วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 68 เรื่อง วิทยาศาสตร์ของไทย
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

     เมื่อวันอาทิตย์สัปดาห์ที่แล้วนะครับ พอออกอากาศเสร็จเรียบร้อยก็มีโทรศัพท์ไปถึงผมที่จังหวัดพะเยา ครับ ตอนนั้นผมไปสอนที่จังหวัดพะเยา โทรไปว่าที่พูดว่าดอกคาร์เนชั่นน่ะ มันหมายถึงดอกโบตั๋นนะ ดูจะพูดคลาดเคลื่อนไปมากจากความเป็นจริง

     แล้วท่านก็กรุณาบอกผมด้วยว่า (หัวเราะ) ที่จริงแล้วนี่นะ ดอกโบตั๋นเนี่ย ถ้าหากว่าออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางหรือแมนดารินนั้นเขาใช้คำว่า หมู่ตาน หมู่ตานเป็นภาษาของจีนกลางหรือแมนดาริน ซึ่งตรงกับภาษาแต้จิ๋วหรือภาษาซัวเถาบ้านเราว่า โบ่วตัว หมู่ตานเป็นโบ่วตัว และจากโบ่ตั๊วมันถึงมาเป็นโบตั๋น ในภาษาไทยเราเรียกว่าโบตั๋น โบตั๋นพูดนาน ๆ เข้า โบตั๋น โบตั๋น โบตั๋น เป็นพุดตาลไปนั่นน่ะ ดอกเดียวกันนั่นแหละ

     แต่เขาบอกว่า มันจะเหมือนดอกพุดตาลเลยก็ไม่ได้ เพราะในเวลาที่ออกดอกนั้น นี่นะครับ โบตั๋นนั้นใบร่วงหมดเลย ทิ้งใบหมด เวลาออกดอกมีแต่ดอกสวยงามมาก ส่วนพุดตาลของเรานั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกเพียงแต่ดอกมันคล้ายกัน พุดตาลของเรานั้นก็เป็นดอกไม้แห่งเวลา ดอกไม้แห่งตะวัน ตอนเช้าสีหนึ่ง ตอนบ่ายสีหนึ่ง โรงเรียนเขาจะนิยมปลูกเพื่อเข้าใจถึงความคิดเรื่องเวลาซึ่งผันแปรอยู่เสมอ

     นั่นก็เป็นเรื่องของดอกไม้นะครับ คราวนี้ในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ก็จะได้พูดถึงวรรณกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของไทยนั้น เราเริ่มทราบว่ามีความรุ่งเรืองในการเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ หรือดาราศาสตร์เนี้ย ทางเคมี ชีวะ แต่ไม่ใช้ชื่อนี้นะครับ มีแต่คณิตศาสตร์กับดาราศาสตร์ซึ่งใกล้เคียงกับชื่อปัจจุบัน โดยทางดาราศาสตร์เรียกว่า โชติศาสตร์

     อันนี้นะครับมันเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยแล้ว ปรากฏในหนังไตรภูมิพระร่วง ว่ามีการเรียนเรื่องดาราศาสตร์อยู่เพราะแบ่งกลุ่มดาวฤกษ์ออกเป็น 16 กลุ่ม กลุ่มท้ายสุดคือ กลุ่มดาวเรวดี หรือดาวประดับเทียน ผมจะไม่พูดย้อนหรอก เพราะเคยพูดอันนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง

     คราวนี้ผมจะพูดเหตุการณ์ที่มันล่วงเลยมาจน กระทั่งวิทยาศาสตร์ตะวันตกเนี่ยเข้าสู่ประเทศไทยเราน่ะ มีวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว แล้วต่อมาวิทยาศาสตร์ตะวันตกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีบันทึกเอาไว้เลยนะครับ เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พระพุทธศักราช 2228 เนี่ย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จากฝรั่งเศสก็ได้ทรงส่งเรือ นะ ซึ่งมีท่านทั้ง ทั้งท่านราชทูต เอ่อ เป็นหัวหน้าคณะราชทูตและก็อุปทูต และก็นักวิชาการมาในเรือถึง 2 ลำ

     จากฝรั่งเศส เรือ 2 ลำนี้ ออกจากเมืองเบรด ในฝรั่งเศส อ่ะ มีเรือชื่อ ..ชื่อ ลัวโซ ลำหนึ่ง ลำหนึ่งชื่อลัวโซ ลำหนึ่งชื่อลามาลีญ สองลำนี้ออกมาจากฝรั่งเศส ในวันที่ 3 มีนาคม พระพุทธศักราช 2228 ในเรือนี้ก็มีท่านหัวหน้าคณะราชทูต คือ เซอลาลีเยร์ เดอ โชมองค์ มาด้วย นะครับ ในตอนนั้นเนี่ย

     เดอ โชมองค์ เนี่ย มียศเป็นนาวาเอก นายทหารเรือ และมียศเป็นพลตรีทหารบกของกองทัพบูรพาของฝรั่งเศส นี่ก็เป็นคนมีตระกูลสูง ตระกูลเก่าแก่ในฝรั่งเศส และเป็นผู้คงแก่เรียนนะครับ เชอราดี เซอลาลีเยร์ เดอ โชมองค์ นี่เป็นผู้คงแก่เรียน

     นอกจาก เชลาลีเยร์ เดอ โชมองค์แล้ว ก็มีสังฆราช เดอ ชัวซี เป็นอุปทูตเข้ามาด้วย และก็มีนักคณิตศาสตร์ชั้นสำคัญของฝรั่งเศสมาในครั้งนี้ด้วย นำเรื่องทางวิชาการเข้ามา

     นักคณิตศาสตร์ที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเนี่ย ก็ประกอบด้วย เมอซิเออร์ เดอ กรงเมซง เมอซิเออร์ เดอ แฟรดวลด์ ผมก็ออกเสียงฝรั่งเศส พยายามให้มันถูกนะ พอดีไม่ได้กราบเรียนถามท่านดอกเตอร์วิไล และท่านดอกเตอร์เพ็ญพรรณ ทางฝรั่งเศส (หัวเราะ) แต่ก็ออกเสียงเอาเองคิดว่าไม่พลาดนะ

     เมอซิเออร์ เดอ กรงเมซง เมอซิเออร์ เดอ แฟรดวิลด์ เชอวาลิเยร์ เดอ เฟย์ และก็พระคณะเจซูอิต นี่ก็เป็นนักคณิตศาสตร์หลายคนเนี้ย เข้ามาในตอนนั้นนะ แล้วนอกจากนั้นก็มีนักดาราศาสตร์ เข้ามาอีกด้วย แต่ในบันทึกก็บอกด้วยนะครับ ว่านักคณิตศาสตร์ที่พูดถึงเมื่อกี้ เขาก็เป็นนักดาราศาสตร์อยู่แล้วด้วย แล้วก็มีนักดาราศาสตร์ที่เก่งฉกาจเข้ามาด้วยหลายคน คนแรกคือ คุณพ่อฟงเตอเนท์ เนี่ย คุณพ่อฟงเตอเนท์ อีกคนหนึ่งคือ เมอซิเออร์แซร์ปิยง อีกคน เมอซิเออร์เลอคงท์ เมอซิเยอวิเดอลู มองซิเออร์คูเวท์ และบาทหลวงตาชาร์ต นี่เข้ามาพร้อมกันเลย

