วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 64 เรื่อง ชื่อเมือง พิษณุโลก
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ

     เมื่อวันที่ 22 - 23 ที่ผ่านมานี่ครับ กรกฎาคมนี่ วันพุธที่ผ่านมานี่ มีการจัดสัมมนาชื่อว่า "ชำระประวัติศาสตร์แคว้นสุโขทัยกรณีเมืองพิษณุโลก" ฝ่ายจัดขึ้นก็คือ งานนโยบายและแผนงานมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดขึ้น ก็มีท่าน ดร.ดิเรก ท่าน ดร.ธีรากร ได้เชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงมาก เก่งมากทีเดียวนะครับ ในเชิงของประวัติศาสตร์

     ก็มีคุณสุจิตต์ วงศ์เทศ ซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือศิลปวัฒนธรรม อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม อาจารย์พิเศษ เจียจารพงษ์ และก็อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แต่ละท่านก็ได้คร่ำอยู่ในวงประวัติศาสตร์และโบราณคดี ก็มาบรรยาย

     ผมมีความสนใจมากครับก็เข้าไปฟังด้วย เริ่มแรกเลยทีเดียวเนี่ย ผมก็ขออนุญาตว่า คงจะได้ถ่ายทอดนำเสนอที่ท่านผู้อภิปราย ได้อภิปรายไปโดยสำนวนของผมเองนะครับ ขณะเดียวกันก็มีเอกสารประกอบ

     เอกสารที่ประกอบนี่ก็คุณสุจิตต์ วงศ์เทศทำขึ้น รวมข้อเขียนไว้ต่าง ๆ นานาทัศนะ มีหลายทัศนะเกี่ยวกับพิษณุโลก อาจารย์ศรีศักดิ์ท่านก็เสนอแนะว่า ถ้าจะศึกษาเรื่องพิษณุโลก ควรเริ่มต้นด้วยการศึกษาวรรณคดีเรื่อง "ยวนพ่าย"

     ท่านใช้คำว่าเรื่องยวนพ่าย ซึ่งเป็นหนังสือที่เก่าทีเดียว สำนวนภาษาก็เก่าแก่ ยากนะครับ แม้จะเรียนภาษาไทยก็เถอะ อ่านก็ลำบากเหมือนกัน ท่านบอกควรจะเริ่มต้นตรงนั้น

     หนังสือยวนพ่ายนั้น ก็กล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ กล่างถึงชื่อเมืองต่าง ๆ ได้แม่นยำ และก็พอจะไขประวัติความเป็นมาของเมืองพิษณุโลกได้บางส่วน

     จากนั้นท่านวิทยากรหลายท่าน ก็พูดถึงพิษณุโลกในแง่มุมต่าง ๆ กันในเชิงประวัติศาสตร์ ผมเองก็มีข้อสงสัย ซึ่งท้ายสุดจะกราบเรียนว่าสงสัย และก็สันนิษฐานหาคำตอบเอาเองว่าประการใด

     เรื่องที่ผมจะกราบเรียนทั้งหมดนี่ก็ ยังไม่ยุติกันหรอกครับว่ามันไปจบลงที่ไหน เฉพาะความเป็นมาของคำว่าพิษณุโลก หรือชื่อเมืองนี้ก็มีความเป็นมามากมายเลย เพราะมีชื่อหลายชื่อเหลือเกิน

     ในชินกาลมาลีปกรณ์เรียกว่าเมือง "ทวิสาขา" เพราะว่ามีสองแห่งสองที่ ริมฝั่งแม่น้ำทั้งคู่มีเมืองอยู่ จึงเรียกว่าทวิสาขา จะเรียกว่าเมือง "สองแคว" เพราะมีลำน้ำสองลำน้ำก็ได้

     บางแห่งเรียก "เมืองชัยนาท" บางแห่งก็เรียกว่า "เมืองอกแตก" บางแห่งเรียกว่า "เมืองสระหลวงสองแคว" บางแห่งก็เรียกว่า "โอฆะบุรี " บางแห่งก็เรียกว่า "จันทบูรณ์"

     มีหลายชื่อ แต่ละชื่อก็มีที่มาแตกต่างกัน มีวรรณกรรมประกอบ ชื่อท้ายสุดเลยที่เป็นชื่อของเมือง ที่กล่าวถึงนี่ก็คือ "พิษณุโลก"

