรากฏในข้อความ กัณฑ์มหาพนธ์นะอันนี้นะฮะ ที่บอกว่า ...สิวิหิวิปวาสิโต ไพร่ฟ้าหน้าใสชาวเชตุดร... ได้กล่าวไว้เลยครับในคำที่เป็นบาลี ก็แปลมา

     คือลักษณะของมหาชาติคำหลวงนี่ มีตั้งคาถาภาษาบาลีเสร็จ แล้วก็แปลต่อมาเลย ไม่ค่อยขยายความอะไรนัก ไม่ค่อยจะแปลตัวต่อตัวนะครับ อย่างกัณฑ์มหาพนธ์ที่ผมพูดเมื่อกี้เนี๊ย ถ้าเขียนว่า ...พราเมกี...แปลเลย ฟังแฮตชีพราห์ม แปลกันตรง ๆ อย่างนี่ ....เทสะเสโร... เขาเขียวงาม เขาเขียวงาม เป็นแท่งตะวัน แปลกันตรง ๆ เลย

     อันนี้ก็แปลตรงเหมือนกัน สิวิหิวิปปาสิโต ไพร่ฟ้าหน้าใสชาวเขตุดร กำจัดท้าวจรจากเมืองมานาน บอกไว้เลย ไพร่ฟ้าหน้าใสในที่นี้หมายถึง ชาวเมืองสีพีนะครับ นี่ท่านที่สนใจก็เปิดมหาชาติคำหลวงดูนะฮะ ก็เป็นวรรณกรรมสมัยอยุธยานี่เองนะ แต่งในเมืองพิษณุโลกเนี่ย

     สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ในพิษณุโลก เพราะฉะนั้นคำว่า ไพร่ฟ้าหน้าใสจึงไม่ปรากฏเฉพาะในจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเท่านั้น แต่มีอยู่ในมหาชาติคำหลวงด้วย

     ขณะเดียวกันก็มีอีกคำหนึ่ง ในจารึกหลักที 1 ด้านที่ 1 เนี่ยครับ ก็อยู่ เอ่อ....อยู่ในบรรทัดระหว่าง 32 ถึง 33 เนี่ย มีคำ ๆ หนึ่ง "ไพร่ฟ้าหน้าปก" เมื่อกี้หน้าใสแฮะ คราวนี้หน้าปก ฟังดูไม่ใช่หน้าปกหนังสือนะเนี่ย หน้าปกอันนี้ก็หมายถึง ประชาชนพลเมืองโดยทั่วไป เหมือนกันนะ แต่หลายคนก็บอกว่า อาจจะหมายถึง ราษฎรกำลังเดือดร้อน ถึงได้หน้าปกนะฮะ

     หน้าปกจะหมายถึงเดือดร้อนประการใดได้ล่ะ ถ้าหากท่านมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งทางกรมศิลปกรเขาทำการปริวัติไว้ เว้น ไว้เป็นอย่างหนังสือเล่มนี้ เนื้อปริวัติมาจากภาษาไทยล้านนา ชื่อว่า "ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่"

     "พื้น" ในที่นี้อย่าไปแปล พื้นเมือง แปลว่า อ่า.. ชาวชนบท หรือ flok อะไรไม่ใช่อย่างนั้นนะฮะ (หัวเราะ) พื้นในที่นี้แปลว่า "ประวัติศาสตร์ หรือ พงศาวดาร" อะไรก็แล้วแต่ จะพูดนะครับ คล้าย ๆ กับตำนานของพื้นเวียง ก็หมายถึงประวัติศาสตร์ของเมืองเวียงจันทร์เนี่ย ตามตำนานพื้นเวียง ที่เคยนำมาออกอภิปรายกันมากมายเลยในยุคหนึ่งนี่นะครับ นี่ก็ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

     และถ้าท่านอ่านหนังสือชื่อว่า ตำนานเมืองเชียงใหม่ ซึ่งต้นฉบับจริง ๆ เป็นฉบับใบลาน อักษรไทยยวน ประมาณหน้าที่ 20-21 นี่แหละครับ จะมีการกล่าวถึงว่า ใครก็แล้วแต่ถ้ามีความทุกข์เนี่ย ในเวลาที่ลงไปอาบน้ำในแม่น้ำในลำห้วยนั้น ผู้นั้นก็จะลูบผมลงไปข้างล่าง คือเวลาอาบน้ำแทนที่จะเสยผมขึ้น ๆ ข้างบน กลับลูบลงข้างล่าง

     นี่แหละมั้งครับ มันถึงมาเป็นประเพณีเวลาเรารับน้ำมนต์จากพระเนี่ย รับเสร็จปุ๊บ ต้องเสยผมขึ้นเอาน้ำมนต์ น้ำมนต์ที่อยู่ในมือนี่เสยผมขึ้น หรือในเวลาที่เราไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ก็มีการเสยผมขึ้น น้ำที่เปียกมือนั้นเราเอาเสยขึ้น บางคนนี่เวลาไหว้ผู้ใหญ่เสร็จก็เสยผมขึ้น แปลว่าพอไหว้เสร็จก็เลยชุ่มชื้น เพราะมีความสุขน่ะครับ แต่ถ้าไหว้เสร็จแล้วเสยผมลงมาปิดหน้า แสดงว่ามีความทุกข์

     อันนี้กระมังจะตรงกับไพร่ฟ้าหน้าปก ข้อความอันนี้นะครับ เกี่ยวกับการเอาผมมาปกหน้าไว้เนี่ย มันอยู่ใน เอ่อ.. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงว่า อ่า... พระเจ้ามังรายเนี่ย ท่านได้โปรดให้ตั้งตลาดขึ้น เรียกว่าตลาดเวียงกุมกามหรือตลาดกุมกาม