     มีทั้งนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ เข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยา มากับเรือ 2 ลามาริว กับเรือลัวโซ เข้ามาทั้งหมดที่เข้ามานี้ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ได้ถวายตำราดาราศาสตร์

     แน่นอนเลยต้องเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส อย่างดีก็ลาตินนะครับ ถวายตำราดาราศาสตร์ และอุปกรณ์การสำรวจดวงดาว ก็เป็นพวกกล้องต่าง ๆ อุปกรณ์คำนวณตำแหน่งของหมู่ดาว และวิถีโคจรของดาวฤกษ์ทั้งหลาย โอ้ ทำไมถึงได้มอบตำราดาราศาสตร์เข้ามาล่ะเนี่ย อุปกรณ์เกี่ยวกับดวงดาวมาเยอะเลย

     และจากนั้นถวายเครื่องมือโรเมอร์ 2 เครื่อง กล้องดูดาวยาว 6 ฟุต 6 กล้อง กล้องดูดาวยาว 12 ฟุต 1 กล้อง อันนี้นำไปถวายที่พระราชวังที่ลพบุรี

     อ่ะ พวกเราถ้าย้อนไปซักนิดนะครับ คงพอจะทราบเหมือนกันล่ะ ใน ในฐานะของคนไทยที่ศึกษาประวัติศาสตร์เนี่ย ว่าในยุคนั้นของ ยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเนี่ย ที่กรุงศรีอยุธยานั้นมีมหาวิทยาลัยถึง 6 แห่งทีเดียวนะครับ 6 แห่ง บางแห่งสอนด้วยภาษาลาติน มีระบบนัก อ่า.. นิสิต นักศึกษา นิสิตเข้าประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยเลยก็มี

     เช่นมหาวิทยาลัยกองสตัง นอกจากนั้นก็มีมหาวิทยาลัยบ้านปลายเห็ด พวกนี้เป็นต้น มีถึง 6 มหาวิทยาลัย เลื่องลือไปเลย และผู้ที่มาเรียนในยุคนั้น ก็มาจากประเทศต่าง ๆ ทั้งโปรตุเกส ทั้งเสปน ก็เข้ามาเรียนในเมืองไทยในอยุธยา

     ท่านที่สนใจเรื่องนี้ก็กรุณาหาอ่านบทความชื่อ การอุดมศึกษาสมัยสุโขทัย โดยนายประจักษ์ สายแสง ก็ได้นะครับ หรืออาจจะอ่านงานวิจัย อ่า ชื่อ The impact of Buddhism Upon Higher Education in Thailand By Prachaksha Saisang ก็ได้ครับ มีทั้งภาษาไทยและมีทั้งภาษาอังกฤษ

     ก็กล่าวถึงว่ามีมหาวิทยาลัยอยู่ ในเมื่อมีมหาวิทยาลัยเนี่ย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส จึงได้ส่งบรรดานักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์เข้ามา และก็มีตำราดาราศาสตร์อุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับดาราศาสตร์เข้ามาด้วย ก็คงจะเจริญทางด้านดาราศาสตร์มากนี่ละครับ

     ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเนี่ย จึงได้มีการเดินเรือไปทั่วโลกเลยนะท่านนะ เดินไปทั่วไป จะว่าทั่วโลกก็กระไรอยู่ เอาไปถึงฝรั่งเศส เอาอย่างนี้ดีกว่านะครับ ไปถึงฝรั่งเศสและประเทศใกล้เคียงในเอเชียเนี่ย สมัยก่อนก็นำช้างไปนะเนี้ย นำช้างไป เอ่อ เข้าไปในยุโรปนำไปจำหน่ายมั้ง ในยุโรป(หัวเราะ)เนี่ย

     เมืองไทยช้างมีมากไง ก็นำช้างใส่สำเภาเขาไป เพราะเจริญทางด้านดาราศาสตร์ จึงเดินเรือได้ดี จึงนำช้างไปที่ยุโรปได้

     อ่า.. ผมเคยพูดในวรรณกรรมสองแคว เรื่องช้าง ก็ขออนุญาตเล่าทวนซ้ำอีกซักครั้ง ช้างนี่นะครับ คนยุโรปนี่ไม่รู้จักช้างนะ ตั้งแต่นานมาแล้วไม่เคยรู้จักหรอก เค้ารู้จักช้างครั้งแรก เมื่อ ฮัลนิบัล ยกกองทัพจากคาเธจ คาธทจก็อยู่ในอาฟริกาตอนเหนือเนี่ยเข้าตีกรุงโรม

     เข้าไปตีกรุงโรมนั้นนำกองทัพ กองทัพช้างเข้าไปด้วย คนโรมันมองเห็นช้างเข้าก็ตกใจ อุทานออกมาเป็นภาษาลาตินว่า แมคนัชโบวิช แมคนัช แปลว่า ใหญ่ โบวิช แปลว่า ควาย Buffalo เนี่ย แปลเป็นภาษาบ้านเราว่า ไอ้ควายยักษ์ นั่นเองฮะ ตกใจพอมองเห็นช้าง

     ชาวยุโรปเห็นช้างครั้งแรกตอนนั้นแค่นั้นเองครับ แล้วเมื่อเห็นครั้งที่ 2 เนี้ยไปไว้ที่สวนสัตว์เนี่ย ก็ในรัชสมัยพระนารายณ์มหาราชทรงส่งช้างเข้าไปในยุโรป ใส่สำเภาไป

     ลูกเรือในยุคนั้นเป็นคนอินเดียก็เยอะนะ แต่ไม่ได้เรียกช้างว่าช้างนะ เรียกซะเพราะเลยว่า เอราวัณ เอราฟัน เอราฟัน พอถึงฝรั่งเศสก็กลายเป็นเอเลฟอง เอเลฟอง คนอังกฤษไปเห็นช้างที่ฝรั่งเศส ถ้าไม่เรียกเอเลฟอง เรียก เอแลแฟ้น เอแลแฟ้น อะไรทำนองเนี้ย มันมาสายเดียวกันนะ เอราฟัน เอราวัณ เอราฟัน เอเลฟอง เอแลแฟ้น

     เพราะใส่เรือไป บรรทุกเรือไปในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเข้าไปฝรั่งเศส ที่เดินเรือได้ขณะนั้นก็เพราะเราเก่งด้านดาราศาสตร์ เก่งมาก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่าเก่งตอนที่ฝรั่งเศสนำเอากล้อง เกลิ้งมา เก่งมาก่อน เดี๋ยวผมจะกราบเรียนว่าเก่งอย่างไร มันมีที่มาที่ไปเยอะ

     นี่ก็กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันที่ 3 มีนาคม พระพุทธศักราช 2228 เรือฝรั่งเศส 2 ลำเข้ามา นำนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ ตำราดาราศาสตร์และเครื่องมือทางดาราศาสตร์เข้ามาในพระนครศรีอยุธยา

     ครั้นถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน พระพุทธศักราช 2228 ปีเดียวกันนะครับ ไปไม่กี่เดือนหรอกถึงเดือนพฤศจิกายนเนี่ย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็รับสั่งขอให้บาทหลวงทั้งหลายนี่จัดการสร้างหอดูดาว ให้ที่อยุธยาและที่ลพบุรี อ่า...ทรงขอร้องให้บาทหลวงนั้น ออกแบบหอดูดาวให้ที่อยุธยาและที่ลพบุรีนะครับ

