วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 65 เรื่อง วรรณกรรมขุนช้างขุนแผนกับเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับเมืองเหนือ
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

      เอ่อ...ในสัปดาห์นี้ผมได้จดหมายหลาย ๆ ฉบับทีเดียวหละครับ ที่เป็นกระดาษเขียนเอาไว้ที่หน้าห้องครับ ก็ของพระคุณเจ้า อ่า… ขอให้กล่าวถึงวรรณกรรมพระพุทธศาสนาบ้างนะครับ ผมก็จะพยายามจัดนะครับ แต่ก็ไม่ยากอะไรหรอกครับ

     จดหมายอีกฉบับหนึ่งที่บอกว่า อยากให้พูดถึงเรื่องขุนช้างขุนแผน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ในเขตตั้งแต่อยุธยามาจนถึงพิษณุโลก หรือขึ้นไปทางเชียงใหม่ ไปทางเวียงจันทน ์ไปอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ให้พูดถึงทางด้านเมืองสุพรรณบุรีหรือกาญจนบุรี (หัวเราะ) ก็ส่วนใหญ่มันอยู่ทางเมืองกาญจนบุรีกับเมืองสุพรรณนะครับ

    ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็เลยจะพูดเรี่องขุนช้างขุนแผนครับในวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวพันกับสถานที่ตั้งแต่อยุธยาขึ้นไป จนถึงเชียงใหม่ หรือจากอยุธยาไปเวียงจันทน์เท่าที่มีปรากฎ ไม่ทราบจะพูดประการใดได้ จะต้องอ้างจากเรื่องขุนช้างขุนแผน

     ก่อนอื่นก็… เคยมีคนถามเรื่องนี้ ทำไมชื่อเรื่องขุนช้างขุนแผนในเมื่อพระเอกนั้นคือขุนแผน และก็ผู้ร้ายก็คือขุนช้าง เหตุไฉนจึงเอาชื่อของผู้ร้ายไปไว้ข้างหน้า ทำไมไม่เรียกเรื่องนี้ว่าขุนแผนขุนช้าง

     ที่เรียกอย่างนี้นะครับก็เพราะว่า มันสะดวกในการออกเสียง ถ้าหากว่าเราดูแผนภูมิของสระเนี่ย เราจะเห็นได้ว่าสระตัวนี้คือเสียงอา เสียงอานี่ ถ้าเรายกกลางลิ้นขึ้นสูงไปหน่อย มันก็จะเป็นเสียง เออ ถ้ายกกลางสูงไปมันก็จะเป็นเสียงอือ ขณะที่เรายกปลายลิ้นก็จะเป็นเสียงสระแอ เอ อี ตามลำดับ อา แอ เอ อี ถ้าออก อี ปลายลิ้นขึ้นสูงเลยครับ

     ขณะเดียวกันถ้ายกโคนลิ้นขึ้นตามลำดับนะครับ ก็จะเป็น อา ออ โอ อู ถ้าอูโคนลิ้นขึ้นสูง อา ออ ออโคนลิ้นก็ไม่สูงนัก อา ออ โอ โอนี้โคนลิ้นระดับกลาง อา ออ โอ อู

     คราวนี้เราออกเสียงขุนช้างขุนแผนหนะท่าน ลองออกเสียงขุนช้างเนี่ยครับเสียงอามาอยู่ตรงกลางออกเสียงขุนช้าง แล้วสะกดเนี่ยเสียงสะกดเนี่ยมันเป็นเสียงตัว เงอะ เสียง ง งู ซึ่งเป็นเสียงที่เกิด เอ่อ ที่เพดานอ่อนและก็เป็นเสียงนาสิก เพราะฉะนั้นออกเสียงขุนแผนเสียงมันจะติดอยู่ตรงด้านหลังอะนะ

     หลังจากนั้นก็ออกขุนแผน แผน เนี่ย เสียง..เสียงสระแอนั้นมันเป็นสระหน้าไงครับ สระหน้า อา แอ เอ อี นะครับก็ออกเสียงตัว เนอะ เสียงตัว น เรานี้แหละมันเป็นเสียงนาสิกที่เกิดจากปุ่มเหงือก เพราะฉนั้นเวลาออกขุนช้างขุนแผนลมมันก็ออกนอกปากไปได้เลย แต่ถ้าเราจะออกขุนแผนขุนช้างไปติดอยู่ข้างใน ฟังดูแล้วไม่สนุกอะนะ  นี่มันเป็นหลักการทางภาษา ภาษาศาสตร์นะครับ จึง จึงตั้งชื่อเรื่องอย่างนี้ อ้ะ

ขึ้นเรือนนางแก้วกริยา

     คราวนี้ก็มาพูดถึงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่อยุธยามาถึงเชียงใหม่ เอาเริ่มแรกเอาง่าย ๆ ก่อน เริ่มตั้งแต่ที่ขุนแผนเนี่ยพานางวันทองออกจากบ้านขุนช้าง ถ้าเราย้อนกลับไปในหนังสือขุนช้างขุนแผนหนังสือเสภาขุนช้างขุนแผนตอนที่ 17 เนี่ยขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างแล้วได้แก้วกิริยา จากนั้นตอนที่ 18 ก็เป็นขุนแผนพานางวันทองหนี เนี่ย ! หนีจากเรือนขุนช้าง

เข้าห้องขุนช้างลักนางพิม

     อุ๊ย ! ตอนจะหนีไปคาบเกี่ยวระหว่างตอนที่ 17 - 18 เนี่ย เป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุธเลิศหล้านภาลัยนะครับ รัชกาลที่ 2 มีกระบวนกลอนที่เพราะมาก และก็ให้อารมณ์เหลือเกินในตอนที่ขุนแผนจะพานางวันทองออกไปเนี่ย

     ออกจากบ้านขุนช้าง วันทองเค้าอาลัยขุนช้างนะท่านนะ ถึงไม่หล่อก็ตามทีเถอะ แต่เอาใจเก่งและไม่เจ้าชู้และจงรักภักดี ก็ต่างจากขุนแผนซึ่งหล่อก็จริงแต่เจ้าชู้ และก็สำคัญขุนช้างนี่ให้ความมั่นคงนะครับ ถึงหัวจะล้านแต่ว่าให้ความมั่นคงให้ความรักเรียกนางพิม เรียกนางวันทองว่าแม่ทุกคำเลย เนี่ยนางวันทองอาลัยนะครับ อาลัยขุนช้างมากจนกระทั่งตอนจะออกจากบ้าน เนี่ย ก็สั่งนางแก้วกิริยาซึ่งยังนอนสลบอยู่ เวลาผ่านห้องเนี่ยนะครับไม่ได้ ไม่ได้ปลุกหรอกแต่บอกว่า

พี่จะลาไปแล้วเจ้าแก้วเอ๋ย
ฝากขุนช้างด้วยช่วยปลอบใจ
สิ่งใดพี่เคยทำจงจำไว้
ข้าวปลาหาให้เหมือนพี่ยัง

     เนี่ยก็ไปสั่งนกขุนทอง สั่งอะไร ตลอดจนกระทั่งจะออกจากบ้านก็อุตส่าห์สั่งต้นไม้

ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
จะรบร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี
ทั้งเกดแก้วพิกุลยี่สุ่นศรี
จำปีเอ่ยสักกี่ปีจะมาพบ

      เนี่ยอาลัยอาวรณ์มากนะครับ มีเพลงไทยหลายเพลงที่เป็นเพลงไทย เพลงไทยเดิมนะครับ บรรเลงเพลงพวกนี้เช่นเพลงแขกลพบุรี เพลงอะไรก็หลายอย่าง

     อะ! ก็ เป็นอันว่าพานางวันทองออกมาอยู่ป่าละครับ อยู่ด้วยกันมีความสุขมากอย่างกับปิกนิกอย่างนั้นแหละ มาพบกันอีกครั้งหนึ่งเนี่ย ! หลังจากทะเลาะกันเกือบตายก็มาพบกัน (หัวเราะ) อยู่กันสองคนในป่า จะว่าสองคนก็ไม่ได้ มีม้าสีหมอกอีกตัวหนึ่ง และก็ดาบฟ้าฟื้นด้วย (หัวเราะ)