     ท่านคงนึกนะฮะ กุมกามนี้ผมอ่านตามชื่อธรรมดา แต่ว่าพูดให้ถูกต้องเป็น "ก๋มก๋วม" นะฮะ กุมกามตลาดของเวียงกุมกามท่านแต่งขึ้น เป็นที่ซื้อขายของคนทั่วไปนะฮะ จากนั้นพระเจ้ามังรายณ์ ก็พระเจ้ามังรายณ์มหาราชเนี่ย ท่านก็รำพึงไปว่า เฮ้อ! ตอนนี้นะประชาชนของเรานี่เป็นทุกข์ เป็นสุขประการใดบ้างหนอ อยากจะทราบนักหนา อย่าเช่นนั้นเลยว่าที่พระองค์จะปลอม ปลอมพระองค์มา เชี๊ยะ ไม่ให้ใครมองเห็นว่าพระเจ้ามังรายณ์ปลอมมา ดูความทุกข์ความสุขของประชาชน

     เนี่ย พระองค์คิดอย่างนี้ ข้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวไว้นะ ไม่ใช่ผมคิดเองนะ เขียนไว้เลยว่า ...เจ้ามังรายณ์ร่ำเปิงว่า... ร่ำเปิงก็คือรำพึงนั่นนะฮะ รำพึงว่า ...ไพร่กูนี้ยังสุขทุกข์เป็นอย่างใด ใคร่ฮู้ จึงแต่งตัวปลอม ถือกุ๊บต๋องตึง... กุ๊บต๋องตึงนะฮะ ตองตึงนี่ปลวงนะฮะ

      ...นุ่งผ้าผืน ข้าร้อยคำภายใน... ผ้าที่พระองค์ อ่า... ทรงนุ่งข้างในเป็นผ้าราคาถึงร้อยเหรียญทองคำ แต่ว่านุ่งผ้าไท่ภายนอก ข้างนอกนุ่งผ้าธรรมดาแต่ใช้คำว่าผ้าไท่ เหมือนกับคำว่า "ข้าไท" ทั่ว ๆ ไป นุ่งผ้าทั่วไปเหมือนคนอื่น แต่ข้างในนี่ อู้ฮู้ ! เป็นผ้าราคาเป็นทองคำเป็นร้อยเหรียญทีเดียวแหละ

      จากนั้นพอแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เรียกว่า"ปลอมพระองค์" เนี่ย ก็เข้าไปในกาดกุมกามอยู่ริมแม่น้ำปิง กาดกุมกามตลาดของเวียงกุมกามเข้าไปที่นั่น

      ...ไหว้หน้าเมื่อวันออก... หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ดูคนทั้งหลายที่เข้ามาในตลาด จากนั้นเจ้ามังรายมหาราชก็รำพึงภายในพระราชฤทัยว่า จะนั่งอยู่ตรงนี้แหละ ดูคนเข้ามาใน...ในตลาด แล้วก็ดูคนลงไปอาบน้ำในแม่น้ำปิง ผู้ใดที่อาบน้ำลูบผมลงไปข้างล่าง ผู้นั้นแปลว่ายากจน ถ้าเห็นอย่างนั้นแล้วก็จะให้ผ้าผืนราคาร้อยเหรียญทองคำ

     เนี่ยจะให้คนนั้นนะคนที่ยากจน โอ่...ให้มากทีเดียว ปรากฏว่าพระองค์มาดูคนอาบน้ำอยู่นานเลย เมินขนาด ก็บ่หันผู้ใดลูบผมลงลุ่มซักคน ไม่เจอใครเลยที่จะไปลูบผมลงข้างล่าง พูดอย่างนี้แปลว่า คนเชียงใหม่ตะก่อนไม่มีคนยากคนจน คนตุ๊กจะอี้บ่ามีเลยน่อ ไม่มีเลยนะครับมีแต่คนร่ำรวยทั้งนั้น

     นี่ถ้ามีใครสักคนไปอาบน้ำ แล้วลูบผมลงไปปกหน้าไว้ นี่รับรองได้ว่าทันทีเลยละครับ ได้...ได้ผ้าที่พระองค์นุ่งราคาเท่ากับทองคำร้อยเหรียญ นี่ไม่มี

     ที่ผมพยายามกราบเรียนมานี่ก็เพื่อที่จะอธิบาย คำว่า "ไพร่ฟ้าหน้าปก" แปลว่า ถ้าใครก็แล้วแต่เอาผมปกหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปอาบน้ำ แล้วก็เอาผมปกลงมาข้างล่างนี่นะครับ เสยลงมาข้างล่างแปลว่า ผู้นั้นมีความทุกข์

     ด้วยเหตุนี้ในจารึกหลักที่ 1 หรือ จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงเขียนไว้ว่า ...ไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้...

     นั่นก็คือใครที่มีความทุกข์ เจ็บป่วย ไม่สบายอกสบายใจ เรียกว่าทุกข์นานับประการเถอะ อยากจะพบกับผู้ปกครองนะฮะ อยากจะไปให้ถึงเจ้าถึงขุน ผู้ปกครองเนี่ย อ่า...คนชั้นปกครองอะไรก็แล้วแต่ ถ้าอยากจะพบเนี่ยไม่ยากเลย สบายมากเลย ...ไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ นั่น...มีกระดิ่งที่แขวนเอาไว้ ใครมีความทุกข์ก็ไป ไปสั่นกระดิ่งตรงนั้น

     เอ่อ...ก็เรียกว่าเป็นวิธีการนะครับ ใช้สัญญาณเสียง บรรดาผู้ปกครองหรือพ่อขุน เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งก็ได้ จะออกมา มาถามว่า ความทุกข์เป็นประการใด แล้วก็จะช่วยทันที

     โอ...ยุคก่อนนี้มีระบบนี้ ยังกับระบบการร้องทุกข์อะไรทำนองนั้นนะ นะฮะ เหมือนศาลปกครองเนี่ยปัจจุบันนี้นะครับ ถ้ามีอะไรก็ไปว่ากันตรงนั้นได้ นี่ก็เป็นคำว่า "ไพร่ฟ้าหน้าปก" มีอยู่สองคำที่พูดถึงในนี้ ที่...ที่น่าสนใจ