     อันนี้เป็นเรื่องของดาราศาสตร์แล้วนะครับ คือ อ่า เราทราบกันอยู่แล้วว่า เมืองลพบุรีนี้ก็สร้างตามแบบแปลนที่ฝรั่งเศส อ่า เขียนขึ้นนะครับ ลพบุรีเนี่ย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ฝรั่งเศสได้มาวางผังเมืองลพบุรี ไม่ใช่ลพบุรีเมืองเดียว เท่าที่ทราบนั้นไปวางที่เมืองนครราชสีมาด้วยนะครับ วางที่เมืองนครราชสีมาด้วย เป็นผังเมืองแบบฝรั่งเศส แล้วก็ตอนนั้นก็ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็โปรดให้เจ้าพระยายมราช(สังข์) เนี่ยไปครองอยู่ที่นครราชสีมา ซึ่งมีผังเมืองเป็นแบบฝรั่งเศสนะ

     ก็เป็นอันว่า ในพฤศจิกายน พระพุทธศักราช 2228 นั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็โปรดอ่า ก็รับสั่งขอให้บาทหลวงนี่สร้างหอดูดาวที่อยุธยาและก็ที่ลพบุรี และก็มีพระราชสาสน์ไป นะฮะ ขอให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เนี้ย ส่งนักคณิตศาสตร์มาราชสำนักอยุธยาสัก 12 คน และก็ส่งนักคณิตศาสตร์เหล่านี้ ก็ขอให้เป็นผู้ที่สามารถสอนวิชาดาราศาสตร์ได้ด้วย

     ท่านมองเห็นความสัมพันธ์การติดต่อระหว่างประเทศแล้วนะครับ ระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส โดยที่มี เอ่อ ทูตจากฝรั่งเศสมา และสมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงขอให้ ขอให้ทูตเหล่านี้กลับไป นำพระราชสาสน์ไป เพื่อขอให้ทางฝรั่งเศสเนี่ยส่งนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ มีความเชี่ยวชาญใน 2 วิชานี้ มาที่ราชสำนักที่กรุงศรีอยุธยา จำนวน 12 คน ก็ขอไปจำนวน 12 คน นะครับ เป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส

     นี่แลกเปลี่ยนกันมานาน ไม่ใช่มาเพิ่งทำในสมัยหลัง พ.ศ. 2475 มีการนำเอาอาจารย์จากอะไรล่ะ ที่อื่นเข้ามาสอนในเมืองไทย ไม่ใช้อย่างงั้น จากยุโรปเข้ามาเนี่ย เข้ามานานนะครับ เข้ามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และวิชาที่ทรงขอมานั้นเป็นวิชาทางวิทยาศาสตร์นะครับ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ที่หนักไปก็ทางดาราศาสตร์เนี่ย แสดงว่าในยุคนั้นเราก็เร่งทางวิทยาศาสตร์มากทีเดียวแหละครับ

     จากนั้น ลำดับเหตุการณ์เนี่ย ผมได้ย้ำลำดับเหตุการณ์เป็นเดือนมาเรื่อยนะครับ จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม พระพุทธศักราช 2228 ครั้งนั้นเกิดจันทรคราสเต็มดวงที่ลพบุรี เป็นบูรณคราสละครับ เกิดจันทรคราส Moon ecripe เนี่ยเกิดที่ลพบุรี

     ผมคาดว่าคงเกิดหลายที่หรอก แต่คราวนี้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทอดพระเนตร ทอดพระเนตรจันทรคราสตั้งแต่กำลังเริ่มจับเลยนะครับ ทอดพระเนตร ทางกล้องโทรทัศน์ ใช้คำนั้นนะฮะ เอ่อทอดพระเนตรทางกล้องโทรทัศน์ โดยทอดพระเนตรหลายสถานที่ ทอดพระเนตรจากแต่เดิมที่พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ที่ลพบุรี แล้วก็มาทอดพระเนตรอีกที่พระตำหนักทะเลชุบศร ลพบุรี

     คงเพื่อให้เห็นได้ชัดนะครับ ก็เสด็จมาที่ทะเลชุบศร พระตำหนักทะเลชุบศร ลพบุรี ครั้งแรกนั้นทอดพระเนตรที่พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งก็อยู่ที่ลพบุรี ทั้งคู่เนี้ยนะครับผม จันทรคราสตอนนั้นเกิด 11 ธันวาคม พระพุทธศักราช 2228

     อันนี้จะเป็นการคำนวณของทางฝรั่งเศส หรือของไทยอย่างไรนั้นไม่ได้บอกไว้แน่ชัด แต่ว่าในตอนนั้นก็มีการเตรียมที่จะดูจันทรคราสกันทั้งเมืองทีเดียว

     แล้วก็ในเดือนเดียวกันนี้ล่ะครับ เดือนธันวาคมนี้ พระพุทธศักราช 2228 เนี้ย เมื่อ อ่า เชอราดิแย เดอ โชมองค์ เค้าจะกลับนั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็โปรดให้โกษา(ปาน) ไปด้วย เป็นราชทูตไปที่ฝรั่งเศสด้วย โดยได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อวันที่ 1 กันยายน พระพุทธศักราช 2229

     นี่ลำดับเหตุการณ์ไปตอนทูตกลับไปนะครับ ทูตซึ่งมาเนี่ยนำเอานักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์เข้ามา นำเอาตำราทางด้านของดาราศาสตร์และก็อุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับดาราศาสตร์เข้ามาด้วย ครั้นถึงเดือนกันยายน พระพุทธศักราช 2238 ซิมโมน เดอ ลาลูแบร์ นี่เราเคยพูดถึงครั้งนึงก็เข้ามาเมืองไทย เป็นทูตเข้ามาเมืองไทย ในเดือนกันยายน ครั้นตอนกลับไปเนี่ย กลับไปในพระพุทธศักราช 2230 เช่นเดียวกันแหละครับ

    ขากลับไปนั้น เอ่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้ส่งนักเรียนไทยจำนวน 12 คน ไปพร้อมกับ ลาลูแบร์ เพื่อให้ไปเรียนวิชาทางสายวิทยาศาสตร์ที่ฝรั่งเศส นี่ก็เป็นนักเรียนนอกที่ส่งไปเป็นทางการ ไปเรียนยุโรปนะครับ

     อันนี้เราไม่นับนักเรียนนอกที่ พระองค์แรกที่ไปเรียนที่ลังกาอันนั้น คือพ่อขุนศรีศรัทธา หรือมหาเถรศรีศรัทธา ในสมัยสุโขทัย และจากนั้นก็มี เอ่อ พระมหากษัตริย์ของไทยที่ได้ไปต่างประเทศก็คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถ นั้นก็ทรงได้รับการศึกษาบางส่วนจากพม่านะครับส่วน อ่า นักเรียนที่ไปเรียนยุโรปนั้น ไปจริง ๆ เนี้ยในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วไป จำนวนถึง 12 คน  ไปที่ฝรั่งเศส และนักเรียนเหล่านี้ได้ไปเฝ้าโป๊บ อินโนเซนท์ที่ 11 ที่กรุงโรมด้วย อันนี้มีบันทึกเอาไว้ และผมจะได้นำกราบเรียนถ้ามีโอกาสนะครับ