     อยู่ด้วยกันจนกระทั่งนางวันทองตั้งครรภ์ มีท้องขึ้นแล้วท้องก็เริ่มโตขึ้นเป็นลำดับ ขุนแผนก็เริ่มวิตกแล้วครับ ถ้าคลอดอยู่ในป่าจะลำบากทีเดียวเลย หมอตำแยก็ไม่มีลูกที่คลอดออกมาก็จะลำบาก เพราะอยู่ในป่าคิดมากทีเดียว ท้ายสุดแก้ปัญหาโดยการพานางวันทองไปหาพระพิจิตร

     พระพิจิตรก็เป็นเจ้าเมืองพิจิตรเนี่ยครับ พระพิจิตรตอนนั้นฟังดูยศก็เป็นพระเนี่ยครับพระพิจิตร พานางวันทองไปหาพระพิจิตร เดินทางออกจากป่ามาหาพระพิจิตร ก็แสดงว่าขุนแผนแกเก่งนะ แกชำนาญทางมากเลยว่าทางไหนไปอย่างไง ออกจากป่ามาได้เลยเนี่ย

     ...สิบวันดั้นพนมพนาวา... สิบวันข้ามภูเขาออกมา แปลว่าที่ขึ้นออกมาอยู่ทางเขตไหนก็ไม่รู้แหละ แต่ว่ามีภูเขา ภูเขานี่อาจจะเป็นทางสายเพชรบูรณ์ก็ได้ อาจจะเป็นทางสายแพร่ก็ได้ ....สิบวันดั้นพนมพนาวา ชักม้าเข้าพิจิตรบุรี.... สิบวันก็มาถึงพิจิตร เดินทางมาจากตรงไหนก็ว่ากันไป

     ....พอถึงวัดจันทร์ตะวันพลบ... ตอนนี้แหละครับที่ผมค่อนข้างจะสงสัยอยู่ เพราะคำว่าวัดจันทร์นั้นกล่าวถึงบ่อยมากในเรื่องขุนช้างขุนแผน ถ้าดูจาก ถ้าดูจากเรื่องขุนช้างขุนแผนโดยทั่ว ๆ ไปวัดจันทร์หนะมันก็น่าจะอยู่ใกล้ ๆ กับพิจิตรเนี่ยแหละ พิจิตรหรือว่ามันจะอยู่พิษณุโลก พอถึงตอนที่มาถึงวัดจันทร์ก็ค่ำพอดี แวะเคารพรูปพระชินสีห์ ถ้าพูดอย่างนั้นมันแน่นอนเลยครับ ว่าผ่านมาทางพิษณุโลก แปลว่าลงมาจากแพร่หรือเปล่าเนี่ย

     ....พอมาถึงวัดจันทร์ตะวันพลบ แวะเคารพรูปพระชินสีห์.... เพราะพระพุธชินสีห์เนี่ยมีอยู่ที่พิษณุโลก ไม่ได้อยู่ที่พิจิตรนะครับ ก็แปลว่าว่าเข้าแขวงพิจิตรพิษณุโลกแวะ เอ่อ…นมัสการพระพุธชินสีห์

     แปลกแฮะทำไมไม่แวะไปนมัสการพระพุทธชินราช หรือกลัวเค้าจับได้หรืออย่างไร แต่พระพุทธชินสีห์หนะ ถ้าขุนแผนเข้าไปก็น่าถูกจับอยู่หรอก ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะอะไรหละต้องหนีมาหนะ แล้วก็ไปฆ่าขุนเพชรขุนรามอะไรที่เป็นแม่ทัพ ที่เค้าให้มาจับตัวตายอะ ฆ่าขุนเพชรขุนรามตาย เพราะฉะนั้นก็มีความผิด

     แวะมาเคารพรูปพระชินสีห์ นี่ผมกราบเรียนอย่างนี้เพื่อให้เห็นว่า อะ! มีชื่อเมือง ๆ หนึ่งเมืองพิจิตรเนี่ย และก็มีวัดจันทร์ซึ่งเราพอรู้จักกัน คงไม่ใช่พิษณุโลกมั้งจันทร์ตะวันออกจันทร์ตะวันตกเนี่ย และก็มีพระพุทธชินสีห์

     และก็มีชื่อเมือง ๆ หนึ่งที่กล่าวถึงในตอนที่แก้วกิริยาก็เป็น อ่า !… แก้วกิริยาลูกของพระยาสุโขทัยเนี่ยนะครับก็เป็นเมียขุนแผน ตอนที่แก้วกิริยาเค้ามาค้าขายอยู่ มีชื่อกล่าวถึงเมือง ๆ หนึ่งครับ

     มีชื่อเมือง ๆ หนึ่งกล่าวไว้ว่า เค้ากล่าวว่า …ซื้อขายวายล่องแต่ของถูก ลูกไม้ขนม ส้ม ลิ้นจี่... นี่ครับแก้วกิริยาแกค้าขายนะครับ แกซื้อขายโดยขึ้นล่อง และก็ของที่แกขายราคาไม่แพง ประกอบด้วยพวกผลไม้มีขนม มีส้ม มีลิ้นจี่ และตอนนั้น มีลิ้นจี่ด้วยนะดูดี ๆ เนี่ย ๆ

    ...ร้านชำทำฉลากหมากฝาดดี... แล้วก็เปิดร้านชำขึ้น แล้วก็เขียนป้ายบอกว่าร้านนี้มีหมากรสฝาดดี รสฝาดดี หมากเค้ากินรสฝาดนะเค้าไม่กินรสอื่น นางแก้วกิริยาแกเก่งนะ แกคงเรียนมาทางการตลาดสิเนาะ หรือเรียนการโฆษณามาด้วย แกถึงเขียนเอาไว้เลยว่า แกทำเรื่องการ เอ่อ แกทำ แกขายหมาก หมากแกมีรสฝาด คนปัจจุบันไม่ค่อยเข้าใจ ไม่มีใครรู้จักหมากที่เค้ากินกับพลูหรอก รู้จักแต่หมากฝรั่ง

     ...ยาบุหรี่เพชรบูรณ์ใบตองนวล... เนี่ยที่ผมนำขึ้นมากราบเรียนเพราะว่า มีชื่อคำว่าเพชรบูรณ์อยู่นะครับ มีเพชรบูรณ์ และเพชรบูรณ์มีชื่อเสียงทางยาบุหรี่ ก็คือยาเสันนะครับ มีชื่อเสียงมาแต่ไหนแต่ไรแล้วเนี่ย ยาบุหรี่คือยาเส้นครับ มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วเนี่ย

     ในช่วงที่แต่งขุนช้างขุนแผนมีชื่อเสียงมาก ยาบุหรี่เพชรบุรีใบตองนวลนี้ ก็มีชื่อเมืองอยู่สองเมือง พิจิตรเมืองหนึ่งเพชรบูรณ์เมืองหนึ่งนะครับ มีชื่อของพระพุทธรูปชื่อพระพุทธชินสีห์ จากนั้นมีชื่อวัดคือวัดจันทร์

     และอีกตอนนึงที่กล่าวถึงฑูตจากเวียงจันทร์ เข้าไปเฝ้าพระพันวษาก็ตรัสถามในเรื่องต่าง ๆ เดินทางมาลำบากไหม กี่วันจึงมาถึงจากเวียงจันทร์มาอยุธยา และจากนั้นก็ เอ่อ !.... พระเจ้ากรุงเวียงจันทร์สบายดีมั้ย อะไรต่าง ๆ เนี่ยนะครับฑูตตอบว่า

ราชฑูตสนองพระโองการ
มันราคาสะดวกสี่สิบวัน
ขอเดชะพระผู้ผ่านมไหสวรรค์
เมืองนั้นเป็นสุขไม่มีภัย