     อีกคำนึงนะครับเป็นคำที่เราชอบพูดกันอยู่เสมอเลย เนี่ยผมจะลองอ่านในจารึกก่อน บอกว่า ...เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง... อันนี้แปลว่า เขียนหลังที่พ่อขุนรามคำแหงสวรรคตละมั้ง จึงเขียนอย่างนี้นะ

     ... เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบ ในไพร่ลู่ทาง... คำว่า "ลู่ทาง" คนปัจจุบันถ้าเป็นรุ่นเด็กๆ ฟังลู่ทาง คงจะนึกเป็นทางมั้ง เป็นทางไฮเวย์ เป็นทางหลวง เป็นถนนคันทรีโรด (country road) อะไรทำนองนี้มั้ง

     อันนี้ไม่ใช่นะครับ คำว่าลู่ทาง ลูทาง ลูท่าง คำนี้คำว่า ลู่ทาง เนี่ย ในคำว่า "บ่เอาจังกอบ ในไพร่ลู่ทาง" ซึ่งชื่อความนี้อยู่ในจารึกหลักที่ 1 ด้านที่1บรรทัด 19 เนี่ย ตามความหมายหมายถึง คนเดินทาง นะครับ

     ถ้าเป็น ลูท่าง หมายถึง ทางสะดวกสบาย ในความคำว่า "...ลูทางเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย..." หมายถึงค้าขายสะดวก คำว่า "ลูท่าง" นี่จะเป็นภาษาถิ่นทางเชียงใหม่ หรือว่าภาษาถิ่นทางมหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ดก็ยังใช้อยู่นะครับ ลูท่าง ลูทาง อะไรก็แล้วแต่ เนี่ยพวกนี้นะครับหมายถึง สะดวก

     ถ้าคำว่าลู่ทางใน "บ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง" อันนี้หมายถึงคนเดินทาง แต่ถ้าเป็นคำวิเศษณ์นั้นนะ คำนามหมายถึงคนเดินทาง ถ้าเป็นคำ ลูท่าง หมายถึง สะดวก ในความหมายว่า "ลูทางเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย"

     นี่...ค้าขายสะดวกนั่นเอง จูงวัวไปค้า หมายถึง มีขบวนวัวต่างนะท่านนะ เอาของบรรทุกหลังวัวแล้วก็จูงไป ไม่ขึ้นไปขี่เดี๋ยววัวมันจะหนัก เอา..เอาของบรรทุกแล้วยังไปขี่ วัวเหนื่อยตายเลยถ้าแบบนั้น แล้วก็จูงวัวไป

     จูงวัวไปค้าแปลว่า เอาของบรรทุกหลังวัวไปค้า พอค้าของอะไรเสร็จก็จูงวัวกลับนะ ไม่ใช่จูงวัวไปถึงก็ขายวัวไปเลย (หัวเราะ) แล้วก็กลับมาหลายคนเข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น

     ...จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย... ขี่ม้าไปขายนี้ไม่ใช่เอาม้านะ ขี่ม้าแล้วเอาของไปขาย แสดงว่าเอาของบรรทุกหลังม้า หลังวัวด้วย ของจะบรรทุกหลังม้าก็ต้องเบาหน่อย เพราะตัวเราก็หนักอยู่แล้ว อาจจะเป็นพวกเพชรพวกพลอยพวกทองคำอย่างเนี่ย อันนี้ขี่ม้าไปขาย ถ้าหากว่าใส่หลังวัวก็ของหนักหน่อยนะครับ เพราะว่าเราไม่ขึ้นไปขี่ด้วย หรือว่าจะใช้วิธีขี่ม้าละก็จูงวัวไปอันนี้ก็ไม่ค่อยมีคนนิยมทำเท่าไหร่นะครับ

     จูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขายนี่นะครับสะดวก สมัยก่อนไปขายสะดวก คำว่าสะดวกในที่นี้ละก็ บอกเจ้าเมืองไม่เก็บภาษีนี่ละครับ ไม่เก็บภาษีใน อ่า...จะเป็นภาษีจังกอบ ภาษีขนอนอะไรก็แล้ว แต่มันหมายความได้หลายประการ

     สะดวกเนี่ยแปลว่าทางสะดวกก็ได้ คือไม่ใช่ไปก็ไปอย่างลำบากลำบน บุกป่าบุกดงรงรก ในน้ำ ดงอะไรไม่ใช่อย่างนั้น สะดวกก็เพราะมันเป็นถนนเนี่ยนะ ก็ยุคนั้นมีถนนพระร่วง ท่านพอนึกออกมั้ย ถนนพระร่วงกว้างตั้ง18 เอ๊ย...ตั้ง 12 เมตรนะ ประทานโทษเถอะ กว้างแล้วก็ตัดเป็นทางตรงเลย เพราะฉนั้นจะค้าขายเนี่ยสะดวกเหลือเกิน ถนนพระร่วงเนี่ย

     หรือจะบอกแปลว่า สะดวก เค้าไม่ได้เก็บภาษีก็ตีความได้หลายอย่าง ตรงการตีความได้หลายอย่างเนี่ย มันดีตรงนี้นะครับ คนที่เค้าเรียนทางภาษาเนี่ย เวลาเค้าเรียนจะเกิดความสนุกสนาน

     เพราะมันตีความได้หลายอย่างนี่แหละ ถ้าอะไรตีความได้อย่างเดียวคงไม่สนุกหรอก บางคนเค้าเรียนภาษา เค้ามักจะชอบถามกันเสมอเป็นคำเดี่ยว ๆ ซึ่งตีความไม่ได้หรอก คำว่า "รักษา" แปลว่าอะไรอย่างเนี่ยะ