     จากนั้นพอถึงปลายปีพระพุทธศักราช 2232 เนี้ย นักเรียนทั้ง 12 คนก็เดินทางกลับมา ก็มาขึ้นบกที่มะริด ที่เมืองมะริด นี่ก็เป็นการกลับมาของนักเรียนนอก ก็ไปอยู่ฝรั่งเศสรวมแล้วก็ประมาณ 3 ปี เดินทางเข้าไปด้วย ก็รวมแล้วก็ประมาณ 2 ปี เพราะได้ไปร่ำเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มา

     นักเรียนไทยทั้ง 12 คนที่กลับมา ที่มาถึงเมื่อพระพุทธศักราช 2232 เนี่ย ได้นำเอาองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์จากฝรั่งเศส กลับมาสู่กรุงศรีอยุธยาด้วย เรามีการเรียน อ่า.. โดยอาศัยตำราจากเมืองนอกเนี่ย ตั้งแต่ในยุคโน้นนะน่ะครับ ตั้งแต่ยุคพระพุทธศักราช 2232 แล้วไม่ใช่เพิ่งมาเรียนเมื่อ 100 - 200 ปีนี้หรอก มานานพอสมควรแล้วนะครับ 300 เกือบ 300 ปีมาแล้วที่เราเรียนมาเนี้ย

     เค้าจะเอาตำราใดมามั่งเนี่ย เราไม่ทราบเหมือนกันนะฮะ แต่ตอนที่ลาลูแบร์กลับไปเนี่ย ตอนที่นำนักเรียนไทยไปด้วยนั้น ลาลูแบร์ได้คัดลอก ความรู้ระบบดาราศาสตร์ของไทยซึ่งใช้ในอยุธยาเนี่ยไปด้วย เขามา เขาก็ไม่ได้นำมาให้อย่างเดียวหรอก แต่ก็นำของเรากลับไป

     ลาลูแบร์ก็ได้ตรวจสอบดูตำราดาราศาสตร์ ซึ่งสอนกันอยู่ในอยุธยานั้น เรามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งนี้นะครับ ก็นำความรู้อันนั้นไป ที่จริงแล้วหลักความรู้ทางดาราศาสตร์ของไทยเนี่ย กระผมกราบเรียนแล้วว่ามีมาตั้งแต่สมัยไตรภูมิพระร่วง ปรากฏในจารึกหลัก 2 อยู่แล้ว ก็มีมาอยู่แล้ว

     ถามว่าความรู้เหล่านี้น่ะมาจากไหน ผมก็มองดูว่า ความรู้เรื่องดาราศาสตร์ของเราเนี่ย มันสืบทอดมานะครับ ถ้าดูดี ๆ ละก็ ชาติที่เจริญรุ่งเรืองทางดาราศาสตร์มากเลยชาติหนึ่งนี่ในโลกเราเนี้ย ก็คือ พวกที่อยู่เมโสโปเตเมีย เมโสโปเตเมีย บริเวณประเทศอีรักอะไรเดี๋ยวนี้ เมโสโปเตเมียคำนวณทางดาราศาสตร์ โดยใช้วิชาทางเลขคณิตและพีชคณิตนะฮะ

     ใช้เลขคณิตนะฮะ arithmetric และก็ใช้พีชคณิตนะฮะ ใช้ algibra ในการคำนวนทางดาราศาสตร์ ในขณะที่เมโสโปเตเมียนั้น เค้าคำนวนดาราศาสตร์เนี้ย โดย อ่า มีพื้นมาทางวิชาเลขคณิตและพีชคณิตนั้น พวกกรีกก็มีความเชี่ยวชาญทางดาราศาสตร์ แต่กรีกนั้นคำนวณเรื่องทางดาราศาสตร์โดยใช้วิชาเรขาคณิต โดยวิชา geometry ใช้วิชานี้นะครับ

     ไทยเรารับเอาความรู้ทางดาราศาสตร์จากเมโสโปเตเมีย และกรีกซึ่งคำนวณต่างกันเมโสโปเตเมียนั้น คำนวนโดยใช้เลข เลขคณิตและพีชคณิต กรีกนั้นใช้เรขาคณิต ไทยรับทั้ง 2 อย่างนี้ แต่มิได้รับสายตรงจากเมโสโปเตเมียและกรีก แต่รับเรารับผ่านมาทางอินเดีย และผ่านมาทางจีน

     ตำราดาราศาสตร์ของไทยนั้นผ่านมาทางอินเดีย และผ่านมาทางจีน และก็มารุ่งเรืองในไทย ลาลูแบร์ก็มาคัดเลือกเอาตำราอันนั้น ขอโทษครับ คัดลอก แหม ใช้ศัพท์ผิดอีกแล้ว มาคัดลอกตำรานี้กลับไปอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าเอาไปทำไมล่ะ เอาไปให้นักดาราศาสตร์คนสำคัญของฝรั่งเศส ชื่อ กาสซินี่ (Cassini)

     กาสซินี่ นี่เขาก็นำเอาตำราดาราศาสตร์ไทยไปวิเคราะห์นะครับ พอวิเคราะห์เรียบร้อยแล้วนี่ กัสซินี่ก็ น่าจะเรียกได้ว่า เป็นนักดาราศาสตร์ตะวันตกคนแรกทีเดียวแหละ ที่ได้รับทราบและก็เรียนรู้ระบบการคำนวณทางดาราศาสตร์ของไทยแต่โบราณ

     กาสซินี่ก็กล่าวสรรเสริญวิธีคำนวณของไทย ว่าไทยนั้นไม่ต้องอาศัยตารางทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์เลย ไม่ใช้ตาราง ไม่ใช้เทเบิลเลยในการคำนวณต่าง ๆ ทางดาราศาสตร์เนี่ย ไทยนั้นใช้แต่เพียงการ บวก ลบ คูณ หาร ตัวเลขหลัก เราใช้บวก ลบ คูณ หาร ตัวเลข หลัก แฝงเอาปริมาณสำคัญทางดาราศาสตร์ของระบบสุริยะเอาไว้

     กาสซินี่ก็เลยได้วิเคราะห์ แล้วอธิบายวิธีการคำนวณของไทยนี่โดยละเอียด และก็ให้ความเห็นว่า วิธีการที่ใช้อยู่ในประเทศไทย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเนี่ย เป็นวิธีการที่มีคุณค่าทางดาราศาสตร์มากทีเดียวล่ะ ถ้าจะเทียบกันกับฝรั่งเศสก็ไม่แตกต่างกันนัก

     ความจริงผมว่าก็ไม่ค่อยจะน่าแตกต่าง เพราะแหล่งกำเนิดจริง ๆ มันก็ไปจากเมโสโปเตเมียและกรีกเหมือนกันนั่นแหละครับ งั้นวิธีการต่าง ๆ ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่นัก เพราะดาราศาสตร์ของไทยแต่เดิม กับดาราศาสตร์ของตะวันตก ที่เข้ามาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนะฮะ ที่กาสซินี่ เขาก็ได้วิเคราะห์นะฮะ เขาก็วิเคราะห์ถึงเรื่องนี้

     ที่จริงแล้วนี่นะครับ ในพระพุทธศักราช 2228 เนี้ย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ได้โปรดให้สร้างอาคารหอดูดาวขึ้นแล้วนะฮะ ตอนที่คณะฑูตของฝรั่งเศส ก่อนที่จะเข้ามาเนี่ย ได้โปรดให้สร้างหอดูดาวขึ้น หอดูดาวนี่สร้างขึ้นมาทำไมล่ะ สร้างพระราชทานแก่นักดาราศาสตร์ฝรั่ง นักดาราศาสตร์ฝรั่งเศสที่เข้ามา

