วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 69 เรื่อง การศึกษาไทยในวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน 1
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

       สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

       เมื่อวันที่ 26 เดือนนี้นะครับสิงหาคมนี้ ผมมีโอกาสไปบรรยายที่โรงแรมเพชรโฮเต็ล จังหวัดกำแพงเพชร แล้วก็พอวันที่ 27 ก็ไปบรรยายที่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ หัวข้อก็ไม่เหมือนกัน ที่กำแพงเพชรนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอาชีพ ไปทั้งสองแห่งนี้ได้พบกับผู้หลักผู้ใหญ่ครับของจังหวัด หลายท่านทีเดียว แล้วก็หลายท่านเหล่านั้นพูดให้ฟังว่าท่านรับฟังรายการของวิทยุ เอ่อ…สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยนเรศวรบ่อยครั้งมากครับ พอมีโอกาสท่านก็ฟังทุกครั้ง

       แล้วก็ที่กำแพงเพชรนั้น มีท่านผู้หลักผู้ใหญ่มากท่านหนึ่ง ท่านก็กรุณาบอกผมว่า ขอให้จัดรายการเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาบ้างได้ไหมล่ะ ถ้าเป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับการศึกษาก็จะดีที่สุด แต่ขอร้องว่าให้เป็นการศึกษาของประชาชน ขออย่าให้อ้างจารึกอะไรให้มากนัก ขอให้เป็นวรรณกรรมทั่วๆไปที่คนรู้จัก ผมก็กราบเรียนท่านว่าสามารถทำได้ ก็ใช้เวลาเตรียมตัวอยู่ตั้ง อา… เป็นชั่วโมงล่ะครับ ก็เลยจะได้นำเสนอในครั้งนี้ ก็หวังว่าท่านก็คงฟังอยู่และผู้ฟังอีกหลายท่านก็คงฟังอยู่ด้วย

       เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปก็เป็นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานะครับ วรรณกรรมนี้เรานำมาบางส่วนเท่านั้น ผมนำมาจากเรื่องขุนช้างขุนแผน เพราะเป็นวรรณกรรมของชาวบ้านเป็นเสภา และก็ที่จะนำมาครั้งแรกในชั่วโมงแรกนี้ ก็จะเป็นเรื่องในตอนที่สาม คือตอนพลายแก้วบวชเณร แล้วก็ตอนที่สี่พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม ตอนที่ห้าคือ ตอนขุนช้างขอนางพิม ก็จะนำทั้งสอง…สามตอนนี้ มาแล้วก็ตัดบางส่วนออกมาในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา

       การศึกษาในเรื่องขุนช้างขุนแผนเนี่ย มีครบทุกระบบนะท่านนะ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ เฮ้ย! ขอโทษ กระผมพูดผิด การศึกษาใน ในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน แล้วก็การศึกษาตามอัธยาศัย ถ้าพูดในภาษาพูดก็มี ทั้งในระบบและนอกระบบ และตามอัธยาศัย

       ก็จะเริ่มต้นจากการเล่าเรียนของขุนแผน ซึ่งตอนที่เป็นเด็กอยู่นั้น เราก็เรียกเสียว่า พลายแก้ว อะ…. ชื่อเขา..ชื่อพลายแก้ว ที่เขาชื่อพลายแก้วเนี่ยก็เพราะว่า ในตอนที่เกิดมานั้น พระเจ้ากรุงจีนได้ส่งเพชรนิลจินดามาถวายเจ้ากรุงอยุธยานะครับ มันเป็นจังหวะที่เขาเกิดพอดีก็เลยให้ชื่อว่า พลายแก้วนะฮะ

.....กรุงจีนเอาแก้วอันแววไว   มาถวายเจ้ากรุงอยุธยา..…

       อะไรทำนองนั้นนะ เดี๋ยวผมจำไม่แน่ ๆ ชัดนะฮะ โปรดให้ใส่วัดใน ใส่ไว้ในวัดเจดีย์ใหญ ่ก็ว่าไป เข้าใจว่าเป็นวัดใหญ่ไชยมงคลนะฮะ นี่ก็พูดตามที่จำได้ อาจจะผิดไปจากเดิมบ้างก็ได้ เพราะบางทีก็จำได้ไม่ปะติดปะต่อกัน ไม่ได้พูดซะนานมันก็เลยลืมนะท่าน

       ก็จะพูดถึงพลายแก้วพอตอนเรียนนั้นเขาเรียนอย่างไรโรงเรียนของที่พลายแก้วเรียนเนี่ย มีถึง 3 โรงนะท่านนะ โรงที่ 1 คือวัดส้มใหญ่ อา….อันนี้ก็สมภารบุญท่านเป็นสมภารอยู่ ถ้าจะพูดภาษาปัจจุบันก็โรงเรียนวัดส้มใหญ่ สมภารบุญท่านเป็นผู้อำนวยการก็คงจะพูดอย่างนั้น อันนี้ในระบบแล้วมีในและนอกพร้อม ๆ กัน แหละนะครับผม โรงเรียนแห่งที่ 2 คือ โรงเรียนวัดป่าเลไลย์ วัดป่าเลไลย์เนี่ยก็อยู่สุพรรณบุรี เหมือนกันนะครับ อันนี้สมภารก็คือ สมภารมี และโรงเรียนแห่งที่ 3 เนี่ย อันนี้ไปเรียนที่วัดแค สมภารคือ สมภารคง

       เป็นอันว่าพลายแก้วเนี่ยเป็นศิษย์เก่า 3 สถาบัน เนี่ยนะครับศิษย์เก่า 3 สถาบันทีเดียวแหละ สถาบันแรกก็คือ วัดส้มใหญ่ของสมภารบุญเราเนี่ย การไปเรียนที่นี่นั้น ทองประศรีซึ่งเป็นแม่ของพลายแก้วเนี่ย พาพลายแก้วไปฝากนะครับ แต่ก่อนต้องมีการฝากเข้าเรียน ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็จะไปเองได ้ก็ถ้าเขาไม่รู้ว่าเป็นใครที่ไหน เขาคงไม่รับหรอกครับ เขาต้องมีการนำไปฝาก ระบบเนี่ยเป็นระบบฝากอยู่ก่อนไปฝากเข้าเรียนก็คล้ายๆ กับการไปสมัครเข้าเรียนทำนองนั้นแหละ ทางสมภารก็รับไว้ก็รู้จักกันดีกับทองประศรีรับเอาไว้

       จากนั้นก็เริ่มสอน สอนเนี่ยพลายแก้วเนี่ย แกเรียนเก่งมากเลย เข้าไปก็เริ่มเรียน เรียนอะไรบ้างล่ะ

.....หนังสือสิ้นกระแสทั้งแปลอรรถ     จนสมภารเจ้าวัดไม่บอกได้....

       เรียนหนังสือเรียนหมดเลย เรียนหนังสือที่มีอยู่ในโรงเรียนนั้น สงสัยโรงเรียนนี้คงมีหนังสือไม่มากเท่าไหร่นะ แต่พลายแก้วก็เรียน เรียนจนครบเลยทุกเล่มเลย สามารถแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ภาษาไทยแปลเป็นภาษาบาลีได ้แล้วน่าจะมีการแปลภาษาขอมแล้วก็เขียนภาษาขอมได้ด้วย เพราะคำว่าหนังสือในที่นี้คำว่าหนังสือแปลว่าเขียนนะครับ ...หนังสือสิ้นกระแส.. เขียนเป็น ..ทั้งแปลอรรถ... แปลได้ นะครับ เขียนได้ แปลได้ ดูหลักสูตรเขาซิครับ เขียนได้แปลได้

       ....จนสมภารเจ้าวัดไม่บอกได้.... ครูไม่สามารถจะสอนอะไรได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว พอสอนไม่ได้เนี่ยครูท่านก็น่ารักนะครับท่าน สมภารบุญเนี่ย ท่านก็บอกท่านก็สอนไม่ได้แล้วแหละ เพราะว่าวิชาทั้งหมดก็บอกมาหมดแล้ว แต่ยังอยากจะให้เรียน คราวนี้ให้เรียนด้วยตนเองทีเดียว ก็ค่อนข้างจะเป็นนอกระบบนะอันนี้นะ ให้เรียนด้วยตนเองโดยให้เรียนจากสมุดท่าน ท่านฟังดีๆนะ หนังสือแปลว่าการเขียนถ้าสมุดหมายถึงตัวตำรา สมภารบุญท่านก็ขนตำราของท่านออกมาพร้อมกับบอกว่า

