วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 70 เรื่อง การศึกษาไทยในวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน 2
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

      ได้มีท่านผู้ฟังเขียนมาถึงเป็นจดหมายน้อย เช่นเดียวกันครับ เขียนมาตั้งแต่เมื่อวานก่อนนี้ บอกว่าขอให้เชื่อมโยงเรื่อง การศึกษากับวรรณกรรมที่เกี่ยวกับการพูดเนี่ย กับเรื่องเด็กวัยรุ่นกับคอนเสิร์ต แล้วก็กล่าวถึงการที่เด็กวัยรุ่น ตีกันด้วย นักเรียนที่เขาตีกันที่คอนเสิร์ต กำลังฮิตกันอยู่ ผมก็พยายามจะแทรกเข้าให้ได้ ก็คงจะหาจังหวะเข้าแทรกให้ในการพูดวันนี้นะครับ

      ในวันนี้ก็จะพูดอา….ต่อจากคราวที่แล้ว ในเรื่องของการศึกษาของไทยในสมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ตามที่ปรากฏในวรรณกรรม ในตา…คราวที่แล้วได้กล่าวถึง การศึกษาของพลายแก้วซึ่งเข้าเรียนถึง3 โรงเรียนเข้าโรงเรียนที่ 1 แล้วก็เข้าโรงเรียนที่ 2 ทั้งสองโรงเรียนนี้นางทองประศรีนำไปฝาก โรงเรียนที่ 2 นั้นถูกไล่ออกก็เลยไปอยู่โรงเรียนที่ 3 ก็เรียนอยู่ที่นั่นจนจบนะครับผม

      คราวนี้ ก็จะกล่าวถึง เออ…แง่มุมต่าง ๆ ที่มีในเรื่องการศึกษา ตามที่ปรากฏในขุนช้างขุนแผน โดยจะจับตอนที่พลายงามเรียนหนังสือ การเรียนการสอนสมัยก่อนนั้นเกิดในวัด ขุนแผนก็เรียนในวัด แต่กรณีของพลายงามเป็นกรณีพิเศษนะครับ เพราะว่าผู้ที่สอนนั้นคือทองประศรี ซึ่งเป็นย่าของพลายงามเอง

      เราจะไม่ค่อยได้ยินนักว่าผู้หญิงนั้นสามารถสอนวิทยาการต่าง ๆ ได้ เพราะเราคิดว่าผู้ที่สอนนั้น น่าจะเป็นพระ หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ชายไม่น่าจะเป็นผู้หญิง แต่จากเรื่องขุนช้างขุนแผนตามที่ปรากฏในขุนช้างขุนแผนตอนที่ 24 กำเนิดพลายงามเนี่ย กล่าวถึงทองประศรีสอนพลายงามนะครับ สอนวิชาอะไรบ้างผมจะใคร่กราบ เออ…กราบเรียนไปทีละขั้นตอนนะครับ

      ....อันเรื่องราวกล่าวความพลายงามน้อย ค่อยเรียบร้อยเรียนรู้ครูทองประศรี.... เรียนจากทองประศรี ....ทั้งขอมไทยได้สิ้นก็ยินดี.... เรียนทั้งภาษาขอมซึ่งเป็นตัวเขียน ทั้งขอมไทยนะฮะ เรียนภาษาไทยด้วยหรือจะตีความ อา…..เรียนแบบขอมไทยซึ่งเป็นอักษรชนิดหนึ่งก็ได้ ....ทั้งขอมไทยได้สิ้นก็ยินดี เรียนคัมภีร์พุทธเพททั้งเวทมนตร์.... เรียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เรียนเกี่ยวกับทางไสยศาสตร์เวทมนตร์ต่าง ๆ

       นี่ก็เรียนวิชาที่นำไปใช้ในการรบทัพจับศึกอยู่ยงคงกระพัน เออ…มหานิยมเสน่ห์อะไรก็ว่ากันไป เพราะในยุคนั้นไม่มีเรียนวิชาอย่างอื่น เพราะมันไม่ค่อยจำเป็น ที่จะได้เรียนก็เลยเรียนวิชาพวกนี้ซึ่งถือว่าจำเป็นมาก เพราะต้องป้องกันตัวเอง ต้องติดต่อกับคนที่ตัวจะเข้าไปวิสาสะกับเขา ถ้าเขาเป็นผู้ใหญ่หรือว่าเป็นเพศตรงกันข้าม ก็ต้องทำให้เขารักทำให้เขาไว้ใจวางใจ ทำให้เขาชอบก็เลยต้องเรียนเรื่องทางเวทมนตร์ต่าง ๆ

      พลายงามก็เรียน ....ปัถมังตั้งตัวนะปะปัดตลอด.... นปัถมังนะปัดตลอด อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเขียนหนังสือโดยใช้ ดินสีพองเขียนลงกระดานชนวน เขียนเริ่มต้นจากตัวนะ นะครับพอเขียนเสร็จปั๊บก็เริ่มตรงนี้แหละนะ ตัวเริ่มต้นเลยพอเขียนเสร็จเวลาจะลบนั้นเขาค่อย ๆ บรรจงนะท่าน แล้วก็เศษของดินสีพองของดินสอสีขาว ที่ใช้เขียนนั่นนะครับ ก็นำมาทำแป้งผัดหน้าได้ เป็นมหานิยม

      ใช้อย่างนั้นนี่แสดงว่าแต่ก่อนทั้งกระดานชนวนทั้งดินสอที่ใช้เขียน ดินสอชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นดินขาว มันก็ดินสอพองเนี่ย ใช้เขียนก็ใช้ประโยชน์ทั้งหมด คือไม่ลบทิ้ง เอามาเป็นแป้งผัดหน้าได้ด้วย แล้วถือว่าเป็นแป้งผัดหน้ามีเสน่ห์ เขาเรียกตัวเขียนนั้นว่า นะปัตถมัง

      นะปัตตลอดมีอยู่ 2 อย่างนะครับปัจจุบันก็มีคำว่า นะหน้าทอง ท่านคงจะได้ยินอยู่นะครับ ...แล้วถอนถอดถูกต้องเป็นล่องหน เนี่ย... เป็นล่องหนหายตัวถูกต้องเป็นล่องหน ....หัวใจกริชอิทธิเจเสน่ห์กล แล้วเล่ามนต์เสกขมิ้นกินน้ำมัน.... เสกขมิ้นและกินน้ำมัน ไอ้เรื่องของการอยู่ยงคงกระพันชาตรี และรวมไปถึงเสน่ห์ด้วย

       ....เข้าในห้องลองวิชาประสาเด็ก แทงจนเหล็กแหลมลู่ยู่ขยั้น.... หนังเหนียวเอาเหล็กแหลมแทงเนี่ย เหล็กนี้ยู่ไปเลยนะครับ ....มหาทมึนยืนยงคงกระพัน ทั้งเลขยันต์ลากเหมือนไม่เคลื่อนคลาย.... เขียนเลขยันต์ต่าง ๆ ตามความเชื่อ ของคนในยุคนั้น

      ถ้าจะเข้าใจการศึกษาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ก็ต้องถอยกลับไปอยู่ในยุคประมาณสัก 2- 3 ร้อย 4 ร้อยปีมาแล้ว แต่ถ้าใช้สายตาของคนปัจจุบัน เข้าไปวัดนะฮะหรือมองพูดง่าย ๆ ก็มองแบบคนปัจจุบันก็จะไม่สู้เข้าใจนัก ว่าทำไมต้องเรียนอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะสภาพแวดล้อมของเดี๋ยวนี้ กลับเมื่อสัก 3 -4 ร้อยปีมาแล้วมันไม่เหมือนกัน แต่ก่อนนั้นต้องเรียนอย่างนี้แหละครับ อยู่ยงคงกระพันเขียนเลขเขียนยันต์ต่าง ๆ นะครับ ต้องเรียนให้แม่นยำ ....แล้วทำตัวหัวใจอิติปิโส สะเดาะโซ่ตรวนได้ดั่งใจหมาย.... อันนี้เขาเก่งมากทีเดียวสะเดาะโซ่ตรวนได้ดั่งใจหมาย

