สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบท่านอีกครั้ง กระผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ
มหาวิทยาลัยนเรศวรนั้นมีวิทยาเขตอยู่นอกพิษณุโลกอีก 1 แห่ง คือ วิทยาเขตสารสนเทศจังหวัดพะเยาครับ
ที่นั่นก็ตั้งอยู่ เอ่อ
อยู่ริมถนนสายพะเยา-งาว หรือ สายพะเยา-ลำปางนั่นแหละครับ
บริเวณบ้านชื่อบ้านแม่กา


ท่านที่มีโอกาสผ่านเข้าไปจาก
เอ่อ
มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยาจะเข้าในเมืองพะเยา ก็จะผ่านบ้านแม่กา
แม่กาหลวง แม่กาโทกหวาก แม่กาท่าข้าม แล้วก็ออกไปผ่านทางแม่นาเรือทางแยกที่ไปแม่ต๋ำ
อะไรทำนองนี้นะครับ ฟังชื่อดูก็ไม่ ๆ ๆ ชินเท่าไรนัก เพราะเป็นภาษาทางล้านนา
คราวนี้มีคนถามผมว่า มีอนุสาวรีย์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ประมาณหลักกิโลเมตรที่
12 จากพะเยามาเนี่ยนะครับผม เป็นอนุสาวรีย์ของ เอ่อ
คนเดนมาร์ก อยากจะให้พูดเรื่องนี้
แล้วมีวรรณกรรมอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ประกอบบ้าง
ผมก็ได้ค้นคว้าดูแล้วนะครับ ทราบว่าอนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นอนุสาวรีย์ของร้อยเอกแฮนด์
เจนเซ่น หรือจะเรียกใช้คำว่า ร้อยตำรวจเอกแฮนด์ เจนเซ่นก็ได้ คนนี้เป็นคนเดนมาร์กครับ
และเกิดเมื่อพุทธศักราช 2421
แล้วได้เข้ามารับราชการเป็นอาสาสมัครดำรง อ่า
เป็นตำรวจไทยเนี่ย ได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยตำรวจเอก
ทำหน้าที่ฝึกสอนนายตำรวจ และเคยได้รับตำแหน่งผู้ตรวจ ผู้ตรวจการตำรวจนครลำปาง
คนนี้เป็นคนเดนมาร์กและเข้ามาอยู่ที่เมืองไทย และก็ได้รับยศเป็นร้อยตำรวจเอก
ก็ทำหน้าที่ฝึกสอนนายตำรวจอยู่ที่นครลำปาง ในสมัยนั้นเนี่ย พระยาวาสุเทพ
แหม
ชื่อไทยนะครับ หรือมีชื่อเป็นเดนมาร์กว่า ยีเซา ชาวเดนมาร์ก เป็นผู้บังคับการกรมตำรวจหลวง
ซึ่งขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเนี่ยนะครับ
เมื่อครั้งที่ทรงกรม เป็นกรมหลวงดำรงราชานุภาพ เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยยุคนั้น
ก็เป็นอันว่าอนุสาวรีย์นั้นเป็นอนุสาวรีย์ของร้อยเอก
ร้อยตำรวจเอกแฮนด์ เจนเซ่น เรียกได้ทั้งยศทหาร ทั้งยศตำรวจนะครับ ก็ถามว่า
ทำไมล่ะ ได้ทำความดีประการใด จึงได้มีอนุสาวรีย์เช่นนี้ ก็มีเรื่องทั้งเรื่องเล่า
และวรรณกรรมที่เขียนขึ้นเป็นอักษรคำเมือง หรืออักษรล้านนาเนี่ยว่า
เมื่อครั้งพุทธศักราช
2445 พวกโจรเงี้ยวได้เข้าตีเมืองลำปาง ท่านฟังดูนะครับ โจรเงี้ยว โจรเงี้ยวเนี่ยก็เป็นภาษาเรียกกันทั่ว
ๆ ไปล่ะครับ ถ้าหากว่าให้เงี้ยวเขาเรียกตัวเขาเอง เขาเรียกว่า ไต ส่วนทางคนทางกรุงเทพฯ
แต่ก่อนไม่เรียกว่าไต ไม่เรียกว่าเงี้ยว ให้เรียกว่าไทยใหญ่ เป็นคำ คำ
ที่มีความหมายเหมือนกัน คือ จะเป็นเงี้ยว เป็นไต เป็นไทยใหญ่ ก็เป็นพวกเดียวกัน
พวกเงี้ยวนั้นศูนย์กลางใหญ่อยู่ในที่ประเทศพม่า อยู่ที่เมืองเชียงตุงในส่วนหนึ่ง
อยู่เมืองตองยีอีกส่วนหนึ่ง กับอยู่ที่เมืองลาเชียงอีกส่วนหนึ่ง เขามีอยู่สามพวกนะครับ
สาม สาม แหล่ง และพวกนี้ก็เข้ามาในไทยอยู่เสมอ เข้ามาค้าขายกับเราเนี่ย
แม้แต่ในปัจจุบันนี้นะครับ ปัจจุบันเนี่ย ผมฟังวิทยุรายการ BBC ของมหาวิทยาลัยนเรศวร
เมื่อวันพุธ
วันพุธที่เท่าไรล่ะเนี่ย วันพุธที่ผ่านมาเนี่ยนะครับ ก็ปรากฏว่าก็ยังกล่าวถึงว่าในเชียงใหม่นั้น
มีพวกไทยใหญ่เข้ามาทำงานอยู่มากมายนะท่าน หนีเข้ามาจากพม่าก็มี เข้ามาถูกต้องตามกฎหมายก็มี
ไม่ถูกต้องก็มี
นั่นก็หมายความว่า
พวกไตหรือไทยใหญ่หรือเงี้ยวนั้น เข้ามาเมืองไทยอยู่นานทีเดียว
คราวนี้ เมื่อพุทธศักราช 2445 โอ้โห
ถ้อยกลับเข้าไปกี่ปีครับนี่ ร้อยกับอีกหนึ่งปี
หนึ่งร้อยเอ็ดปีเนี่ย ก็เกิดโจรเงี้ยวเข้าตีเมืองลำปาง ช่วงนั้นนะครับมี
เขาเรียกกบฏเงี้ยว
อันนี้ก็ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โจรเงี้ยวเข้าตีเมืองลำปาง
นายร้อยเอกแฮนด์ เจนเซ่นเนี่ย คุมกำลังตำรวจหนึ่งหมวด เข้าตีโจรเงี้ยวและสามารถสกัดโจรเงี้ยวไว้ได้
อันนี้ก็มีความดีความชอบทีเดียว เพราะว่าได้เข้าจัดการโจรเงี้ยวสกัดเอาไว้ได้
ครั้นถึงในวันที่ 14 ตุลาคม นี่จากบันทึกนะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนท่านผู้ฟังว่าบันทึกนี้มาจากไหน
วันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2445 ร้อยโทชุ่ม คนนี้ชื่อชุ่ม ซึ่งเป็นผู้ช่วยของร้อยตำรวจเอกแฮนด์
เจนเซ่น ได้นำกองทหารขึ้นไปเมืองพะเยา ไปเมืองพะเยาเนี่ย ผ่านทางบริเวณที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนเรศวร
วิทยาเขตสารสนเทศพะเยาเนี่ยนะครับ ร้อยโทชุ่มนำทหารขึ้นไป
เมื่อได้รับรายงานว่าเงี้ยวยึดเมืองพะเยาได้เนี่ยนะฮะ
ร้อยตำรวจเอกแอนด์ เจนเซ่นก็นำตำรวจจำนวน 22 นาย นะฮะ ออกหน้าไปเลยนำขบวนเองเลย
ร้อยตำรวจแฮนด์ เจนเซ่น ชาวเดนมาร์กเนี่ยนะครับนำ นำ ทหาร 22 คน ออกไปเข้ารบประชิดกับข้าศึก
ปะทะกันที่บ้านแม่กาท่าข้าม
นี่ไงครับแม่กาท่าข้าม ถ้าท่านขับรถผ่าน พอเลยวิทยาเขตสารสนเทศพะเยาของมหาวิทยาลัยนเรศวรไปเนี่ย