.....ยังแต่สมุดตำรับใหญ่             ฟื้นแต่หัวใจพระคาถา
กูจัดแจงซ่องสุมแต่หนุ่มมา     หวงไว้จนชราไม่ให้ใคร..…

       เนี่ย…มี มี มีเอกสารที่จะ พูดเป็นภาษาปัจจุบันมีเอกสารจำนวนมากซะด้วย ตำรับใหญ่เลยเนี่ยครับ เต็มไปด้วยหัวใจพระคาถาต่างๆ พระคาถาในที่นี้ก็เป็นเรื่องหัวข้ออันสำคัญที่ควรจะเรียนในยุคนั้น เราจะควรจะเรียนอะไรบ้าง ก็บอกไว้รายละเอียดแล้ว หนังสือเล่มนี้ สมุดเล่มนี้นั้นเนี่ย สมภารบุญท่านก็เก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มแล้วก็ไม่ให้ใครเลย ท่านหวงมากเล่มนี้ ถ้าอยากจะทราบว่ามีอะไรบ้างพอเปิดดูในหนังสือเล่มนี้ก็จะทราบทันทีว่า พลายแก้วต้องเรียนอะไรในเรื่องที่มีแต่พื้นหัวใจพระคาถาเนี่ย สิ่งที่จะเรียนหรือเนื้อหาที่จะเรียนมีอย่างนี้

...อยู่คงปล้นสะดมมีถมไป     เลี้ยงโหงพรายใช้ได้ทุกตา…

       สอนวิชาอยู่คง อยู่ยงคงกระพันชาตรีแปลว่าสอนให้ เออ….เวลาไปรบทัพจับศึกมีการต่อสู้กันด้วยอาวุธเนี่ยก็จะไม่ระคายผิวหนัง ไม่เป็นอันตรายไม่บาดเจ็บนั่นเองแหละทำให้เรานึกถึง เออ…พระยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า... ที่ผมเคยกราบเรียนไว้ในรายการนี้ ...ยิงไม่ออก... นี่หลวงพ่อแดงที่วัดเขาบันไดอิฐที่เพชรบุรี ท่านบอกว่ายิงไม่ออก ...ฟันไม่เข้า อยู่ยงคงกระพันชาตรี.... ใครได้เหรียญหลวงพ่อแดงของท่านไปคล้องคอไว้แล้วก็ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้าอยู่ยงคงกระพันชาตรี ท่านสอนแบบใช้สติปัญญานั่นก็คือ เวลามีการยิงกัน ถ้าเขายิงกันเนี่ยเราอย่าออกไปนะฮะ แล้วเราจะไม่เป็นอันตราย หรือเวลาเขาไล่แทงไล่ฟัน เราก็อย่าเข้าไปนั่นคือ ยิงไม่ออก เขายิงกันอย่าออกไปสวมพระแล้วไม่ออก สวมเหรียญแล้วไม่ออกไป ฟันไม่เข้า เขาฟันกันไม่เข้าไป ก็เราจะอยู่ยงคงกระพันชาตรี

       แต่ตำราของสมภารบุญจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบแต่พลายแก้วก็ได้เรียน เรียนเรื่องอยู่คง อยู่คงหมายถึงอยู่ยงคงกระพันชาตรีนะครับ ไม่เป็นอันตรายจากศาสตราวุธคือ อาวุธมีคมทั้งปวง จากนั้นอยู่คงปล้นสะดมมีถมไปสอนเรื่องปล้นสะดม ปล้นเนี่ยครับเขาสอนมีไว้เพื่อ ใช้ปล้นกองทัพนะครับเป็นวิชาทหารครับ ปล้นไม่ใช่สอนไปปล้นวัวปล้นควาย ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับไปปล้นเขากินไม่ใช่ฮะ ปล้นนะในที่นี้สอนให้ปล้นกองทัพปล้นกองทัพก็คือ เข้ารบทัพจับศึก

       คนแต่ก่อนถือว่าวิชานี้สำคัญนะครับ วิชาการต่อสู้อยู่ยงคงกระพันรบทัพจับศึกเนี่ย ทำไมจึงถือว่าวิชานี้สำคัญ ก็เพราะเขาต้องป้องกันถิ่นที่อยู่ของเขาโดยตลอดครับ บางทีทางฝ่ายเมืองหลวงนี่ช่วยเขาไม่ได้ เขาต้องปกครองตัวของเขาเอง ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็ยิ่งกว่าหมู่บ้านอาสาพัฒนาตนเอง หนักกว่านั้นอีกครับ ป้องกันตัวเองได้ฝึกอาวุธของตัวได้คนเก่ง ๆ ก็ประจำที่นั่น เวลามีกองทัพที่ไหนมา ใครจะเข้ามารุกรานเขาต่อสู้ ด้วยตัวเขาเอง ดูอย่างเช่นหมู่บ้านบางระจันเป็นต้น

       แปลว่าจะต้องมีการสอนเรื่องการปล้น ปล้นทัพนะครับสะดม สะดมคือการปล้นทัพโดยใช้ยา อา…ยารมทำให้ข้าศึกหลับหรือสลบอะไรทำนองนี้ หรือว่ามีการใช้อาวุธน่ะ อาวุธชีวภาพนะนั่นนะ สะดมเนี่ย ปล้นสะดมเนี่ยอาวุธชีวภาพ กระผมจะได้กราบเรียนต่อไปว่าไอ้การจะใช้ยาในการปล้นสะดม หรือยารมมันมีส่วนประกอบจากอะไรบ้าง

       ปล้นสะดมปล้นทัพเนี่ยใช้อย่างนี้ ในหมู่บ้านบางระจันเขาฝึกเป็นอย่างดีนะท่าน เพราะฉะนั้นข้าศึกของพม่าเขามาเนี่ย ชาวบ้านเขาปรึกษากันเลยว่าเอายังไง ปรากฏในเรื่องอา….ของบางระจันซึ่งท่าน อา….เจ้าคุณอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนชีวะ ) ท่านเขียนขึ้นนะครับ บอกไว้ดี๊ดี ตอนที่พม่าเขาเข้าประชิดหมู่บ้านบางระจัน ชาวบางระจันเขาปรึกษากันว่าเขาจะทำยังไงดีล่ะ มันเข้ามาประชิดซะแล้ว ชาวบ้านปรึกษากันว่า

       .....ความเป็นไทยเคยถนอม ใครจักยอมยื่นให้ ส่ำศัตรูล้างได้ดุจปอง ถิ่นเคยครองครื้นครึก ข้าศึกเหยียบย่ำเข้า จักออกวิ่งทิ้งเหย้าอย่างไร ทรัพย์สินเคยเก็บค้นฟัก... เออ…ทรัพย์สิน ทรัพย์สินในสำนักฝักใฝ่เข้า ....เก็บค้นใครจักยอมให้ปล้นเปล่าได้ ลูกสาวสวยสุดรักเคยฟูมฟักใฝ่เฝ้าใครจักยอมให้เย้าหยาบหยาม....