     พิษณุโลกถ้าหากว่าดูในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยจะเรียกว่าเมืองสองแคว เมืองสระหลวงสองแคว หรือว่าเมืองชัยนาทก็มี ก็ดูจากลิลิตยวนพ่ายไม่ใช่มีเพียง 3 - 4 ชื่อเท่านั้นนะครับ มีมากกว่านี้ตามที่ผมได้กราบเรียนไปตอนต้น

     เหตุที่ชื่อว่าสองแควนี่ มีคำอธิบายไว้หลายสำนวน ก็ยังไม่ตกลงกันหรอก ว่ามันจะอะไรกันแน่ ก็อยู่ที่ท่านผู้ฟังจะคิดต่อเติมเองด้วยเหตุด้วยผล หรือด้วยหลักฐาน ด้วยความเป็นจริง

     บางท่านก็บอกว่า ที่ชื่อสองแควนี่ก็เพราะอะไร เพราะตั้งยู่ระหว่างแควน่านกับแควยม เป็นเมืองที่มีแม่น้ำน่านก็ไหลเข้ามาผ่านพิษณุโลก ส่วนแม่น้ำยมนั้นไหลทางเมืองสุโขทัยลงไปพิจิตร น่านก็ไปพิจิตรด้วย พิษณุโลกตั้งอยู่ระหว่างสองแควนี้ จึงชื่อว่าสองแคว ตั้งอยู่ระหว่างแควน่านกับแควยม

     ทฤษฎีนี้มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยมากมาย บ้างก็บอกว่าเมืองสองแควเนี่ย เดิมทีเดียวอยู่ฟากตะวันออก ยังไม่มีฟากตะวันตก เอ? อันนี้ชักไม่แน่ใจ พอพูดอย่างนี้ก็ยังงง ๆ นะครับ ในสมัยสุโขทัยนั้นมีหลักฐานอะไรว่าเมืองไม่มีทางตะวันตก

     ชื่อของเมืองสองแควนี่อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ท่านเขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า "ลุ่มน้ำน่าน ประวัติศาสตร์โบราณคดีของเมืองพิษณุโลก" หรือเมืองอกแตก ท่านบอกว่าที่ชื่อเมืองสองแควนั้น ก็เพราะว่ามันมีน้ำที่ไหลผ่านบริเวณนี้อยู่สองแม่น้ำ คือแม่น้ำแควใหญ่ซึ่งก็คือแม่น้ำน่าน กับแม่น้ำแควน้อย

     แม่น้ำแควน้อยนั้นก็ไหลมาทางชาติตระการ วัดโบสถ์เนี่ย มาลงที่แม่น้ำน่านหรือเมืองพิษณุโลกหน่อยนึง แต่สมัยโบราณเค้าบอกว่ามันไหลลงไปทางใต้นะครับ ผ่านเขตอำเภอวังทองไปรวมกับแม่น้ำน่านใต้พิษณุโลก ตอนหลังแม่น้ำน่านเปลี่ยนทางเดิน

     ก็เป็นอันว่ามีแม่น้ำแควใหญ่กับแม่น้ำแควน้อยก็เลยเรียกชื่อซะว่า "เมืองสองแคว" ฟากเราไม่ค่อยจะชินละครับกับชื่อนี้ เราได้ยินคำว่าแม่น้ำแควนี่ไปได้ยินที่จังหวัดกาญจนบุรี พอเรียกแม่น้ำแควน้อยก็เลยตกใจ นึกว่ามันไม่ได้อยู่แถวนี้ ที่จริงแควน้อยก็เป็นแม่น้ำที่ผ่านทางนครไทย ผ่านทางวัดโบสถ์มาลงที่ปากโทก ความจำถ้าไม่เลอะเลือนนะ

     คือชื่อของแม่น้ำนี่นะครับ มันแล้วแต่ว่ามันจะไหลผ่านตรงไหน มันก็ชื่อต่างกันนะท่านนะ ก็เอาแค่แม่น้ำโขงแค่นั้นนะครับ ทางจีนเรียกแม่น้ำโขงว่าแม่น้ำหลั่งชัง หลั่งชังหลายคนก็เลยแปลว่าแม่น้ำล้านช้างเข้าไป แต่คนอยู่แถวแม่น้ำโขงไม่เคยเรียกแม่น้ำโขงว่าแม่น้ำโขงหรอกครับ เค้าเรียกว่าแม่น้ำ "ของ" กันทั้งนั้น ถึงเกิดเมืองชื่อเมืองเชียงของ