ไป ไป สักพัก มีบ้านแม่กาหลวง แม่กาท่าข้าม บริเวณนี้เป็นดินแดนทางประวัติศาสตร์เหมือนกันนะครับ
ร้อยตำรวจเอกแฮนด์เนี่ยไปถึงแม่กาท่าข้าม บ้านแม่กาท่าข้าม ก็ปะทะกับทหารของเงี้ยวเลยฮะ
ได้ยิงต่อสู้กันเป็นเวลานาน พวกโจรเงี้ยว กบฏเงี้ยวนี่สู้ไม่ได้ ก็ถอยทัพไปทางเหนือเรื่อย
ๆ ถอยขึ้นไปทางเขตเมืองพะเยา ถอยขึ้นไปเรื่อย ๆ ฝ่ายทางร้อยตำรวจเอกแอนด์
เจนเซ่น ก็ติดตามไปอย่างไม่ลดละล่ะครับ
ร้อยตำรวจเอกแฮนด์ เจนเซ่นเนี่ย ขี่ม้าสีขาวนะครับ นำขบวนทหารไล่ติดตามกบฏเงี้ยวหรือโจรเงี้ยวไปถึงป่าห้วยเกี๋ยง
ป่าห้วยเกี๋ยงเวลา
ถ้าท่านขับรถผ่านไปจะมีสะพาน ๆ หนึ่ง แล้วก็ที่สะพานนั้นเขาเขียนไว้ว่า
ห้วยเกี๋ยง ก็คือลำห้วยเกี๋ยงเนี่ยนะฮะ
ลำห้วยเกี๋ยงก็เป็นสาขาหนึ่งของแม่กา แม่กาเป็นชื่อลำน้ำนะครับ ลำน้ำแม่กานี่พอไปถึงบริเวณป่าห้วยเกี๋ยง
ซึ่งอยู่ในเขตของแม่กาท่าข้าม ใกล้ ๆ กับต้นมะเดื่อ ที่ในบันทึกใกล้ ๆ
กับต้นมะเดื่อ พวกกบฏเงี้ยวหรือโจรเงี้ยวได้ดักซุ่มยิง ยิงร้อยตำรวจเอกแฮนด์
เจนเซ่นเสียชีวิตทันทีเลย ซุ่มยิงตกจากหลังม้าเดี๋ยวนั้นเลย
เนี่ยทางฝ่ายบ้านเมือง
ฝ่ายทางพะเยา ฝ่ายทางลำปาง ได้รำลึกถึงความดีร้อยตำรวจเอกแฮนด์ เจนเซ่น
ที่ได้ปราบกบฏเงี้ยวจนกระทั่งตนเองเสียชีวิตเนี่ย ก็ได้สร้างอนุสาวรีย์ให้
อนุสาวรีย์นี้อยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่
41 สายงาว-พะเยา ซึ่งก็อยู่บนเส้นทางสายลำปาง-พะเยา-เชียงราย นี่ล่ะครับ
ก็เป็นถนนชื่อถนนพหลโยธิน ปัจจุบันก็เป็นถนนสี่เลนแล้วนะครับ หลักนี้จารึกไว้ว่า
เอ่อ
ร้อยตำรวจเอกเจนเซ่น มาคากานิส ชนชาติเดนมาร์ก ข้าราชการตำรวจไทย
มรณะกรรม 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2445
นี่ก็เป็นอนุสาวรีย์ซึ่งท่านได้ถามมาว่า
มีท่านที่สนใจได้ถามมาว่า อนุสาวรีย์นี้คืออนุสาวรีย์ของใคร ผมก็ได้ไป
เอ่อ
ตรวจสอบดูนะครับ ขอกราบเรียนให้ท่านทราบว่า คือ อนุสาวรีย์ของร้อยตำรวจเอกแฮนด์
เจนเซ่น ทำความดีความชอบโดยช่วยไทยเนี่ย ปราบกบฏเงี้ยว ซึ่งเข้าตีเมืองลำปางและเข้าตีเมืองพะเยา
คราวนี้พอถึงตรงนี้ก็ต้องถามว่า กบฏเงี้ยวเนี่ยมีความเป็นมาอย่างไร หลายคนเลือนไปแล้ว
นึกว่ามันเป็นเรื่องกุขึ้น ที่จริงเรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ เรื่องกบฏเงี้ยวที่เข้าตีเมืองแพร่
และก็พระยาไชยบูรณ์ถูกเงี้ยวฆ่าตายเนี่ย เจ้าเมืองแพร่ถูกฆ่าตาย พระยาไชยบูรณ์นี่นะครับ
ถ้าหากว่าท่านมีโอกาสอ่านหนังสือเล่นหนึ่งนะครับ
หนังสือเล่มนี้ชื่อว่าประวัติศาสตร์เมืองพะเยายุคหลัง ผู้ที่เรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้น
คือ พระเทพวิสุทธิเวที เรียบเรียงขึ้นประมาณพุทธศักราช 2531
การเรียบเรียงนั้นก็ใช้หนังสือประกอบหลายเล่ม แล้วก็มีบันทึก ซึ่งพระเทพวิสุทธิเวทีเนี่ย
ท่านใช้ประกอบด้วย เป็นบันทึกของท่านพระครูศรีวิราชวัชรปัญญา ซึ่งเคยเป็นเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา
นี่ท่านพระครูศรีวิราชวัชรปัญญา ท่านบันทึกเหตุการณ์ตลอดหลายครั้ง เป็นบันทึกประจำวัน
เริ่มตั้งแต่พวกโจรเงี้ยวเข้าไปปล้นตามหัวเมืองต่าง ๆ ถามว่าท่านได้ข้อมูลมาจากไหนล่ะ
ท่านได้ข้อมูลจากทางราชการบ้าง และจากประชาชนที่รู้มานี่มา อ่า
บอกเล่าให้ท่านฟัง
ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหน ท่านก็บันทึกไว้บันทึกย่อ ๆ ก็มี บันทึกแบบละเอียดก็มี
แล้วสิ่งที่ท่านบันทึกเนี่ยนะครับ นำมาประกอบการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์เมืองพะเยายุคหลัง
โอย
พระเทพวิสุทธิเวทีเนี่ยครับ ท่านนำมาประกอบ อักษรที่บันทึกนั้นเป็นอักษรตัวเมือง
พอพูดว่ามีการบันทึกนั้น เราเห็นทันทีล่ะครับว่า คนไทยเนี่ยบันทึกนะครับ
บันทึกอยู่ตลอด และเป็นบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่บันทึกอะไร
เราจดบันทึกไว้ อยู่ที่ว่าค้นพบบันทึกของท่านที่บันทึกหรือไม่เนี่ย
ลองดูจากบันทึกนี้ว่าเรื่องของเงี้ยว ความเป็นมามันคือประการใด ในบันทึกบอกไว้ว่า
นี่คงจะต้องพูดเป็นภาษากลาง ๆ นะครับ ภาษาไทยมาตรฐาน แต่บางตอนอาจจะติดภาษาเมืองมาบ้าง
คือในวันที่ 30 กรกฎาคม พุทธศักราช 2445 เจ้านายเมืองนครลำปางได้ส่งหนังสือมาถึงพะเยาว่า
โจรเงี้ยว กบฏเงี้ยวประมาณ 500 คน ได้เข้าปล้นเมืองแพร่ได้นะครับ เมืองเสร็จเลย
โดนโจรเงี้ยวแค่ 500 กว่าคนเข้าปล้น
แล้วก็หนังสือนั้นได้ส่งมาที่เมืองพะเยา
เพราะเมืองพะเยาตอนนั้นขึ้นกับเมืองลำปางนะครับ ส่งมาที่เมืองพะเยาว่า
ให้กะเกณฑ์ไพร่พลขึ้นรักษาเมืองให้เป็นสามารถ ให้ดีก็แล้วกัน เพราะเชื่อว่ากบฏเงี้ยวพวกนี้
จะตรงขึ้นเหนือขึ้นมาจากแพร่ ก็คงจะขึ้นมาจากเมืองสอง ก็คืออำเภอสองปัจจุบัน
จังหวัดแพร่ แล้วก็ขึ้นมาทางเมืองงาว ก็คืออำเภองาว ขึ้นจังหวัดลำปางเนี่ย
แล้วคาดว่าจากเมืองงาวก็จะเข้าตีเมืองพะเยา
จากงาวไปพะเยาระยะก็ไม่ไกลนัก ถ้าใช้เวลาเดินทางอย่างเหมาะ ๆ ก็ประมาณ
2 วันครึ่งแค่นั้นเองครับ ก็ประมาณซัก 55 กิโลเมตร ประมาณนั้น
แล้วในนั้นก็บอกว่า ...ถ้าต่อสู้บ่แป้ ให้พากันมาอยู่เมืองนครลำปาง...