      เราพอทราบการเดินทางอย่างสบาย ๆ จากเวียงจันทร์ไปอยุธยาเนี่ย ว่าใช้เวลาทั้งหมด 40 วัน เดือนนึงกับอีก 10 วันนะครับ จากเวียงจันทร์มาอยุธยา ฑูตของเวียงจันทร์เค้าบอกอย่างนั้นเลย มาเฝ้าพระพันวษาใช้เวลา 40 วัน ก็พูดถึงเมืองเวียงจันทร์เมืองอยุธยา

     แล้วจากนั้น เอ่อ! ในตอนที่ฑูตเนี่ยจะขอให้พระพันวษาไปรับ ไปรับนางสร้อยทอง ซึ่งพระเจ้าเวียงจันทร์ถวายพระองค์ทางเชียงใหม่ พอทราบว่าทางเวียงจันทร์จะถวายนางสร้อยทอง แต่พระพันวษาก็คิดจะชิงนางสร้อยทองไป ก็เลยส่งเค้าเรียกว่าสายลับนะ เข้ามาสืบดูว่าเรื่องเป็นอย่างไงกันแน่

     สายลับคนนี้ชื่อมหาปาด ชื่อดีนะปาด ป-า-ด มหาปาด น่าจะเป็นปราชญ์ด้วยนะ มหาปาดก็มาสืบความที่เวียงจันทร์ ในตอนนั้นในเรื่องขุนช้างขุนแผนบอกถึง ถึงระยะทางจากเวียงจันทร์ไปเชียงใหม่ บอกถึงระยะเวลาที่เดินทางจากเวียงจันทร์ไปเชียงใหม่บอกว่า

     ...เจ็ดวันรีบตะบึงถึงเชียงใหม่ ลงจากม้าเข้าในพระโรงหน้า... ถ้าเดินทางเร็ว ๆ เนี่ย จากเวียงจันทร์ไปเชียงใหม่ใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้นเองแหละครับ โดยใช้ม้า ก็ไม่ไม่ช้าไม่นานหรอกครับ แต่ใช้ม้าก็ใช้เวลาเพียง 7 วัน ก็มันไม่ได้เป็นถนนหนทางอะไรดีนี่ครับ มันผ่านป่ามาตลอด

     นึกถึงคนเดินทางในยุคนั้น เค้าจำทางเก่งนะท่านนะ เลาะไปตรงนั้นออกบ้านนั้น บ้านนี้เรียกว่าชินภูมิประเทศมากทีเดียว จะมีแผนที่เขียนไว้รึเปล่าก็มิทราบ เนี่ยก็เป็นอันว่าการเดินทางจากเวียงจันทร์ไปเชียงใหม่ใช้เวลาเจ็ดวัน

     จากนั้นเอ่อ กษัตริย์ที่หลวงพระบางเนี่ย ที่เวียงจันทร์ ที่เวียงจันทร์หรือหลวงพระบางมันเป็นเมืองคู่กันนะครับ เวียงจันทร์ที่หนึ่ง หลวงพระบางที่หนึ่ง กษัตริย์ก็ได้ส่งนางสร้อยทองไปถวายพระพันวษา ก็ปรากฎว่าระหว่างที่ส่งตัวมาที่เชียงใหม่ พระเจ้าเชียงอินทร์ให้กองทัพของตัวมาตีสะกัดขบวน แล้วก็พานางสร้อยทองไปไว้ที่เชียงใหม่

     ทางฝ่ายนายด่านของไทยคือขุนไกร อันนี้คนละคนกับพ่อขุนแผนนะครับ ขุนไกรนี้เป็นนายด่านของบริเวณนั้น พอทราบเรื่องก็รีบรับส่งข่าวที่เชียงใหม่ ไปมาจับพระท้ายน้ำแล้วก็จับนางสร้อยทองไป พระท้ายน้ำก็เป็นทหารฝ่ายอยุธยา ซึ่งมาเชิญนางสร้อยทองไปเนี่ย แต่ก็ไปยังไงก็ไม่ทราบเค้าตีตัดขบวนไปได้ และก็โดนจับไปเป็นเชลยศึกที่เชียงใหม่ พร้อมทั้งพานางสร้อยทองไปด้วย

     ขุนไกรก็รีบส่งข่าวไปอยุธยา คราวนี้เส้นทางที่ขุนไกรส่งข่าวนี่นะครับ ขุนไกรนี่แกเดินทางผ่านอะไร ท่านลองฟังดูนะครับ เป็นเมืองแถวนี้ทั้งนั้นเลยแหละครับ

ข้ามทุ่งเสลียมเร่งตะเบงมา
ถึงสินาโลกพลันทันใด
บ่าหน้าม้าลงตรงธานี
ลงจูงม้าคลาไคลไปเร็วรี่

     แกสื่อข่าวแล้วทราบว่า บัดนี้เชียงใหม่ได้จับพระท้ายน้ำไปแล้ว แล้วก็พานางสร้อยทองไปด้วย ขุนไกรนี้ก็ส่งข่าวไปด้วย ขุนไกรนี้ก็เป็นขี่ม้าเร็วเลย ข้ามมาทางทุ่งเสลียม ปัจจุบันก็คือ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย

     ทุ่งเสลียมก็แปลว่าสะเดานี่แหละครับ แต่ก่อนเขียนเสลียมเลยครับ ไม่ได้เรียกเสลี่ยมหรอกครับ ข้ามทุ่งเสลียมเร่งตะเบงมา เมืองทุ่งเสลียมแต่ก่อนเรียกว่าเมืองเฉลียงนั่นแหละครับ ในพงศาวดารไทยเรียกเมืองเฉลี่ยง

     ทุ่งเสลียม ทุ่งสะเดาเร่งตะเบงมา ...บ่าหน้าม้าลงตรงธานี...อะไรหละครับมุ่งไปสู่เมืองธานี เมืองธานีนี้ก็คือเมืองสุโขทัยครับ เมืองธานีคือเมืองสุโขทัย ก็มีเรียกบ้านทางธานีคือเมืองสุโขทัยปัจจุบันเนี่ย ก็จะส่งข่าวจากทุ่งเสลียมก็มุ่งมาที่สุโขทัยที่ธานี

     ...สังคโลกฉับพลันก็ทันใด... มาถึงสังคโลกก็คือสวรรคโลกตรงนี้เส้นทางท่านดูดีๆนะครับ อ่า สังคโลกนี้ไม่ใช่อำเภอสวรรคโลกนะครับ แต่หมายถึงเมืองศรีสัชนาลัยในตอนที่แต่งขุนช้างขุนแผนเนี่ย เรียกเมืองศรีสัชนาว่าเมืองสวรรคโลก ได้ทั้งนั้นนะเรียกเมืองสังคโลกขอโทษ หรือสวรรคโลกก็ได้ เรียกศรีสัชก็ได้ เดี๋ยวจะมีข้อความซ้ำ ๆ ท่านก็จะทราบว่าเรียกได้หลายชื่อ แต่ไม่ใช่ไปที่อำเภอสวรรคโลกในปัจจุบัน

     บริเวณที่เป็นมาทางสุโขทัยเนี่ย ก็ตรงไปทางศรีสัชก่อนเส้นทางมันย้อนชอบกลนะท่านนะ ที่ย้อนนี่มันคงเป็นเพราะเส้นทางมันมีภูเขา เดินทางลำบากเลย เส้นทางที่ง่ายซึ่งอาจจะยาวหน่อย แต่มันมีหมู่บ้านก็พอจะไปได้

     ทุ่งเสลี่ยมมุ่งหน้ามาสุโขทัย ก็ไปถึงสวรรคโลก ซึ่งตอนนั้นเรียกว่าสวรรคโลก และสังคโลก หรือสวรรคโลก ในตอนนั้นก็คือเมืองศรีสัชนาลัย เนี่ยขุนไกรส่งข่าวมา