     หัวใจ หมายถึง คำขึ้นต้นนะครับ เป็นคำขึ้นต้นจึงเรียกว่าหัวใจ หรือคำที่ใช้สรุปเรื่องราวทั้งหมดให้สั้นอย่างที่สุด ก็ให้เรียกว่าหัวใจอย่างเช่น มีคนบอกว่าหัวใจของ อา…ของพระพุทธศาสนามีว่าประการใดบ้างล่ะ ในพระไตรปิฎกสรุปมาหมดก็บอกว่า สัพพปาปัจสะ อะการนัง การไม่ทำความชั่วทั้งปวง อุตสระสู ประสัมประทา การทำความดี สะจิตตะปะริโย ทะปะนัง การทำจิตใจมิให้เศร้ามองมิให้เครียด เอตังพุทธานาสาสนัง นี่คือคำสอนของพุทธเจ้าพุทธองค์ อย่างนี้เรียกว่าหัวใจของพุทธศาสนานะครับ

      มีหัวใจอิติปิโสเนี่ย ถ้าท่องมนต์ได้ก็สามารถสะเดาะโซ่ตรวนได้นะฮะ ....สะกดคนมนต์จังงังกำบังกาย.... เรียนวิธีสะกดคนแต่ใช้อำนาจครุฑตวาดแบบขุนแผน ขุนแผนมีอำนาจครุฑนะครับ ตวาดปั๊บคนจะตกใจแล้วทำอะไรมิได้เลย เขาเรียกว่า มนต์จังงังกำบังกาย นี่ก็หายตัวนั่นเองแหละ

      .... เมฆฉายสูรจันทร์ขยันดี.... อันนี้เคยกราบเรียนไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว ....เมฆฉายสูรจันทร์ขยันดี ทั้งเรียนธรรมกรรมฐานนิพพานสูตร ร้องเรียกภูตพรายปราบกำราบผี .... เรียนนิพพานสูตร แล้วก็สามารถที่จะเรียกภูตพรายออกมาใช้ในการปราบผี ปราบพรายอะไรกันได้ทั้งนั้นแหละ

      ....ผูกพยนต์หุ่นหญ้าเข้าราวี ทองประศรีสอนหลานชำนาญมา.... ผูกพยนต์หุ่นหญ้าเข้าราวี ทำ Robot แต่ว่าใช้หญ้าทำนะครับ เนี่ยเอาออกมาต่อสู้ได้ด้วย สมัยนี้เขาทำเตะตะกร้อ ที่ได้รางวัลเนี่ย สมัยก่อนใช้ในการต่อสู้เท่านั้น ผูกพยนต์ใช้หญ้าทำไม่ได้ใช้อย่างอื่นทำ ตอนที่เรียนเนี่ยพลายงามอายุเพียง 13 ปีเท่านั้นนะครับ จนอายุพลายงาม 13 ขวด ขวบนะครับทานโทษตั้งแต่เป็นเด็กเนี่ยจนถึง 13 ขวบเนี่ย เรียนได้หมดเลยหายตงหายตัวได้ แต่ก่อนถือว่าต้องเรียนแต่เด็กนะท่านนะ เรียนกันตอนเป็นเณรเนี่ยแหละ แม้แต่เดี๋ยวนี้นะครับเณรหลายรูปท่านก็เปรียญเก้าประโยคนะครับ เพราะว่าเป็นเด็กเนี่ยเรียนได้เร็วมันคล่องแคล่วอาจจะต่างจากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่อาจจะเรียนได้ช้าผู้ใหญ่เรียนได้เร็ว ปัจจุบันก็เรียนได้เร็ว แล้วก็เรียนเสร็จ

        เด็กปัจจุบันนี้ก็อาจจะหนักไปทางด้านสุนทรียมากไป คือเห็นความสวยความงามความไพเราะ มากเกินไปก็เลยที่จริงก็ไม่เกินไปหรอก มันก็ตามลักษณะของเด็กนั่นแหละแต่ในนี้เขาเขียนว่าเกินไป(หัวเราะ) ที่จริงก็ธรรมดาเด็กก็ชอบของไพเราะ เด็กจึงชอบฟังเพลงไงท่านแล้ว..ถ้าถามว่าทำไมเด็กเดี๋ยวนี้เด็กต้องไป อู้ย!... เป็นพันเป็นกี่พันก็ไม่ทราบไปรุมดู ไปรุมฟังคอนเสิร์ตที่จริงเขาไปฟังนะท่านนะ เพราะว่าเพลงนั้นต้องใช้หูฟัง แต่เดี๋ยวนี้เพลงนั้นใช้ตาดูเข้าไปด้วยก็ได้ นักร้อง ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

       ที่เขาไปอย่างนั้นก็เพราะมันมีที่มามีที่ไปนะท่าน เราต้องย้อนกลับไปสัก 2-3 ร้อยปี สมัยนั้นเวลามีการละเล่นมีร้องรำทำเพลงในหมู่บ้านเนี่ย ทุกคนได้ร้องกันหมดนะครับ ถ้าไม่ได้ร้องอย่างเต็มที่ก็ได้แค่ร้องเป็นลูกคู่ แต่ทุกคนมีส่วนในการแสดงออกทั้งหมู่บ้านเลย จะเป็นเต้นกำรำเคียว จะเป็นช้าเจ้าหงส์ดงลำไย อะไรก็แล้วแต่เถิดครับ ได้เล่นกันพร้อม ๆ กันทั้งนั้น ทุกคนได้แสดงออก แต่พอเรารับวัฒนธรรมตะวันตกมาระยะหนึ่ง นักร้องมีคนเดียวขึ้นไปร้องบนเวที คนอื่นนั่งฟังเงียบไปเลยครับ ไม่ได้แสดงออกได้อย่างเดียวคือฟัง อย่างกับฟังเทศน์อย่างนั้นแหละเราไม่ได้แสดงออกหรอกเด็กรุ่นเนี่ย ให้แกฟังแกก็ไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่นัก แกอยากแสดงออกเวลามีคอนเสิร์ตคนที่เขาขึ้นไปบนเวทีนั้น เขารู้เรื่องนี้เนี่ยครับ เพราะฉะนั้นพอขึ้นไป นักร้องเขาก็ ขอเสียงหน่อยอะไรทำนองนี้ คนก็ดังออกมา เด็กได้เล่นได้เต้นเข้าไปด้วยแกก็ชอบ อันนี้ ไป มันพลาดตรงที่เต้นแล้วมันก็เหยียบเท้ากันเข้า เลยเขม่นกันเข้า ถ้าสีคนละสี คือสีโรงเรียนนี้กับโรงเรียนนี้ วิทยาลัยนี้กับวิทยาลัยนี้มันไม่กินกัน ตีกัน

       ที่จริงเด็กมันทะเลาะกัน เด็กรุ่นมันตีกัน มันมีแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ เพียงแต่รูปแบบของการทะเลาะกันมันต่างจากปัจจุบันแค่นั้นแหละผมจำได้ว่า เมื่อประมาณสัก 50 ปีก่อนเนี่ย ผมยังเป็นเด็ก อาการอย่างนี้ก็เกิดขึ้นทุกคนแหละ ไม่พออกพอใจกันก็ท้ากัน จากนั้นก็มักจะมีกรรมการไปด้วย พากันไปน่ะขี่จักรยานมั่ง วิ่งไปโน้นมั่ง หลังวัดบางทีไม่ให้ครู ไม่ให้อาจารย์ท่านได้ยินหรอกครับ พอถึงตรงนั้นก็มีกรรมการสวมนวมให้ทั้งคู่ ตรวจเสร็จก็ปล่อยให้ต่อยกันเป็นยก ๆ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอม ถ้ายอมแล้วก็ดีกันนะครับ ดีกันก็เป็นเพื่อนกัน นี่เรียกว่ามันยอมว่าใครเก่งใครไม่เก่งก็พอกัน

      มันตีกันแต่ก่อนไอ้ที่ตีกันในงานก็มีมากมายไป ที่จังหวัดนครราชสีมานั้น บางอำเภอเช่นอำเภอโชคชัย เวลามีงานรำวงเขาไม่เรียกรำวงนะ เขาเรียกรำโทนนะครับ ผมก็ไม่อยากเรียกรำโทน รำวงน่าจะเรียกว่าวิ่งวง เพราะขึ้นไปเห็นวิ่งกันมากกว่า ผู้หญิงผู้ชายเขาวิ่งอะไรล่ะ คล้าย ๆ จะรำน่ะยักเอวยักไหล่ไป แต่มันรวดเร็วเหลือเกิน