     โอ...(หัวเราะ) นี่ตอบยากนะ รักษา รักษา อ่า...ยกตัวอย่าง จงเอาสายสร้อยทองคำเส้นนี้ไปรักษาไว้ให้ดีนะลูก นี่ถ้าสั่งอย่างนี้ รักษา ก็แปลว่าทำให้คงอยู่นะท่านนะ อย่าให้หายนะลูกสายสร้อยทองคำเส้นนี้

     ขณะเดียวกัน ตอนนี้เจ้าก็เป็นขี้กลากเเล้วนะลูก ไปรักษาซะนะลูก อันนี้แปลว่า ไปทำให้ขี้กลากมันหายนะท่าน

     ดูดี ๆ สิ รักษาตัวแรกแปลว่าทำให้อยู่ รักษาตัวสองทำให้หาย โอ...ฟังอย่างนี้ดูคำคำเดียวเข้าใจยากเหมือนกันนะ แล้วนี่ตรงนี้ล่ะครับ เค้าถึงต้องใช้บริบทในการ เอ่อ...ตีความ แล้วก็พวกที่เค้าเรียนภาษา เค้าก็จะต้องใช้สิ่งแวดล้อมรอบคำนั้น ไม่อย่างนั้นจะไม่เข้าใจ

     ไม่ดูอื่นไกลหรอกเวลาเราอ่านนิราศนรินทร์หลายท่านก็อ่านแล้ว นี่ผมพูดซ้ำสองแล้วนิราศนรินทร์เนี่ย มีข้อความตอนนึงบอกว่า ...ครืนครืนใช่ฟ้าร้อง เรียมครวญ... ถอดความว่า เสียงครืนครืนนั้นไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่เป็นเสียงของพี่คร่ำครวญ ตกลงคำว่า"ใช่" ในที่นี้เวลาถอดความให้แปลว่า"ไม่ใช่"นะท่าน

     ...หึ่งหึ่งใช่ลมหวน พี่ไห้... เสียงหึ่งหึ่งนั้น ไม่ใช่เสียงลมพัดหวน แต่เป็นเสียงของพี่ร้องไห้ คำว่า"ใช่" ในที่นี้หมายความว่า"ไม่ใช่" ทั้ง ๆ ที่ไม่มีคำว่า "ไม่" นำหน้า นี่ก็น่าคิดพวกเรียนภาษาจะชอบมากตรงนี้

     ใช่แปลว่าไม่ใช่นี่ อ่า...เคยมีนิสิตของมหาวิทยาลัยนเรศวรนี่แหละครับ เค้ามอบกระถางต้นไม้ ซึ่งมีต้นไม้ขึ้นมาแล้วนะต้นไม้ ปลูกต้นไม้ใส่กระถางมอบให้คณะ เพื่อให้คณะเนี่ยได้ใช้ประดับจะได้สวยงาม อันนี้นิสิตที่มอบให้นั้นก็มีความเกรงว่า จะมีคนเอาทิชชู่มั่ง เอาก้นบุหรี่มั่ง ไปทิ้งใส่ในกระถางต้นไม้ของเค้า เค้าก็เลยเขียนเอาไว้ที่กระถางต้นไม้ว่า "กระถางต้นไม้ใช่ถังขยะ"

     แค่นั้นแหละครับ คนอ่านเห็นแล้วก็งงอ่านเสร็จ เอ๊ะ! มันใช่หรือไม่ใช่นี่นะเนี่ย "กระถางต้นไม้ใช่ถังขยะ" ความจริงแล้วคำว่า "ใช่" นั้นให้แปลว่า "ไม่ใช่" อย่างนี้แหละ นี่ก็ภาษาตีความกันไปยาก

     บางทีสื่อความกันแล้วไม่เข้าใจก็มี มีวรรณกรรมเรื่องนึง เล่าถึงว่าชาย 2 คนเป็นเพื่อนรักกัน เดินจากหมู่บ้านนึงไปหมู่บ้านนึงผ่านท้องนาไป ในขณะที่เดินผ่านไปนั่น ชายคนหนึ่งเกิดปวดท้องโดยกระทันหัน จะต้องทำทุกข์หนักก็ไปพบพุ่มไม้เข้า ก็บอกเพื่อนว่า "เอาเถอะ...เพื่อนเอ๋ย เราจะเข้าไปใน ใน ในพุ่มไม้นี่นะ เพื่อทำให้ความทุกข์หนักของเรานี้มันหายไป เพื่อนเอ๋ย...จงรออยู่ ถ้ามีใครมาจงบอกเค้าด้วย"

     ก็ปรากฏว่า แกก็เข้าไปทำธุระของแกภายในพุ่มไม้นั้น เจ้าเพื่อนก็รออยู่ข้างนอก ห่างกันพอประมาณ ขณะเดียวกันก็มีคน 3 คนเดินผ่านไป ห่างจากตรงนั้น 300-400 เมตร เพื่อนคนที่รออยู่นั้นก็ไม่ฟังเสียง วิ่งออกไปโดยทันที แล้วก็ไปบอกคน 3 คนนั้นว่า "นี่...มีคนอึอยู่ในพุ่มไม้โน้น" แล้วไปเที่ยวบอก 3 คนนั้นแล้วก็วิ่งกลับมา

     ไอ้เพื่อนคนที่อยู่ในพุ่มไม้นั่นก็ถามว่า "เอ็งไปไหนมา" อันนี้ก็บอกว่าไปบอกกับเค้ามาว่า "เอ็งไปทำธุระหนัก(หัวเราะ)อยู่ในพุ่มไม้" เจ้าคนที่อยู่ในพุ่มไม้ก็โกรธ "ทำไมถึงไปเที่ยวบอกเค้าอย่างงั้น" เจ้านี่ก็บอกว่า "ก็ไหนบอกมีคนมาให้บอกล่ะ เราก็ได้ไปบอกแล้ว จะมาโกรธเราทำไมอีก"