     จากนั้นจากสวรรคโลกเนี่ยเดินทางออกไปอีก ...ครั้นพ้นวัดใหม่ไปบ้านตรู่... วัดใหม่ ผมก็ไม่แน่ใจอันนี้ขอตรวจสอบสักครั้งนะครับว่าอยู่ตรงไหน วัดใหม่ไปบ้านตรู่ บ้านตรู่อีกที่หนึ่ง อันนี้ต้องประทานโทษที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ

    ...ลุถึงท่ากงลงพิงหว่า... ถึงท่ากง มาถึงบ้านกงนะครับ ท่าที่กงไกรลาส ถึงท่ากงลงพิงหว่า มาลงทางปากพิง มาลงทางปากพิง ถ้าดูดี ๆ นะครับมาตามลำน้ำยมนะครับ ถึงท่ากงลงพิงหว่า ลงปากพิงแหละ

     ...เข้าพิจิตรวังจันทร์น้ำดันซ่า รับวา เอ้ยโยนโดนเรือเจ๊ก อันนี้ดูสิครับ เข้าพิจิตรวังจันทร์น้ำดันซ่า รับวาเอ้ยโยนโดนเรือเจ๊ก เอามาลงทางปากพิง จากนั้นเข้าพิจิตรนะครับ ยังใช้คำว่าวังจันทร์นะครับ ตอนนี้ยังสงสัยอยู่ที่เดียวครับวังจันทร์แถวพิจิตรมีอันนี้มั้ย

     แล้วมาถึงตรงนี้ปรากฎว่ามีเรือแพอยู่เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือค้าขายของคนจีนที่เรียกว่าเรือเจ๊ก เรือที่มาที่ขุนไกรมาเนี่ย โยนเรือไปโดนเข้ากับเรือสินค้าของคนจีนเข้า

     นี่ก็กล่าวถึงบ้านตรู่ กล่าวถึงบ้านกงที่เรียกว่าท่ากง เอ่อ …ถึงปากพิง กล่าวถึงพิจิตร และยังมีคำว่าวังจันทร์พิจิตรวังจันทร์ วังจันทร์รู้จักแต่พิษณุโลกนะ นี่...พิจิตรวังจันทร์น้ำดันซ่า รับวาเอ้ยโยนโดนเรือเจ๊ก ... แสดงว่าเรือตรงนั้นจอดอยู่มากทีเดียว ขนาดเรือยังไปโดนเรือสินค้าเข้า

     นี่ก็เป็น อ่า…เส้นทางซึ่งขุนไกรนำข่าวลงไปอยุธยา เพื่อจะส่งข่าวไปอยุธยาว่า บัดนี้เจ้าเชียงอินทร์กษัตริย์ของเชียงใหม่นั้น ได้ตีกองทัพของพระท้ายน้ำและพาเอานางสร้อยทองไป ส่วนพระท้ายน้ำก็ไปเป็นเชลยก็เสียที่เชียงใหม่โน้น

     คราวนี้ในตอนที่ 28 นะครับ ขุนช้างขุนแผนตอนที่ 28 นะครับขุนแผนไปตีเมืองที่เชียงใหม่ ขุนแผนไปตีเมืองที่เชียงใหม่นี้ กองทัพที่ยกไปนั้นประกอบด้วยนักโทษจำนวน 35 คนท่าน เอานักโทษไปนะท่านนะ และก็มีลูกชายคือพลายงามเนี่ยไปด้วย รวมแล้วก็ไม่กี่คนหรอกครับ

     ยกกองทัพไปแต่นักโทษทั้งหมดเนี่ย ก็ได้รับการ อ่า.. เค้าคงเรียนวิชามานะครับมีการประลอง (หัวเราะ) ให้ดูด้วย แสดงฝีมือให้ดูต่อหน้าพระที่นั่ง เรียกว่ายิงไม่ออกฟันไม่เข้าหรอกครับ เก่ง ๆ ทั้งนั้นพวกนี้ ตัวเบาตัวลอยอะไรก็แล้วแต่

     ขุนแผนก็พาเดินทางทัพ อันนี้เดินทางจากอยุธยาเข้ามาเนี่ย เดินทางจากอยุธยาดูเส้นทางนะครับ ...ฟันป่าพงลงทางข้างตลิ่ง ถึงปากพิงเลี้ยวข้ามไปข้างขวา... เดินทางถึงพิจิตรมาถึงป่าพงก็ลงข้างตลิ่ง

     ...ถึงปากพิงเลี้ยวข้ามไปข้างขวา เข้าพงป่าไม้เรียกไพรพนา ถึงพาราพิษณุโลกโอคบุรี... ถึงพิษณุโลกโอคบุรี ใช้ชื่อเมืองคู่กันเลยครับ แต่ไม่เรียกว่าพิษณุโลกอย่างอื่นเรียกพิษณุ-โอคบุรี โอคะเนี่ยเข้าที่นี่ไปทั้งนายไพร่ ไปวัดมหาธาตุไหว้พระชินราช ชินสีห์

     ทัพของขุนแผนที่ยกมาเนี่ย มาถึงพิษณุโลก มาถึงพิษณุโลกก็ไปที่วัดพระศรีมหาธาตุในปัจจุบันนี้ครับ ไปเพื่อนมัสการพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ ปัจจุบันพระพุทธชินสีห์ก็อยู่ที่กรุงเทพแล้วนะครับ เหลือแต่พระพุทธชินราช แต่ตอนที่ขุนแผนไปไหว้นั้นก็ไหว้ทั้งพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์

     เนี่ยศึกพอมาถึงพิษณุโลก เส้นทางออกจากพิจิตรเข้าทางปากพิงแล้วก็มาที่พิษณุโลก มาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตอนนั้นเรียกว่าวัดมหาธาตุ มานมัสการพระพุทธชินราชพระพุทธชินสีห์

     และในเรื่องนี้แต่งเป็นฉากนะฮะ ใช้เป็นฉากให้ขุนแผน พลายงาม และก็ไพร่หลที่ยกมาเนี่ยเข้ามาที่เมืองพิษณุโลก พอพักไพร่หายเหนื่อยเมื่อยล้า มาพักที่พิษณุโลกพอประมาณ จนกระทั่งไพร่พลเริ่มหายเหนื่อยก็เริ่มยกพลต่อมาเมืองพิชัย

    จากพิษณุโลกเนี่ยเขายกทัพไปพิชัยเส้นทางนี้ ผมคิดว่าใช้เป็นเส้นทางเดินทัพมานานแล้ว แม้แต่ในเรื่องญวนพ่ายผมก็คาดว่าตามพิษณุโลกที่ยกขึ้นไปตามแควน่านเนี่ย คงไปที่พิชัยนะครับ นี่ก็มาที่พิชัยยกมาถึงเมืองพิชัย เมืองพิชัยนี้ก็เป็นเมืองใหญ่แหละครับ ยกพลไปตรงนั้น

     ยกข้ามฟากไปจากเมืองพิชัยไปถึงบ้านไกรป่าแฝก แล้วแยกมา ตรงนี้สิครับที่ฟังดูแล้วก็ เส้นทางถ้าเขียนแผนที่มันย้อนอยู่ชอบกล จากเมืองพิชัยเนี่ย ทัพของขุนแผนกับพลายงามเดินทางไปถึงบ้านไกรครับ บ้านไกรปัจจุบันก็อยู่ในอำเภอกงไกลาสนะครับ ทำไมถึงได้ย้อนทัพกลับมาอย่างนี้ เป็นไปได้ไหมว่า เส้นทางจากพิษณุโลกที่จะไปบ้านไกรโดยตรงเนียะ มันเต็มไปด้วยน้ำเพราะงั้นไปไม่ได้ ต้องอ้อมไปทางเมืองพิชัยเสียก่อน