"แป้" ตัวนี้แปลว่า "ชนะ" นะครับ ในบันทึกบันทึกว่า
แป้ ...ถ้าต่อสู่บ่แป้... ก็แปลว่า ถ้าต่อสู้ไม่ชนะ ก็ให้อพยพกันมาอยู่ที่เมืองนคร
ก็คือเมืองนครลำปางเนี่ยนะครับ
พอบันทึกมาถึงเมืองพะเยาแค่นั้นนะ
พระครูศรีวิราชวัชรปัญญา พระครูศรี พระครูศรีวิราชวัชรปัญญา พอทราบเหตุนี้ท่านจึงได้ประกอบพิธีเลยครับ
เนี่ยครับเป็นความเชื่อนะครับ พอรู้ว่ากบฏเงี้ยวเข้ามาท่านก็จัด จัดตั้งบูชาเทียน
คือการบูชาเทียน
เขาทำขึ้นเพื่อขจัดเหตุร้ายให้หายไปนะครับ เป็นพิธีโบราณเมื่อจะมีเหตุเกิดสงครามขึ้น
หรือจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เหตุร้ายใหญ่ เขาจะจัดพิธีบูชาเทียน
ท่านพระครูศรีวิราชวัชรปัญญา
ท่านก็พูดว่าตั้งขึ้น จัดขึ้น ตั้งบูชาเทียน ฝั้นเทียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เวลาบ่ายสามโมงเขาบูชาเทียน พอบ่ายสี่โมงกลับมาวัด ก็สังเกตเห็นเทียนเนี่ยติดลุกดี
ก็เป็นการ อ่า
ทำนายได้ว่า ข้าศึกพวกปล้นคงจะมาไม่ถึงเมืองพะเยาเป็นแน่แท้
ถ้าเทียนลงไปแปลว่าไปได้แล้ว
บูชาเทียนนี่คล้าย ๆ กับการเสี่ยงเทียนนะครับ เหมือนกับที่พงศาวดาร อ่ะ
กรุงศรีอยุธยา
บันทึกไว้ในรัชสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช หลังจากนั้นนิดหนึ่ง ประทานโทษ
พอพระองค์เสด็จสวรรคตขึ้นมาเนี่ย สวรรคตขึ้นมาจะขึ้นมา
พอพระองค์เสด็จสวรรคต เจ้าแม่ศรีสุดาจันทร์ก็ได้เป็นเจ้าแม่ยั่วเมือง
"ยั่ว" ในที่นี้ก็แปลว่า "อยู่" เจ้าแม่ยั่วเมือง
ก็คือ เจ้าแม่อยู่เมือง ไม่ใช่ไปยั่วเย่ออะไรอย่างนั้นหรอก
แล้วก็เผอิญเหลือเกิน เจ้าแม่ศรีสุดาจันทร์นี้ก็ไปเกิดชอบพอกับขุนวรวงษาธิราช
ซึ่งเป็นทนายหน้าหอพระ แล้วก็นำมาสนับสนุนจนได้เป็นกษัตริย์ เป็นเหตุให้ขุนพิเรนทรเทพและขุนนางหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย
ขุนพิเรนทรเทพไปกราบทูลสมเด็จพระเฑียรราชา ซึ่งขณะนั้นผนวชอยู่ ขอให้พระเฑียรราชาลาผนวชเถอะ
ออกมาเป็นกษัตริย์ของอยุธยา
สมเด็จพระเฑียรราชาก็ทรงไม่แน่พระทัย ว่าพระองค์มีบุญบารมีถึงหรือไม่ จึงจัดการเสี่ยงเทียน
ไทยเราก็มีเนี่ย อยุธยาเสี่ยงเทียน เลยจุดเทียน 2 เล่มจุดในโบสถ์นะ เล่มหนึ่งก็เทียนของสมเด็จพระเฑียรราชา
อีกเล่มหนึ่งก็เป็นของขุนวรวงษาธิราช ถ้าเล่มไหนดับไปก่อนก็แปลว่าจะไม่มีอำนาจวาสนา
ถ้าเล่มไหนโชติช่วง ลุกโชติช่วงก็แปลว่ามีอำนาจวาสนา
พอจุดอธิษฐานเสร็จเรียบร้อย
ปรากฏว่าเทียนของสมเด็จพระเฑียรราชาไม่ค่อยลุกดีนัก ส่วนเทียนของขุนวรวงษาธิราชลุกโชติช่วง
ขุนพิเรนทรเทพเห็นว่าถ้าปล่อยเหตุการณ์อย่างนี้จะไม่ดีแน่ จึงคายชานหมากที่กำลังเคี้ยวอย
ู่ขว้างถูกเทียนของขุนพิ อ่า
ขว้างถูกเทียนของขุนวรวงษาธิราช
เนี่ย ขุนพิเรนทรเทพก็ขว้างเทียนนั้นดับ ก็จะเหลือเทียนเล่มเดียวคือเทียนของสมเด็จพระเฑียรราชา
ขุนพิเรนทรเทพ เอ่อ
ก็เลยบอกว่า บอกว่า เนี่ย.. บัดนี้พระองค์มีบุญญา มีบุญญธิการบารมีถึงเลย
ขอให้ลาผนวชออกมาเป็นกษัตริย์เถิด
สมเด็จพระเฑียรราชาก็ลงผนวชออกมา แล้วก็ขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ในตอนนั้นก็สำเร็จโทษขุนวรวงษาธิราช
ที่นำมากราบเรียนอย่างนี้ ก็เพื่อให้เห็นว่าการบูชาเทียน การจัดขึ้นตั้งบูชาเทียนเนี่ย
มันก็ใช้ทั่ว ๆ ไป ที่พะเยาก็ใช้ แล้วที่อยุธยาก็เคยใช้ ในครั้งนี้ท่านพระครูศรีวิราชวัชรปัญญา
ท่านก็บูชาเทียน เทียนก็ลุกสดใสดี ท่านเลย อ่า
คิดว่าไม่มีอะไรแล้ว ทัพของเงี้ยวไม่ถึงพะเยาเด็ดขาด
ในขณะเดียวกัน
ในขณะเดียวกันพระภิกษุที่เป็นโหร ก็มีความรู้ทางโหราในพะเยา ก็จัดการผูกดวงของเมืองดูกัน
อะไรกันอุตลุด ท้ายสุดก็สรุปความว่า พวกกบฏเงี้ยวคงมาไม่ถึงพะเยาเป็นแน่
แต่อาจจะมีการตื่นตกใจกันบ้าง แท้จริงคงไม่ถึงหรอก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะบาปเคราะห์ไม่เข้าร่วมลงในลัคนาเมือง
ทายอย่างนั้นก็มีตื่นตกใจกันบ้าง นี่ก็เป็นเรื่องของที่พะเยาในพุทธศักราช
2445 ทำนายว่าเมืองพะเยาไม่เป็นอะไร ครั้นตกเวลาเช้ามืดวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่า
เออ
ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งผู้หญิงผู้ชายเต็มไปหมดเลย ราษฎงราษฎรแตกตื่นกันไปที่ศาล
ศาลในที่นี้บันทึกคำว่าศาล
หมายถึง ที่ว่าการอำเภอนะครับ แต่โบราณเรียกว่าศาล วิ่งกันไปที่ศาลเต็มไปหมดเลย
ในค่อนรุ่งแจ้งแล้ว และก็มีคนตะโกนบอกเพื่อนว่า แจ้งแล้วลุกโว้ย ลุกโว้ย
ทำนองเนี้ย เป็นจะอี๊นะเปิ้นฮ้องเป็นภาษาเหนือ แจ้งแล้วลุกโว้ยๆ พูดซ้ำๆหลายครั้ง
คนอยู่ใกล้นั้นกำลังกลัว
ๆ พวก อ่า
พวกเงี้ยวเนอะ ด้วยฟังไม่ถนัดเลย ได้ยินเข้าใจผิดไปว่า เงี้ยวมาละโว้ย
ได้ยินเป็นอย่างนั้นเข้าไปอีก ก็บอกว่าลุกขึ้น ได้ยินไปว่า เงี้ยวมาแล้วโว้ย
โอ้โห
พากันแตกตื่นอลหม่าน หนีกันไปหมดเลย นี่ก็เรียกว่าตกใจกันนั่นล่ะครับ
ได้ยินเสียงอะไรก็กลายเป็นเงี้ยวหมด ในตอนนั้น
ตอนหลังพอรู้เข้าก็ เอ่อ
สงบลงไปได้
ครั้นต่อมาวันรุ่งขึ้น