     มันมีจารึกสุโขทัยหลักหนึ่ง จารึกพ่อขุนรามคำแหงเท่านั้นที่เรียกว่าแม่น้ำโขง ก็มีชื่อของสุราที่เป็นแม่โขงนอกนั้นเรียกของทั้งหมด ก็แม่น้ำน่านเนี่ย สมัยก่อนอุตรดิตถ์ก็ไม่ได้เรียกว่าแม่น้ำน่าน แต่เรียกว่า "แม่น้ำโพ"

     แม่น้ำโพยังมีคลองชื่อคลองโพของอุตรดิตถ์ และแม่น้ำโพก็ไหลไปลงที่นครสวรรค์ นี่นะครับผม ทางเกยชัยบรรจบแม่น้ำยม แล้วไหลไปบรรจบที่นครสวรรค์ ตรงปากน้ำที่ไปโผล่ เรียกว่าปากน้ำโพ ตามชื่อของแม่น้ำน่านซึ่งชื่อว่าแม่น้ำโพมาก่อน บริเวณชุมชนที่ตั้งอยู่ของริมฝั่งน้ำก็ชื่อโพตั้งมากมาย จะเป็นโพประทับช้าง จะเป็นโพทะเลอะไรก็ว่ากันไป

     นี่ก็เป็นชื่อของแม่น้ำน่านซึ่งมีส่วนบางส่วน แต่หลายคนก็บอกผมว่า ระวังอย่าไปปนกันให้ดีนะ โพประทับช้าง โพทะเลเนี่ยมันแม่น้ำอะไรกันแน่ กรุณาตรวจสอบดูว่ามันเป็นแม่น้ำยมหรือเปล่า เนี่ยนะครับผม ก็ดูระวังสับสนกันระหว่างคำว่าแม่น้ำโพนี้ให้ดีนะครับ

     เพราะฉะนั้นแม่น้ำโพนี่เรียกตามน้ำยมหรือน้ำน่าน หรือว่าแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน เคยเป็นแม่น้ำสายเดียวกันมาก่อนในสมัยใดสมัยหนึ่งบ้างหรือไม่ อันนี้จากแผนที่ที่เค้าเพิ่งตรวจสอบมาคงจะยืนยันอะไรได้

     อะไรในที่นี้ก็คือความเป็นจริงในสมัยก่อน แต่มาในสมัยนี้อาจจะเลอะเลือนอยู่พอสมควร เรียกแม่น้ำสับที่กันไปหมด จนไม่ทราบว่าแม่น้ำจริง ๆ มันเป็นแม่น้ำน่านหรือแม่น้ำยมกันแน่

     ดังนั้นชื่อเรื่องเมืองสองแควอาจารย์ศรีศักด์ วัลลิโภดมก็ว่าไว้อย่างนี้นะครับ ว่าอยู่ระหว่างแควน้อยกับแควใหญ่นี้แหละ จึงเรียกว่าเมืองสองแคว เมืองพิษณุโลกนั้นมีชื่ออีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่าเมืองชัยนาท

     ที่เรียกว่าชัยนาทนี้ มีหลักฐานปรากฎอยู่ในลิลิตยวนพ่ายและเอกสารเก่า ๆ เช่น ในพระราชพงสาวดารกรุงศรีอยุธยา ชัยนาทในที่นี้ไม่ใช่ชัยนาทในปัจจุบัน แต่หมายถึงชัยนาทที่เป็นพิษณุโลก เป็นเมืองพิษณุโลกในสมัยที่เจ้าสามพระยาครองอยู่เมืองชัยนาทนี้ ท่านศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ท่านได้ชี้ไว้ให้เห็นเป็นหลักฐานเป็นท่านแรก

     ต่อมาอาจารย์พิเศษ เจียรจารพงษ์ ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม และก็ได้เขียนหนังสืออธิบายไว้ในหนังสือชื่อ "พระราชวังจันทน์ วังพระนเรศวรเมืองพิษณุโลก" อธิบายว่าเมื่อหลังพุทธศักราช 1900 กษัตริย์อยุธยาเชื้อสายราชวงศ์สุพรรณ มีอำนาจเหนือแคว้นสุโขทัยของพระร่วง ก็เลยมาสร้างเมืองใหม่ โดยขยายข้ามน้ำไปฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ซึ่งเดิมมีเมืองอยู่แล้วก็ขยายไปฝั่งตะวันตก