     จากพิษณุโลกยกทัพไปพิชัย จากพิชัยก็เดินทางไปบ้านไกร บ้านป่าแฝก ทั้งบ้านไกรทั้ง บ้านแฝกก็ขึ้นกับอำเภอกงไกรลาสนะครับ เป็นบ้านแต่โบราณมาทีเดียวป่าแฝกเนี่ยะ มีชื่อในขุนช้างขุนแผน บ้านไกรมีชื่อในขุนช้างขุนแผน คือบ้านมันมีไกรกลาง ไกรนอก มีหลายบ้านที่บ้านกงเนี่ยนะครับ เส้นทางตรงนี้เป็นเส้นทางกองเดินทัพที่ผ่านบ้านกงเนี่ย บ้านกง บ้านไกร ป่าแฝกเนี่ยนะครับ ถึงบ้านไกรป่าแฝก แล้วแยกมาจากพิชัยไปบ้านไกรแล้วไปป่าแฝก

     ...วันหนึ่งถึงศรีสัชนาลัย... ไอ้ที่แปลกคือเดินทัพจากป่าแฝก เดินทางไปศรีสัชเนี่ยแค่วันเดียวนะท่านนะ ก็คงออกเส้นทางลัดนะครับ วันหนึ่งถึงเมืองศรีสัชนาลัย ศรีสัชนาลัยนี่ก็คือสวรรคโลก แม้แต่ในเรื่องขุนช้างขุนแผนก็เรียกชื่อเมืองเดียวกันเนี่ยเป็นสองอย่าง

     วันหนึ่ง เดินทางวันเดียวแค่นั้นจากเอ่อ ป่าแฝก จากบ้านไกร บ้านป่าแฝกก็ถึงเมืองศรีสัชนาลัย ...กรรมการผู้ใหญ่รับพร้อมหน้า เลี้ยงดูรับรองตามท้องตรา พักอยู่สามเวลาในธานี...

     สังเกตดี ๆ ว่าบางทีเราเรียกเมืองศรีสัชนาลัยว่าเมือง"ธานี"นะครับ แล้วสุโขทัยเราก็เรียกว่า"ธานี" ที่สองเมืองนี้ เพราะงั้นเมื่อสักครู่นี้ที่ขุนไกรเนี่ยะมุ่งไปเมืองธานี และก็ไปถึงเมืองสังคโลกธานี ในที่นั้นที่ผมพูดว่าคือสุโขทัยเนี่ย อาจจะหมายถึงศรีสัชก็ได้ เพราะสังคโลกหรือสวรรคโลกเองก็คือเมืองศรีสัช ฟังดูมันซ้อน ๆ กันอยู่นะครับ ท่านผู้ฟังก็คงจะงงเหมือนกันว่า ทำไมมันเรียกชื่อกันแปลก ๆ เรียกธานีก็ได้เรียกศรีสัชนาลัยก็ได้ เรียกสังคโลกก็ได้ ในขุนช้างขุนแผนเนี่ยเรียกตั้งสามเมือง ซึ่งก็คือเมืองศรีสัชนาลัยนั่นเอง ไม่ใช่อำเภอสวรรคโลกปัจจุบันนะครับ มันซ้อน ๆ กันอยู่ชอบกล

     แล้วพักอยู่ตั้งสามวันที่เมืองนั้นนะครับ พักอยู่ที่เมืองศรีสัชนี่สามวัน จากนั้นก็ยกออกจากเมืองศรีสัช แต่ตอนยกออกจากเมืองศรีสัชเนี่ย ไม้ได้บอกว่ายกออกจากเมืองศรีสัชแต่ใช้คำว่า ...ยกออกนอกเมืองสวรรคโลก... โอ้โห ! ตกลงเมืองศรีสัชนาลัย เมืองสังคโลก เมืองสวรรคโลก เนี่ย เรียกกันเป็นสามชื่อในยุคที่แต่งเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ เพราะในนี้บอกว่า ...ยกออกนอกเมืองสวรรคโลก ข้ามโคกเข้าป่าพนาศรี...

     ...ยกออกนอกเมืองสวรรคโลก... เส้นทางเดินทัพท่านดูสิครับ จากปากพิงเข้าพิษณุโลก จากพิษณุโลกไปพิชัย จากพิชัยไปบ้านไกร บ้านป่าแฝกอำเภอกงไกรลาส สุโขทัยปัจจุบันนี้นะครับ แล้วจากนั้นจากบ้านป่าแฝกเนี่ย ก็ใช้เวลาเดินทางวันเดียวเท่านั้นครับ ก็ถึงเมืองศรีสัชนาลัย กองทัพขุนแผนพลายงามก็พักอยู่ที่ศรีสัชนาลัยหรือสวรรคโลกเป็นเวลาสามวัน

     จากนั้นก็ยกกองทัพออกจากเมืองสวรรคโลก ตอนนี้ ...ข้ามโคกเข้าป่าพนาศรี...ป่าทั้งหมดแหละครับ สมัยก่อนไม่ได้เป็นถนนดี ๆ อย่างเดี๋ยวนี้นี่ครับ แล้วเส้นทางเขาไปไหนครับ ที่จะไปตีเชียงใหม่ออกจากศรีสัชนาลัย หรือสวรรคโลก หรือสังคโลก

     แล้วเส้นทางเขาไปทางนี้ ...ตัดข้ามเขตระแหงมาแขวงเถิน..ระแหงก็คือตากครับ เมืองตากจังหวัดตากเราเนี่ย เพราะงั้นจากศรีสัชก็เข้าไปที่ เข้าไปที่ระแหง ย้อนเลยที่เดียวนะท่านนะ ผมก็ยังสงสัยว่าเหตุใดไม่ยกจากเมืองนครสวรรค์เนี่ย ขึ้นไปตามลำน้ำปิง แล้วไปเข้าระแหงแล้วมันจะเร็วกว่า

     ไอ้ที่เขาไม่ไปทางนั้นมันเพราะอะไร เพราะในเรื่องที่ผูกเอาไว้ว่า ขุนแผนนั้นฝากม้าสีหมอกไว้ที่พระพิจิตรนะครับ เพราะงั้นต้องมารับเอาม้าสีหมอกก่อน แล้วในเรื่องก็เลยกำหนดให้พลายงามเนี่ย เขาพบกับศรีมาลาที่พิจิตรด้วย เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นคงยกไปทางกำแพงเพชร ออกไประแหงโน้นนะครับไปตากนั่นนะฮะ

     ...ตัดข้ามเขตระแหงมาแขวงเถิน... จากเขตระแหงมาแขวงเถิน เขตระแหงไม่ได้แปลว่าแบ่งเป็นเขตเป็นแขวง อย่างนั้นหรือเปล่าเนี่ย ถ้าเขตระแหงมันก็ใหญ่กว่าแขวงเถิน เพราะเขตมันใหญ่กว่าแขวง หรือว่าข้ามเขตจากแขวงระแหงมาแขวงเถินก็ ท่านก็คิดได้เลยนะครับ จะเอายังไงก็ไม่ว่าอะไรหรอก เพราะในเรื่องขุนช้างขุนแผนก็ไม่ได้เอาความจริงเป็นหลักมากนักหรอก

     จากตากก็มาถึงเถิน โอ้ย ระยะทางไม่ใช่น้อยนะท่านนะ นั้นนะถ้าเดินรถยนต์วิ่งเร็ว ๆ ขนาดทางสี่เลนก็ตั้งหนึ่งชั่วโมงนะท่าน หรือสี่สิบห้านาที บางคนขับเร็วเต็มที่เนี่ยระยะทางก็ตั้ง 97 กิโลเมตร นี่ก็มาจากระแหงมาเถิน

     ไอ้ก่อนที่จะมาจากระแหงมาโน้นนะครับ สวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัยหรือสังคโลก เส้นทางตรงนั้นคงจะน่าดูทีเดียว ผมไม่ทราบว่าย้อนไปทำไม เพราะในปัจจุบันนี้มันก็มีเส้นทางต่อกันอยู่นะครับ ระหว่างศรีสัชนาลัยซึ่งจะข้ามมาทางเขตของเถินนี่ ก็มาได้แต่นี่เขาเข้าไปทางระแหงก่อน