วันที่ 13 กรกฎาคม เนี่ย ก็ได้รับหนังสือจากเก๊าสนามที่ลำปาง เก๊าสนาม
ก็คือ สถานที่ราชการนะครับ หนังสือนั้นมากจากลำปางสองฉบับ
ใจความก็บันทึกว่าโดยสรุปนะครับ
บ้านเมืองร้อนเต็มทีแล้ว ขอให้กะเกณฑ์การักษาเมือง เป็นการักษาเมืองพะเยาให้ยะให้ดี
แปลว่าเงี้ยวมันจะเอาเรื่อง เงี้ยว 500 คนที่ตีเมืองแพร่ได้มันขึ้นมา ในขณะนั้นก็มีข่าวว่าเจ้าเมืองหลวงฝางเนี่ย
ถูกพวกกบฎฆ่าตายซะแล้ว จากนั้นก็เชื่อว่าเงี้ยวเข้าตีเมืองลำปาง
นี่ลือกันจากพะเยานะครับ
ท่านพระครูท่านก็บันทึกไว้ พวกเจ้าหลวงก็ตกใจ พอรู้ว่าพวกเงี้ยวจะเข้าตีเมืองลำปาง
เจ้าหลวงที่ไหนล่ะครับ เจ้าหลวงที่พะเยาก็จัดการบูชาอักขรนามเมือง กับบูชาเคราะห์เมืองเป็นการปัดเป่าทางใจล่ะ
กลัวเงี้ยวมา
บูชาอักขรนามเมืองแล้วก็บูชาเคราะห์เมือง
ธรรมดาครับพอจะมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ก็หาที่พึ่งทางใจไปก่อน ต่อมาก็มีบุคคล
บุคลหนึ่ง คนนี้อยู่เมืองแพร่หนีออกจากเมืองแพร่มาถึงเมืองพะเยา อ่า
พอหนีมา
พระท่านก็ถามว่าเมืองแพร่แตกแล้วใช่ไหม ไอ้คนนั้นก็ตอบว่า เมืองแพร่แตกแล้วตั้งแต่
วันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา 25 กรกฎาคม พุทธศักราช 2445 เมืองแพร่แตกแล้ว
แล้วจากนั้นก็ได้รับหนังสือจากนครลำปางอีกฉบับหนึ่ง หนังสือนั้นก็มีใจความสรุปไว้ว่า
ถ้าหากเมืองใดสามารถรบชนะกบฏเงี้ยวได้ ทางการจะลดภาษีให้ 4 บาท และให้เงินศึกษาฟรีอีก
1 บาทด้วย โอ้
อันนี้ เอ่อ
อะไรครับ ประกาศว่าใครชนะปั๊บนี่นะน่าดูนะ รายการนี้มีรางวัลสินะ
นี่ก็หนังสือจากลำปาง
ครั้นต่อจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2445 ก็มีหนังสือจากนครลำปางเข้ามาอีก
แล้วที่หนังสือสรุปความว่า มีกบฏเงี้ยวประมาณถึง 50 คนทีเดียวล่ะ เข้าตีนครลำปางในเวลาเช้าตรู่
ก็มีการรบกันกับชาวนครลำปาง ทหารขึ้นประจำการรบนี้ปรากฏว่า ฆ่าเงี้ยวตายไป
18 คน และในนั้นบันทึกไว้ว่าพวกคนเมืองนครบ่ตาย (หัวเราะ) ไม่ตายสักคนแต่เงี้ยวตายไป
18 คน ตาย 18 กำลังเงี้ยวก็เหลือน้อย
ฝ่ายเจ้าหลวงก็เลยได้ส่งให้หลาน
หลานคนหนึ่ง นายตุ่นนายก้อนคนนี้ลงไปนครลำปาง เจ้าหลวงจากพะเยานะ ก็ส่งให้หลานชายแล้วก็อีก
2 คนชื่อนายตุ่นนายก้อนไปลำปาง เพื่อรับฟังข่าวเรื่องต่าง ๆ กำหนดให้ไปภายใน
5 วันเนี่ย ไปถึงเมืองนครลำปางปั๊บ ให้รีบกลับมาถึงพะเยา
โอ้โฮ
เอาเรื่องเหมือนกันนะท่านนะ
ระยะทางเป็น 100 กิโลเมตร เหลือเกินนะนั่นน่ะ ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ให้ไปลำปางแล้วรีบกลับมาพะเยานำข่าวมาแจ้ง
จากนั้นทั้ง 3 คนเนี่ยก็ไปลำปาง แล้วก็นำข่าวมาแจ้งว่า พวกนักโทษหรือคนโทษซึ่งเขาให้ติดคุกอยู่ที่นครลำปางนั้น
ได้รับการปลดปล่อยหมดเลย แล้วนักโทษเหล่านี้ก็มาที่เมืองพะเยา เหตุที่ปล่อยก็เพื่อว่าให้มาต่อสู้กับบรรดากบฏเงี้ยวนะครับ
อ่า
แล้วจากนั้นก็ได้ข่าวอีกว่าคนไทยที่อยู่ที่เมืองงาวหนีกันไปหมดแล้วเพราะกลัวกบฏเงี้ยว
โอ้
ถึงขนาดนั้นนะ
ครั้นถึงวันที่ 9 สิงหาคม ก็มีคนมาจากเมืองนครชื่อนายน้อยขาว เนี่ย น้อยขาว
ก็แปลว่า เขาบวชเป็นเณร ชื่อจริงชื่อขาว แต่บันทึกเนี่ยเขาเขียนน้อยขาว
น้อยขาวก็คือเณรคนที่ชื่อขาวเนี่ยแหละ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยคนภาคกลางก็บางทีไม่เข้าใจ
ทั่งนี้ก็จะไปเขียนเป็น นายน้อยขาว (หัวเราะ) น้อยขาวก็คือเณรที่สึกออกมา
สึกออกมา เณรขาวสึกออกมาชื่อน้อยขาว
น้อยขาวมาจากเมืองนครลำปาง มาถึงเมืองพะเยาแล้วก็มาบอกเมืองนครแตกแล้ว
เจ้าเมืองนครกับเจ้าคุณศักดิ์หนีไปอยู่เมืองเชียงใหม่แล้ว ว่าไปอย่างงั้น
ว่าเงี้ยวตีเมืองนครแตก
ครั้นวันที่
10 สิงหา ประมาณหกโมงเย็น นายตุ่น นายก้อนกลับมาจากเมืองนครลำปางก็ได้นำหนังสือมาบอกว่า
กบฏเงี้ยวเนี่ยปล้นเมืองนครลำปางเวลา 7 นาฬิกาตอนเช้า พวกเมืองนครต่อสู้กบฏเงี้ยวถูกฆ่าตายไป
80 คน โอ้โฮ
เงี้ยวมันเก่งนะเนี่ย มันไปฆ่าเอาทหารเมืองลำปาง นครลำปางตายไป
80 คน
ครั้นวันที่ 14 สิงหาคม พุทธศักราช 2445 เจ้าเมืองหลวงพะเยา ขอโทษ เจ้าเมืองพะเยาเนี่ย
ก็จัดการสืบชะตาเมือง เนี่ย
ยังไม่ ยัง ยัง ข้าศึกยังไม่มา ก็สืบชะตาเมืองเอาไว้ก่อน
บำรุงขวัญบำรุงกำลังใจของประชาชนทั้งหลาย ครั้นเวลา 12 โมง หนานหลานมาจากนครลำปาง
"หนาน" ไอ้นี่อย่าไปเขียนว่า "นายหนานหลาน" ไม่ได้นะ
นายหลาน ซึ่งพึ่งสึกจากพระเนี่ยจึงเรียกว่า "หนาน"
หนานหลานก็ออกมาจากเมืองนครลำปางมา บอกว่าพวกเงี้ยวตายอีกยี่สิบสี่คนแล้ว
ในขณะนี้พวกชาวใต้ หมายถึงคนที่ไม่ใช่ลำปาง แต่ไป อาจจะไปจาก อุตรดิตถ์
พิษณุโลก นครสวรรค์เนี่ย เขาเรียกว่าชาวใต้ พวกเจ๊กพวกจีนหนีไปอยู่เชียงใหม่หมดเลย
โดนเงี้ยวเข้าตีแค่นั้นนะครับ หนีไปอยู่เชียงใหม่เลย หนีจากลำปางไป
ครั้นถึงวันที่
27 สิงหาคม โอ้โฮ
บันทึกนี่มีระเบียบมากเลยครับ 27 สิงหาคม พุทธศักราช
2445 ก็ได้รับแจ้งว่าพวกเงี้ยว 300 คน มีม้า 15 ตัว ช้าง 30 เชือก โอ้โฮ