       เนี่ย….ตกลงกันแล้วชาวบ้านบางระจันบอกสู้ตายเป็นตาย ก็รับศึกพม่ามาถึง 9 ครั้ง นี่แสดงให้เห็นว่าในหมู่บ้านเขาฝึกการต่อสู้ ฝึกการปล้นสะดมอยู่ยงคงกระพันมีอยู่ครบ พลายแก้วก็ได้เรียนเช่นนี้แหละครับ

      ...อยู่ยงปล้นสะดมมีถมไป เลี้ยงโหงพรายได้ใช้ทุกตา.... โหงพรายเลี้ยงไว้ทำไม โหงพรายเนี่ย เลี้ยงผีเอาไว้กระซิบบอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็โหงพรายของ…ของพลายแก้วหรือขุนแผนเนี่ย เคยบอกขุนแผนครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าเรามีโอกาสอ่านขุนช้างขุนแผนตอนที่ 16 ตอนนั้นขุนแผนไปอยู่กับบัวคลี่ ตอนกำเนิดกุมารทองเนี่ย ที่บัวคลี่เขาทำอาหารใส่ยาพิษตามที่หมื่นหาญ พ่อของเขาบอก ให้เขาเนี่ยใส่ยาพิษในอาหาร เพื่อให้สามีคือ พลายแก้ว เอ้ย…ขุนแผนเนี่ยตายเสีย อะไรทำนองนั้นนะเนี่ย เขาก็ใส่ยาพิษพอขุนแผนจะกินแค่นั้นนะครับ โหงพรายมันกระซิบบอกว่าอย่ากิน โหงพรายมันเก่ง ถ้าจะเทียบโหงพรายในปัจจุบันก็คือ มือถือนั่นเองนะครับ อันนั้นนะจะกระซิบเสมอเวลามีปัญหา ก็เปิดมือถือถามคนนั้นคนนี้เขาก็ตอบได้นั่นก็เป็นโหงพรายทีเดียวแหละครับ

      เอ้า เป็นอันว่าเรียนที่วัดส้มใหญ่ ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งแรกเนี่ย สมภารบุญท่านเป็นผู้อำนวยการเนี่ยนะครับ ก็เรียนตั้งแต่การเขียนนะฮะ การอ่านมีหมดเลย การแปล จากนั้นก็เรียนจากเออ….ตำรา ตำราเนี่ยสอนเรื่อง อยู่ยงคงกระพัน เรื่องปล้นสะดม อันเป็นของจำเป็นในยุคนั้น เรื่องการเลี้ยงโหงพราย ในยุคนั้นจำเป็นเนี่ยครับ ยุคนี้ก็ว่าจำเป็นอยู่บ้างแต่ก็คงไม่จำเป็นถึงขนาดโน้น

     จะเห็นได้ว่าสมัยก่อนไม่สอนวิชาอะไรที่ใช้ทำมาหากินมากนะครับ เพราะอะไรเพราะประเทศมีความอุดมสมบูรณ์มากในยุคนั้นครับ พื้นที่สมบูรณ์เหลือเกินไม่ต้องเลี้ยงสัตว์ ไม่ต้องปลูกพืช ไม่ต้องปลูกอะไรทั้งนั้น มันหาเอาได้ทั้งหมดเลยครับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่สอนวิชาพวกนั้น แต่สอนวิชาที่จะป้องกันทรัพย์สินที่ตัวหามาได้ ป้องกันการถูกรุกราน เลยต้องเรียนการอยู่ยงคงกระพัน การปล้น การปล้นก็คือการต่อสู้ อย่า…อย่า เข้าใจผิดไปเที่ยวปล้นบ้านอื่น ๆ คนละอย่างนะท่านนะ

      นี่โรงเรียนแห่งแรกเรียนเสร็จ ปรากฏว่าสมภารท่านบอกท่านสอนต่อไม่ได้แล้ว ต้องไปเรียนที่สถานศึกษาอื่นแล้ว พลายแก้วก็เลยต้องย้ายโรงเรียน เนี่ยแหล่งที่โรงเรียนที่สองแล้ว แห่งที่สองที่ย้ายไป เนี่ยแม่ก็เอาไปฝากเหมือนกัน ทองประศรีพาไปฝากแต่ก็เข้าเล่าเรียนที่วัดป่าเลไลย์

      วัดป่าเลไลย์เนี่ยเออ…ก็อยู่สุพรรณบุรีนะครับ ถ้าเราขับรถเข้าเมืองสุพรรณแล้วสมมุติว่าเราจะไป เออ…นครปฐมเนี่ยแต่ไม่ได้เข้าทางสายชัยนาท สุพรรณด้านนอกนะครับออกจากเมืองมาแล้วเลี้ยวซ้ายออกไปบางลี่ ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร จากบางลี่ก็ไปกำแพงแสน บางลี่กับบางแสนก็ห่างกัน 54 กิโลเมตรเท่านั้นแหละครับ ระหว่างทางผ่านวัดป่าเลไลย์นะครับ นั่นแหละครับพลายแก้วเคยเรียนที่นั่น

      ในช่วงที่พลายแก้วเรียนอยู่นั้นเนี่ย ผู้อำนวยการเนี่ย ผมก็พูดซะเรื่อยเลยสมภารของวัดนั้นก็คือ สมภารมีนะครับ สมภารมีท่านอยู่ที่นั่น ก็ไปเรียนเรียนอะไรบ้างล่ะ ที่วัดนี้พลายแก้วได้เรียนหัดเทศน์สามเดือน ก็ขึ้นใจ และอันนี้ก็เรียนการอ่าน เรียนการอ่านแบบทำนองเสนาะ ได้หัดเทศน์เนี่ยนะสำคัญ เพราะว่าภาษาที่ใช้สอนในพระพุทธศาสนานั้นมีทั้งบาลี ทั้งไทย เพราะฉะนั้นต้องเทศน์ให้เพราะ ถ้าเทศน์ไม่เพราะคนฟังก็ไม่อยากจะฟัง

       อันนี้ก็หัดเทศน์ 3 เดือนแค่นั้น เก่ง โอ้….นี่แกหัดเทศน์นะพลายแก้วแกเก่งทางด้านเขียน ด้านแปล คราวนี้ก็มาเป็นการอ่านเข้าทำนองของพระอ่านอะไรบ้างมั่งละเนี่ย มหาชาติธรรมวัตร สนัดเพราะ เอ้ย! …สารพัดเพราะประทานโทษนะท่านนะ ....มหาชาติธรรมวัตรสารพัดเพราะ ถ้อยคำมั่นเหมาะไม่เปรียบได้.... ผมก็จำ ๆ ๆ เลือน ๆ ตอนนี้พูดผิดมากต้องลบเทปไปมาเรื่อยเลย (หัวเราะ)

       ก็สวด อา…หัดเทศน์มหาชาติคือ มหาชาติ เท่าที่เราทราบนะครับ มหาชาติครั้งแรกที่ปรากฎในประวัติวรรณคดีของไทยเรานั้น ก็เกิดขึ้นในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ล่วงหน้านั้นมีแล้วกัน แต่ที่เป็นมหาชาติที่เป็นทางการ ก็มีในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ พระโอษฐ์พระองค์ก็โปรด อา…พระองค์พระราชนิพนธ์ขึ้นให้ชื่อว่า มหาชาติคำหลวง นะครับ

       หนังสือเรื่องนี้มหาชาติคำหลวงเนี่ย ก็มีผู้สันนิษฐานเรื่องสถานที่แต่งไว้ว่ามีผู้แต่งไว้ ก็มีนายประจักษ์ สายแสง สันนิษฐานเอาไว้ในหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ดูเหมือนจะเป็นปี 2512 ว่ามหาชาติคำหลวงนั้น แต่งที่เมืองพิษณุโลก แต่งตอนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เออ….ทรงผนวชที่วัดจุฬามณี พอผนวชที่นั่นพระองค์ก็เออ…ทรงแต่งมหาชาติคำหลวงขึ้น แต่สำนวนค่อนข้างอ่านยาก ใช้คาถาภาษาบาลีมาก่อน แล้วก็แปลเป็นไทยกำกับ เกือบจะเรียกว่าคำต่อคำครับ ผมยกตัวอย่างก็ได้เท่าที่จำได้ ในกัณฑ์มหาพน พราหมณ์เมในนั้นก็แปลว่า ดูเออ…พราหมณ์เมแปลว่า ฟังแฮทชีพราหมณ์ จากนั้นบาลีเป็น เอสะเสโร คำแปลเขาบอกว่า เขาเขียวงามเป็นแท่นทงัน ไม้ไร่ช่อแชรงกัน