       นั่นที่โคราชงานที่โชคชัยเนี่ย สมัยก่อนนะครับถ้ามีรำวงเนี่ยใครก็แล้วแต่ถ้าแปลกถิ่นแปลกหมู่บ้าน เข้าไปรำเวลาขึ้นไปรำจะต้องแสดงอาการคารวะเจ้าถิ่น โดยการเอาขันลงหินสวมบนศรีษะ สวมบนหัวแล้วขึ้นไปรำ แปลว่าข้าพเจ้ามีความยำเกรงเจ้าถิ่น ถ้าตัวเป็นคนแปลกถิ่นแล้วไม่เอาขันลงหินสวมหัวขึ้นไปเนี่ย จะถูกตีหัวแตกก็แปลว่าแต่ก่อนเนี่ยเขม่นคน เออ…คนต่างถิ่นเขาไม่ชอบเป็นธรรมดา

       ที่พิษณุโลกก็มีท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของพิษณุโลก ท่านก็กรุณาเล่าให้ผมฟังว่าถ้ามีงานนะครับ ที่วัดจันทร์ตะวันออกเนี่ย เวลามีงานวัดเนี่ย พระภิกษุทั้งหลายท่านก็จะตัดไม้ครับ บางทีคงไม่ใช่ภิกษ ุพระภิกษุมั้ง อาจจะเป็นพวกอยู่ในวัดนั่นแหละ ช่วยกันตัดไม้ไผ่ขนาดไม่โตไม่เล็กนะครับ ยาวประมาณ ศอกกว่า เอาวางกองไว้เลยในงานนั้น พอเวลามีเรื่องก็ให้ใช้ไม้ไผ่นั้น ตีกันห้ามใช้อาวุธอื่น ไม้ไผ่ตีกันมันก็เจ็บแหละครับ ตีหนัก ๆ ก็เจ็บหนักเหมือนกันแหละ แต่ไม่ถึงกับแทงกัน เอาระเบิดปากัน ไม่ใช่อย่างนั้น นั่นมันเป็นรูปแบบของการทะเลาะกัน ซึ่งมันก็ทะเลาะแต่ว่าก็ไม่ได้รุนแรงถึงปัจจุบัน

      ในยุคพลายงามไม่เห็นมีการออมทรัพย์กันเลย เนี่ยเวลาเรียนมาอายุ 13 ขวบคงไม่ทราบจะไปทะเลาะกับใครด้วยมั๊ง พลายงามเพราะทองประศรีก็สอนที่นั่น ไม่มีคอนเสิร์ตนี่ ในยุคนั้นถ้ามีก็ไม่แน่นะ ยิ่งพลายงามนั้นเรียนมาถึงขนาดนี้ด้วยเนี่ย อาจจะไปแสดงฝีมือในงานด้วยกับเค้ามั่งก็ได้

      เด็กกับวัยรุ่น อา…..เด็กขอประทานโทษ วัยรุ่นกับเพลงชอบกันมานานแล้ว เมื่อ 2-3 ปีมาแล้วครับ มีผู้ปกครองของเด็ก เออ….วิทยาลัยหนึ่งเข้ามาพบผมแล้วก็บอกว่า อาจารย์ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย
ฉันจะบ๊วชลูก จะบวชเนี่ยนะ ภาษาทางนี้เขาเรียก บวชลูกฉันเนี่ย ปรากฏว่าลูกไม่ยอมบวชยกเว้นว่า จะหาเธคมาให้มาเล่นในงานบวช ไอ้เด็กนี่จะเอาเธคมาเล่นในงานบวช ดิสโก้เธคเนี่ย ที่ไปเล่นในชนบทเขาเรียกว่า เธคฝุ่น นั่นคือเวลาเต้นก็ฝุ่นคลุ้งไปเลย ก็เขาชอบของเขาน่ะ ถ้ามีเขาก็จะบวชให้ แม่ก็จำเป็นต้องเอาเธคฝุ่นมา

      แล้วดิสโก้เธคในชนบทเนี่ยมีการเหยียบเท้ากัน แล้วก็แทงกันตายบ่อยนะท่าน หลายที่เลย แล้วงานไหนที่มีดิสโก้เธคในงานบวชแล้วมีการแทงกันตายเนี่ย จะเป็นงานที่เลื่องลือ โอโฮ้….งานนี้ตายไปสองศพอะไรทำนองนี้ (หัวเราะ) นี่ก็เป็นเรื่องเด็กทะเลาะกัน แต่ไม่เคยเห็นเด็กกลุ่มใหญ่ ๆ ทะเลาะกัน ตั้งแต่เกิดมาก็พึ่งเคยเห็นคราวนี้แหละ มันมากมายดีเหลือเกินนี่ถ้าพลายงามมาอยู่ด้วยคงสนุกนะ

      พลายงามเขาก็เรียนของเขาอย่างนี้แหละครับ อยู่ยงคงกระพันรบทัพจับศึก อา….ทำอะไรเล่าทำมหาระรวยก็เรียนกันไป แล้วพลายงามก็เคยลองเรียนวิชานี้กับขุนแผนกับพ่อของตัว ปรากฏในขุนช้างขุนแผนตอนที่ 27 ตอนที่จะยกกับเชียงใหม่นะครับ ก็ได้ลองวิชาอยู่

      ทั้งนี้ก็มันมีอีกวิชาหนึ่งซึ่งร่ำเรียนกันอยู่แต่พลายงามดูจะไม่ได้เรียน ไม่ได้กล่าวไว้ในนี้คือการทำเสน่ห์ ในเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้น คนที่ทำเสน่ห์มีเก่งมากอยู่คนหนึ่ง เถรขวาดซึ่งมาจากเชียงใหม่ เถรขวาดนี้เขาก็มาอยู่ที่อยุธยามากับลูกศิษย์ชื่อเณรจิ๋ว เรียกว่ามาดูแลสร้อยฟ้าอยู่นั่นเองแหละครับ สร้อยฟ้านั้นเขาก็พระไวย์ไม่รักเค้า เขาก็จะทำให้พระไวย์รักเขา พระไวย์นั้นก็ไปชอบแต่ศรีมาลา สร้อยฟ้าก็เลยไปติดต่อเถรขวาด เถรขวาดก็ทำเสน่ห์ให้

      ดูวิธีทำเขาทำอย่างไร วิธีทำอย่างนี้ต้องมีการร่ำเรียนกันมานะท่านนะ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเรียนกันมาอย่างไร ก็ลองดูแล้วกัน วิธีทำเสน่ห์อันนี้เรียกว่า ไม่ใช่ทำเสน่ห์ มันทำลงรูปฝังรอยให้คนเขาเกลียดกันน่ะ เริ่มแรกที่สุดก็ทำให้เขาเกลียดกันก่อน เถรขวาดก็ตั้งเอาไว้ว่า ก็ต้องให้พระไวย์กับศรีมาลานั้นแตกกัน เกลียดกันให้ได้ เพื่อสร้อยฟ้าจะได้เข้าไปอยู่ในใจของพระไวย์แทน ดังนั้นเถรขวาดก็ทำเสน่ห์นะฮะ

       ....ครานั้นเถรขวาดราชครู พิเคราะห์ดูปรีดิ์เปรมเกษมศานติ์ หยิบขี้ผึ้งปากผีมามินาน... เอ…..ด้วยของที่จะทำเสน่ห์นี่ก็ฟังดูแล้วมันไม่รื่นรมย์เลยนะท่านนะ ใช้ขี้ผึ้งปากผีอย่างนี้ก็จะต้องเอาขี้ผึ้งที่มันทาปากของศพนั่นนะ ที่เขาตายไปแล้วในนี้เขาก็ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นศพประเภทไหน ผีประเภทไหนตายทั้งกลม หรือว่าตายยังไง แต่เถรขวาดแกสะสมของพรรณนี้เอาไว้ ของพรรณนี้ฟังดูแล้วก็ไม่น่าสะสมหรอก

       ....หยิบขี้ผึ้งปากผีมาไม่นานเอาล่ะ 1 ส่วนประกอบ 1 ขี้ผึ้งปากผี ขี้ผึ้งทาปากศพเนี่ย ....เอาเถ้าพรายมาประสานประสมกัน.... เถ้าพรายนะฮะขี้เถ้ามาผสมกัน เถ้าพรายนะฮะขี้เถ้าที่เผา เผาผีพราย ผีพรายก็มีที่ตายยังไงให้เรียกว่าผีพราย ดูเอาเองเถิดครับเรามีทั้งผีชนิดต่างๆ ที่ตายไปโดยไม่ชอบมาพากล เนี่ยอันนี้เนี่ยเป็นผีพรายนะครับคำว่า ตายพราย ท่านคงเคยได้ยินมะพร้าวตายพราย กล้วยตายพราย กล้วยกำลังออกเครือ หักลงมาทั้งต้นห้อยลงมาอย่างนั้น เรียกว่าตายพราย อันนี้ ....เอาเถ้าพรายมาประสานประสมกัน... ขี้เถ้าที่เขาเผาผีนี่แหละครับ มาผสมกับขี้ผึ้งปากผี