     เนี่ยเป็นเรื่องของการสื่อสารนะท่านนะ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะเรื่องภาษานี่ พูดแล้วเข้าใจกันพลาดก็เยอะนะ เข้าใจกันผิดน่ะ ถ้ายิ่งเป็นคนต่างประเทศพูดจะยิ่งขนาดไหน ท่านยิ่งเข้าใจผิดมากเลย ต่างประเทศก็ดี คนกลุ่มน้อยพูดก็ดี เข้าใจผิดหลายอย่าง มีหลายเรื่องแต่ไม่สามารถมาเล่าในที่นี้ได้นะท่านนะ

      นี่ก็พูดถึงว่าการตีความในจารึกเนี่ย ไม่ว่าจะจารึกหลักไหนละครับ นี่เรายกตัวอย่าง เพราะจารึกหลักที่ 1 เนี่ยะมันตีความหมายได้หลายอย่างพอสมควรนะ แต่ละคำนี่นะครับ

     ในจารึกหลักที่ 1 นั้น มีคำอยู่คำนึง คำว่า "น้ำโขง" กับคำว่า "ฝั่งของ" เนี่ยะนะฮะ น้ำโขงกับฝั่งของนะฮะ คำว่า "ฝั่งของ" อาจจะหมายถึง ฝั่งของเมืองของ หรือว่าจะหมายถึงฝั่งแม่น้ำโขง ในจารึกหลักเดียวกันเนี่ยนะครับ ด้านที่ 2 เนี่ย คงจะอยู่ประมาณบรรทัดที่ 5 เนี่ยนะครับ ประมาณนี้นะครับ

     คำว่า ...มีน้ำตะพังโพยสีใสดี ดังกินน้ำโขงเมื่อแล้ง... นี่ละครับ ตะโพยพังกินดีดังสีใส กินน้ำโขงเมื่อแล้ง อันที่นี้ใช้โขง น้ำโขงที่จริงเรียกน้ำโขงนี่ดูจะปรากฏที่เดียวนะฮะ

     โขงมันแปลว่าใหญ่นะฮะ ที่จริงนะประตูโขงเรียกว่าประตูใหญ่ ถ้ำประตูโขงบนภูกระดึง คือ ถ้ำประตูใหญ่อันนั้นเองครับประตูโขง

      คำว่าแม่น้ำโขง ดูจะไม่มีที่ไหนเค้าเรียกกัน เราพบที่เราดูจะพบในแม่น้ำโขงครั้งนึง จากนั้นจะพบในสุราแม่โขงเท่านั้นแหละครับ กับปัจจุบันเรามาเรียกกันว่าแม่โขง แต่ก่อนเรียกแม่น้ำของทั้งนั้นนะครับ แม้แต่ชาวเชียงรายเนี่ยคนลาวเดี๋ยวนี้ก็ยังเรียกแม่น้ำของอยู่

     แม่น้ำของหรือว่าแม่น้ำโขงนั้นตอนที่ไหลอยู่ในจีนนั้นเค้าเรียกว่าแม่น้ำหลิ่งชัง หลิ่งชังก็คือ "ล้านช้าง" แม่น้ำล้านช้างเนี่ยแหละครับ

     อะ...ผมก็เลยสงสัยเหมือนกันว่าในจารึกหลักที่ 2 บรรทัดประมาณที่ 5 ที่ 6 เนี่ย กับจารึกด้านที่ 4 บรรทัดที่ 20 กว่า ๆ ไปจนถึงบรรทัดสุดท้ายที่มีคำว่าฝั่งของนะเนี่ย

     ของกับโขง นี่เป็นไปได้มั๊ยว่า ของจะหมายถึงชื่อเมืองกระมัง อาจจะไม่หมายถึงชื่อของ เอ่อ...แม่น้ำโขงก็จะเป็นได้ อาจ อาจจะเป็นอย่างนั้นนะครับ คำว่าของเนี่ยถ้าแปลว่าแม่น้ำโขงก็ได้เหมือนกันนะ

     ตีความได้ ดูข้อความในจารึกเอ่อ....ด้านที่ 4 ประมาณบรรทัดที่ 18-19 นะฮะ ตอนนั้นมีคำว่า ...ลุมบาจายสะคา เท้าของเวียงจันทร์เวียงคำเป็นที่แล้ว... เท้าฝั่งของถึงฝั่งโขงนะฮะและเมืองพลัวพันฝั่งของเมืองชวาเป็นที่แล้ว อันนี้ก็ด้านที่ 4 เหมือนกัน บรรทัดที่ 5

     ส่วนข้อความในจารึก จารึกว่า ...ชาวยู ชาวของ มาออก... นะเนี่ย นี่คำว่า ชาวยูชาวของมาออก คำว่า ชาวของ ก็หมายถึง ชาวเมืองนี้มาจากเมืองของน้อย มาเมืองนี้

     มี 2 เมืองนะครับ มีของน้อยก็ต้องมีของใหญ่ แต่เค้าไม่ได้เรียกของใหญ่เรียกว่าของหลวง เมืองของน้อยและเมืองของหลวง สองเมืองนี้ตั้งใกล้กับเมืองหลวงพระบางนะฮะ นี้ข้อความมีอยู่เลยว่าพระเป็นเจ้า พอไปเมืองชวาได้เชียงติวของน้อยของหลวง อันนี้ปรากฏในตำนานพื้นเมืองของเชียงใหม่นะฮะ

      หรือคำว่าของอาจจะหมายถึง เมืองของ ซึ่งอยู่บริเวณสิบสองปันนาก็ได้ อันนี้ก็มีเมืองชื่อของอยู่ จากตำนานเมืองเชียงใหม่ต้นฉบับใบลานอักษรไทยยวนเนี่ย อยู่ประมาณหน้าร้อยกว่าๆ 114-115 นี่นะครับมันจะมีชื่อเมืองเหล่านี้อยู่นะเนี่ย ตอนเนี๊ย

     ...ปราบขึ้นไปมีเมืองยองเป็นเค้าและบ้านยูเมืองหลวงเมืองคานเป็นแลเมืองขึ้น เชียงขาน เชียงคะ เมืองลัว เมืองหลวง เมืองแช่ เมืองราย เมืองเจือง ท่าล้อ เมืองม้า เมืองของ เมืองลัง เมืองมาง...