       นี่อันนี้มหาชาติคำหลวงนะครับ แต่ที่พลายแก้วเทศน์เนี่ยไม่ใช่มหาชาติคำหลวงนะครับ เป็นมหาชาติกลอนเทศน์ธรรมดา ซึ่งเราเคยฟังอยู่ในปัจจุบันเนี่ยมีทั้งหมด 13 กัณฑ์ ตั้งแต่กัณฑ์ทศพร หิมพานต์ มาเรื่อยเลยแล้วก็พลายแก้วเขาถนัดที่สุด เขาถนัดเทศน์กัณฑ์มัทรี ผมจะขอยกตัวอย่างมหาชาติกลอนเทศน์ เออ…ในกัณฑ์กันกับยกตัวอย่างมหาชาติคำหลวงเมื่อสักครู่นี้ ในคาถาตัวเดียวกันมหาชาติคำหลวงนั้น แปลพราหมณ์เมว่า ...ฟังแฮทชีพราหมณ์ เขาเขียวงามเป็นแท่นทงัน.... แต่ในมหาชาติกลอนเทศน์เนี่ย คำว่าพราหมณ์เมเขาแปลเพราะเขาแปลว่า ดูกรมหาพราหมณ์พรหมบุตรบวชบรรพชาชาติ ชงคพิสัย

      ครั้นพอถึงเอสะเสโรซึ่งในมหาชาติคำหลวงแปลว่า เขาเขียวงามเป็นแท่นทงันไม้ไร่ช่อแชรงกัน แค่นี้นะฮะ แต่มหาชาติกลอนเทศน์แปลเอสะเสโรว่า ....แลขนัดไปเบื้องหน้าโน่นก็เขาใหญ่ ยอดเยี่ยมโพยมอย่างพยับเมฆ มีพรรณเขียวขาวดำแดงดูดิเรก ดั่งนกพระมณีแนมน่าใคร่ชม ยามแสงสุริยะส่องระดมก็ดูเด่นดั่งดวงดาววาวแวววะวาบวะวาบที่เวิ้งวุ้ง วิจิตรจำรัสจำรูญรุ่ง เป็นสีรุ้งพุ่งพ้นเพี้ยงพื้นคนัมพรนภากาศ บ้างก็เกิดก้อนประหลาดศิลาราย แลละเลื่อมละเลื่อมที่งอกง้ำเป็นแง่เงื้อม ก็ชะงุ้มชะโงกชะง่อนผา...

       นี่ข้อความจากเออ…มหาชาติกลอนเทศน์นี่ละครับ ซึ่งเป็นกัณฑ์มหาพน เท่าที่ผมจำได้นะครับ ก็คาดว่าไม่ผิดอะไรจากฉบับเดิมมากนัก ตามที่จำเป็นก็เป็นอย่างนี้ แล้วเปรียบเทียบก็เป็นอันว่า พลายแก้วนี่ฝึกเทศน์มหาชาติได้ ...สารพัดเพราะ...เลย สารพัดเพราะแปลว่าเพราะทั้งหมดเลย ....ถ้อยคำมั่นเหมาะไม่เปรียบได้.... ไม่มีใครเทียบได้ขนาดนี้เลยเนี่ย…เนี่ย ความสามารถของผู้เรียนในแต่ก่อนนะครับ แสดงออกได้ในเรื่องการใช้ภาษาจะเป็นอ่าน จะเป็นเขียนจะเป็นแปล ได้ทั้งนั้น พลายแก้วทำได้พูดพวกนี้นะครับ

      จากนั้นเรียนอะไรอีกบ้างล่ะที่วัดป่าเลไลย์ของสมภารมีเนี่ย เรียนอีกหลายอย่างตำรับใหญ่พิชัยสงคราม เอาตำราพิชัยสงครามมาเรียนกันทีเดียวนะฮะ ศาสตร์ที่มีความจำเป็นในยุคนั้นคือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยตำราพิชัยสงคราม สำหรับคนที่จะเป็นแม่ทัพนายกองต้องเรียนของพวกนี้ ถ้าผมมีโอกาสจะได้นำเอาตำราพิชัยสงคราม บางฉบับเข้ามานำเสนอในรายการนี้ด้วยนะครับ ต่อๆไปนะครับคงไม่นานนักเนี่ย

      ...ตำรับใหญ่พิชัยสงคราม สูรจันทร์ฤกษ์ยามก็รอบรู้.... อันนี้เป็นศัพท์เฉพาะซะแล้วครับ ในการเรียนรู้สูรสุริยะเนี่ยนะครับ สูรจันทร์พระอาทิตย์พระจันทร์ ฤกษ์ยามก็รอบรู้แต่ในที่นี้ สูรจันทร์ไม่ได้แปลว่าพระอาทิตย์ พระจันทร์แต่เป็นชื่อของการตรวจลมปราณนะท่าน

       ลมปราณ คือ ลมหายใจคน แต่ก่อนนั้นจะไปไหนเนี่ย เขาจะต้องดูก่อนว่า ถ้าไปแล้วจะปลอดภัยหรือไม่ จะมีโชคชัยหรือไม่ จะรอดพ้นจากภัยอันตรายหรือไม่ ต้องมีการตรวจลมปราณตรวจลมหายใจ ตรวจลมปราณนั้นปรากฏออกมาเป็นสูริยะกลา กับจันทรกลา กลาเหมือนกลาโหมเนี่ยฮะ ศูนย์จันทร์เขาใช้คำนี้

      ถ้าจะตรวจสอบจะเป็นจันทรกลาเนี่ย เขาก็ต้องตั้งสติให้มั่นคง เรียกว่าเข้าขั้นสมาธิ จากนั้นใช้นิ้วมือนิ้วชี้ของมือขวา ปิดที่รูจมูกด้านขวา ปิดแล้วนะครับถ้าแม้นลมหายใจของจมูกด้านซ้ายเนี่ย รูจมูกด้านซ้ายถ้าออกมาคล่องให้เรียกว่า จันทรกลา ถือว่าเป็นโชคดี ถ้าหากเดินทางจะปลอดภัยทุกประการ ถ้าออกไปรบทัพจับศึกก็จะได้ชัยชนะ และถ้าจะไปนั้นเวลาจะจับอาวุธให้จับด้วยมือซ้าย เพราะลมหายใจด้านซ้ายหายใจได้คล่อง ในขณะเดียวกันถ้าจะเดินก็ให้ก้าวเท้าซ้ายออกก่อน โห…เนี่ยเป็นข้อกำหนดนะครับ เพราะสมัยก่อนนั้นจะทำอะไรก็ค่อนข้างจะระมัดระวัง เรื่องความปลอดภัยมันต้องมีข้อกำหนด เพราะสมัยก่อนค่อนข้างจะห่วงเรื่องความปลอดภัย มันต้องมีอะไรลึกซึ้งแฝงอยู่ ในเรื่องจับด้วยมือซ้ายเพราะลมหายใจในด้านซ้ายคล่อง เลยทำอย่างนี้นี่เรียกว่า จันทรกลา

      นี่พลายแก้วเรียนเรียนสูรจันทร์ถ้าเรียนจันทรกลาต้องเรียนสูริยะกลาด้วย วิธีตรวจสอบลมปราณหรือลมหายใจ ที่เป็นสูริยะกลานั้นท่านให้ตั้งสติให้ดีนะครับเข้า เอ่อ….สงบจิตให้ดีพอจิตเป็นสมาธิดีแล้วก็ให้ใช้นิ้วชี้ของมือซ้ายปิดที่รูจมูกด้านซ้าย แล้วก็ดูด้วยว่าลมหายใจทางรูจมูกด้านขวานั้นออกมาคล่องหรือไม่ ถ้าหากว่าลมหายใจนั้นออกมาคล่องท่านให้เรียกว่า สูริยะกลาอันนี้ไม่สู้ดีนักนะครับ ไปรบทัพจับศึกก็ไม่ถึงกับล้มตายหรอก แต่ก็ได้ชัยชนะค่อนข้างยาก แต่ก็ปลอดภัยถ้าจำเป็นต้องเดินทางโดยสูริยะกลาเนี่ย ท่านก็ให้จับอาวุธด้วยมือขวา เวลาจะเดินก็ให้ก้าวเท้าขวาไปก่อน โอ…..เนี่ยข้อกำหนดเยอะ