      ....ลงอักษรเสกซ้อง แล้วย้อมผม.... ลงอักษรลงไปเอามาผสมกันเสร็จก็ลงอักขระเนี่ย อักขระก็คงเป็นภาษาขอม เพราะร่ำเรียนกันมาอย่างนั้น พอลงเสร็จก็เป่าด้วยอาคม แล้วจึงปั้น มีเสกคาถาด้วยนะ ไม่ใช่เขียนอย่างเดียว เนี่ยเขียนเสร็จเรียบร้อยเสกเป่าแล้ว ก็เอามาปั้นเป็นสองรูป วางเรียงไว้เคียงกันปั้น เป็นรูปผู้หญิงรูปผู้ชาย แล้วก็วางเรียงกันไว้เคียงกัน

      ....ชักยันต์ลงชื่อศรีมาลา.... เขียนเป็นยันต์แล้วรูปผู้หญิง 1 ก็ลงชื่อศรีมาลา นี่แต่ต้องเป็นภาษาขอมทีเดียวเลยนะครับ เขียนในรูปที่ 1 รูปผู้หญิงเนี่ยให้เขียนว่าศรีมาลา ....อีกรูปหนึ่งลงชื่อคือพระไวย์ .... รูปที่ปั้นเป็นผู้ชายนั้น ก็เขียนชื่อของพระไวย์ไปเป็นชื่อขอม แปลว่าคนที่จะทำเสน่ห์ได้นี่ ก็ต้องแหม…เก่งทางอักษรขอมลงเลขลงยันต์ได้ดี จะว่าจะง่าย ๆ ก็ต้องเรียนมาว่างั้นเถอะ ถ้าไม่เรียนก็ทำไม่ได้หรอก

      นี่ก็เขียนรูปเขียนชื่อศรีมาลาเขียนชื่อพระไวย์ลงในรูปที่ปั้น ปั้นมาจากอะไรล่ะปั้นมาจากขี้ผึ้งปากผีกับเถ้าพรายนะครับ ขี้เถ้าที่เผาผีเนี่ยเอามารวมกันปั้น แล้วก็แยกเป็นสองคนนอนเรียงกัน เขียนชื่อหนึ่งว่าศรีมาลา ชื่อหนึ่งว่าพระไวย์ ....เอาหลังติดกันไว้ให้ห่างหน้า.... เอาหลังติดกันหันรูปนี่ เอารูปหันหลังมาชนกัน จะทำให้เขาเกลียดกันไงครับ

       ....ปักหนามแทงตัวทั่วกายา.... เอาหนามมาแทงรูปปั้นทั้งสองนี้ แทงทั่วไปเลยแล้ว ....ผูกตราสังข์มั่นขนันไว้.... ผูกตราสังข์สองคนนี้ติดกันนะครับ เอาหลังชนกันคนหนึ่งคือ ศรีมาลา คนหนึ่งคือพระไวย์ เขียนชื่อไว้อย่างนั้น

       ....ซ้ำลงยันต์พันด้วยใบเต่ารั้ง.... แล้วก็ลงยันต์เอาใบเต่ารั้งมาพัน เต่ารั้งหรือเต่าร้าง ก็เป็นชื่อของต้นไม้ประเภทปาล์มชนิดหนึ่งนะฮะ ลูกมันเนี่ยเขาก็อา….ออกมาแล้วมีเกสรยังไงก็ไม่ทราบ มันคันแต่ว่า หัวเขาเอามากินได้นะท่านนะ เห็นเขาเอามาแกงกันอยู่

       เต่ารั้งหรือเต่าร้างเนี่ยก็เป็นก็ถือว่า ต้นไม้ที่ไม่เป็นมงคล ห้ามเอาไปจัดพานในเวลาจะแต่งงาน จะแต่งงานนั้นต้องเอาต้นไม้เออ….ชื่อดี ๆ นะไม่ใช่เที่ยวเอาต้นเต่ารั้งเข้าไปได้ หรือจะขึ้นบ้านใหม่อย่างนี้นะฮะ ก็ไม่สมควรที่จะเอาต้นเต่ารั้งเข้าไปปลูกเป็นไม้ประดับ บางทีเราก็ไม่ค่อยเข้าใจ บางทีเต่ารั้งก็หมายถึงเต่าไปดึงเอาลูกของไอ้ต้นพรรณนี้มากิน ไม่มีอะไรมากแต่คำว่ารั้งนั้น เราไปยืดเสียงก็เลยเป็นเต่าร้าง มันก็เลยชื่อไม่เป็นมงคล คล้าย ๆ กับว่าถ้าอยู่ด้วยกันนะ แต่งงานกันไปก็จะหย่าจะร้างกันนะอะไรทำนองนั้น เรียกว่าเต่าร้าง เต่ารั้ง

       บางชื่อก็กระไรอยู่ แม่ร้างกับแม่ม่ายสองคนนี้ต่างกันนะฮะ แม่ร้างแม่ม่ายแบบไหนล่ะ แม่ร้างแบบไหนเป็นแม่ม่ายถ้าสามีตายหรือว่าหย่าสามี อันไหนเป็นแม่ม่ายแม่ร้าง ท่านก็ตรวจสอบเอาเองก็แล้วกัน แต่ว่าในที่นี้น่ะไอ้ใบเต่าร้างนี่แปลว่าอยู่ไปแล้วก็ไม่ดีหรอก ถ้าเอาไปปลูกในบ้านก็จะไม่ดี นี่คนแต่ก่อนน่ะ ปัจจุบันเหตุการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วก็ ปลูกก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ต้องเอามันออกหรอก ท่านที่ปลูกเอาไว้น่ะฮะ

       นี่ก็ลงยันต์พันด้วยใบเต่ารั้ง คนไทยเราก็ชื่อเนี่ยสำคัญทีเดียวน่ะ ชื่ออย่างนี้ก็ไม่ได้ ชื่อใบเต่ารั้งอย่างนี้ แม้แต่ชื่อคน คนไทยอย่างคนที่จะฝังรก รกก็ไอ้ที่ติดมา ติดมากับทารกที่ออกมามันก็มีรก พอเขาตัดสายสะดือก็จะมีรกอยู่ คนแต่ก่อนเขาก็จะเอารกไปล้างน้ำอย่างดีนะท่าน เอาเกลือใส่ด้วย แล้วก็เอาใส่ในหม้อดิน ฝาหม้อปิดเอาผ้าขาวเอาปิดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ขุดหลุมใต้บันไดบ้าน ขุดให้ลึกพอควรเอาหม้อรกนี่ฝังลง กลบเสร็จเรียบร้อยก็ก่อไฟข้างบน ไม่ให้มีกลิ่นไม่งั้นเดี๋ยวหมาไปคุ้ยเล่น ไอ้ข้อสำคัญก็คือว่าคนที่ฝังรกได้นั้น ต้องมีชื่ออันเป็นมงคลนะท่านนะ นายคง นายอยู่ นายยืน นายมั่น นายหลัก นายเกาะ อะไรพวกนี้ให้ฝังรกได้ ถ้าชื่อนายปลิว นายเลื่อน นายลอย นายอะไรพวกนี้ก็ฝังรกเขาไม่ได้ เดี๋ยวลูกเขาไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง นี่ความเชื่อก็เหมือนใบเต่ารั้ง ถือว่าเอามันพันเข้าล่ะก็ คนก็จะร้างกันคนก็จะไม่ชอบกัน

       พอทำอย่างนี้เสร็จนะครับ สรุปเลยก็ว่าปั้นรูปพระไวย์ปั้นรูปศรีมาลาเอาหลังชนกัน เอาหนามเสียบทั้งตัว ลงเลขลงยันต์เสร็จเสกเป่าเรียบร้อยเอาใบเต่ารั้งพัน จากนั้นให้เณรจิ๋วไปฝังไว้ป่าช้าใหญ่ เอารูปทั้งสองนี้ไปฝังในป่าช้า อย่างนี้เขาถึงได้เรียกว่าลงรูปฝังรอยได้เหมือนกันนะท่านนะ มันเรียกหลายอย่างครับแล้วทั้งคู่มันก็จะเกลียดกัน