น่ากลัวนะเนี่ย
มีช้างมาด้วยสามสิบเชือก เงี้ยวสามร้อยคน มีม้าอีก 15 ตัว เดินทางถึงบ้านถ้ำแล้ว
เจ้าอุปราชน้อยมหาชัยศรีธิสาร ได้ไปตรวจดู ตรวจดูว่า ไอ้ที่เดินทางมา 300
คน มีม้ามา 15 ตัว ช้าง 30 เชือกเนี่ย มันไม่ใช่เงี้ยว เอ่อ
มันไม่ใช่กบฏเงี้ยวที่ตีลำปางหรอก
แต่เป็นเงี้ยวพวกมาจากแม่เมาะ จากเมืองเมาะไม่ใช่โจร เอ้อ
ค่อยยังชั่วไปเหมือนกันนะครับ
22 สิงหาคม พุทธศักราช 2445 ก็มีจดหมายจากเมืองนครลำปางมาแจ้งว่า ทหารไทยได้บุกเข้าไปยึดเมืองแพร่ได้แล้ว
ยึดเมืองแพร่จากกบฏเงี้ยวได้ ส่วนกบฏเงี้ยวนั้นหนีจากเมืองแพร่ มาตั้งอยู่ในเขตเมืองสอง
มีโจรเงี้ยวทั้งหมด 450 คน คาดว่าจะปล้นเข้าเมืองงาวในวันต่อไป เพราะจากเมืองสองมาเมืองงาวนั้นระยะทางก็ประมาณ
40 กว่ากิโลเมตร ก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 วันครึ่งแค่นั้นนะครับ งั้นคาดว่าถ้าเดินทางมาเต็มที่
เงี้ยวคงจะเข้าปล้น ๆ ในวันที่ 23 สิงหา เพราะแจ้งมานี่ 22
นี่บันทึกนะครับ
เป็นวรรณกรรมบันทึกของท่านพระครู ท่านพระครูนี่ท่านบันทึกไว้แม่นยำทีเดียว
ท่านพระครูศรีวิราชวัชรปัญญา อดีตเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเนี่ยครับ ถ้าท่านอยู่ตอนนี้
อายุก็คงจะ 90 ... 101 แล้ว โอ้
90
101 อะไรล่ะท่าน ต้องอายุมากกว่านี้สิครับ
กว่าสิครับ เหตุการณ์ล่วงเลยมาตั้ง 100 ปีแล้ว ถ้าท่านอยู่ตอนนี้ ท่านก็อายุประมาณ
150 ... 160 ปีแล้วนะครับ
ถึงวันที่ 23 สิงหาคม พุทธศักราช 2445 เจ้าหนานคำมูล คนนี้ก็เป็นพระบวชสึกมา
ก็ชื่อว่าหนานคำมูล หนานคำมูลเนี่ย ได้เดินทางมาจากเมืองนครลำปาง แล้วมาแจ้งให้ทราบ
เจ้าจอมเมืองนคร เจ้าจอมเมืองลำพูน เจ้าจอมเมืองเชียงใหม่ พากันค้นหาโจรเงี้ยวที่เมืองแพร่
อ้าว
นั้นร่วมมือกันแล้ว
เมืองลำปาง เมืองลำพูน เชียงใหม่ ค้นหาโจรเงี้ยวที่เมืองแพร่ ทราบว่าพวกโจรนั้นหนีไปหมดแล้ว
เจ้าจอมและหมู่คณะก็เลยกลับไปเมืองนครลำปาง แต่ในขณะที่นายคำมูลไปถึง นายคำมูลไปถึงนั้นเนี่ย
ทหารได้จับตัว เอ้อ
ชายคนหนึ่งชื่อหนานเสนมาเฆี่ยน หนานเสนเป็นพระสึกออกมาแล้ว
ชื่อเป็นหนานเสน ชื่อเสนมาเฆี่ยน โทษเพราะสนับสนุนพวกเงี้ยว ให้เฆี่ยน
25 แส้
สมัยก่อนทางเหนือเนี่ยนะฮะ เฆี่ยนกันกี่ครั้งเขาไม่เรียกเป็นครั้ง เขาเรียกเฆี่ยน
25 เอ้ย
เฆี่ยนเป็นแส้ ๆ ถ้าเฆี่ยน 3 ครั้งก็เฆี่ยน 3 แส้ หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อของสมอชนิดหนึ่ง
ชื่อ "สมอห้าแส้" ท่านคงเคยได้ยินนะฮะ สมอซึ่งทางเหนือเรียก
ปะนะ เนี่ย เขาบอกว่าสมอประเภทนี้ รักษาโรคได้นะ ปะนะเนี่ย แม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงใช้เป็นยาอยู่นะฮะ
ใครไปขโมยสมอเขามาลูกหนึ่งไปกินเข้า เขาเฆี่ยน 5 ครั้ง สมอประเภทนี้จึงชื่อว่าสมอห้าแส้
สมอห้าแส้นี้อยู่เชียงใหม่นะท่านนะ
นี่นาย เอ่อ
นายเสนถูกเฆี่ยนเพราะสนับสนุนพวกเงี้ยวเฆี่ยน 25 แส้ ครั้นถึงวันที่
25 สิงหาคม 2445 มีหนังสือแจ้งมาจากเมืองเชียงใหม่ว่า ทหารไทยมาจากกรุงเทพมหานคร
เมืองเชียงใหม่แล้วมีจำนวนถึง 4000 คน เป็นทหารของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี
ทหารของพระสุรฤทธิ์ ทหารของพระยาอนุชิต มีมากทีเดียวร่วมกันถึง 4000 คน
จากนั้นได้ทราบว่า สร่างคำ อู๋คำยาน พระก่าคำซึ่งเป็นบรรดาเงี้ยวทั้งหลายเนี่ย
ได้หนีจากบ้านแม่นาเรือ บ้านแม่นาเรือเนี่ย เวลาที่เราจะเข้าไปพะเยา จากมหาวิทยาลัยนเรศวร
วิทยาเขตสารสนเทศจังหวัดพะเยาเนี่ยนะครับ เวลาจะเข้าไปไปถึงแยกแม่ต่ำน่ะนะท่านนะ
ตรงแม่ต๋ำนั้นน่ะมันมีทางแยกที่จะไปภูชี้ฟ้าทางขวา
ส่วนแยกทางซ้ายนั้นนั่นน่ะครับ นั้นคือทางบ้านแม่นาเรือ ในช่วงกล่าวคือประมาณ
พุทธศักราช 2445 เงี้ยวสามคน ซึ่งเป็นเงี้ยวมันหัวหน้าคือ สร่างคำ อู๋คำยาน
พระก่าคำ เนี่ยหนีออกจากบ้านแม่นาเรือนะฮะ ออกไปพร้อมกับพาพวกเงี้ยวทางบ้านต๋ำไปด้วย
บ้านต๋ำเนี่ยพาไปหมดเลยนั้น ที่ผมพูดปัจจุบันไปก็ยังมีสถานที่ปรากฏอยู่
ส่วนเงี้ยวที่อยู่บ้านตุ่มใต้ก็หนีไปหมดแล้ว
และพวกเนี่ยเป็นไส้ศึกให้พวกที่มา พวกที่มาปล้นเนี่ย เพราะรู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนกัน
พวกนี้สำคัญทีเดียว
จากนั้นมีข่าวมาจากเมืองนครลำปางว่า เจ้าราชสัมพันธ์กับทหารจะยกขึ้นมาเมืองพะเยา
และจะมาถึงเมืองพะเยาวันนี้ และได้ทราบข่าวว่านายหนานเสน ถูกทหารนำไปประหารชีวิตโดยการตัดคอ
แล้วก็สนับสนุนพวกเงี้ยว
ในตอนนี้บอกชัดเลยว่าเงี้ยวเพลี่ยงพล้ำแล้วแล้ว
ทหารจากกรุงเทพก็ขึ้นไปเชียงใหม่ โดยจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีนี่ คุมขึ้นไปตั้ง
4000 คนนะครับ แล้วจากนั้นก็พอเงี้ยวเพลี่ยงพล้ำก็เริ่มหนีกันไป คนที่อยู่ที่นั่นก็เริ่มโกรธแค้นพวกเงี้ยวกัน
ที่มาทำความยุ่งยากให้ที่พะเยา
ฉะนั้นในวันที่
29 สิงๆหาคม พุทธศักราช 2445 ก็ได้มีหนังสือประกาศไปพะเยา ประกาศไป ...ห้ามบ่ฮื่อประชาชนทั้งหลายก๋วนคุย...