      นี่เฉพาะสูรจันทร์ นี่ก็พลายแก้วเขาเรียนมันคงไม่ลำบาก อีตรงจะใช้มือซ้ายมือขวาหรือว่าคล่องจมูกซ้ายหรือขวาหรอกครับ มันคงจะลำบากอีตรงที่มีการสมาธิตรงที่จิตนั้นเป็นหนึ่ง ไม่วอกแวกจึงต้องทำอย่างนี้ จากนั้นก็ให้ดูตรงฤกษ์ดูยาม ดูยามก็คล้ายดูยามอุบากองอย่างนั้นแหละครับ ยามอุบากองมันเป็นของพม่า ของเราก็มียามโดยเฉพาะหลายยาม จะได้นำกล่าวต่อไปนั่นแหละครับ แหละนี่ก็ดูฤกษ์ดูยาม

      ดูฤกษ์จะไปทำอะไรใช้ที่ไหนล่ะ ก็ไม่ต่างจากเดี๋ยวนี้หรอกครับ เดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ใช้ฤกษ์ อยู่อย่างงานใหญ่ๆ นะฮะ ที่ว่านี่ก็เช่น สมมุติว่าจะปลูกบ้าน จะปลูกในฤกษ์อะไรดีล่ะ ไปหา อะ….ผู้ที่ให้ฤกษ์อาจจะให้ฤกษ์ ภูมิปาโร ภูมิปาโรแปลว่า อยู่ติดที่รักษาที่อย่างนี้นะฮะก็อาจจะปลูกในฤกษ์ภูมิปาโร มักจะไม่นิยมให้เทวีฤกษ์ ฤกษ์เทวีเนี่ยดีนะครับ แต่จะทำอะไรต้องอภิปรายกันมากหน่อย จึงให้เทวีฤกษ์

      ถ้าสมมุติจะเปิดร้านค้า เขาก็จะให้ฤกษ์เทศาตรี เขาเรียกเทศาตรีฤกษ์หรือ ฤกษ์เทวดาจร นั่นคือให้มีคนมานั่งกินอาหารรีบ ๆ ๆ ๆ กินแล้วก็ออกไป แล้วคนต่อไปจะได้มากินอีกหรือซื้อของขายแบบไม่มีโต๊ะ คนเดินผ่านก็เดินผ่านไป เทวดาจรก็ซื้ออาหารถุงพลาสติกไป ถุงละ 10 บาท 20 บาท 5 บาท ก็แล้วแต่ ร่ำรวยเลยนี่ฤกษ์เทวดาจรนะ เทศาตรีฤกษ์หรืออาจถ้าเป็นการสู่ขอ ก็จะให้ทริทโทฤกษ์ ทริทโทฤกษ์ แปลว่า ยาจก แปลว่าผู้ขอไปสู่ขอลูกสาวเขา นี่ใช้ทริทโทฤกษ์นะครับ หลายคนเกิดทริทโทฤกษ์ คนที่เป็นแม่ทัพนั้นมักจะเป็นทริทโทฤกษ์พระพุทธเจ้าก็ทรงถือกำเนิดใน ทริทโทฤกษ์นะท่านนะนอกจากทริทโท ก็มีมหัทโธฤกษ์นี่ฤกษ์เศรษฐี เพชรฤกษ์ โจโรฤกษ์ สมโนฤกษ์ มีอยู่ครบเลยครับพวกฤกษ์พวกยาม

      ที่จริงเรื่องฤกษ์เรื่องยามเนี่ย มันเป็นเรื่องที่มาทางฮินดูนะท่านนะ มาทางฮินดูศาสนาพุทธไม่ให้กำหนดถือฤกษ์ถือยาม พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน สุปุพันธสูตรไว้เลยว่า ....นักขัตตังปฏิมาเนตัง อัตโถพารัง อุปปัจคา อัตโถอัตถสะ นขัตตัง กิงกาลีสันติ ตาละกา... สรุปความง่าย ๆ ว่าอย่าไปเชื่อเรื่องดวงดาวเลยไม่มีอิทธิพลหรอก แม้นี่วันที่เออ…..บันทึกเสียงเอาไว้นี่ตรงกับวันที่ 27 ซะด้วยนะเนี่ย ดาวอังคารเข้าใกล้โลกซะด้วยเนี่ย ดาวพระเคราะห์แดงมาร์ส เทพเจ้าแห่งสงครามเนี่ย คนแต่ก่อนนะถ้าเห็นดาวพระเคราะห์แดงปรากฏเด่นชัดเนี่ย เขาทำนายว่าสงครามมีเกิดขึ้นนะครับ ของเรานี่ไม่ต้องเห็นดาวมันก็มีสงครามล่วงหน้ามาตั้งนานแล้วแหละ

      เอาเป็นอันว่าพลายแก้วก็เรียนสูรจันทร์ ฤกษ์ยามรอบรู้อยู่ยงคงกระพันล่องหน อา….มาถึงที่นี่มาเรียนอยู่ยงคงกระพันอีก โรงเรียนแรกก็สอนโรงเรียนนี้ก็สอน แปลว่าเรื่องอยู่ยงคงกระพันเนี่ยเป็นเรื่องใหญ่ เพราะโรงพยาบาลไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ไม่เป็นผงเป็นแผล โดนหอกโดนดาบโดนปืน ไม่ให้ระคายผิวหนังอยู่ยงคงกระพัน

      ล่องหนล่องหนก็คือคล้ายกับหายตัวได้นั่นแหละ อะไรทำนองนี้ คงจะเป็นการหลบหลีกที่ดีที่สุดแหละล่องหนเนี่ย ก็เพราะปกติเป็นคนนี่ มันก็ไม่น่าจะหายตัวได้หรอกเนอะ เป็นคนมันก็ต้องมีรูปมี body ไง เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจะหายตัวไปได้ ขุนแผนเนี่ยเรียนล่องหนแปลว่าหายตัวได้ ก็อาจจะเป็นอิทธิวิธิมั้ง อิทธิวิธิคือแสดงฤทธิ์ได้เป็นวิชาที่พวกฮินดูพวกพราหมณ์เขาเรียนนะครับ พุทธก็เรียนนะครับไม่ใช่ไม่เรียน ของพุทธนั้นเขาเรียกอภิญญา 6 ประกอบด้วยอิทธิวิธิประกอบด้วยทิพจักขุ ตาทิพย์ ทิพโสต หูทิพย์ เจโตปริญาญาณ กำหนดจิตผู้อื่นได้อะไรพวกนี้นะครับมันอยู่ในพวกนี้ อภิญญา 6

      แต่ที่พุทธต่างจากฮินดูก็เพราะว่าฮินดูเขาเรียนได้แค่นี้ แต่พุทธนั่นสำคัญคือสามารถเรียนอาสาวะคะยะญาณ วิธีการที่ดับกิเลสได้ ดับกิเลสก็คือดับ ภาษาพระเรียกว่า ดับเครื่องเศร้าหมอง ภาษาปัจจุบันเรียกว่า ไม่เครียด วิชาไม่เครียดนะถ้าจะไม่เครียดก็ต้องไม่เอาอะไรเป็นอารมณ์เลย เป็นอะนารามนัง (หัวเราะ) เข้าสู่วิชาที่ไม่เครียดศาสนาพุทธทำได้ ศาสนาอื่นก็ไม่สอนถึงขนาดนี้ เขาว่ากันอย่างนั้นนะครับ

      นี่ขุนแผนก็คงจะเรียนทางด้านนี้ละครับอิทธิวิธิน่ะเลยล่องหนได้ ภาพยนตร์หุ่นใช้ให้ต่อสู้คำว่า ภาพยนตร์ในที่นี้คือ การผูกหุ่นยนต์ Robot นี่ละครับขุนแผนผูกมาแล้วนะเนี่ย ไอ้ Robot เนี่ยใช้หญ้าใช้อะไรผูก สามารถทำได้ ฟังดูแล้วแต่ก่อนคงมีวิทยาการบางสาขา หุ่นยนต์ของเขาก็มีไม่เหมือนหุ่นยนต์ของเรา เพราะหุ่นยนต์ของเรานั้นขับเคลื่อนไปได้ เออ…เป็นเรื่องทางเครื่องจักร เครื่องกล เครื่องไฟฟ้า เครื่องวิทยุคอมพิวเตอร์อะไรก็แล้วแต่ แต่หุ่นยนต์ในสมัยนั้นไปได้ด้วยอำนาจจิตนะครับ ฝ่ายนู้นสมัยก่อนเล่นเรื่องจิต ปัจจุบันเขาเล่นเรื่องวัตถ ุมันก็ไปกันคนละเรื่องแต่ขุนแผนมี Robot ไว้ต่อสู้ด้วยก็แล้วกัน Robot เนี่ย