     เนี่ยนะฮะ ของเป็นชื่อเมือง เพราะฉนั้นคำว่า ฝั่งของ นี่จะหมายถึงฝั่งแม่น้ำโขง หรือว่าจะเป็นเมืองนี้ ก็น่าคิด

      ส่วนโขงนั้นก็เป็นชื่อแม่น้ำ กั้นชายแดนไทยกับลาว ซึ่งเราไม่ได้เรียกกันอย่างนี้ดังที่กล่าวถึงเมื่อกี้ ดังที่ ...กินน้ำโขงเมื่อแล้ง... ในหน้าที่ 2 ด้านที่ 2 ของจารึก บรรทัดที่ 5-7 ประมาณนั้น ผมก็ยังจำบรรทัด(หัวเราะ)ไม่ค่อยจะได้เหมือนกันนะ นะครับ

     นี่ก็ชื่อของคำว่าของ โขง มีปรากฏอยู่ชื่อพวกนี้ อ่านแล้วน่าสนใจนะท่านนะ อีกชื่อเมืองหนึ่งนะครับ ตอนท้ายพอดีมองไปก็เห็นด้านที่ 4 บรรทัด 22 นี่นะครับ ประมาณนั้นนะฮะ 25 นี่นาประทานโทษ บรรทัด 26 นี่นะครับ นับดูซิ นับ นับถูกบรรทัดที่ 26 มีคำว่าเมืองชวา นี่พบอีกเมืองนึง เมืองชวา เมืองพลัวพันฝั่งของเมืองชวาเป็นที่แล้ว

     ชวาอาจจะหมายถึงเมืองหลวงพระบางก็ได้นะครับ ...พันฝั่งของเมืองชวาเป็นที่แล้ว... เนี่ยบรรทัดที่ 26 เนี่ย เมืองชวา บางทีเรียก เมืองเส้า คำว่าป่าเส้าที่ลำพูนนี่นะฮะ ป่าเส้า เมืองเส้า เส้าภาษาจีนแปลว่าเล็ก ป่าเส้าก็ป่าเล็ก เส้าหลินก็ป่าเล็กไง สำนักเส้าหลินอยู่ในป่าเล็กไม่ได้ในป่าใหญ่ เมืองชวา เมืองเส้าเนี่ยแปลว่าป่าเล็กได้ทีเดียวละ

     ข้อความ ข้อความมีปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตอนที่กล่าวถึงเมืองเส้าเมืองชวานี้นะครับ ตำนานเมืองเชียงใหม่นี่ก็กล่าวถึง พระเจ้าติโลกราชนี้เสด็จไปไปพลอมยังได้ 17 วัน แล้วก็คืนมาเชียงใหม่ในปีเดียวกัน เมื่อเดือน 4 เนี่ย เอาทหารไปมากเลย เอ่อ...ไปเมืองเงี้ยว ไปเมืองนางแก๋ว เมืองชวา ชวานี้ก็คือเมืองเส้า เป็นรกแก๋วนะฮะ อันนี้ฮะ เมืองชวาแก๋วข้ามที่เมืองชวาจักมาถึงสีมาแดนที่เมืองน่าน(หัวเราะ) นี่ก็ว่าอย่างนี้นะฮะ

     แก๋วก็เป็นชนเผ่าหนึ่งนะ หลายคนบอกว่า แก๋วมันก็คือยวนหรือเปล่านะ ทางโคราชนี้เค้าเรียกว่า อ่า....คนยวนว่า "คนแกว" นะครับ อีสานเกือบทั้งหมดเนี่ย เรียกคนยวนว่าคนแกว ไม่ค่อยเรียกว่ายวนนะฮะ

     ถึงกับมีสุภาษิตอีสานบทหนึ่ง ประทานโทษ คำพังเพย บอกว่า "เอ้านำแก๋วบ่แล้วซักเทีย" แปลว่า พูดกับคนยวนไม่รู้เรื่องกันหรอก ไม่รู้จักจบจักสิ้น เอ้านำแก๋วบ่แล้วซักเทีย หรือว่า "เอ้านำแก๋วบ่เสียแนวพันเผ่า" พูดกับคนยวนเนี่ยจะต้องทำให้เสียเผ่าพันธุ์นะ อะไรทำนองเนี้ย นี่ก็พูดถึงเมืองชวา นะ เมืองหนึ่ง

     อีกเมืองหนึ่งนี่เราก็พอมีเวลา อ่า....เหลืออยู่สักหน่อยนึงเนี่ยนะครับ เค้ามีข้อความในจารึกเนี่ย มีกล่าวถึงถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง ชื่อถ้ำพระรามนะครับ

     ในจารึกบอกว่าจารึกอันหนึ่งมีในถ้ำชื่อว่าถ้ำพระราม อยู่ฝั่งน้ำสัมพาย ก็งงเหมือนกันนะ ถ้ำพระรามจารึกอันนี้ ยังไม่มีคนพบเลยนะครับ ครับยังไม่มีคนจารึกอันนี้เลยว่าอยู่ที่ไหน เป็นชื่อ เป็นชื่อถ้ำ หรือว่าชื่อถ้ำพระราม

     ถ้ำพระรามนี้ก็อยู่อ่า....ถ้าไปสุโขทัยเนี่ย ในปัจจุบันก็เข้าใจกันว่า เข้าใจกันว่านะครับ จะไปตรงกับจารึกนี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดหรอกครับ ว่าถ้ำพระรามนี่ จะอยู่ทางฟากแม่ ทางฟากห้วยแม่รำพัน ถ้ำแม่รำพัน ห้วยแม่รำพัน ถ้ำที่พระรามอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือเนี่ยของห้วยรำพัน