(หัวเราะ) อันนี้เชิงจะพูดเป็นภาษากลางซะหน่อยนะ ...ห้ามบ่ฮื่อ... นี่ก็คือ
ห้ามประชาชนทั้งหลายห้ามไม่ให้ .. ห้ามประชาชนทั้งหลาย อย่าไปทำลายก๋วน
...ก๋วนคุย... นี่คือ ทำลาย อย่าไปทำลายสถานที่ อย่าไปทำลายวัดเงี้ยวนะครับ
เพราะนั้น เพราะอะไร เพราะเงี้ยวเขาทำขึ้นแล้วมันไม่เกี่ยวกันนะ เงี้ยวเนี่ยเขาก็หนีไปแล้วตอนนี้
แต่กลัวว่าราษฎรที่เคียดแค้นพวกเงี้ยวจะไปทำลายวัดเขา ก็เลยห้ามบ่ฮื่อทำลายวัดน่อ
เนี่ยก็บอกมา มีอย่างนี้มีหนังสือออกมาชัดเลย เอ๊ะ
ทั้งหมดที่ผม อ่า
กราบเรียนมานี่จะเห็นว่า
มันเริ่มอะไรล่ะครับ เงี้ยวเริ่มถอยแล้วล่ะ แต่ในขณะที่ถอยนั้นก็ยังมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่
ไม่ใช่หมดไปนะครับ ยังเหลืออยู่ต้องปราบกันอีก
เพราะฉะนั้นในวันที่ 3 กันยายน พุทธศักราช 2445 ทหารจากเมืองนครก็เข้ามา
ที่จริงเป็นทหารด้วย ตำรวจด้วย ตอนนั้นเข้ามาเยอะ แต่เป็นอันเดียวกันนั่นแหละ
ยศเป็นตำรวจก็ได้ ทหารก็ได้ เขามาถึง 78 คนนั่นแน่ะครับ ทหารและตำรวจจากเมืองนคร
มีเจ้าสัมพันธ์เป็นหัวหน้า
เจ้านะที่มาชื่อสัมพันธ์
เป็นหัวหน้ามากับมี
มิสเตอร์เจนเซ่น อ้าว
มิสเตอร์เจนเซ่นคนนี้ก็คือ ร้อยตำรวจเอกแฮนด์
เจนเซ่น เป็นตำรวจมือปราบเป็นชาวเดนมาร์กมาด้วย
ครั้นถึงวันที่ 4 กันยายน ทหารไทยเดินออกมาจาก จากเมืองลำปาง และเดินทางจากเมืองลำปาง
ผ่านมาทางเมืองงาว มาถึงเมืองพะเยาเวลาบ่ายห้าโมง เอ๊ะ
เดินวันเดียวแฮะ
แสดงว่าใช้ม้ากระมัง เดินจากลำปางมามันเป็น 100 กิโล (หัวเราะ) มาถึง 17
เนี่ย มาถึงบ่าย 5 โมงเย็นเนี่ย เดินมาเดินทางมาจากเมืองนครลำปางและเมืองงาว
มีจำนวนทหารถึง 150 นาย มีเจ้าสุริยะนะฮะเป็นผู้บัญชาการมา นี่ก็มีคนที่มาด้วยหลายคน
มีทั้งทหารเรือ ลำหงับอีกคนหนึ่ง กับเจ้าชื่อเจ้าอุตราการนี่ก็มากัน
ครั้นถึงวันที่ 5 กันยายน เจ้าราชสัมพันธ์กับมิสเตอร์แฮนด์
เจนเซ่น และนายทหารตำรวจก็ยกไปปราบเมืองเทิงทั้งหมด เจ้าราชวงค์ไปด้วย
เจ้าคำพิศจากเมืองเทิงก็มาตามหานายแสงฟ้า พอได้เห็นเงี้ยวหลายคนนะครับ
ว่าเงี้ยวพวกนี้มันไปตั้งพักอยู่ที่บ้านสัก มีจำนวนประมาณห้าร้อยคน
พอได้ยินอย่างนั้นในวันที่
10 กันยายน ทหารไทยทั้งเจ้าอุตราการ เจ้าสุริยะก็ยกไปเมืองนคร มีทหาร 130
คนกลับไป เพราะว่าพวกเงี้ยวมันกลับไปหมดแล้ว ครั้นวันที่ 11 กันยายน นี่จากบันทึกเป็นวรรณกรรมนะครับ
ซึ่งเขียนเป็น เขียนด้วยตัวเมืองเป็นภาษาเหนือ ภาษาทางพะเยาเชียงใหม่เนี่ย
วันที่ 11 กันยายน เนี่ย เจ้าราชวงค์พะเยากับเจ้าราชสัมพันธ์ เข้าไปเมืองเทิง
เดินทางไปถึงบ้านป่าแดด เงี้ยวที่ท่าพงเหล็กก็ไม่มีแล้ว ไปถึงนั่นก็ไม่มีอะไรเลย
ขณะนั้นน้ำบ้านแม่พุ่งเนี่ยก็ล้นฝั่งข้ามไม่ได้ ก็เลยยกไปข้ามที่บ้านหาดเล็ก
บ้านคาดถึงบ้านถ้ำ บ้านคงยา แม่กาย้อนมาแม่กาแล้วก็เข้าเมืองพะเยา
ครั้นถึงวันที่ 21 กันยายน เจ้าราชสัมพันธ์กับเจ้าอุตราการกับทหารอีก 78
คน ไปยกกองทัพที่เมืองนคร เจ้าราชวงค์เมืองพะเยาก็ไปด้วย ทหารที่รักษาการอยู่
ได้จับพวกเงี้ยวที่บ้านป่าแดด ได้เงี้ยวไป 3 คน ไล่จับ 3 คน ประทานโทษ
เงี้ยวเหลือ 3 คน น่าสงสาร วิ่งหนีไป 2 จับได้ 1 แปลว่าเหลือน้อยเต็มที
ครั้นวันที่ 29 กันยายน เวลาเที่ยงวัน มีพวกจากตำบลป่าแดดมาแจ้งข่าวว่า
เงี้ยวเดินทางมาถึงบ้านป่าแดด ป่าแดดมีจำนวน 100 คน เอ้า
มาใหม่อีกแฮะ
วันที่
1 ตุลาคม แหม
บันทึก วรรณกรรมบันทึกได้ดีทีเดียวเลยล่ะครับ ถึงจะมีข้ามตอนบ้างบางครั้ง
1 ตุลาคม พุทธศักราช 2445 เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ได้มีข่าวว่าหมู่บ้านป่าแดดเนี่ย
แตกตื่นกระจัดกระจายไปหมด เพราะถูกพวกเงี้ยวเข้าปล้น กบฏเงี้ยวเข้าปล้น
ขับไล่ประชาชนออกไป ทำร้ายประชาชน เงี้ยวพวกนี้มีจำนวน 400 คน กำลังจะตีเมืองพะเยา
อ้าว
มาถึงแล้ว จะมาตีเมืองพะเยา
เขาบอกว่าเจ้านายเทพ