....รักทั้งเรียนเสกเป่าเป็นเจ้าชู้    ผูกจิตหญิงอยู่ไม่เคลื่อนคลาย.…

       นี่คือวิชาการเรียนการพูดให้เพราะ มีสัมมาวาจาใครฟังก็ชอบผู้หญิงฟังก็ชอบซะด้วยนะครับ แล้วคงจะต้องเรียนการเอาอกเอาใจนะครับ เนี่ย… เนี่ยไม่งั้นผู้หญิงเค้าไม่ชอบ .....รักทั้งเรียนเสกเป่าเป็นเจ้าชู้ ผูกจิตหญิงอยู่ไม่เคลื่อนคลาย.…นั่นก็คือ เออ….พูดก็เพราะจับใจคนทำตัวเป็นคนมีเสน่ห์ชอบบริการคนอยู่เสมอในเวลา อา….พบเขาในเวลาที่ต้องการอย่างนี้เขาก็รัก เรียกว่าเป็นคนมีเสน่ห์ ขุนแผนเนี่ยเขาเรียนเขาเรียนมาดีนะเนี่ย เป็นคนมีเสน่ห์ทีเดียวนะครับ ในปัจจุบันเขามีวิชาที่สอนนะครับ แต่เขาไม่เรียกวิชามีเสน่ห์ เขาไม่เรียกอย่างนั้น เขาเรียกว่าวิชาการพูดเพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพทำนองนี้ หรือวิชาปรับปรุงบุคลิกภาพขุนแผนก็เรียนวิชาปรับปรุงบุคลิกภาพนะครับคือเรียนปรับปรุงทั้งวิชาการพูดและการปฏิบัตินี่ไง รัก…เออ…. ...รักทั้งเรียนเสกเป่าเป็นเจ้าชู้ ผูกจิตหญิงอยู่ไม่เคลื่อนคลาย…
นี่เรียนให้ผู้หญิงเขาชอบเนี่ยไม่ใช่ง่ายนะท่านนะ ให้ผู้ชายชอบนี่ยังง่ายให้ผู้หญิงชอบเนี่ยค่อนข้างยากต้องเรียนเนี่ย หัดเอาอกเอาใจให้เป็น พูดให้เพราะเขาจะได้ชอบอย่างนี้เนี่ยขุนแผนเรียนพลายแก้วเรียน

      พลายแก้วเนี่ยเรียนแล้วคราวนี้ดูครับคราวนี้เออ…พระท่านสอนอย่างนี้เสร็จเรียบร้อย ในตำรับตำราเนี่ยเขามีจริยธรรมประกอบด้วยนะครับ เรียนทำให้ผู้หญิงรัก แล้วจริยธรรมที่ประกอบนั้นมีอะไรบ้างล่ะ ถึงกับเอ่อ..สมภารมีท่านสอนไว้เลย

....เมียของเขาเจ้าอย่าได้ทำร้าย      สาวแก่แม่ม่ายเอาเถิดวา
กูจะให้วิชาสารพัด          ให้ชงัดเวทมนตร์พระคาถา..…

     พระคาถาสอนจริยธรรมนะครับ เรียนวิชาทำให้เขารักจริง แต่อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเมียของเขาเนี่ย…อย่างนี้นะครับ สมัยก่อนนั้นสอนคนให้มีปัญญา ในขณะที่มีปัญญาให้มีความรู้นั้น ก็กำกับด้วยจริยธรรมเสมอฮะ บอกเอาไว้เลยนะสังเกตให้ดี ผู้ที่สอนนั้นเป็นพระนะครับ ซึ่งมีจริยธรรมและศีลธรรมมีคุณธรรมเนี่ยอยู่ในตัวของท่านอยู่แล้ว สอนวิชาให้ท่านรู้วิชาเหล่านี้ แต่ท่านไม่ใช้เพราะสมณเพศจะใช้ไม่ได้ แต่ท่านรู้ รู้แล้วไม่เอามาใช้ แต่เอาไว้สอนได้และคนที่ท่านจะสอนต้องเป็นคนที่ท่านเห็นว่ามีจริยธรรมกำกับ

      คนไทยโบราณนั้นหวงวิชานักหนาที่หวงไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ เพราะเขากลัวว่าคนที่รับวิชาจากท่านไปแล้วนั้นจะไม่มีคุณธรรมจะเอาวิชาที่ ที่อะไรนะ เรียนมาน่ะเรียนผูก Robot น่ะขึ้นใช้ คงกระพันชาตรีได้ เขาก็กลัวจะเอาวิชาพวกนี้ไปใช้ให้เกิดโทษในสังคม เพราะฉะนั้นเขาจะเลือกว่า ควรจะสอนใคร ครูโบราณนั้นเลือก เหตุที่ท่านเลือกลูกศิษย์นี้เราจึงไปว่าท่านหวงวิชา ท่านต้องหวงแน่ เพราะท่านกลัวลูกศิษย์ที่ไปขอเรียนนั้นจะไม่มีคุณธรรม

      ไม่เหมือนกับปัจจุบันน่ะ ในยุคของอิแกลิเทเลียนลิซึ่มเนี่ย ใครอยากเรียนต้องได้เรียน แล้วบางทีเราไม่กำกับด้วยคุณธรรม ไม่กำกับด้วยจริยธรรม ไม่กำกับด้วยศีลธรรม ให้คนเรียนไปแล้วเอาไปใช้ในทางที่เสียมากมายนะท่านนะ ยิ่งคนฉลาดขึ้นมาแล้วไม่มีจริยธรรมเนี่ยเป็นคนที่น่ากลัว ในปัจจุบันเราต้องการคนดีมาก่อนจึงเป็นคนเก่งดีแล้วก็เก่งนะครับ เราจะชอบอย่างนี้ เราไม่ชอบเก่งแต่ไม่ดี เพราะอันนั้นจะสร้างความหายนะให้สังคม ดูจากตรงนี้เลยเนี่ยฮะแค่เรียนการทำเสน่ห์ยังสอนเลย

...เมียของเขาเจ้าอย่าได้ทำร้าย     สาวแก่แม่ม่ายเอาเถิดวา…

     เนี่ยจากนั้นให้เรียนวิชาได้ทั้งหมด พอเรียนเสร็จนะครับเรียนแบบอะไรล่ะ ให้ชงัดเวทมนตร์พระคาถา เรียนเสร็จมีการลองวิชาด้วยโดยสมภารมีเนี่ย เสกหมากให้พลายแก้วกิน พอกินหมากเข้าไปปั๊บ แค่นั้นน่ะ เอาสากเหล็กที่ใช้ตำหมากเนี่ย ฟาดลงไปบนศรีษะเนี่ย ปรากฏว่าไม่เป็นอะไรเลย นี่มีการลองวิชาด้วยนะฮะ คราวนี้พอพลายแก้วแกเรียนมาแล้วแกเอาไปใช้นี่คราวนี้ดูแกใช้ ไปทำอะไรล่ะในตอนที่ 4 ตอนพลายแก้วเป็นชู้กับนางพิมเนี่ย

     พลายแก้วเนี่ยตอนนี้เป็นเณรนะครับเนี่ย เณรเนี่ยปรากฏไปชอบสาวเข้า พอชอบสาวเข้า พอตอนกลางคืนก็ดึงผ้าเหลืองออกเลยนะ แต่งตัวเป็นฆราวาสเนี่ย ก็ระดับมัธยมปลายหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน นี่ถ้ามีกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นคงไม่ยอมมั้งเรื่องนี้ สมัยก่อนแหละอันนี้เขาก็ไม่ยอมกันทั้งนั้นแหละ