     แปลว่าเรามีระบบของเรา และก็สร้างหอดูดาวให้ เพียงแต่กล้องดูดาวนะของเขาเอามาให้ส่องกล้อง กล้องหนึ่งยาว 6 ฟุต กล้องหนึ่งยาว 12 ฟุต อันนั้นเอามาจากฝรั่งเศส แต่หอดูดาวนี่เราสร้างเอาไว้ก่อน ถามว่ามันอยู่ตรงไหนล่ะ หอดูดาวนี่

     ถ้าท่านมีโอกาสไปที่จังหวัด ลพบุรี นะครับ กรุณาไปที่วัดสันเปาโล ก็จะมองเห็นหอ ซึ่งยังเหลือเป็นซากโบราณสถานอยู่นะครับ อันนั้นแหละครับ หอดูดาวนี่เป็นหลักฐานแสดงแน่ชัดเลยว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ทรงสนับสนุนการศึกษา และวิจัยทางดาราศาสตร์ของไทยมาก่อน และจึงพระราชทานหอดูดาวนั้นให้แก่ฝรั่งเศส

     แน่ะเราก็สร้าง และฝรั่งเศสก็ได้เข้ามาใช้ เรียกว่ามีการแลกเปลี่ยนกันทางด้านของวิทยาศาสตร์ สายดาราศาสตร์เป็นอย่างดีเลย ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และลาลูแบร์ก็นำตำราของไทยกลับไปวิเคราะห์

     นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมกราบเรียนให้เห็นว่า ในยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์เนี่ย แผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ก็มีการศึกษาทางค้านคณิตศาสตร์ และ ดาราศาสตร์ ทั้งนั้นทั้งนั้ก็มีตำราทั้งของไทยเดิมที่มีอยู่แล้ว และของต่างประเทศด้วย และต่างประเทศที่เข้ามาเนี่ย เขาเข้ามาทางด้านของวิทยาศาสตร์

     แต่ขณะเดียวกันก็นำคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิค เข้ามาเผยแพร่ด้วย ในยุคนั้นนะครับ เข้ามาเผยแพร่ อย่างเช่นเมื่อกี้ท่านสังเกตดูนะครับว่า วัดชื่อวัดสันเปาโล เนี้ย ฟังดูแล้วมันก็คือ เซนต์เปาโล นั่นเองนะท่านนะ แต่ตอนนี้เป็นวัดพุทธศาสนานะฮะ วัดเดิมคือ สันเปาโล เซนต์เปาโล แสดงว่าตอนนั้นมีวัดของคริสต์อยู่ที่นั่น

     ก็เพราะวัดของคริสต์อยู่ที่นั่นเนี่ย หอดูดาวจึงตั้งเอาไว้ที่นั่น แล้วก็พวกที่มาเป็นคริสต์ หรือศริสตศาสนิกชน เป็นหมอสอนศาสนาด้วยเนี่ย เค้าก็เลยอยู่ที่นั่นเลย สอนวิทยาศาสตร์ด้วยสอนศาสนาคริสต์ด้วยควบคู่กันไป

     นี่ก็เป็นเหตุการณ์ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งในยุคนั้นจัดได้ว่ากรุงศรีอยุธยามีความรุ่งเรืองอย่างถึงขนาดนะครับ มีเรือพ่อค้าวาณิชย์เข้ามาในอยุธยา จอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยามากมาย เมืองอยุธยาเองก็เป็นเมืองดีรุ่งเรืองทางด้านทั้งวิทยาศาสตร์ ทางด้านของศิลปะวิทยาการและทุกสาขาล่ะครับ

     ถ้าเรามีโอกาสอ่านหนังสือกำสรวลศรีปราชญ์ ก็พอจะมองเห็นภาพว่า อยุธยานั้นมีความน่าอยู่ขนาดไหน ถึงกับบอกเอาไว้ว่า ...อยุธยาไพโรจน์ใต้ ตรีบูร... รุ่งเรืองเหลือเกิน มีกำแพงล้อมเมืองถึงสามชั้น

     แล้วข้อสำคัญพอถึงตอนเย็นเข้าเท่านั้นแหล่ะ โอ้ โฮ มีเสียงดนตรีตลอดเลยท่านในกำสรวลศรีปราชญ์กล่าวไว้ว่า ...ยามพลบเสียงกึกก้อน... ประทานโทษ ...ยามพลบเสียงกึกก้อง กาหล แม่ฮา เสียงแฉ่งเสียงสาวซอ ข่าวชู้...

     อู้ฮู .. ฟังแล้วเพราะนะ พอพลบค่ำ ...ยามพลบเสียงกึกก้อง... มีเสียงดนตรีดังมาหมด ...กาหล มาฮา... เสียงแตรดังมาก่อนฮะ และเป่าแตรกันเลยเนี้ย พอเริ่มพลบค่ำแค่นั้นรุ่งเรืองเลย ...เสียงแฉ่งแข่ง... เสียงแฉ่ง "แฉ่ง" ก็หมายถึง "เสียงแสดงความรื่นเริง" เสียงแฉ่ง เหมือนยิ้มแฉ่งงี้นะฮะ ยิ้มแฉ่งมาเลย ยิ้มแสดงความรื่นเริง เสียงแฉ่งก็เสียงแสดงความรื่นเริง ไม่มีใครเศร้าโศกหรอก

     ... เสียงแฉ่งเสียงสาวซอ ข่าวชู้... เสียงสาวไม่ใช่เสียงผู้หญิงร้องเพลงรัก ไม่ใช่งั้นนะ เสียงสาวซอ ข่าวชู้ แปลว่า เสียงเชิญชวนกันร้องเพลงรัก "สาว" ก็แปลว่า "ชักชวน" เชิญชวน เหมือนสาวเชือกอย่างนี้นะ ชักชวนกันซอ "ซอ" ก็ "ร้องเพลง" เนี่ย ซอ กะ ซอง เนี้ยใกล้กันเหลือเกินเนอะ ซองก็เพลง ซอก็เพลง...เสียงสาวซอ ข่าวชู้... ซอ ข่าวชู้ แปลว่า ร้องเพลงรัก ซอ ร้องเพลงรัก มีเสียงดนตรี

     โอ.. อยุธยาน่าอยู่มาก ทางศิลปะวิทยาการเจริญทั้งหมด ทางดาราศาสตร์ ทางคณิตศาสตร์ มีคน คน ฝรั่งเศสเข้ามาสอน มีนักเรียนไทยไปเรียนที่ฝรั่งเศสตั้ง 12 คน และก็กลับมานำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากฝรั่งเศส กลับเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัยของไทยในยุคนั้น รุ่งเรืองพอมองเห็นภาพ นึกภาพดูว่าจะเป็นประการใดก็แล้วกัน

     ทั้งหมดที่ผมกราบเรียนมา ก็เป็นเรื่องในรัชสมัยสมเด็จพระนารายมหาราชในส่วนของวิทยาศาสตร์ คราวนี้วิทยาศาสตร์เนี่ย พอหมดรัชสมัยสมเด็จพระนารายมหาราช ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น