เจ้านายเทพซึ่งเป็นเนี่ยนะครับ เจ้าก็คือผู้ปกครองของทางเหนือเนี่ย ได้ลั่นอะบ๊อกกลวง
3 นัดน่อ "ลั่นอะบ๊อกกลวง" แปลว่ายิงปินใหญ่หลวง 3 นัด เพื่อเป็นสัญญาณให้ประชาชนทราบล่วงหน้า
เตรียมป้องกันทรัพย์สมบัติ ยิงปืนใหญ่ 3 นัด
ลั่นอะบ๊อก เปิ้นฮื่อลั่นอะบ๊อกกลวง 3 นัด เอ้อ
ยิงไป ประชาชนก็รู้ว่าตัว
เตรียมป้องกันทรัพย์สมบัติ เพราะกบฏเงี้ยวจะเข้าปล้นแล้ว
ครั้นถึงวันที่
2 ตุลาคม ตอน 5 โมงเย็น ก็ปรากฏ ทั้งหมดได้คอยไปทางเมืองนคร เพราะทางการว่าเงี้ยวมาตั้ง
900 คน เลยถอยกลับไปเมืองนคร
วันที่ 3 ตุลาคม นี่จากบันทึกนะ นี่เขียนบันทึกไว้ว่า พอถึงวันที่ 3 ตุลาคม
พุทธศักราช 2445 ท่านพระครูศรีวิราชวัชรปัญญา ท่านบันทึกโดย ใช้คำแทนชื่อว่า
เฮา เฮาได้เก็บครัว ท่านได้เก็บสิ่งของที่จำเป็นย้ายไปอยู่วัดคุ้ม ซึ่งท่านเคยอยู่มาก่อน
แต่พระครูสุริยะมาห้ามไม่ให้ไป พอถึงเวลาเย็นก็ยกสิ่งของกลับมาวัดเก่าคือวัดราชคฤ
นี่วัดราชคฤก็อยู่ในพะเยานี่ล่ะครับ ประจำอยู่วัดนี้เถอะ
ครั้นถึงเวลากลางคืน
มีพวกผู้ร้ายมาข้วางปากุฏิ อาจจะเป็นพวกเงี้ยวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ นี่ท่านบันทึกเอาไว้
พอวันที่ 4 ตุลาคม เวลาบ่าย 2 โมง พวกเงี้ยวเข้ามาในเมืองพะเยา 12 คน ในนั้นบอกว่า
เงี้ยวเปิ้นเข้ามาใน เปิ้นเข้ามาในเวียงพะเยาได้ 12 คน ครั้นถึงบ่าย 3
โมง เพิ่มเข้าไปอีกเป็น 21 คน เพิ่มเรื่อย ๆ จนถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่มหรือ
20 นาฬิกาเนี่ย พวกเงี้ยวก็ไล่ฟันอุตลุดเลยเนี่ย หนีกันอุตลุดเลย ท่านเองก็หนีเอาตัวรอด
หนีจากวัดไปเวลากลางวัน ไปสว่างเอาที่บ้านแม่กาท่าข้าม แบบว่าเงี้ยวน่าดูนะท่าน
รุกรานเข้ามาเต็มที่
ถึงวันที่
5 ตุลาคม ท่านเองท่านพระครูเนี่ย ออกจากบ้านท่าข้ามไปนอนห้างทุ่ง กลางนาบ้านหลวงเมืองงาว
หนีไปถึงเมืองเลย แปลว่าจะหนีไปลำปางกลัวเงี้ยว
วันที่ 6 ตุลา เดินทางจากห้างทุ่งบ้านหลวงไปนอนค้างที่ปางหละ เมืองงาวไปถึงปางหละเมืองงาว
แล้วปางหละเวลาเราไปเรามาก็จะผ่าน
วันที่ 7 ตุลาคม ท่านบันทึกไว้อย่างนี้ วันที่ 7 ตุลาคม พุทธศักราช 2445
พ้นงาย ก็แปลว่าพ้นตอนเช้าแล้ว ออกเดินทางจากปางหละไปพักที่แม่เมาะท่าศรี
เมืองนครลำปาง
ครั้นวันที่ 8 ตุลาคม หลังจากนั้นพ้นเช้าแล้ว จากบ้านแม่เมาะท่าศรีไปบ้านเสด็จ
แล้วก็ไปนอนที่วัดเสด็จเมืองลำปาง
วันที่ 9 ตุลาคม ออกจากวัดเสด็จไปถึงเมืองนครลำปาง แล้วก็ได้ไปที่นครลำปาง
แล้วก็ได้ไปที่เจ้าหลวงนะครับ ไปที่พักที่วัดเชียงมั่น นึกว่าเป็นวันแรกที่ไปถึงพะเยา
ในวรรณกรรมนี่เป็นไดอารี่ที่ได้บันทึกไว้สามารถอ้างอิงได้ดีทีเดียวท่าน
ถ้าใช้หลักฐานอื่นประกอบก็อ้างอิงประวัติศาสตร์ได้ เรื่องของกบฏเงี้ยวซึ่งเราทราบแต่เฉพาะว่าตีเมืองแพร่
แต่ในนี้นะหลายเมืองเลย และนี้จะมองเห็นถึงความระส่ำระสายของเมืองพะเยาที่เงี้ยวมันยกเข้ามา
หนีกันไปเมืองลำปางเลย
วันที่ 10 ตุลาคม หลังจากพักในตอนเช้า พ้นเพลแล้วก็ไปที่วัดสวนดอก เพื่อปรึกษาหารือกับพระเถระผู้ใหญ่
พักที่นั่น 1 คืน วัดสวนดอกนี่อยู่ในเมืองลำปางนะครับ ท่านที่เคยเข้าไปลำปาง
วัดสวนดอกตอนหลังมีโรงแรมไปตั้งใกล้ ๆ กับวัดสวนดอก ชื่อโรงแรมสวนดอกฮะ
โรงแรมร่มศรีอะไรอยู่แถว ๆ นั้นทั้งหมดแหละครับ นี่อยู่ในเมือง
และครั้นวันที่
11 ท่านก็ย้ายจากวัดสวนดอก ไปพักอยู่ที่วัดครูมาโน วัดพงสนุกใต้ขณะนี้
เพื่อจะติดต่อได้รู้เรื่องบ้านเมือง ว่าวันใดเกิดขึ้นบ้าง ท่านเป็นพระภิกษุที่เอาใจใส่นะครับ
ในเรื่องของเหตุการณ์บ้านเมืองอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ท่านก็ฟังข่าวและบันทึกเอาไว้
ลักษณะนี้เป็นนักประวัติศาสตร์นะครับ
นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนักบันทึก ผมใช้คำนั้นเถอะเดี๋ยวมันจะ... นักประวัติศาสตร์ท่านจะไม่พอใจ
เลยเป็นนักบันทึกท้องถิ่น ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์แบบ...