     แต่ว่าแต่พลายแก้วเนี่ยเขาก็เรียกว่าเป็นนักเรียนนอกรีตนอกรอยน่ะ พอถึงกลางคืนเข้าก็แต่งชุดเป็นฆราวาสเลย ไม่เป็นเณรแล้ว แล้วก็เริ่มใช้วิชาที่ตัวเรียนมาจากทั้งสมภารบุญ ทั้งสมภารมี ....ประมาณได้สักสองยามปลาย ดวงเดือนเลื่อนเด่นดาวระยับ.... มองดูดาวล่ะครับจะไปไหนทีใช้กำหนดดูดาวนะครับ เหมือนกับโจรเวลาไปปล้นบ้านทีในสมัยก่อนเนี่ย มันดูดาวโจรขึ้นน่ะ เพราะถ้าดาวโจรขึ้นปั๊บแสดงสุนัขจะหลับ หมาจะหลับจึงจะขึ้นปล้นและได้ชัยชนะ

     ตานี่จะไปหานางพิมในตอนกลางคืนเนี่ย สองยามนะเนี่ย ....ดวงเดือนเลื่อนเด่นดาวระยับ ดูดาวยืนขยับเพ่งพิศเมฆฉาย.... ดูเมฆด้วยดูเมฆเนี่ย แต่ก่อนเขาเรียกยกเมฆ อย่า…อย่า…อย่าพันกับความหมายปัจจุบันนะครับ ยกเมฆปัจจุบันแปลว่า เดาสุ่มสี่สุ่มห้า แต่อันนี้ไม่ใช่อันนี้เนี่ย พิศเมฆฉาย คือ ยกเมฆเนี่ย จะยกเมฆให้เป็นรูปพิมาน ยกเมฆให้เป็นรูปปราสาทอะไรพวกนี้นะฮะ

     ถ้ายกได้ตามนั้นคือมี เออ…มีสมาธิแล้วยกให้เห็นเมฆอย่างนั้นได้เนี่ยก็ถือว่าดี แต่ถ้ายกเมฆเป็นรูปโลงศพเนี่ยอันนี้ไม่ดีแล้วอย่าไปล่ะ หรือยกเมฆเป็นรูปคนคอขาดเนี่ย ถือว่าถ้าไปแล้วจะยุ่งล่ะ นี่ตาพลายแก้วแกก็ดูยืนขยับเพ่งพิศเมฆฉาย ช่วงขาวดุจดาวประดับพราว ……ประกายพราย ....ดูดาวเป็นเมฆขาวเหมือนกับประกายพราย...อะไรทำนองนั้น ...แต่งกายประกอบพร้อมทุกประการ ... พอเห็นได้ฤกษ์อันดีจะไปหานางพิม

     เนี่ยก็ขนาดจะไปหาแฟนนะเนี่ยนะ ต้องดูฤกษ์ดูยามมากเลย เห็นฤกษ์ยามดีปั๊บก็แต่งกายเลย คราวนี้จะทำยังไงก็ว่าไป ....พิเคราะห์ดูหลาวเหล็กแลผีหลวง.... พอจะออกจะกุฏิของเณรแค่นั้น ดูว่าทิศในวันนั้นผี หลวงไปอยู่ทิศไหน ชื่ออะไรไปเลี่ยงทิศที่เป็นอันตรายสองทิศ คือทิศหลาวเหล็กกับทิศผีหลวงนะครับ คำว่า ...พิเคราะห์ดูหลาวเหล็กแลผีหลวง... เป็นชื่อทิศครับไม่ไปทิศที่มีผีหลวง การะทัยหลาวเหล็กอะไรพวกนี้อยู่เขามีกำหนดเอาไว้ ในตำราเขาเขียนเอาไว้ วันนี้เวลาเท่านั้นเท่านี้ผีหลวงไปอยู่ตรงทิศไหนทิศไหน ก็หลีกทิศนั้น

     ในปัจจุบัน คงหลีกยากเพราะถนนมันให้ไปทางนั้น ถ้าผีหลวงทางไปก็มิน่าล่ะ ชนกันเรื่อยเลย เราหลีกไม่ได้เนาะ ....พิเคราะห์ดูหลาวเหล็กแลผีหลวง ปลอดห่วงดวงใจก็ฮึกหาญ.... พอมองเห็นว่าไม่มีเออ….ไม่มีผีหลวงไม่มีหลาวเหล็กอยู่ไม่มีทิศผีหลวงไม่มีทิศหลาวเหล็กอยู่ สบายใจเลยดวงใจก็ฮึกหาญ กำลังใจดีก็จัดการไปหานางพิมพิลาไลย นี่ขนาดจะไปหาแฟนก็ยังต้องใช้วิชาอะไรนะเนี่ยนะ

      เนี่ยแหละก็เพราะไปหาแฟนก็เลยติดต่อกันมาก ๆ เนี่ยละครับเลยเรียนไม่จบฮะ เรียนที่วัดป่าเลไลย์ไม่จบเนี่ย พลายแก้วนี้โดนรีไทร์ นะท่านนะ รีไทร์เพราะอะไรล่ะ มันเกิดเรื่องคือตอนนั้นเนี่ยนางพิมแกไม่มีมือถือ ไม่มีโทรศัพท์ แกก็เลยใช้นางสายทองน่ะ พี่เลี้ยงเนี่ยไปหาพลายแก้วซึ่งเป็นเณรอยู่ที่กุฏิวัดป่าเลไลย์เนี่ย สายทองก็เข้าไปหาพลายแก้วถึงในกุฏิอยู่ที่รโหฐานกับเณรสองคน

      ธรรมดาแหละครับน้ำตาลใกล้มด ก็ขนาดพระน่ะเขาไม่ให้นั่งอาสนะเดียวกันกับผู้หญิงน่ะ ไอ้นี่เข้าไปกันสองคนกันเลยเณรเนี่ย เณรซะด้วยเนี่ย เณรไม่ใช่พระซะเมื่อไหร่ล่ะ ความยั้งคิดไม่สู้ค่อยจะมี อายุก็ไม่มากนัก เณรก็อยู่ในนั้นน่ะ สายทองก็อยู่ ก็เกิดมีเรื่องกันขึ้น ทำให้พระที่เขาเรียกว่าเถรไทย พระนั่นกลับจากถาน ถานแปลว่าส้วมนะท่านนะ ท่านไปถานก็คือท่านไปส้วมมาเนี่ยแหละ พอท่านกลับมานี่แหละ ท่านได้ยินเสียงผู้หญิงกระซิกกระซี้ริกรี้อยู่ในห้องของเณรแก้ว ท่านก็แอบมองดูซิครับ แอบมองดูแล้วไปเห็นภาพเข้าในนี้เขียนไว้เลยเนี่ย

...แอบฝาตามองตามช่องมี     เห็นเย้ายีหยอกยุบผ้าห่มกัน….

     หน่อยแน่ะเณรกับสีกาไปยึดผ้ายึดผ่อนกันเล่นอยู่ในกุฏิเนี่ย ...เอวกลมนมโตดูโอ่โถง... เนี่ยไปมองเห็นภาพชัดเลยเป็นวรรณกรรมชาวบ้าน วรรณคดีชาวบ้าน เพราะฉะนั้นใช้ศัพท์ใช้ศัพท์ตรงครับเนี่ยครับ ....เอวกลมนมโตดูโอ่โถง.... พอมองเห็นอย่างนั้นเถรไทยก็อุทานออกมาว่า ...อีตายโหงมาประเคนให้เณรฉัน....ว่าด่าสีกาเลย ด่านางสายทองว่ามาประเคนให้เณรฉัน พูดแค่นั้นไม่พอนะครับยังวิ่งไปแล้วก็ตะโกนว่า เณรแก้วสีไฟ

      แค่นั้นแหละครับ สมภารมีเนี่ยซึ่งท่านเป็นผู้อำนวยการของสถาบันวัดป่าเลไลย์เนี่ย ใช้ศัพท์สูงเลยทีเดียวละฮะ ท่านได้ยินเข้าท่านก็ตกใจวิ่งมาที่กุฏิของเณรแก้วเลยมาไล่ตีสายทองออกไป เอาไม้ไล่หวดเต็มที่ ฝ่ายนั้นที่หนีไล่ตีเณรแก้ว เณรแก้วก็หนี พูดง่าย ๆ ไล่ออกจากวัดไปเลยทั้งคู่ นี่เณรแก้วโดนรีไทร์ ด้วยการลงโทษไล่ตีต้องหนีออกไปเลยเข้าวัดไม่ได้อีกเลย สมภารท่านตีเสร็จท่านยังค้นอีกมีใครบ้างล่ะ

....สมภารค้นกุฏิไม่มีใคร       ยังขัดใจบ่นบ้าด่าอึงมา
ทุดไอ้เณรหน้าหมาสีกาผี      โสโครกกุฏิกูนักหนา....