     ตอนนั้นเราทราบว่าสมเด็จพระเพทราชาเนี่ย เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ไม่ค่อยจะชอบชาวต่างชาติเท่าไรนักหรอกครับ ก็ได้ให้คนต่างชาตินี่ออกไป แทบจะเรียกว่าพ้นอยุธยาไปเสียมากมายทีเดียวล่ะ กลับไปหมดเลย พวกนี้นะครับ

     ก็เป็นอันว่าองค์ความรู้ทางตะวันตกที่เข้ามาในเมืองไทยนั้น ก็ค่อนข้างจะชะงักไปทีเดียวล่ะครับ ชะงักไปก็เป็นการสิ้นสุดอย่างกะทันหันของ การเคลื่อนย้ายองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากตะวันตกเข้าสู่ไทยเนี้ย จากนั้นก็ไม่มีหลักฐานสืบเนื่องมาเลยครับ จนถึงกรุงแตกครับ ไม่มีการเคลื่อนย้ายองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาที่เป็นหลักฐาน อาจจะมีแต่เราไม่ทราบหลักฐาน

     พอมาถึงสมัยกรุงธนบุรีเนี้ย ก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ฟื้นดาราศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง แล้วมาฟื้นขึ้นมาก ก็ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันนี้ล่ะครับฟื้นกลับมาอย่างมากทีเดียว

     เราก็คงจะทราบว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย นี่ล่ะครับ พระองค์เนี่ย ทรงใช้เวลาในการศึกษาศิลปะวิทยาการแทบทุกสาขา อย่างหนักที่เดียวล่ะครับ ทรงใช้เวลาถึง 27 ปี ครับ

     เมื่อพระชนมายุ 41 ถึง 47 นั้น เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 41-47 ปีนี้รวมเวลาเป็นถึง 7-8 ปีนะฮะ ทรงศึกษาภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน ศึกษาภาษาอังกฤษนั้น ตอนที่เสด็จประทับที่วัดบวรนิเวศน์นี่ ก็มีชาวอเมริกันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ เป็นพระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษถวายพระองค

     นอกจากนั้นเมื่อตอนที่อยู่ประทับอยู่ที่วัดราชาธิวาทเนี่ยฮะ พระองค์ทรงศึกษาภาษาลาตินด้วยครับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี่ ทรงศึกษาภาษาลาตินกับสังฆราชปาลกัวต์ ถ้าหากเรามีโอกาสได้ อ่า ดูลายพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงพระอักษรเป็นภาษาอังกฤษ จะเห็นว่า สวยมากนะครับ อักษรที่เขียนนั้นนะครับ สวยมาก

     แล้วก็ครั้งหนึ่งพระองค์ ก็เคย เคย มีพระราชสาสน์ พระราชสาสน์ของพระองค์เนี่ย ไปถึงประธานาธิบดีลินคอล์นของสหรัฐ มีพระราชสาสน์ไป และในพระราชสาสน์นั้น กล่าวถึงการส่งช้าง 2 เชือก ไปช่วยประธานาธิบดีลินคอล์นรบนะฮะกับพวกฝ่ายใต้ ฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือเขารบกันในอเมริกาเนี่ย

     พระราชหัตถเลขานั้นเป็นภาษาอังกฤษสวยครับ ผม ผม เคยเห็น เนี้ยฮะ และนอกจากนั้น พระองค์ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลทางด้านของวิทยาศาสตร์มากเหลือเกินครับ ถึงกับทรงบันทึกไว้ อันนี้เป็นจดหมายนะฮะ

     บันทึกอันนี้เป็นจดหมายครับ ที่พระองค์ได้ ได้ทรงไปถึงชาวต่างประเทศ ถ้าผมจำไม่ผิดก็จะเป็นคนอเมริกันรึอย่างไรเนี้ยฮะ แนว ๆ นั้น เริ่มจะจำไม่ค่อยจะได้ พูดจากความทรงจำเนี่ยลำบากหน่อย ทราบว่าภาษาอังกฤษนั้นนะ มีใจความบันทึก ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า

     ...บัดนี้ผู้มีความเฉลียวฉลาดและปัญญาในประเทศสยามนั้น มีความเชื่อทางวิทยาศาสตร์... นี่เป็น เป็นข้อความที่อยู่ในพระราชเลขานั้น ...บัดนี้ผู้มีความเฉลียวฉลาด และมีปัญญาในประเทศสยามนั้น มีความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้แก่วิชา ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิชาการวัด และคำนวณเวลา วิชาเดินเรือ วิชาเคมี... เหล่านี้นะครับ

     และพระองค์ยังทรงกล่าวต่อไปอีกว่า ...วิชาเหล่านี้นั้น บันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นถ้าหากจะร่ำเรียนวิชาเหล่านี้ ก็จะต้องร่ำเรียนภาษาอังกฤษเสียก่อน จึงจะร่ำเรียนวิชาทางสายวิทยาศาสตร์ได้ดี ไม่ว่าจะเรียน ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ เรียนวิชาการวัดเวลา หรือเรียนวิชาเดินเรือ หรือเรียนวิชาเคมีเนี้ย จะต้องมีพื้นทางภาษาอังกฤษเสียก่อน

     ด้วยเหตุนี้ล่ะครับ พระองค์จึงทรงใช้เวลาถึง 7-8 ปี ในการศึกษาภาษาอังกฤษ แล้วก็ทรงศึกษาภาษาลาตินควบคู่กันไปด้วย เพราะศัพท์ทางวิทยาศาสตร์นั้น มีศัพท์เป็นภาษาลาตินมากมายนะครับ

     ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ ศัพท์ในวิชาเคมี วิชาชีวะเนี้ย รากศัพท์จากภาษาลาตินทั้งนั้นแหละ ดูแค่ธาตุทองเนี้ย ทองคำเนี้ย ไม่เห็นใช้คำว่า โกลล์ ภาษาอังกฤษเลย แต่ใช้คำว่า ออรัม เนี้ยเป็นภาษาลาตินนะครับ แปลว่าทองคำ หรือแม้แต่คำว่าเงิน แร่เงินเราเนี้ย ธาตุเงินก็มิได้ใช้คำว่า ซิลเวอร์ ในวิชาเคมีไม่ได้เรียกเงินว่า ซิลเวอร์ ยกเว้นผสมออกมาแล้วเป็น ซิลเวอร์ไนเตรต ยังงี้อ่านเป็นซิลเวอร์ไนเตรต อังกฤษ แต่ถ้าดูรากศัพท์ ดูชื่อธาตุนะครับใช้คำว่า อักษรใช้คำว่า Ag นะท่านนะ Ag นี่ อาร์เจนตรัม อาร์เจนตรัม อาร์เจนตินา เนี้ย อาร์เจนตรัม ธาตุเงินนะท่าน เหมือน ออรัม ใช้ Au ไม่ใช้ G Au มันเป็นภาษาลาตินทั้งนั้น

     ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงเรียนภาษาลาตินกับสังฆราชสังฆราชปาลกัวต์ แล้วเรียนภาษาอังกฤษกับ ผู้สอนภาษาอังกฤษชาวอเมริกัน เมื่อทรงแตกฉานทั้งภาษาอังกฤษเป็นอันมากและภาษาลาตินด้วยแล้ว ก็ทรงเรียนวิทยาศาสตร์ ขยายไปสู่ความรู้ต่าง ๆ เป็นอย่างดี