     ถามว่าทำไมคำตอบก็คือ แต่ก่อนเขาเดินทางกันอย่างนี้ ก็ถ้าตอบอย่างนี้ก็ไม่ต้องถามอะไรต่อ สบายดีเหมือนกันนั้น ก็คือทางเดินจากสวรรคโลกไประแหง จากระแหงก็ไปเถิน นี่ในเรื่องขุนช้างขุนแผนนะครับ เดินเลยขาเยื้องเข้าเมืองไม่ไปถึงเถินนี่นะ กองทัพของขุนแผนพลายงามเนี่ยไม่เข้าไปในเมืองเถิน

     ...สิบสี่วันดั้นเดินดำเนินไพร เกือบจะถึงเชียงใหม่อีกสองวัน...เดินทางจากศรีสัชนาลัยหรือสวรรคโลกหรือสังคโลก ไปทางเขตของระแหง เข้ามาเมืองเถินเนี่ยนะครับใช้เวลาเดินทางทั้งหมดสิบสี่วัน ก็จะเหลือระยะทางที่เหลือห่างจากเชียงใหม่เพียงสองวันก็ถึง แสดงอยู่ใกล้ ๆ เขตลำพูนนะครับ อยู่แถว ๆ นั้น

     เดินเร็วแฮะกองทัพตรงนั้น ไม่รู้ว่าเขาเดินกันยังไง เป็นไปได้ว่าเขาตัดเขานะฮะ มันก็เลยรวดเร็วขึ้นขึ้นเขาปุ๊บ มันก็ขวางไปขวางมา ถนนมันต้องอะไรหละครับ พยายามลัดเลาะ แต่นี่เขาตัดไปเลยมันก็คงจะเร็วเข้า 40 วันจากสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย ก็ไปถึงบริเวณที่เหลืออีก 2 วันก็จะถึงเชียงใหม่

     โอ้...นี่เดินทางกันไม่ใช่เล่นเลย เดินทัพแต่ก่อนเนี้ย หลายท่านก็สงสัยว่า แล้วเสบียงอาหารเนี่ย เขาทำกันประการใดนะเนี่ย พวกเสบียงอาหารสมัยก่อนนี้นะครับ

     สิ่งที่เขาจะนำไปในกองทัพเนี่ย ก็ประกอบด้วยข้าว อันนี้เป็นหลัก ข้าวที่เอา เอาไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นข้าวตากนะครับ เป็นข้าวตากนะฮะตากเอาไว้ พอเวลาที่จะกินก็จัดการเอาใส่ในกระบอกไม้ไผ่ เอาน้ำใส่ไป แล้วก็เผา แค่นั้นแหละครับนิดเดียวแค่นั้น เท่านั้นข้าวตากก็จะเป็นข้าวสุก

     ส่วนอาหารที่จะเอาไปด้วยก็จะเป็นอาหารแห้ง ประกอบด้วยเกลือเป็นส่วนประกอบ ก็มีข้าวกับเกลือสองอย่างนี้ก็พอแหละ นอกนั้นก็หาได้ในป่า เพราะตอนที่กองทัพออกจากสวรรคโลก พอไปหยุดพักปั๊บเนี่ย ทหารเขาก็ออกไปหาอาหารเองนะครับ ในป่ามีอาหารมาก

     ในเรื่องขุนช้างขุนแผนบอกเอาไว้เลยว่า พอออก พอพักทัพปั๊บเนี่ยทหารเขาก็ ...บ้างเก็บผักหักฟืนบ้างยืนเยี่ยว บ้างก็เที่ยวค้นคว้าหาเป็ดไก่... เพราะทั้งเป็ดและไก่ในป่านี้เนี่ยมีมากมายเลย นกเป็ดน้ำ เป็ดน้ำเป็ดผี ไก่ป่า ไก่อะไรเนี่ยมากมายเลย

     สมัยก่อนเสบียงอาหารแบบนี้หาได้ อาหารสดเนี่ย อาหารที่จะหาไม่ได้คือข้าว เพราะงั้นเวลาจะทำสงครามต้องมีการทำนาไว้ก่อน และก็ข้าวที่จะเอาไปเป็นข้าวตากเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็นำเกลือไปด้วย มีสองอย่างนี้แค่นั้นก็ออกไปทำสงครามได้แล้ว เพราะอาหารทั้งปลาทั้งเนื้อทั้งไก่ ทั้งเป็ดนี้ มันพอหาได้และก็หาได้ง่ายด้วยนะครับไม่ยากอะไร

     นี่ก็เป็นเป็นเรื่องในสมัยก่อน การเดินทัพในสมัยก่อนสิบสี่วันแค่นั้นเองครับ ก็ไปถึงที่ที่ห่างจากเชียงใหม่เพียงสองวันก็จะถึง แต่ก่อนไม่วัดเป็นระยะทางว่ามันเป็นกี่เส้นกี่อะไรนะท่านนะ นิยมพูดว่าเป็นวัน เพราะถือว่าการเดินทางนั้นเอาเวลากำหนดดีกว่าบอกระยะทาง

     ก็เลยนึกถึงว่าเวลาเราจะไปไหน บางทีเราถามว่าทางกี่กิโลเมตร อีกนานไหมกว่าจะถึงเขา จะตอบได้เป็นเวลาว่า จะถึงเวลาเท่าไร ไม่เหมือนกับสุนทรภู่ที่ไปถามคนเพชรบุรีว่า จะไปตรงนั้นถึงตรงนี้จะนานไหม คนเพชรก็ตอบว่า ถ้าไปเร็วก็ถึงเร็ว ถ้าไปช้าก็ถึงช้า (หัวเราะ) วันหลังผมจะเอากลอนอันนี้มาให้นะครับ มานำเรียนเสนอท่านนะครับ

     นี่ก็จะอีกสองวันก็จะถึงเชียงใหม่ ก็ไปหยุดอยู่ตรงไหนและอีกสองวันจะถึง และในนี้บอกว่า ...หยุดหนองโคกเต่าไม่เข้าบ้าน... บริเวณนี้ชื่อหนองโคกเต่านี้ มันจะตรงไหนก็งงอยู่พอสมควร เพราะทางเหนือนี้เค้าว่าโคกมันก็ไม่ค่อยจะมีซะด้วย อันนี้ก็คงจะต้องค้นกันอยู่หล่ะ หนองโคกเต่าเนี่ยทางจะเข้าเชียงใหม่อีกสองวัน จากศรีสัชนาลัยเนี่ยครับเดินไป 14 วันก็ถึงหนองโคกเต่า แล้วเขาก็เลยพักทหารตั้งกองริมหนอง ริมหนองนั้นหนองน้ำเนี่ยหนองโคกเต่าเนี่ย ก็ให้พักผ่อนทหารที่นั่นตั้งทัพอยู่ที่นั้น และจากนั้นทั้งพลายงามทั้งขุนแผนก็ไปปลอมพลนะครับ แต่งตัวเป็นชาวล้านนาเข้าไปเมืองเชียงใหม่อย่างเนี่ย

     คราวนี้ดูเส้นทางอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ขุนแผนพลายงามตีเมืองเชียงใหม่ได้เแล้ว ก็เชิญพระเจ้าเชียงใหม่ลงมาที่อยุธยาด้วยนะครับ สร้อยฟ้าก็ตามมาด้วยในตอนนั้น ในขากลับนี้ก็แวะที่พิจิตรตามเคย

     คราวนี้เจ้าเชียงใหม่นั้นเมื่อมาอยุธยา พระพันวษาก็โปรดให้ไปครองเมืองเชียงใหม่ตามเดิม ให้ไปครองเมืองเชียงใหม่ตามเดิมนะครับ กษัตริย์เชียงใหม่พระเจ้าเชียงอินทร์ก็เดินทางกลับ ทีนี้ดูทางกลับจากอยุธยาเนี่ยก็มาทางเรือมาทางบก