       นี่ความเชื่อเป็นอย่างนั้นคือมีการกระทำกับวัตถุ โดยเล็งผลว่าผลจะไปเกิดกับบุคคลอันนี้ถ้าเราเรียน อา….เรื่องทฤษฎีทางมานุษยวิทยาก็จะพบกับเรื่องอย่างนี้อยู่ ในเรื่องของความเชื่อนะฮะ ทั้งวิชาคติชนวิทยาก็จะมีเรื่องอย่างนี้อยู่

       นี่ก็ทำให้พระไวยกับศรีมาลาเขาแตกกัน จากนั้นเถรขวาดก็จะทำให้ พระไวย์กับสร้อยฟ้ารักกันก็มีพิธีกรรม แล้วปั้นรูปสร้อยฟ้ากับพระไวยอันนี้ปั้นรูปอีกสองคนแล้ว ....ปั้นรูปสร้อยฟ้ากับพระไวย์ เอาใบรักซ้อนใส่กับเลขยันต์.... เอาใบรักมาพันคราวนี้นะ ไม่เอาใบเต่ารั้งนะครับ ไป เด็ดเอาใบรักเนี่ยมาพัน เขียนเลขเขียนยันต์เหมือนกัน ....เถรนั่งบริกรรมแล้วซ้ำเป่า.... เถรขวาดก็บริกรรมแล้วก็เป่า ....พอต้องสองรูปเข้าก็พลิกผัน.... ตั้งรูปเอาสองรูปที่ปั้นไว้เคียง ๆ กันเท่านั้นแหละ พอเป่าปุ๊บเข้าไปรูปสองรูปก็พลิกผัน ....หันหน้าคว้ากอดกันพลันวัน.... โห….อันนี้จะหนักไปหรือเปล่า รูปที่ปั้นมากอดกันเองเลยพระไวย์กับสร้อยฟ้าเนี่ย

       รูปทั้งคู่ก็กอดกันนี้ก็เป็นเรื่องของ เออ..ไสยศาสตร์เขาอภินิหารเขาก็ไม่ทราบว่ามันเกิดได้ประการใด ก็คงไม่ต้องดูอะไรมากครับเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว ....หันหน้าคว้ากอดกันพันลวัน เอาสายสิญจน์เข้ากระสันไว้ตรึงตรา.... จัดการเอาสายสิญจน์มัดรูปทั้งสองหันมากอดกันเนี่ย ....รูปนี้จงฝังไว้ใต้ที่นอน.... จากนั้นเถรขวาดก็บอกสร้อยฟ้าว่า เนี่ยรูปที่เสกเนี่ยเรียบร้อยแล้วที่กอดกันเนี่ย เอาไปสอดไว้ใต้ที่นอนเชียวนะ ....ไม่ข้ามวันก็จะร่อนลงมาหา.... เชื่อเถอะไม่ถึงวันหรอกพระไวย์วิ่งลงมาหาเลย เพราะอะไรเพราะตอนนี้พระไวย์กับศรีมาลาก็ต้องเกลียดกันนั่นแหละ     พอเณรจิ๋วเอารูปพระไวย์กับศรีมาลาไปฝังในป่าช้าแล้วขอให้เชื่อนะฮะ

       ....แล้วเสกแป้งน้ำมันจันทรา ผสมด้วยว่านยาน้ำมันพราย.... จากนั้นยังเอาน้ำมันพรายมาผสมด้วยว่านด้วยยาน้ำมันจันทร์ เสกเสร็จเรียบร้อยก็ให้สร้อยฟ้าไป เอาไปไว้ทา เพื่อว่าพระไวย์จะได้หลง นี่ก็เป็นการทำเสน่ห์ ลักษณะเสน่ห์อย่างนี้เขาเรียกว่ายาแฝดได้

       เสน่ห์เขามีหลายประเภทนะท่านนะ ถ้าท่านที่สนใจก็คงจะหาอ่านได้จากหนังสือของท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน ก็มีหลายอย่าง หงส์ร่อนมังกรรำ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า ผมเคยพูดเรื่องหงส์ร่อนมังกรรำเสน่ห์ประเภทนี้แล้วหรือยังเนี่ย ดูเหมือนจะยังไม่เคยพูดนะครับเนี่ย จะพูดไว้ในที่นี้สักนิดหนึ่งก็ได้

       วิธีทำเสน่ห์หงส์ร่อนกับมังกรรำก่อนอื่นต้อง กราบเรียนท่านเสียก่อนว่า คำว่าเสน่ห์ก็ก็ทำเพื่อให้คนรักนะครับ เสน่ห์เพื่อให้ทำให้คนรักคน แต่ก่อนมีวิธีทำให้คนรักหลายอย่างเหมือนกัน บางคนก็ทำให้คนรักทำให้สามี ทำให้แฟนตัวรักตัวเนี่ย โดยการทำอาหารเก่ง คนที่ทำอาหารเก่งสามีก็จะรัก ภรรยาก็จะรักเขาเรียกว่ามีเสน่ห์ปลายจวักนะฮะ อย่างนี้เป็นเสน่ห์ปลายจวัก

        ที่ลำปางเนี่ยมีปั๊บสา ปั๊บสาก็คือ อา…กระดาษสาที่มาทำเป็นสมุด แล้วก็เขียนด้วยตัวเมืองเนี่ย ภาษาล้านนา ปั๊บสา อา…อันหนึงเขาเขียนไว้อย่างนี้เขียนว่า ....ยะกับข้าวหื้อผัวกินลำผัวก็ฮัก.... แปลว่า ถ้าทำกับข้าวให้สามีกินอร่อยเนี่ย สามีก็จะรัก ....เอาผมเช็ดตีนผัว ผัวก็ฮัก.... อันนี้ก็จะหนักไปหน่อย นั่นคือสามีออกมาจากห้องน้ำเนี่ย เท้ายังมีน้ำหยดน้ำติดอยู่ เท้ายังไม่แห้ง ภรรยาที่อยากให้สามีรัก ภรรยาก็ก้มลงไปเอาผมที่ยาวของตัวเช็ดเท้าสามี สามีก็จะรัก เนี่ยนะ ฟังดูซิ ปัจจุบันมันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะซิ ปัจจุบันมันเป็นสามีนอนดูทีวีอยู่ ภรรยาออกมาจากห้องน้ำเท้ายังไม่แห้งเนี่ยก็ ....เอาตีนเช็ดผมผัว ผัวก็ฮัก.... อย่างนี้ล่ะใช่หรือเปล่า ก็ไม่ทราบนะฮะ

        ตานี่ก็ทำเสน่ห์ทำให้รัก ตานี้ถ้าทำเสน่ห์ลงในอาหารเนี่ย อือ…..สำคัญ  อันนี้ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน ท่านเขียนเอาไว้ว่าเสน่ห์ประเภทแรกให้เรียกว่า หงส์ร่อน วิธีการที่จะทำหงส์ร่อนนั้น ก็ไม่ยากเย็นอะไรหรอกครับ ฝ่ายหญิงเนี่ยนะทำอาหารก็มีการหุงข้าว หุงข้าวแต่ก่อนเนี่ยหม้อดินจะตั้งบนก้อนเส้า เตาไฟเป็นก้อนเส้าเอาหม้อดินตั้งไว้ หุงด้วยหม้อดิน พอข้าวเดือดเขาก็จะเปิดฝาหม้อออก เปิดฝาหม้อออก ไอน้ำที่จากที่เดือดก็จะพุ่งไปลอยขึ้นไปมองเห็นนะครับ เหมือนกับกาน้ำเดือดอย่างนี่แหละ ผู้หญิงซึ่งจะทำเสน่ห์จะจัดการขึ้นไปยืนคร่อมบนหม้อข้าวนั้น ปลดชายกระเบนออก เอาหางกระเบนออกแล้วยืนคร่อมอยู่เลยท่าน เพื่อให้เออ….ไอน้ำที่เกิดจากหม้อข้าวเนี่ยมันลอยขึ้นไปถูกเอา อา….ร่างกายส่วนต่าง ๆ ได้สะดวกนั่นแหละ