     ไม่ใช่เฉพาะวิชาเคมีหรอกครับ วิชาฟิสิกส์เนี้ย คำว่าโมเมนตัม เนี้ยมันก็ภาษาลาตินนะท่านนะ วิชาทั่วไปคำว่าเดตัม แปลว่าข้อมูล เดตัมนี่เป็นเอกพจน์ ถ้าทำให้เป็นพหูพจน์ก็เปลี่ยนเป็นเดต้า คล้าย ๆ กับคำว่าปากใบเนี้ย ถ้าเป็นเอกพจน์ก็เป็นสโตมาตา ถ้าเป็นพหูพจน์ก็เป็นสโตม่า อะไรทำนองนี้มั้ง ชื่อไฟลัมของสัตว์ต่าง ๆ คำว่า ไฟลัมเองมันก็เป็นภาษาลาตินอยู่แล้วในตัวของมัน ชื่อไฟลัมจะเป็น เอไคโดเดอมาตา อ่า หรือว่าไฟลัมอื่น เช่น ลาเมริปันสิเอต้า อะไรทำนองนี้ มันเป็นภาษาลาตินทั้งนั้นล่ะครับ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

     ฉนั้นการจะเรียนวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อน ก็เลยต้องเข้าใจภาษาลาตินบ้าง แล้วก็เรียนภาษาอังกฤษ เพราะว่า ตำราเขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่มีศัพท์ลาตินอยู่ แต่อย่าลืมว่าในสมัยหนึ่งการเรียนการสอนใน ใน เมืองไทยก็ใช้ภาษาลาติน สำหรับบางมหาวิทยาลัย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเนี่ย

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงศึกษาภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน เพื่อจะได้ทรงอ่านตำราที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์นะครับ

     ครั้นถึงในพระพุทธศักราช 2401 เอ่อ ประมาณช่วงเดือนกันยายน ถึง ตุลาคม เนี่ย ก็มีเหตุการณ์ อ่า ปรากฏการณ์ ปรากฏบนท้องฟ้าขึ้น เป็นดาวหางขึ้นบนท้องฟ้า ปรากฏเหนือท้องฟ้าเมืองไทย

     ในตอนนั้นนะครับ เขาบอกว่าได้มี อ่า นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ชื่อ โดนาติ (Donati) โดนาตินี่เป็นนักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลี่ยน คนนี้แหละครับ เขาพบดาวหางดวงนี้ ดวงที่ปรากฏสุกใสในเมือง เค้าพบเมื่อตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน แล้ว แล้วก็ปรากฏสว่างให้คนทั่วโลกได้เห็นตั้งแต่เดือนกันยายน มาเลย

     ในตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์ เข้ามาอธิบาย ทรงเข้ามาเพื่อจะทรงอธิบายปรากฏการณ์อย่างนี้ ให้ประชาชนคนไทยได้ทราบ เพราะตอนนั้นเรื่องของดาวหาง เป็นเรื่องของโชคลางฮะ คนกลัวกันนะครับ

     พอดาวหางเกิดขึ้นนี่ พระองค์ก็ทรงนำความรู้ทางดาราศาสตร์มาอธิบาย ปรากฏการณ์นี้ ปรากฏในประกาศรัชกาลที่ 4 ถ้าท่านสนใจก็หาอ่านได้ครับ ประกาศเรื่อง "ประกาศดาวหางขึ้นอย่าให้วิตก" เนี่ย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บอกว่าดาวหางขึ้นอย่าให้วิตก แล้วพระองค์ก็ทรงเล่าย้อนไปว่า

     เมื่อ 48 ปีมาแล้วเนี่ย ก็ได้เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือรัชกาลที่ 2 เมื่อ 48 ปีย้อนกลับไป ตั้งแต่พระพุทธศักราช 2401 ดาวหางเคยมีมาแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ 2 พระองค์ก็ทรงอธิบายว่า คราวนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรมากนัก มีแต่ความไข้ทรพิษ

     คราวนั้นฝีดาษระบาดแฮะ ตอนดาวหางขึ้นตอนสมัยรัชกาลที่ 2 และกระบือล้มมาก ปรากฏว่าควายตายมาก ฝนแล้ง แต่ก็ได้พระเศวตรกุญชรมา แต่ปีนั้นก็ได้ช้างเผือกนะ ถึงแม้ควายจะล้มตายมาก แล้วไข้ทรพิษระบาด ฝนก็แล้งแต่ก็ได้ช้างเผือก พระองค์ยังทรงจำได้อยู่

     ดวงดาวดวงนี้คนในยุโรปนะเห็นมาหลายเดือนแล้ว และก็ดาวอย่างนี้นั้นมันจะอยู่ในท้องฟ้าระยะทางยาวไป ไม่เหมือนดาวพระเคราะห์อื่น ทางไปนี้ยาวนะครับ ก็เป็นของสัญจรไปนานหลายปี แล้วก็กลับมาเห็นในประเทศครั้งนี้อีก เนี่ยเคยเห็นครั้งหนึ่งในรัชกาลที่ 2 เมื่อ 48 ปีแล้วกลับมาอีก นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีเห็นก่อน

     ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงอธิบายว่า ขออย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกันเลย แล้วอย่าคิดวิตกเล่าลือไปต่าง ๆ พระองค์ทรงพระอักษรไว้ว่า ...ด้วยว่ามิใช่เห็นแต่ในพระนครนี้ และเมืองใกล้เคียงเท่านั้นหามิได้ ย่อมได้เห็นทุกบ้านทุกเมือง ทั่วพิภพอย่างนี้แล... หรือว่าเมืองไหนเค้าก็เห็นมาทั้งนั้นเหละ ดาวหางดวงนี้น่ะ ไม่ต้องไปกลัวหรอก และเมื่อ 48 ปี ก็เคยมาแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมาก มีฝีดาษระบาด วัว เอ๊ย! ขอโทษ วัวควายล้มตายไปมากหน่อย แล้วก็ฝนแล้งแค่นั้น แต่เรายังได้ช้างเผือกมา เพราะนั้นก็ไม่ได้ไปเป็นโชคลางอะไรมากมายนัก

     นี่ทรงอธิบาย ครั้นหลังจากนั้นต่อมาอีก 4 ปี ก็ปรากฏดาวหางขึ้นอีกดวงหนึ่ง แต่คราวนี้นี่ครับพระองค์ทรงทราบล่วงหน้า โดยที่ดาวหางยังไม่ได้ปรากฎให้เห็นบนท้องฟ้าเมืองไทย ยังไม่ ยังไม่ปรากฎให้เห็น แต่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้า

     เพราะอะไร เพราะพระองค์ทรงคำนวณ ตามวิชาดาราศาสตร์ที่ได้ทรงร่ำเรียนมา ดาวหางดวงใหม่นี้นะครับ มีชื่อว่า ดาวหางเทบบุท (Tebbut) นะฮะTebbut's Comet เป็นดาวหางขนาดใหญ่ หางยาวและสว่างกว่าดาวหางโดนาติมากเลย ชาวโลกเขาก็เห็นกันล่ะครับ เห็นระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม พระพุทธศักราช 2405 เนี่ย

     ในช่วงที่ดาวหางขนาดใหญ่นี้ออกมานั้น ก็ได้ทรงออกประกาศไว้ล่วงหน้าว่า ข้อความเป็นอย่างนี้นะครับ ...ถ้าใครเห็นอย่าให้ตกใจว่ากระไรวุ่นวายไป วิสัยของแปลกประหลาดในอากาศมีมา หรือจะให้ฝนตกมากเกินปกติไปอย่างหนึ่ง จะให้ความไข้ต่าง ๆ แก่คน หรือ ช้าง ม้า โค กระบือ อย่างหนึ่ง เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ก็ให้ราษฎรเตรียมตัวต่อสู้เหตุการณ์...