     อ่า...คนสุโขทัยเรียกว่า ถ้ำเจ้าราม ถ้ำเจ้ารามมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นหินปนดิน ส่วนชั้นบนเป็นหินก้อนเดียวนะฮะ ถ้าจะไปดู อันนี้ก็อยู่ในเทือกเขาหลวงทั้งหมดแหละครับ ถ้าอยู่ทางทิศใต้ของเขาเล็ก ๆ ชื่อเขาสีดา แต่เขาที่มีถ้ำพระรามอยู่มันต่ำกว่าเขาสีดา แต่ถึงต่ำกว่าก็ยังสูงกว่าอีก หลาย หลายเขา

     บริเวณนั้น มันมีอยู่หลายเขานะฮะ ท่านที่ชินกับเขาหลวงก็คงทราบ เขาหลวงไม่ใช่มีเฉพาะอ่า.... เขาง่อนเจดีย์ เขาพระแม่ย่า เขาฟุกา ไม่ใช่อย่างนั้น หรือไม่ใช่มีเฉพาะ เขาพระเสด็จ เขาพุทธ อ่า....เขาพระเสด็จ เขาพุทธ อะไรต่าง ๆ ที่มี อ่า...โทษต่อพระร่วงอย่างนั้นนะ ไม่ใช่อย่างนั้น มันมีอยู่มากนะ มีเขาสีดา เขา เขาเทปูน ครั้งนี้ผมก็นึกไม่ค่อยจะออกนะครับ นะแต่ก่อนเค้าจะชินอยู่หรอกบริเวณเนี้ยครับ

     ครานี้ อันนี้นะครับ ถ้ำพระราม เนี่ยก็อยู่ในเขา เขาลูกนึง อยู่ทางทิศใต้ของเขาสีดานะฮะ แต่ต่ำกว่าเขาสีดานิดนึง ปากถ้ำนี่ ตอนบนนะฮะ ปากถ้ำนี้กว้างประมาณ โอ....ท่านก็ตั้ง ตั้งสี่ สี่ สัก สองวากว่าๆ เนี่ยฮะ ปากถ้ำเนี่ย สักสองวา กว่า ๆ สูงประมาณสามวากว่าๆ ขึ้นไป

     ถ้าผมนึกภาพว่าอันนี้เคยมีการถ่ายถาพไว้ครั้งหนึ่ง ดูเหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร ท่านอาจารย์จุฑารัตน์จะเก็บมา ท่านเคยถ่ายภาพอันนั้นเอาไว้แล้วก็ ผมเลยไปดู ก็เลยให้นิสิตเค้าเนี่ย เค้าอัดขนาดถ้ำเอาไว้เหมือนกัน แต่ก็จำไม่ค่อยเท่าไหร่นัก แต่สูงประมาณสามวากว่า ๆ กว้างสักสองวากว่า

     อันเนี้ยฮะ อ่า...เข้าไปในถ้ำนี้นะฮะ ประมาณสักร้อยวาก็มีพระพุทธรูป อันนี้ก็ทำใหม่ฮะ สูงประมาณเกือบวานึงมัง เกือบ ๆ นี้แหละ เค้าเรียกว่า รูปพระราม

     ความจริงเป็น...เป็นพระพุทธรูปเนี่ย ที่ไปเรียกกันว่ารูปพระราม แต่ที่จริงเป็นพระพุทธรูปครับ จารึกที่ว่าในถ้ำพระรามเนี่ย เรายังไม่พบนะฮะ หากันไม่พบหรอก ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน ก็มีแต่หินแตกกระจัดกระจาย เหลือยาว ๆ อะไรอยู่พอสมควร

     ครั้งหนึ่งที่ท่านอาจารย์จุฑารัตน์ท่านก็ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุฑารัตน์ท่านเคยถ่ายรูปมาให้ผมดูนะครับ หินที่แตกเห็นเป็น (หัวเราะ) ตัว ม ม้าอยู่ตัวเดียวแค่นั้นแหละ ถ่ายรูปมา ผมก็งงว่ามันคืออะไร เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่อย่างไร ก็ไม่มีเวลาเข้าไปตรวจสอบอีกแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นประการใดบ้าง

     นี่ก็พูดถึง พูดถึงถ้ำพระรามที่ปรากฏในจารึกนะฮะ คราวนี้ ถ้าหากว่าเราอยากจะทราบเรื่องนี้โดยละเอียดเนี่ยะ ก็กรุณาอ่านหนังสือซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวนะครับ เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วงจะกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ ดูจะประมาณหน้าที่ 74-75 ประมาณนั้น ที่กล่าวถึง กล่าวถึงว่าอ่า....ถ้ำพระรามนี้เอาไว้

     อีกเมืองนึงที่ปรากฏในจารึกในนี้บอกว่าเมืองพลัว เมืองพลัวก็เป็นชื่อเมืองโบราณ เข้าใจว่าปัจจุบันก็คือเมืองปัวหรืออำเภอปัว จังหวัดน่าน เคยมีคนหลายคนถามว่า "ปัว" นี่มันแปลว่าอะไร

     ปัวภาษาทางล้านนาปัจจุบันภาษาของน่านเอง ปัวแปลว่า "เอาอกเอาใจ" นะท่านนะ ...ไปปัวเปิ้นจะอี๊... แปลว่า เอาอกเอาใจเค้านะครับ แต่ในที่นี้ปัวแต่ก่อนหรือพลัวจะแปลว่าเอาใจรึเปล่านะผมไม่ทราบนะ

     ในจารึกก็ไม่มีคำแปลอะไรบอก บอกแต่ว่าเมืองพลัว มันก็อยู่ในเขตอำเภอปัว จังหวัดน่านประมาณนั้น ในนั้นกล่าวไว้อย่างนั้นครับ เบื้องต้นนอนรอดเมืองแพ เมืองม่านและก็เมืองอะไรอีกเมืองนึง เมืองพลัว เมืองแพ ก็เมืองแพร่เนี่ย เมืองม่านก็อยู่ระหว่างเมืองน่านกับเมืองแพร่และก็เมืองปัว