ดีนะ เป็นบันทึกนะนี่ไม่ใช่มุขปาฐะนะเนี่ย
จากนั้นวันที่
12 ตุลาคม ท่านไปพักผ่อนที่วัดปรงสนุด ฉันเช้าแล้วก็ไปเวียงเหนือ ไปบ้านท่าวังตาลแล้วก็ไปวัดพิชัย
นี่ก็คอยสดับฟังข่าวจากเมืองพะเยาว่าเป็นประการใด เงี้ยวเข้าปล้นถึงไหนแล้ว
เหตุการณ์เป็นยังไง
วันที่
13 ตุลาคมพักอยู่ที่วัดปรงสนุด วันนี้ได้รับข่าวจากเมืองพะเยาว่า ทหารยกกองทัพเข้าตีเงี้ยวในเมืองพะเยา
เงี้ยวสู้ไม่ได้พากันแตกกระจัดกระจายไปที่บ้านแม่กาท่าข้าม เอาล่ะครับ
เงี้ยวไปบ้านแม่กาท่าข้าม
วันที่
14 ตุลาคม ท่านก็จำวัดอยู่ที่วัดปรงสนุด หลังจากนั้นท่านฉัน ฉันข่าวงาย
คือ ข้าวเช้า แล้วก็ไปคุ้มเจ้าหลวง ได้ข่าวว่ากองทัพทหารเนี่ยเข้าไปยึดตัวเมืองพะเยาได้แล้ว
เข้าไปอยู่ในเวียงพะเยา เข้าได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม และในช่วงที่พูดถึงเนี่ย
ทหารประจำอยู่ในพะเยาหมดแล้ว
วันที่ 16 ตุลาคม ท่านพักอยู่ที่วัดปรงสนุด จากนั้นได้พอท่านราชบุตรซึ่งเดินทางมาจากเมืองพะเยา
เข้าไปรายงานที่เก๊าสนามหลวง เอ้อ
ไปรายงานที่ ที่ว่าการสถานที่ราชการบอกว่า
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมาเนี่ยมีพวกโจรเงี้ยวแอบอยู่ข้างทางดักยิงร้อยตำรวจเอกแฮนด์
เจนเซ่น ตำรวจชาวเดนมาร์กเสียชีวิตเนี่ย ตายที่ห้วยเกี๋ยง
ตายในขณะที่ออกไปสู้รบเนี่ย โดยขณะที่ออกไปนั้นขี่ม้าขาวเป็นพาหนะ วิ่งออกนำหน้าไปก่อนเลยลูก
ในที่นี้บอกว่าลูกน้อง ลูกน้องตามบ่ ตั๋น เออ
ลูกน้องตามบ่ทัน ลูกน้องเนี่ยตามไปไม่ทันนะฮะ
ทำให้ร้อยตำรวจเอกแฮนด์ เจนเซ่น ไม่มีใครช่วยเหลือเลยถูกยิง ถูกยิงเสียชีวิตที่ข้างฝั่งห้วยเกี๋ยง
แล้วเรื่องนี้ทางรัฐบาลไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปิยมหาราชในสมัยนั้น ได้ปูนบำเหน็จบำนาญ และสร้างอนุสาวรีย์ให้เนี่ยครับ
นี่ก็เป็นบันทึกเอาไว้
และจากนั้นบันทึกนี้ก็ต่อไปอีกถึงว่า
ได้เห็นหนังสือซึ่งเจ้าราชบุตรส่งมาจากบ้านแม่ต๋ำ อันนี้ท่านพระครูท่านได้รับหนังสือที่ส่งมาจากบ้านแม่ต๋ำนะครับ
บ้านแม่ต๋ำ เออะ
ส่งมาจากบ้านแม่ต๋ำ เมืองพะเยา บอกว่าวันที่ 14 ตุลาคม
กองทัพใหญ่เนี่ยของทหารไทย เข้าพักในวัดแม่ต๋ำกลาง วัดแม่ต๋ำกลาง ซึ่งเข้าใจว่าปัจจุบันคือวัดแม่ต๋ำภูมินทร์นี่แหละครับ
คงจะเป็นวัดแม่ต๋ำภูมินทร์เนี่ย ในนั้นเขียนคำว่าวัดแม่ต๋ำกลาง
ส่วนในวันที่ 18 นั้น ที่พูดถึงเนี่ยกองทัพทั้งหมดก็ยังอยู่ที่นั่น ทหารไทยก็อยู่ทั้งนั้นทั้ง
17 - 18 และก็พอถึงวันที่ 19 ก็ได้ทราบว่ากองทัพใหญ่ของทหารไทย เข้ายึดบริเวณเมืองพะเยาได้หมดแล้ว
เงี้ยวถอยออกไป เพราะงั้นท่านก็ได้เตรียมเสบียงอาหาร เตรียมตัว เตรียมเสบียงเพื่อจะพาคณะของท่านเนี่ย
ท่านพระครูจะเดินทางกลับพะเยา เพราะเหตุการณ์สงบดีแล้ว
วันที่ 22 หลังจากที่ฉันข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางด้วยเท้า เวลาเย็นก็ถึงวัดพระธาตุเสด็จ
ค้างคืนหนึ่งคืน ท่านดูนะฮะ ดูระยะนิดหนึ่ง วันที่ 22 ตุลาคม พุทธศักราช
2445 เดินทางออกจากลำปาง จากวัดปรงสนุดถึงวัดพระธาตุเสด็จ ค้างหนึ่งคืน
วันที่ 23 ตุลาคม เดินทางจากวัดพระธาตุเสด็จ ไปพักที่หมู่บ้านจำปุยใกล้กับประตูผา
พักหนึ่งคืน
ประตูผาไงฮะที่มี 100 ศาล มีอะไรอยู่ ใครผ่านตรงนั้นก็ต้อง เอ่อ
บีบแตรบูชา
แสดงอาการคารวะเจ้าพ่อประตูผานะครับ นี่คืนที่ 2 แล้วพักประตูผา คืนวันที่
24 เวลาเช้าเดินทางไปจากบ้านจำปุย เขตลำปาง ไปพักที่บ้านหวด เขตเมืองงาว
1 คืน พักลำปางพักงาว 1 คืน 25 ออกจากเดินทางจากบ้านหวด ไปพักบ้านพร้าวเขตเมืองงาว
วันที่ 26 เดินทางจากวัดบ้านเพร้าว ไปนอนบ้านป่าสัก เข้าเขตเมืองพะเยา
วันที่ 27 เดินทางจากวัดป่าสัก มาถึงวัดหัวกล่อง ซึ่งอยู่ในกำแพงเมืองพะเยา
ถึงกับพักผ่อนพักที่วัดหัวคร่วงนี้ละครับท่าน
ดูเถอะครับเดินทางตั้งแต่วันที่
22 ตุลาคม จากลำปางเข้ามาถึงพะเยาวันที่ 21, 22, 23, 24, 25, 26, 27 6
วัน 6 คืน เดินทางด้วยเท้าจากลำปางถึงพะเยานี่น่าคิด ในตอนที่เดินทางด้วยม้าใช้เวลาเพียงวันกว่า
ๆ แค่นั้น ถ้าด้วยเท้าเนี่ยแหละพระท่านเดินด้วย ก็ไปอย่างช้า ๆ เข้ามาในพะเยา
แล้วจนกระทั่งวันที่
28 ก็มาถึงเนี่ย ก็ทราบว่าเขามีการประหารชีวิตคนหลายคน โดยการตัดคอมั่ง
โดยการยิงมั่ง เพราะว่าพวกนี่เป็นพวกที่ไปช่วยเงี้ยวนะครับ
เพราะฉะนั้นก็ นี่เป็นบันทึก บันทึกนี่ก็เกิดจาก บันทึกที่ท่านถามผมว่าอนุสาวรีย์ที่
เอ่อ
อยู่ที่ฝั่งห้วยเกี๋ยง ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา เป็นอนุสาวรีย์ใคร
ผมก็พยายามค้นคว้าและก็ตอบว่าเป็นอนุสาวรีย์ของร้อยตำรวจเอกแฮนด์ เจนเซ่น
และก็เลยกล่าวถึงเรื่องกบฏเงี้ยวตามบันทึกนะครับ ตามบันทึกที่ท่านพระครูท่านได้บันทึกไว้
ก็พอดีหมดเวลานะครับ
กระผมนายประจักษ์
สายแสง ก็กราบลาท่านผู้ฟัง สวัสดีครับพบกันสัปดาห์หน้าครับ