     คือว่า คือว่า กลัวฝนแล้ง เมื่อฝนยังมีอยู่ก็ให้รีบทำนาเสีย เนี่ย เห็นไม๊ พระองค์ ทรงเปลี่ยนความวิตกให้มาเป็นประโยชน์เสีย ตรัสว่า ...เมื่อฝนยังมีอยู่ก็ให้รีบทำนาเสีย ทำข้าวไร่ ข้าวหางม้า ข้าวสามเดือน ทันสาดไปได้ ให้ทันสาดไปเสียให้ได้...

     ท่านฟังดูดี ๆ นะฮะ แหมนี่ถ้า ทาง ทาง ด้านของเกษตรนี่นะฮะ สายเทคโนโลยีทางการเกษตร นี่ท่านฟังชื่อข้าวดูซิครับ รัชกาลที่ 4 ทรงแนะว่า เมื่อฝนยังมีอยู่ก็ให้รับทำนาเสีย ทำข้าวไร่ ตอนนี้ มิถุนายน กรกฎา ฝนมีอยู่นะฮะ ข้าวหางม้าอันนี้ คงจะต้องอธิบายกันภายหลัง ข้าวหางม้านี่คืออะไร ข้าวสามเดือนนี่ข้าวเบาหรืออย่างไร ตรัสว่าให้ทันสาดไปให้ได้

     ...ตามที่ ที่ไม่ได้ทำนา แต่มีพี่ น้อง บุตร ภรรยา บ่าว ไพร่มาก ก็ให้จัดซื้อข้าวเตรียมเก็บไว้ให้พอกิน... ซื้อข้าวเตรียมเก็บไว้ให้พอกิน สมัยก่อนนี้เขาซื้อโดยข้าวเปลือก นะท่านนะ เก็บในยุ้งในฉาง ไม่ใช่ซื้อข้าวสารเหมือนปัจจุบัน นะฮะ และถึงเวลาตอนเช้าก็ถึงจะนำมาตำกัน รึตำตอนไหนก็แล้วแต่ ของไทยเนี่ย

     ถ้าชาวเขารึตำตอนเช้าเรียกตำข้าวสารกรอกหม้อ หมายความว่า ทำอย่างรวดเร็ว ที่เค้าทำอย่างนี้ก็คงจะเพื่อรักษาคุณค่าของอาหาร อะไรซักอย่างนะท่านนะ เพราะตำไว้ล่วงหน้าก็ทำได้ แต่ทำไมเราไม่ทำ คงจะเพื่อรักษาคุณค่าของอาหารบางอย่าง อันนี้ต้องคิดกันนะครับ จะว่าคนโบราณเนี้ยทำโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้หรอก

     แต่รัชกาลที่ 4 ก็บอกว่า ...โปรดให้จัดซื้อข้าวเตรียมเก็บไว้ให้พอกิน อย่าตื่นขายเสียนัก... ไปตื่นขายข้าวให้มากมายนัก ...ถ้ากลัวความไข้ เกลือก ฝีดาษ ลุชุม... กลัวจะเจ็บไข้ เพราะมีฝีดาษ ...ตัวใครและบุตรหลานใครยังไม่ได้ออกฝีดาษ ก็ให้รีบมาปลูกฝีดาษที่โรงทานนอก... ใครยังไม่ได้ปลูกฝี และตัวกลัวว่าถ้าแม้นว่าดาวหางขึ้น ตัวจะเป็นฝีดาษเหมือนสมัยเมื่อกี่ปีมาแล้ว 48 บวก 4 ก็ 52 ปีมาแล้ว ในสมัยรัชกาลที่ 2 พอมีดาวหางขึ้นมีฝีดาษ แต่ในรัชกาลนี้นะ ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ้าใครกลัวฝีดาษ ...ก็รีบให้มาปลูกฝีที่โรงทานนอกก็ดี โรงหอมท่าพระก็ดี ศาลาวัดสุทัศเทพวรารามก็ดี... ให้รีบมาปลูกฝีเสียในสามที่นี้เสียโดยเร็ว เนี้ยมาปลูกเสียโดยเร็ว อย่าให้ทันฝีดาษมีมา

     ก็เป็นการ อะไรล่ะครับ ให้ราษฎรนั้นเปลี่ยนความตระหนกต่าง ๆ มาเป็นการป้องกันเสีย ป้องกัน อ่า การขาดข้าว ให้รีบทำนาเสีย เรายังมีน้ำอยู่นะฮะ ถ้ากลัวฝีดาษก็รีบมาปลูกฝีเสีย ตอนนั้นก็มี อ่า หมอเข้ามาปลูกฝีกันนะ วันหลังผมจะได้ อ่า กราบเรียนให้ฟังในเรื่องของหมอที่เข้ามาในยุคสมัยรัชกาลที่ 4

     ประกาศฉบับนี้นะครับ ถ้าจะพูดเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ก็ว่า แสดงข้อคาดคะเนแบบสหสัมพันธ์นะฮะนี่ เป็น เป็นคอรีเลชั่น สหสัมพันธ์ระหว่างอะไรล่ะครับ ระหว่างความวิปริตทางภูมิศาสตร์ กับดาวหางทั้งนี้โดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ ซึ่งมาถึงยุคปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปนะครับ เรื่องอิทธิพลดาวหางเนี่ย

     ทั้งนี้ถ้าเราจะดูที่ต่อเนื่องในคำพยากรณ์ พยากรณ์ ของ นอสตราดามุส ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นข้อใหญ่ให้วินิจฉัยว่า ทรงขาดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ อันนี้ไม่ใช่เลยนะครับแต่ทรงแนะนำ แนะนำเป็นแบบคาดคะเน แบบสหสัมพันธ์ ซึ่งจะต้องเป็นอะไรล่ะ ผู้ที่ทรงปัญญาสูงเท่านั้นล่ะครับที่จะทำได้ เพราะมิใช่ศาสตร์ศาสตร์เดียวในลักษณะนี้ แต่เป็นศาสตร์ของสหสัมพันธ์ เป็น อินเตอร์ดีสซิปลินนารี ทรงพูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ บรรยายสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ศาสตร์สองศาสตร์เข้าด้วยกัน

     นี้ก็เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ที่ผมกราบเรียนมาจบเกือบจะหมดเวลาเนี่ยล่ะครับ ก็เป็นเรื่องในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และก็ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทั้งสองรัชกาลนี้ก็มีเวลาห่างกันถึง 180 ปีทีเดียวล่ะครับ

     วิทยาศาสตร์ในสมัย 2 รัชกาลนี้ เจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องของดาราศาสตร์ และในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดาราศาสตร์ก็นำไปสู่การเดินเรือ ส่วนในสมัยนี้ก็เป็นสหสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์

     พอดีหมดเวลาครับ กระผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ สวัสดี

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>