     แหมทำให้สถาบันการศึกษาเสียหายเนี่ย อีกตาเณรแก้วกับสายทองนี่แหละ ตกลงถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาวัดป่าเลไลย์ซึ่งมีสมภารมีเป็นผู้อำนวยการ ถูกไล่ออกเพราะเรื่องผู้หญิงนะเนี่ยนะ เออ…เด็กรุ่นเนี่ยโดนตรงนี้เองนะ จะเสียการศึกษาก็เพราะผู้หญิง เอ็ง…ไม่น่าเลยตาเณรแก้วโดนไล่ออกไป

      พอไล่ออกไปปั๊บทำไงดีล่ะคราวนี้ ไปสมัครเองเป็นโรงเรียนที่สามคือวัดแค ไปฝากตัวกับสมภารคง สมภารคงแห่งวัดแค โรงเรียนที่สามไอ้คนนี้สามโรงเลยนะขนาดเป็นเณรนะเนี่ยนะ เรียนสามที่ สมภารคงก็เอา เคยรู้จัก เออ….กับขุนไกรมาก่อนพ่อของขุนแผน ก็ทวนความหลัง เออ..ขุนไกรมันไม่น่าตายเลย เก่งเท่าเก่ง ทำไมไปเที่ยวตายไปอย่างนั้น

      ทางพลายแก้วก็บอกว่า เพราะพ่อภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เพราะงั้นไม่หนีไปไหน ที่จริงหนีหรือสู้ก็ได้ เพียงแต่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระพันวษาแค่นั้นเองแหละ นี่ก็เลยรับพลายแก้วเป็นลูกศิษย์

     โอ!...... คราวนี้สอนน่าดูเลย ดูวิชาที่เรียนนะครับเนี่ย สอนอะไรบ้างละเนี่ย ....สะกดทัพจับพลทั้งปลุกผี.... สอนสะกดทัพจับพลทั้งปลุกผี สอนเรื่องเกี่ยวกับกองทัพฮะ การรบกันในระดับกองทัพ อันนี้ปลุกผีได้ด้วยนะครับ เอาผีขึ้นมาสู้ด้วยเนี่ยนะฮะ....ผูกพยนต์ฤทธีกำแหงหาญ.... เอาอีกแล้วเอาหุ่นยนต์มาเล่นอีกแล้ว Robot นะครับพลายแก้วเขาทำได้ก่อน ....ปัถมังกำบังตนทนทาน.... คำว่าปัถมังผมจะกราบเรียนในคราวต่อไปนะครับว่า มันหมายถึงอะไรบ้าง

     ....ปัถมังกำบังตนทนทาน สะเดาะดาลโซ่กุญแจประจักษ์ใจ.... กุญแจต่อให้ยี่ห้อดี ๆ เท่าไหร่อะไรก็แล้วแต่ พลายแก้วสะเดาะได้เรียบหมดเลย นี่ถ้าอยู่ปัจจุบันก็ทำกุญแจสะเดาะได้หมดเลย ตรงไหนที่เขาเปิดไม่ได้ ก็ต้องไปเชิญคนในตลาดมาเปิดกุญแจ ถ้าพลายแก้วอยู่ไม่ต้อง เขาคงจะเรียนแบบที่พวกเปิดกุญแจนี่ด้วยมั้งเนาะ

     ....ทั้งพิชัยสงครามล้วนความรู้ อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้ ฤกษ์ผานาทีทุกสิ่งไป.... เรียนรู้เรื่องฤกษ์อีก มันไม่ค่อยจะต่างจากที่เรียนในวัดเลไลย์ ....ทั้งเสกใบมะขามเป็นต่อแตน.... อันนี้สำคัญเอาใบมะขามมารูดปั๊บเสกเป็นต่อเป็นแตนได้ วิชาอย่างนี้นั้นหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าที่ชัยนาท อำเภอวัดสิงห์ ท่านก็ทำได้มาก่อนนะครับ

      แล้วหลวงปู่สุกท่านก็เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จกรมหลวงชุมพรฯนี่ฮะ สมเด็จกรมหลวงชุมพรท่านก็เรียนวิชานี้จากหลวงปู่ศุข เพราะงั้นสมเด็จกรมหลวงชุมพรจึงเสกใบมะขามเป็นต่อแตนได้ มันก็คงอิทธิวิธิประเภทหนึ่งนะครับ เพราะอิทธิวิธินั้นก็รวมถึงการสะกดจิตทำให้เป็นภาพต่าง ๆ ผิดแปลกไปจากปรกติ เกิดภาพลวงตาอะไรได้มีหมดเลย ผมก็คิดว่าเป็นวิชาอย่างหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้เรียนวิชาเหล่านี้นั้นนะครับ เพราะงั้นเราจะไปดูถูกไม่ได้นะ

      เนี่ยวิชาพวกนี้คงมีอยู่นะแต่เรายังเรียนไม่ถึง ต่อไปก็อาจจะถึง นี่ถ้าเราเรียนถึงก็อาจจะเปิดวิชาสาขาเยอะนะ อาจจะมีคณะอภินิหารศาสตร์อะไรทำนองนี้ ภาควิชาไสยดำ ภาควิชาเสน่ห์ยาแฝด สาขา อ้า…เสกหนังเข้าท้องอะไรก็ว่ากันไป เป็นไปไม่ใช่ได้ท่านของพรรณนี้ แต่มันก็คงอีกนาน ถ้าจะเชื่อพวกนี้ก็ให้เชื่อในเชิงวิทยาศาสตร์ ให้เห็นว่าพิสูจน์ได้แล้ว ทำได้ อย่าไปเชื่อในเชิงงมงายก็แล้วกัน

      นี่พลายแก้วก็ ...เสกใบมะขามเป็นต่อแตน ชำนาญทั้งกลศึกลึกลับ.... นะครับ ....คุมพลแม่ทัพนับตั้งแสน สู้ศึกได้สิ้นทั้งดินแดน มหาระรวยสุดแสนเสน่ห์ดี.... แต่ขณะที่เรียนไปก็ทำอะไรล่ะครับ มีวิชาอีกเยอะพอดีจะหมดเวลาก่อน เนี่ยได้เพียง อ้า…..พูดว่าขุนแผนนั้น ไอ้พลายแก้วหรือขุนแผนเนี่ยนะครับ เรียนวิชาพวกนี้ทั้งนั้น ในขณะที่เรียนนั้นได้แต่คะนึงถึงพิม คิดถึงแม่พิม ตลอดเวลาแต่ไม่ไปเพราะได้เรียนตลอดเวลา โรงเรียนที่สองไล่ออก ถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะผู้หญิงมาแล้วพอมาเรียนโรงเรียนที่สามเนี่ย สำนึกเป็นนะเนี่ยอายุ 18 ปีน่ารักมาก ของเราถ้าสำนึกได้อย่างนั้นก็ดีนะครับเพราะผู้หญิงพาเสีย จะได้ไม่ทำอีก พอสำนึกเสร็จเรียบร้อยก็เลยค่อยยังชั่วขึ้นนะครับ ก็เลยเรียนจบในโรงเรียนที่สาม วัดแคซึ่งสมภารคงเป็นผู้อำนวยการเนี่ยละครับ

      สำหรับวันนี้หมดเวลาครับผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>