        ยืนคร่อมเอากระเบนคร่อม วิธีที่ยืนเอามือข้างหนึ่งยกกระเบน ข้างหน้าท่านยังสงสัยเพราะกระเบนเนี่ยเราไม่ได้นุ่งนะ กระเบนเนี่ยยกผ้าอยู่ข้างหน้า มือหนึงยกข้างหลัง ลักษณะคล้าย ๆ หงส์ร่อน เวลาจะเล่นหงส์ร่อนนะครับนั่นแหละครับก็ยืนคร่อม หม้อข้าวนั้นนี่ก็น้ำ ไอน้ำซึ่งลอยขึ้นไป พอถูกกับขากับอะไรต่าง ๆ ก็หยดติ๋ง ๆ ๆ ลงมาใส่หม้อข้าวนั่นแหละพอหุงสุก ก็นำไป เอาให้คนที่ตัวชอบนั้นกิน คนที่กินไปก็จะมีอาการรักเป็นอันมาก อันนี้แทนการใส่ผงชูรสชนิดต่าง ๆ ก็ดีเหมือนกันนะท่านนะ ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนท่านก็เขียนกำกับไว้ว่า ทำกับหม้อข้าวนี่ก็ได้แต่ห้ามทำกับแกงเผ็ด ท่านว่าอย่างนั้นนะฮะ คงจะไม่ดีนะเสน่ห์หงส์ร่อนแบบนี้เนี่ยกับของที่ไม่สู้ดีเลยเนี่ย

       เสน่ห์อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า มังกรรำ มังกรรำเนี่ยทำยากนะท่านนะ สรุปวิธีทำได้ง่าย ๆ ก็คือ คนจะทำนั้นต้องเป็นผู้หญิง ไม่อาบน้ำเลยหลายวัน ไม่แปรงฟัน ไม่ล้างหน้าอะไรทั้งนั้นแหละ อาจจะ 3 วัน - 7 วัน พอครบกำหนดก็จะจัดการล้างหน้าอาบน้ำถูฟันอะไรก็แล้วแต่ วิธีการก็ไม่ยากอะไรแหละไปตักน้ำมา สมัยก่อนก็คงเป็นครุ หรือถังก็แล้วแต่ ไปตักมาถังนึงแล้วตัวก็ลงไปยืนบนถังน้ำ ใช้น้ำถังเดียวนั่นแหละทั้งสระผม ทั้งอาบ ทั้งอะไรเรียบร้อยหมด เอาแค่ถังเดียวพอ เสร็จเรียบร้อยสะอาดแล้วก็ออกจากอ่างน้ำนั้นนะครับ พูดง่าย ๆ อาบในน้ำให้มันอยู่ในถังนั่นแหละ ไม่ให้กระเด็นไปไหน พอออกไปน้ำในอ่างก็จะตกตะกอน นะซิท่าน ข้างบนก็จะใสข้างล่างก็พวกขี้ไคล เส้นผมอะไรในนั้นก็อยู่เยอะแยะไปหมดเลย ก็รอจนกระทั่งน้ำนั้นนิ่งใสก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงน่ะ ค่อย ๆ ริน รินน้ำใสออกหมด เหลือแต่ตะกอนตะกอนเอามารวมกันได้เท่าปลายนิ้วก้อย นิดเดียวแค่นั้นแหละ

       จากนั้นให้เอาลูกสวาท ลูกสวาทก็เป็นลูกของต้นไม้ชนิดหนึ่งลูกของต้นสวาทนี่ท่าน มาแคะเนื้อข้างในออกแล้วก็เอาตะกอนที่เหลือจากน้ำเนี่ย ยัดใส่ลงไปในลูกสวาดนะท่านนะ จากนั้นก็เอาเทียนขี้ผึ้งเนี่ย มาจุดไฟหยดเทียนปิดปั๊บเข้าไปเลย แล้วก็นำลูกสวาดนั้นไปให้เด็กผู้หญิงกิน คงจะเอาน้ำตาลน้ำมันอะไรทาด้วยมั้ง เด็กกินปั๊บก็พรึบเลยลงไปเลยในท้อง รอจนเด็กคนนั้นมันจะถ่ายออกมาพอเด็กถ่ายออกมา ก็จะมีลูกสวาททั้งลูกเนี่ยออกมาด้วย คนที่ทำก็จัดการเอาลูกสวาทไปล้างน้ำ จากนั้นก็ทุบลูกสวาทหรือเอามีดเนี่ยผ่าออก ก็จะเจอไอ้สิ่งที่ตัวบรรจุไว้ในนั้นก็นำเอาไปใส่ในกับข้าวให้คนที่ตัวรักกิน คนนั้นก็จะมีอาการลุ่มหลง โอ๊ย…แทนผงชูรส

       รู้สึกว่าใครไปกินเข้าก็คงจะลำบาก ก็เนื่องจากเสน่ห์เนี่ยมันทำขึ้นจากของที่สกปรก ทั้งนั้นนะท่านเพราะฉะนั้นจึงกล่าวกันเสมอว่า คนที่ถูกเสน่ห์นั้นจะมีหน้าดำคล้ำ อันนี้คนสมัยก่อนพอถูกเสน่ห์เขาก็มีหมอเสน่ห์มาแก้

       เรื่องเสน่ห์เป็นเรื่องใหญ่นะท่านนะ แม้แต่ในพงศาวดาร ยังบันทึกไว้ในตอนที่สมเด็จพระเพทราชาเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งนั้นพระองค์เสด็จเข้าไปเข้าหากรมหลวงโยธาทิพ กรมหลวงโยธาเทพซึ่งเป็นน้องสาวของพระนารายณ์มหาราชเนี่ย พูดภาษาอย่างนี้นะครับปรากฏว่าทั้งคู่โกรธมากเอาดาบไล่ฟันพระเพทราชาเลยครับ พระเพทราชาจึงโปรดให้คนทำเสน่ห์ ทำแค่นั้นแหละ ทั้งคู่ก็วิ่งเข้าไปหา ก็แปลว่าเสน่ห์มันมีอยู่ในยุคนั้นนะครับ

       เพราะงั้นเวลาถูกเสน่ห์เขาก็มีการแก้เสน่ห์ก็กลัวกันในเรื่องการแก้เสน่ห์เนี่ย ว่ามันจะทำได้ยาก ก็เลยมีการแก้เสน่ห์อย่างที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันก็ใช้นั่นคือ ถ้าใครถูกเสน่ห์ก็จงไปที่เสาหลักเมืองเสีย เอามือแตะเสาหลักเมือง เพราะงั้นน่ะแตะให้ถูกไม้นะครับแตะเสาหลักเมืองเสน่ห์ทั้งหมด ที่มีอยู่ในตัวทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวก็จะหลุดออกมาหมดเลยท่าน ใครทำเสน่ห์มายาแฝดหงส์ร่อน มังกรรำไม่เหลือเสื่อมไปทั้งสิ้น แต่ท่านว่าเวลาที่ไปแตะนั้นถ้าสวมเครื่องรางของขลังเข้า เครื่องรางของขลังที่ท่านสวมอยู่ก็จะเสื่อมสิ้นไปด้วยเหมือนกัน ทั้งหมดที่พูดมันเป็นเรื่องของความเชื่อนะท่านนะ มันจะจริงไม่จริงก็ค่อยว่ากันไปอีกทีหนึ่ง

       แต่ในที่นี้เรามาพูดว่าเถรขวาดเนี่ยจะทำเสน่ห์อย่างนี้ได้ ทำให้พระไวย์แตกกับศรีมาลาทำให้พระไวย์รักสร้อยฟ้า ทำอย่างนี้เถรขวาดก็ต้องเรียน ในเมื่อเถรขวาดเรียนมาก็เชื่อได้ว่ามีการสอน เพราะฉะนั้นสมัยก่อนจึงมีการสอนทำเสน่ห์อย่างนี้ อย่างแน่นอนทีเดียวแหละท่าน นี่ก็เล่าเรื่องการศึกษา (หัวเราะ) แล้วก็เล่าไปถึงการทำเสน่ห์ดังที่ปรากฏในเรื่องขุนช้างขุนแผน

      ขุนแผนเองนะท่านก็เรียนมาฮะ ขุนแผนก็เรียนนะในเรื่องนี้เรื่องทำเสน่ห์เนี่ยแหละ ขุนแผนว่าพอทราบว่าพระไวย์เนี่ยไปหลงใหลเสน่ห์นางสร้อยฟ้าขุนแผนก็เลยตรวจสอบดูว่า พระไวยถูกเสน่ห์หรือไม่ท่านที่สนใจก็กรุณาอ่าน ขุนช้างขุนแผนตอนที่ 39 ชื่อตอนว่าขุนแผนส่องกระจก จะทราบทันทีว่าขุนแผนจับเสน่ห์ได้นะฮะ ที่เขาทำมาเนี่ย