     เมืองปัวเดิมทีเรียกว่า วรนคร ก็อยู่ห่างจากแม่น้ำน่าน พอประมาณนะครับ อือ....หลายเส้นทีเดียวแหละ ห่างทีเดียวข้อความที่ปรากฏอยู่ในปฐมพงศวดารภาคที่ 10 เนี่ย จะกล่าวถึงว่า      ...พญาเถระก็พาเอาเจ้าขุนฟองผู้น้องนั้นคืนสู่ทิศถ้ำวันตก ส่วยเหนือ มาฮอดที่หนึ่ง ไกลน้ำน่าน ประมาณห้าพันวา ที่นั้นควรตั้งบ้านตั้งเมืองพญาเถระจึงเอาไม้เท้าขีดเป็นเตชะกะพายหะ จึงให้ชื่อว่า วรนคร ภายหลังให้เรียกว่าเมืองปัว...

     นี่แหละครับเมืองปัว โอ้น่าคิดทีเดียวนะ เมืองนี้นะเมืองปัว เมืองปั๋ว เนี่ยขึ้นกันน่าน เป็นที่น่าสังเกตว่าจารึกนี่นะครับ จะมักจะกล่าวถึงเมืองที่อยู่ไกลออกไปจากสุโขทัยพอควร โดยเฉพาะที่จะเข้าไปในเขตของของลาวในปัจจุบันเนี่ย เพราะกล่าวถึงเมืองเส้า เมืองหลวงพระบางและกล่าวถึงเมืองปัว คืออยู่ในน่านนะครับ ซึ่งเป็นทางที่เราจะสามารถออกไปทางเขตของลาวได้ เนี่ยออกทางน่านเนี๊ยไม่ต้องถึงด่านห้วยโก๋อะไรหรอก

     ก็แปลว่าการติดต่อกับ อ่า....คนไทยฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนั่น มีอยู่มากทีเดียวในสมัยพ่อขุนราม และถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่า พระองค์คงเคยเสด็จไปที่นั่นเพราะว่าอะไร เพราะว่า ...น้ำโขงเมื่อแล้งนั้น มีรสที่อร่อย... ทำนองนั้น ...กินดีเมื่อกินน้ำโขงเมื่อแล้ง... น้ำโขงตอนแล้งคงอร่อย และน้ำโขงตอนหน้านี้คงจะไม่อร่อยหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หิมะละลายมานะ เป็นสีแดงจนเต็มไปหมดเลย ไหลเชี่ยวด้วย

     ก็มีอีกหลายเมืองที่กล่าวถึงในจารึก เช่น เมืองคนธี เมืองพระบางเมืองแพรก เมืองสุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ในจารึกกล่าวอย่างนั้นนะครับ

     ในด้านที่ 4 บรรทัดที่ 21 เนี่ยนะครับเมือง เมืองคนธี นี่เราก็รู้อยู่แล้ว อยู่ในกำแพงเพชร เมืองพระบางหลายท่านก็บอกว่าเป็นเมืองนครสวรรค์ เดี๋ยวค่อยว่ากันอันนี้

     เมืองแพรก เมืองแพรกนี่จะอยู่ที่ไหนละ เพชรบุรีนี่ อยู่เพชรแน่ละนะไม่มีปัญหา ราชบุรีด้วย เมืองแพรกก็เป็นชื่อเมืองโบราณ เข้าใจว่าจะอยู่ปัจจุบันจะอยู่ในเขตอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จะอยู่ตรงนั้น สันนิษฐานว่าเจ้าผู้ครองนครเวียงพางพังในแว่นแคว้นโยนกเชียงแสน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพระราชชนนีสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทองเนี่ย เป็นผู้สร้างเมืองขึ้น แล้วให้เรียกว่าเมืองไตรตรึงษ์ สมัยเดียวกับการสร้างเมืองอู่ทองนั่นแหละครับ

     ในจารึกพ่อขุนรามคำแหงเรียกเมืองสันนี้ว่าเมืองแพรก เมืองสันนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนะครับ แม่น้ำใหญ่ที่เรียกว่าปัจจุบันได้แก่คลองแพรกศรีราชา และในที่นี้ก็ปรากฏโบราณสถานอยู่หลายแห่งนะท่าน จะเป็นคูเมือง จะเป็นเชิงเทินดิน เป็นพระปรางค์วัดมหาธาตุ จะมีปรากฏอยู่

     "คูเมือง" ในที่นี้ผมพูดในความหมายของคน อ่า....ภาคกลางนะฮะ คูเมืองก็คือ ขุดลงไปแล้วมีน้ำขังเรียกว่าขุดคู แต่ถ้าเป็นอีสานเรียกคูว่า "คันดิน" ก่อสูงขึ้นมา เรียกว่า "คู" เพราะนั้นจะได้ยินเด็กทางอีสานว่า "โดดไปชนคู ชนจีบ" เอ๊ะ..เราก็งงไปชนได้ยังไงคู โดดขึ้นไปแล้วชนคู คูในที่นั่นก็คือคันดินนะครับ แต่คูในที่นี้ที่ผมพูดถึงเนี่ยหมายถึง (หัวเราะ) หมายถึงคูน้ำที่ขุดลงไป

     ก็คงจะพูดของ เอ่อ...จารึกไปอีกหลายรอบที่เดียวล่ะท่าน กว่าจะหมดนะครับแต่ผมจะไม่ อ่า...กราบเรียนเสนอความคิดว่า สร้างสมัยไหน อย่างไร เพราะผมไม่รู้ถึงขนาดนั้น ก็เพียงแต่จะเข้าใจว่า ที่เค้าเขียนไว้นั้นมีอะไรบ้างมากกว่า จะนำเสนอทางด้านนี้

     วันนี้หมดเวลาพอดี ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็กราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์หน้าครับผม สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>