     มาทางเรืออะไรก็แล้วแต่เถอะครับ เส้นทางที่ข้ามบ้านย่านแขวงเมืองอินทร์พรหมเนี่ย ไปตั้งต้นเอาตรงนี้ ข้ามบ้านย่านแขวงเมืองอินทร์พรหม เมืองอินทร์พรหมก็คือเมืองอินทร์พรหมในปัจจุบัน

     เมืองพรหมก็พรหมบุรีในปัจจุบันนี่นะครับ เวลาเรานั่งรถจากพิษณุโลกเข้ากรุงเทพเนี่ย ผ่านปลวกสูงแยกพิจิตรเข้าไปผ่านนครสวรรค์ ระยะทางพิษณุโลก-นครสวรรค์ก็ 112 กิโลเมตรเนี่ย จากนั้นจากเส้นทางนครสวรรค์ที่จะไปกรุงเทพที่อินทร์บุรี พรหมบุรีนะท่านนะ เมืองพรหมบุรี อินทร์บุรีเนี่ยทางนี้ผ่านทีเดียวแหละครับ

     เจ้าเชียงใหม่กลับมาก็ผ่านเมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมนี้ก็เหมือนกัน แขวงเมืองอินทร์แขวงเมืองพรหม ข้ามบ้านผ่านแขวงเมืองอินทร์พรหม ชัยนาทมโนรมย์ เรียกเมือง เรียกเมืองคู่ว่า ชัยนาท-มโนรมย์ อันนี้ไม่ใช่เมืองเดียวกัน เพียงแต่อำเภอมโนรมย์มันก็อยู่กับจังหวัดชัยนาทแค่นั้นแหละครับ

     ก็ผ่านเมืองมา 4 เมืองนะครับเนี่ย ที่เจ้าเมืองเชียงใหม่ย้อนมาจากอยุธยาจะไปเชียงใหม่ ผ่านเมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี เมืองชัยนาท เมืองมโนรมย์ พ้นนครสวรรค์แปรไปเป็นแควใหญ่นี่ ก็ผ่านมาถึงชัยนาทมโนรมย์ก็เข้านครสวรรค์ ก็คงจะผ่านบริเวณท่าน้ำอ้อยนั่นนะแหละครับ แม่น้ำเจ้าพระยานั้นแหละครับ

     แสดงว่ามาทางเรือ มาทางเรือทางเดียวแหละครับเนี่ย ถึงนครสวรรค์แล้วจาก ...นครสวรรค์ก็แปรไปแควใหญ่... แควใหญ่ในที่นี้ ก็คือแม่น้ำครับ ในช่วงที่มาถึงนครสวรรค์นั้น แม่น้ำน่านกับแม่น้ำยมนี่มันรวมกันแล้ว เพราะว่ามันไปเกยกันที่เกยชัยไงฮะ ที่ตำบลเกยชัย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

     ...พ้นนครสวรรค์แปรไปแควใหญ่... ในยุคนั้นปัจจุบันไม่ได้เรียกว่าแควใหญ่แล้วนะครับ ถึงนคร..พ้นนครสวรรค์แปรไปแควใหญ่ เข้าปากน้ำเกยชัยในสาขา... ไปถึงเกยชัยมาแล้วครับ ตอนนี้เกยชัยที่ชุมแสงเขาเรียกปากน้ำเกยชัย ทีเรียกว่าปากน้ำก็เพราะอะไร ก็เพราะตรงนั้นน้ำน่านกับน้ำยมพบกันเข้า

     พอไปถึงเกยชัยเนี่ยก็ไปตามลำน้ำลองดูสิ ไปสายไหนนะครับ ...ถึงบางคลานไม่รอถ่อนาวา ... ออกไปทางบางคลานนะครับ ออกทางบางคลาน แสดงว่ามาแม่น้ำอะไรเนี่ยครับ ถึงบางคลานแล้วจนถึงหน้าเมืองพิจิตรบุรี มาถึงพิจิตรข้ามแม่น้ำน่านมาพิจิตร

     มาถึงพิจิตรดูนะครับจากเมืองอินทร์บุรี พรหมบุรีผ่านชัยนาท มโนรมย์ นครสวรรค์ จากนั้นเข้าแม่น้ำน่าน แควใหญ่ เนี่ยนะฮะมาถึงเกยชัย จากนั้นมาถึงบางคลาน

     บางคลานไงครับ วัดบางคลานของหลวงพ่อเงินไง หลวงพ่อเงินบางคลาน เกจิที่มีชื่อเสียงนะ แต่ในยุคนั้นยังไม่มีนะครับ

     มาถึงบางคลาน จากนั้นก็มาถึงหน้าเมืองพิจิตรบุรี มาถึงพิจิตรแล้วเดินทางกันทางเรือ แล้วเดินทางเนี่ยก็ลำบากพอสมควร เพราะการเดินเรือขึ้นนะครับ เรือขึ้นเนี่ยต้องทวนกับกระแสน้ำนะฮะ ไม่ใช่ธรรมดาทีเดียวหละ ฝีพายก็คงจะเหนื่อยกันทีเดียว ...ไม่รอถ่อนาวา... ใช้นี้เลยครับไม่หยุดเลยหละ ถึงบางคลานนี่ไม่หยุด เร่งเรือขึ้นมา เพราะจะรีบกลับเชียงใหม่นะครับ

     จากนั้นจากพิจิตรนี้ต่อไปตรงไหนท่านดูนะครับ ข้อความบอกว่า ...กระบวนเรือน้อยใหญ่ก็ไคลคลา เข้าคลองพิงมาหาช้าไม่... กองเรือเนี่ยมาเข้าทางคลองพิง คลองพิง ปากพิงเนี่ยครับที่จะต่อไปแม่น้ำยม มาทางปากพิงนี่เองนะครับ

     แต่ก่อนหน้านั้นเนี่ย ให้คนส่วนหนึ่งขึ้นบกไปรอเจ้าเชียงอินทร์หรือเจ้าเชียงใหม่เนี่ย ให้ไปรอหน้าเมืองสัชนาลัย ฝ่ายหนึ่งขึ้นบกไปสัชนาลัย แต่ถ้าไปทางเรือก็ไปคลองพิงเลยนะครับ กระบวนเรือก็มาทางคลองพิง

     ...ตกท่ากงลงทางน้ำยมไป... ไปถึงบ้านกง ท่ากงกับกงไกลาสอีกแล้วครับ กงไกลาสน้ำยมนี่แหละครับ ไปถึงท่ากง ที่ผมพูดคำว่าท่ากงนี่คงเป็นกงไกลาสนะท่านนะ ถ้าท่านผู้ฟังที่เอ่อ…รู้จักท่ากงแล้วมันไม่ใช่กงไกลาส ก็กรุณาโทรมาบอกผมด้วยก็ได้นะครับ หรือกรุณาเขียนบอกสักหน่อยว่าที่ผมพูดหนะมันผิด(หัวเราะ)

     ท่ากงมันมีสถานที่ต่างหาก เพราะมันจะมีคำว่าคลองพิงคือปากพิงเนี่ย แล้วออกไปท่ากง ซึ่งน้ำยมอันนี้มันถูกต้องแล้วและน้ำยมเนี่ยนะครับ ...พ้นบ้านใหม่ไม่ช้าถึงท่าเรือ... ออกจากบ้านใหม่ก็ถึงท่าเรือบ้านใหม่ ในที่นี้ท่าเรือบ้านใหม่อะไรอันนี้ตอบยากมาก มาจากบ้านกง ตรงนี้เข้าบ้านใหม่อะไรนะครับ และก็ไปถึงท่าเรือ ท่าเรือนี้ก็คือท่าเรือของเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งบริเวณนั้นเป็นแก่งหลวงเนี่ยะครับ ก็ไปถึงที่นั่น