      ทำยังไงถึงจับได้ในนี้บอกว่า เอากระจกมานะครับ ....มาขีดเขียนเลขยันต์ในทันใด แล้วลบผงลงใส่กระจกพลัน โอมอ่านมนต์ครบจบศรีษะ ขอเดชนะพระไวยวิเศษขยัน ถ้าใครทำมนต์ยาใจ อาทันต์ ปรากฎเห็นกันให้ทันตา ก็เกิดเป็นรูปนิมิตติดกระจก อกต่ออกอิงแอบเข้าแนบหน้า ใบรักรัดกระสันกันสองรา.... บอกชัดเลยส่องปั๊บเห็นภาพของสร้อยฟ้ากับ พระไวยกอดกันนะครับ หันหน้ากอดกัน แล้วยังเห็นใบรักที่เอามาพันกันไว้ด้วยนี่ดูจากกระจกของขุนแผนนะ เพราะขุนแผนเนี่ยเขามีกระจก

       ส่องกระจกนี่ต้องใช้วิชาซึ่งตัวเรียนมามันไม่ง่าย เหมือนกับนางแม่มดส่องกระจกในเรื่องสโนไวท์ อันนั้นนะง่ายเลยเพราะแกมีกระจกวิเศษ อันนั้นน่ะที่แกบอกว่า กระจกวิเศษบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพี ในตอนนั้นกระจกก็บอกว่าพระนางนั่นแหละงามที่สุด ท้ายสุดกระจกไปบอกว่าสโนไวท์งาม อู้ย….แม่มดโกรธเกือบตายเลย นั่นแม่มดแกมีกระจกวิเศษ ขุนแผนเนี่ยต้องใช้คาถานะท่าน

       ไอ้ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่า ชาติใดภาษาใดมันก็มีเรื่อง เอ่อ….ลึกลับลี้ลับกันอย่างนี้ทั้งนั้นนะท่าน ไม่ว่าจะเป็นซีกโลกตะวันตกตะวันออก มันก็มีโดยทั่วกันทั้งนั้นแหละครับ เรื่องเวทมนตร์คาถานี่ ขุนแผนส่องกระจกจับได้เลยท่านดูซิ ว่าพระไวย์นั้นถูกทำเสน่ห์ พอบอกถูกทำเสน่ห์ก็จึงจัดการแก้ไข ซึ่งท่านที่อ่านขุนช้างขุนแผน ก็คงทราบว่าขุนแผนนั้นก็ได้นัดแนะกับพลายชุมพลนะครับ แก้ไขนะฮะ

       อา..คราวนี้เวลาที่ขุนแผนทำ ทำส่องกระจกอย่างนี้ ทองประศรีซึ่งถูกเสน่ห์ของสร้อยฟ้าเข้าไปด้วยนี่นะครับ โกรธขุนแผนบอกกับขุนแผนเลย ว่า ....ทำไมเล่นกลให้คนดู ไอ้แขกตรังกานูก็เล่นได้.... เอ้ย...ไอ้ส่องกระจกอย่างนี้ใครก็เล่นได้ทั้งนั้นแหละทองประศรีว่า แปลว่าทองประศรีเอง ก็มีความรู้ทางด้านของการส่องกระจก เพื่อจะดูว่าใครถูกเสน่ห์ใครไม่ถูกเสน่ห์ นี่ทองประศรีก็ทำได้ เช่นเดียวกันนะครับ

       อา…ต่อไปเราจะพูดถึงการศึกษาของตัวละครอีกตัวหนึ่งในเรื่องขุนช้างขุนแผนคือ พลายชุมพล พลายชุมพลนั้น ได้รับการศึกษาแตกต่างจากพลายแก้ว และแตกต่างจากพระไวย์ พลายแก้วหรือขุนแผนก็พ่อพลายชุมพลนั่นแหละ พระไวยก็พี่พลายชุมพลนั่นแหละ แต่คนละแม่นะครับ

        พระไวยนั้นทองประศรีเป็นคนสอน ส่วนขุนแผนหรือพลายแก้วนั้น เรียนตั้ง 3 โรงเรียนแน่ะที่เคยกล่าวมาแล้ว ส่วนพลายชุมพลเนี่ย แกเรียนในระบบโรงเรียนนิดหนึงนะท่าน นอกนั้นเรียนนอกระบบโรงเรียน

        พลายชุมพลนั้นไปบวชเณรอยู่ที่สุโขทัย ก็ไม่ไกลจากพิษณุโลกเท่าไรหรอก เมืองเก่าสุโขทัยเนี่ยแหละ ไปบวชอยู่ที่นั่นในตอนนั้น วันหนึ่ง ....เณรเอากราดกวาดมลทิน ยังมีขอมดำดินเมืองหงสา มือถือลานทองของวิชา หมายจะถามปริศนาของรามัญ.... เอ้อ..วิธีเรียนนี่แปลกทีเดียวนะ ดูซิคืออยู่ๆ ก็มีขอมดำดินเอาตำรามาให้

        ขอมดำดินมันก็คงจะ เป็นสื่อทางไกลนะท่านนะ พอฟังดูพลายชุมพลนี่เรียนทางไกลนะ คงเรียนมหาวิทยาลัยเปิดหรืออะไรทำนองนั้นนะ เพราะมีพรายดำดินก็เป็นสื่อทางทีวีทางวิทยุ อันนี้ดำดินดำอากาศมาทั้งนั้น ก็อยู่ ๆ ก็มาโผล่เฉย ๆ อย่างวิทยุนี่อยู่ ๆ มาโผล่ในบ้านเรา มีเสียงมาเนี่ยมันก็ขอมดำดินนั่นแหละนะท่านนะ ทีวีก็เหมือนกันอยู่ๆ มันก็มาโผล่ มันก็ขอมดำดินทั้งนั้นแหละ

        ของพลายชุมพลนี่ขอมดำดินถือตำราเอามาให้นะน่ะ ตำราเอามาให้มันคงเหมือนรายการของมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ที่ออกกันตอนเช้าเนอะ เหมือนช่อง 11 มั่งอะไรมั่งอะน่ะ ลักษณะนั้นก็ทางไกล พลายชุมพลก็เรียนอย่างนั้นแหละ อันนี้พูดภาษาแต่ก่อน ก็เป็นขอมดำดินมาก็อาจจะมีวิธีการติดต่ออะไรกันก็ได้นี่ เราไม่ทราบนี่

        นี่เรียนแบบเรียนแบบทางไกล ....หมายจะถามปริศนาของรามัญ.... ผุดขึ้นที่ระหว่างกลางบริเวณ ถามปริศนาเณรชุมพล นั่นมาถึงมีการถามปริศนา ก็คือการถามคำถามให้ตอบ นี่คงตอบคำถามทางคล้าย ๆ ทางวิทยุ ทางทีวีคงเหมือนรายการ เออ...เกมทศกัณฐ์อะไรทำนองนั้นนั่นแหละนะ หรือตอบอะไรต่าง ๆ น่ะ

        ชุมพลตอบได้นะซิ ....ชุมพลแกไขได้ฉับพลัน.... พลายชุมพลก็เก่งอ่ะ แกตอบปัญหานั้นได้นะ ตอบปัญหานั้นได้ ....ลานนั้นขอมให้ก็ได้มา.... ก็ได้รางวัลรางวัลนั้นก็คือ ขอมซึ่งโผล่ดำดินออกมาเนี่ยจากทีวีหรือจากไหนก็แล้วแต่ ก็ให้ลาน ลาน คือ หนังสือนะฮะ ใบลานเนี่ยที่เขียนเป็นคาถาอาคมต่าง ๆ เนี่ย

        เขาก็เอามาส่งให้ มาส่งให้พลายชุมพล เพื่อพลายชุมพลจะได้เรียนอันนี้แปลกแฮะ ปรกติต้องมีครูจึงจะสอนแต่อันนี้เรียนจากตำราเลย ของพลายชุมพลถ้าจะว่าไปก็ไม่ต่างจากขุนแผนเท่าไหร่นัก ขุนแผนหรือพลายแก้วนั้นเข้าโรงเรียน โรงเรียนแรกนั้นพอสมภารท่านสอนจนท่านสอนต่อไม่ได้ ท่านก็ให้ตำราเหมือนกันนะ ให้พลายแก้วมาเรียนเอง แต่นั่นตำราของพลายแก้วนั่นครูให้มีตัวมีตน แต่ของชุมพลน่ะพลายชุมพลน่ะไม่ใช่ อันนี้ขอมดำดินมาทางไกลมา เรียนทางไกล