     นี่ทัพเจ้าเชียงใหม่ ...ฝ่ายผู้รั้งสังคโลก กรมการ..เอ่อ…เนี่ย เรียกเมืองเนี่ยครับ ให้พรรคพวกหนะให้ไพล่พล ไม่ใช่พรรคพวกประทานโทษ เจ้าเชียงอินทร์หรือเจ้าเชียงใหม่ให้ไพร่พลเนี่ย ไปรออยู่ที่หน้าเมืองสัชนาลัยหรือเมืองศรีสัชนาลัยหรือเมืองสวรรคโลก แล้วจากนั้นพระองค์เองก็เดินทัพทางเรือ ไพร่พลไปทางบกพระองค์เดินทัพทางเรือก็ไปถึงสวรรคโลก

     ผู้รั้งเมืองสังคโลกหรือสวรรคโลกเรียกได้สองอย่าง ...ผู้รั้งเมืองสังคโลกกรมการ รักษาด่านพระนครข้างตอนเหนือ ... ด่านพระนครด้านตอนเหนือบริเวณสุโขทัย สวรรคโลก ศรีสัชฯ พิษณุโลกเนี่ย เราเรียกว่าเป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือนะครับ บริเวณนี้เป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือ เพราะฉะนั้นจากเส้นทางนี้เจ้าเชียงใหม่ก็เดินทางเข้ามาจนถึงเมืองสวรรคโลก

     มาดูเส้นทางนะครับ ท่านลองจับเส้นทางดูใหม่อีกครั้ง ลองทวนอีกนิดนึงนะครับ ว่าการเดินทางสมัยก่อนเดินทางประการใด จากอยุธยามาทางเรือ ผ่านเมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี เมืองชัยนาท เมืองมโนรมย์ ตามลำดับนะครับ

     ...ข้ามบ้านผ่านแขวงเมืองอินทร์พรหม ชัยนาทมโนรมย์ลำดับมา... จากมโนรมย์ก็เข้านครสวรรค์ ...พ้นนครสวรรค์แปรไปแควใหญ่... เข้าถึงนครสวรรค์ จากนครสวรรค์ก็ไปตามลำน้ำน่าน ตอนนั้นน้ำน่านกับน้ำยมเนี่ยมันรวมกัน แล้วไปตามแควใหญ่ ...เข้าปากน้ำเกยชัยในสาขา... ไปถึงปากน้ำเกยชัยที่ตำบลเกยชัย อำเภอชุมแสง เข้าถึงปากน้ำตรงนั้นจากนั้นก็ต่อไป ...ถึงบางคลาน ไม่รอต่อนาวา... มาบางคลานทันทีเลยนะครับ ...จนถึงหน้าเมืองพิจิตรบุรี... ก็มาถึงพิจิตร

     พอถึงพิจิตรเนี่ยเจ้าเชียงใหม่ก็ให้ เอ่อ...ไพร่พลเดินทางไปทางบก ให้ไปรออยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัย แสดงว่าทางบกคงจะเร็วกว่านะครับ ก็ให้ไปทางบกถึงศรีสัชนาลัย ส่วนพระองค์นั้นเสด็จทางเรือ ทางเรือก็ผ่านเข้าทางปากพิง จากปากพิงก็ไปถึงบ้านกง บ้านกงที่แม่น้ำยมเนี่ยครับ บ้านกงก็อำเภอกงไกรลาสแล้วเนี่ย บ้านกง จากบ้านกงไปบ้านใหม่

     ตรงนี้ผมยังเดินทาง ถ้าหากว่า แต่คงไม่ใช่บ้านใหม่สุขเกษมอะไร เพราะทางมันย้อนครับ ถ้าหากผู้ฟังพอจะทราบเส้นทางนี้ ก็กรุณาเขียนมา เอ่อ...สังสรรค์กันก็ได้นะครับ จะได้ทราบว่าอยู่ตรงไหนด้วย

     จากบ้านใหม่ก็ไปถึงท่าเรือ ท่าเรือของเมืองสังคโลกหรือเมืองสวรรค์โลกหรือเมืองศรีสัชนาลัยอันเดียวกันนะครับ นายด่านเขาก็มารอรับ นายด่านทางเหนือเขาก็อยู่ที่สวรรคโลก

     เนี่ยจะสังเกตุเห็นว่า นายด่านคนที่มาแจ้งข่าวเรื่องเชียงใหม่ได้ตีทัพพระท้ายน้ำนั้นก็มาสายนี้นะครับ แต่เขามาทางทุ่งเสลี่ยมนะท่านนะ จากทุ่งเสี่ยมแล้วก็ตัดเข้ามาเมืองศรีสัชนาลัยเหมือนกัน แสดงว่าเมืองศรีสัชนาลัยเนี่ยเป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองหน้าด่านด้วย ที่จะให้ทัพของเชียงใหม่มาอยุธยา หรือเชียงใหม่มาพิษณุโลก หรืออยุธยา หรือพิษณุโลกไปเชียงใหม่ จะต้องผ่านศรีสัชฯ

     ด้วยเหตุนี้กระมังครับ เขาก็เลยเข้าใจว่าเมืองศรีสัชฯนะ คือเมืองเชียงชื่น ซึ่งเป็นบริวารของเชียงใหม่ เพราะเชียงใหม่มีเมืองบริวารทั้งหมด 9 เมือง จึงเรียกว่านพบุรีเนี่ยฮะ มีถึง 9 เมือง เริ่มต้นตั้งแต่เมืองโยนกเชียงแสนนะครับ ลงมาจนถึงเมืองสุดท้ายคือเมืองเชียงชื่น แต่ถึงกระนั้นก็ท่านนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และก็ปราชญ์ของเราก็เข้าใจกันเสมอครับ ว่าเมืองเชียงชื่นนั้นก็คือเมืองศรีสัชนาลัยนี่เอง มันจะเป็นไปได้หรือเปล่าเดี๋ยวค่อย เอ่อ...อภิปรายกันอีกทีในเรื่องนี้นะครับ

     ก็เป็นอันว่า ตอนนี้นั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งมีพระนามว่าเจ้าเชียงอินทร์เนี่ย ก็มาประทับอยู่ที่เมืองสังคโลกหรือสวรรคโลกหรือเมืองศรีสัชนาลัย ก็เตรียมเดินทางกลับเชียงใหม่ ท่านฟังเส้นทางแล้วก็...โอ้โฮ มันยาวนะครับเส้นทางเนี้ย เดินทางกันหลายวัน

     ด้วยเหตุเส้นทางยาวนี่แหละครับ ผู้ที่เดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งเนี่ย จึงใช้เวลาในการชมไม้ ชมนก ชมปลา ทั้งชมไม้ ชมนก ชมปลา ถ้าไปทางเรือก็ชมปลา ถ้าไปทางบกก็ชมไม้ ชมนก

     ไม้กับนกเป็นของคู่กัน คนแต่ก่อนนั้นรู้จักไม้หลายชนิด แล้วก็สามารถที่พูดถึงต้นไม้นั้นได้เป็นอย่างดี เป็นการชมนกชมไม้ อ่า...ฟังแล้วก็เพลิดเพลินเจริญใจตามไปด้วยทีเดียวนะท่านนะ ชมนกชมไม้เนี่ย

     ทำไมต้องชมนกชมไม้หละ ก็มันเดินทางไกลหนะท่าน แล้วก็ผ่านป่าทั้งหมดไม่ได้มีอย่างอื่น นี้ถ้าเป็นท้องทุ่งก็ชมนกไปถ้าอยู่ในป่ามาก ๆ ที่มีไม้อยู่ แล้วก็ว่ากันไปนะครับ

     นี่ก็เดินทางผ่านไป จากนั้นก็ขึ้นบกยกออกจากเมือง ผ่านทางเดินไปแล้ว 7 วันถึงแคว้นแดนนคร แดนนคร นครก็คือเมืองลำปาง
....ท้าวพระยารักษาเมืองลำปาง ต่างก็มาพร้อมพรั่งดั่งแต่ก่อน.... ก็มาอยู่กันตรงนี้มาเฝ้าเจ้าเชียงอินทร์ นี้ก็เป็นเส้นทางเดินทัพ เส้นทางเดินทางกลับจากอยุธยาไปเชียงใหม่ครับ

     พอดีหมอเวลาครับท่านผู้ฟัง ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>