        แต่ถ้าจะว่าไปพลายชุมพลนี่เขาก็เรียนในระบบโรงเรียนมาก่อนนะ เพราะเคยเล่าเรียนถึงได้บอกเอาไว้ว่า ....เล่าเรียนขอมไทยว่องไวดี แปลคัมภีร์เปรื่องปราดออกฉาดฉาน.... นี่ชุมพลเขาก็เรียนในระบบโรงเรียนอยู่ แต่มาเฟื่องฟูเพราะมาเรียนนอกระบบเนี่ย เรียนจากลานจากตำรา สำคัญที่ขอมดำดิน ดำเอามาให้เนี่ย อันนี้ผุดขึ้นกลางบริเวณนะเนี่ย ดำดินมาให้เลยเอามาจากทางไกล

        ชุมพลพอได้ตำรานั้นมาก็จากการเรียนนี่ฮะ ....เรียนวิชาในลานชำนาญใจ.... ในใบลานเขียนไว้ว่าอย่างไรเนี่ย พลายชุมพลเรียนได้ทั้งหมดเลย .....เรียนวิชาในลานชำนาญใจ ล่องหนหายตัวได้ตามปรารถนา.... เรียนอันแรกเนี่ยเรียนล่องหนเนี่ย ก็คือเรียนการซ่อนตัวนั้นเองแหละน่ะ ซ่อนตัวไม่ให้คนเห็น ปลอมตัวไม่ให้คนเห็น ไม่ได้หมายความว่าตัวมันหายไปนะ แต่หมายความว่าซ่อนไม่ให้คนเห็น

        เหมือนกับเด็ก ๆ เนี่ย มีการเล่นซ่อนหา เล่นซ่อนหาซึ่งทางโบราณ ทางอีสานเรียกเล่นซุกอันเดียวกันฮะ เล่นซุกหรือเล่นซ่อนหาเนี่ย ก็ไม่ได้แปลว่าตัวหายไปไหนหรอก แต่เราเอาตัวเราเข้าไปแอบ ในที่ที่ไม่ให้คนเห็นนะครับ อย่างนี้จึงเรียกว่าซ่อนหา คือเราไปซ่อนแล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งหา เด็ก ๆ เขาชอบนะเล่นซ่อนหาเนี่ย ก่อนจะหนีไปไหนก็ให้หลับตาเสียก่อน คนที่จะไล่จับเขาก็หลับตา แล้วนับ 1 2 3 4 อะไรก็แล้ว แต่จนกระทั่งนับถึง 10 ก็ออกไล่หาว่าคนที่ซ่อนนั้น ไปซ่อนตรงไหน บางคนจะซ่อนเก่งมาก บางคนก็ซ่อนไม่เก่ง ซ่อนไม่เก่งก็จับได้เร็ว ซ่อนเก่งก็หาอยู่เป็นเวลานาน

       แต่โบราณเขาบอกเหมือนกันนะ ว่าห้ามเล่นซ่อนหาเวลาใกล้ค่ำ เชียวนะเดี๋ยวผีมันจะจับเอาไป (หัวเราะ) ที่จริงไม่ใช่อะไรหรอก ใกล้ค่ำก็ควรจะกลับบ้านกลับช่อง ยังมาเล่นซ่อนหากันอยู่เนี่ย ก็เป็นคำขู่เท่านั้นแหละ เด็กเขาไม่ขู่กันหรอก ผู้ใหญ่นั่นแหละไปขู่เด็ก เด็กก็กลัวผี เด็กสมัยก่อนกลัวผี เด็กเดี๋ยวนี้จะกลัวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ยังไม่เคยถามดูเลยสักที

       ชุมพลก็ล่องหนหายตัวได้ตามปรารถนา ....ซ่อนเป็นอยู่ยงคงสารพัดศาสตรา.... เอ้อ...อยู่คงสารพัดศาสตรา เอาอาวุธศาสตรา ศาสตราวุธของมีคมเนี่ย เอาไปแทงเอาไปฟันเอาไปถือเถือ ไม่เข้าหรอกหนังเหนียว

        ใช้คำว่าหนังเหนียว มันเป็นวิทยาการสาขาอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ ทำให้หนังเหนียวเนี่ยนะครับ ฝรั่งเขาไม่มีวิทยาการสาขานี้ ฝรั่งเลยต้องสวมเกราะไงฮะ สวมเกราะซะจนหนาเลยเพราะหนังเขาไม่เหนียว เขาสวมเกราะดาบที่ใช้ฟัน บางทีฟันไม่เข้าเกราะ เกราะมันหนา ฝรั่งเลยพัฒนาดาบชนิดใหม่ ดาบไม่ต้องใหญ่หรอกแต่เป็นแบบลวดเลย อย่างกับสลิงนั้นแหละ คดไปคดมาเวลาแทง แทงสอดเข้าไปทางรักแร้ (หัวเราะ) อะไรอย่างนี้เข้าไปในเกราะได้เลย

       แต่อย่างชุมพลนี่เอาอะไรมาแทงก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าอะไร เพราะเขาอยู่ยงคงกระพัน เรียนมาน่ะ ....อยู่คงสารพัดศาสตรา ดำพสุธาก็ได้ดั่งใจปอง.... ไอ้ที่ต่างจากคนอื่น ที่ไม่ได้เรียนมาก็คือ พลายชุมพลนี่ดำดินได้นะท่านนะ ดำดินได้คนแต่ก่อนเนี่ยกลัวนะ คนดำดินก็เพราะว่าอยู่ ๆ ก็จะไป โผล่ที่ไหนพรึบมาคล้าย ๆ ไม่เห็นมาก่อนเลยอยู่ ๆ ก็โผล่หรือถามดำดินมาเหรอ ลี้ลับเหมือนกับดำดินมาอย่างนี้น่ะนะ เป็นขอมที่ดำดินมาคนก็กลัว

        แม้แต่ทศกัณฐ์ตอนที่ไปอยู่ที่ลงกา แล้วพระรามยกทัพตามไปนั้น ทศกัณฑฐ์ได้ทูลเชิญท้าวมาลีวราชมาว่าความ ท้าวมาลีวราชก็ยังสงสัยว่า พระรามเนี่ยเข้ามาได้ยังไง ....เขารู้เดินน้ำดำดิน เหาะบินมาได้หรือไฉน.... อย่างนี้น่ะงงเลย เอ๊ะมาได้ยังไงดำดินมานี่

        เจ้าพลายชุมพลก็เรียนนะเรียนการดำดินไปโผล่ ปัจจุบันนะดำดินจะไปโผล่ตรงไหนต้องระวังเหมือนกันเนาะ ไปโผล่กลางถนน รถเรอะก็เยอะเชียว ไม่ปลอดภัย ไปโผล่ตามอาคารมันก็มีพวกอะไรมากมาย เดี๋ยวไปโผล่ในที่ไม่ควรจะโผล่ก็จะลำบาก

        กำลังรุ่นหนุ่มน้อยแน่งสนิท ตอนพลายชุมพลกำลังเรียนนี่เป็นเด็กรุ่น ๆ นะครับ กำลังอยู่ในวัยที่เรียกว่า adolessent นะน่ะ เด็กรุ่นนะน่ะคงเพิ่งวัย pillperty มั้ง โอ้... ไม่ใช่เขาเด็กรุ่นมากแล้วอายุ 15 แล้วเนี่ย ....กำลังรุ่นหนุ่มน้อยแน่งสนิท อิทธิฤทธิ์ฤาดีไม่มีสอง.... คนกลัวกันโดยทั่วกันเลย

        พลายชุมพลเนี่ยแกเก่งทีเดียวเลย แกเรียนได้เร็วนะพลายงามเนี่ย เรียนจบตอน 13 ขวบน่ะ แต่พลายชุมพลน่ะอายุ 15 ปี .....เปี่ยมคะนอง สุโขทัยสยองแสยงฤทธิ์.... อายุแค่ 15 ปีเท่านั้น เด็กรุ่นเดียวกันกลัวเลย มีวิชามากนี่ก็ยังนึกถึงว่า ถ้าพลายชุมพลแกมาฟังคอนเสิร์ตนี่ก็คงน่าดู คงกลัวแกเลยทีเดียวแหละ เพราะแกดำดินหนีได้ด้วย ไม่มีใครกล้ามาเล่นอะไรกันหรอก

        นี่ก็เป็นเรื่องของการศึกษาของคนในยุคขุนช้างขุนแผน ก็ประมาณนั้นนะครับผม พอดีหมดเวลาผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันอีกครั้งหนึ่งสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>