     เดิมเป็นเมืองอยู่ฝั่งตะวันออก ให้เรียกว่าเมืองชัยนาท เป็นมงคลนามว่ามีชัยอันยิ่งใหญ่เหนือแคว้นสุโขทัย พูดง่าย ๆ ก็ว่าเดิมมีเมืองอยู่เมืองเดียวทางฝั่งตะวันออก แล้วก็ขยายไปทางฝั่งตะวันตก ไปสร้างเมืองใหม่ที่ตะวันตกอีก จึงชื่อว่าเมืองชัยนาท

     ผมก็สงสัยอีกว่า เดิมทีเดียวฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน บริเวณที่เป็นพระราชวังจันทน์นี่ จะไม่มีชุมชนอยู่เชียวรึ หรือว่าจะมีเฉพาะฝั่งที่ในปัจจุบันเป็นวัดใหญ่ น่าคิด

     แต่จริง ๆ แล้วเค้าว่าเมืองสองแควเนี่ย มันน่าจะแปลว่า มีบ้านเมือง มีตลาด มีเมือง มีการปกครองเป็นเจ้าเมืองคนละคนกัน แต่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ มองเห็นกัน แต่เป็นชุมชนใหญ่ มีผู้ปกครองคนละคนกัน มีตลาดกันคนละตลาด ติดต่อค้าขายกันอยู่ตลอด

    ลักษณะนี้เราเรียกเมืองอย่างนี้ว่า เป็นเมืองสองแควเป็นชุมชนสองแคว มีหลายแห่งครับท่านผู้ฟังครับ ที่อำเภอจอมทองจังหวัดเชียงใหม่ก็มีครับ ถึงกับมีโรงเรียนชื่อโรงเรียนสองแคว ตรงนั้นเค้าก็อยู่สองฝั่งแม่น้ำ มีตลาดแยกกันในยุคก่อน และมีผู้ปกครองซึ่งแยกกันเป็นคนละหมู่บ้าน

     แต่ก่อนก็อาจจะมีผู้ปกครองใหญ่ ๆ ของเค้าเราก็ไม่แน่ใจ ที่จังหวัดน่านก็มีอำเภอสองแคว ลักษณะอย่างนี้แหละครับ อำเภอสองแควนี่ก็เป็นเมืองอยู่สองฟาก มีตลาดแยกกัน แล้วก็มีผู้ปกครองคนละคน ในยุคหนึ่งจึงเชื่ออย่างนั้น

     ที่อำเภอสามเงาจังหวัดตากก็มีบ้านสองแคว แม่ระวางก็ทำนองเดียวกัน ในขณะเดียวกัน ที่อุตรดิตถ์ก็มีหาดสองแคว อยู่ที่อำเภอตรอนจังหวัดอุตรดิตถ์

     ลักษณะเมืองสองฟากนี้ มีตลาดแยกออกจึงชื่อว่าสองแคว ทฤษฎีนี้ยังไม่มีผู้เสนอนะครับ ผมก็เสนอมันจะถูก จะผิด ก็ค่อยว่ากันไปอีกครั้งหนึ่งก็แล้วกัน

     แต่สมมุติว่ามันมีอยู่เมืองอยู่เมืองหนึ่งอยู่แล้ว คือเมืองสองแคว แล้วไปเกิดเมืองชัยนาทขึ้นอีกเมืองหนึ่ง เมืองสองแควอยู่ฝั่งตะวันออกแม่น้ำน่าน เมืองชัยนาทอยู่ฝั่งตะวันตก จะพูดง่าย ๆ ก็คือเมืองสองแควนี่ อยู่ฝั่งที่เป็นวัดใหญ่ ส่วนเมืองชัยนาทอยู่ฝั่งที่เป็นพระราชวังจันทน์ จะพูดอย่างนี้ก็ได้นะครับ

     แต่ผมว่าถ้าอย่างนั้นเนี่ย ชื่อสองแควมันมีมาก่อนที่จะมีเมืองชัยนาท มันก็น่าจะมีชุมชนใหญ่ มีตลาด มีผู้ปกครองซึ่งแยกกันอยู่จึงชื่อว่าสองแคว ชัยนาทเนี่ยมันเพิ่งมาเกิด เมืองชัยนาทที่ว่า อันนี้การสร้างวังจันทน์ขึ้น เป็นศูนย์กลางของเมือง ของอำนาจการปกครองนี่

     วังจันทน์ก็ไม่ใช่เพิ่งมีในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีมาก่อน น่าจะมีมาก่อน อาจจะสร้างขึ้นในสมัยเจ้าสามพระยาก็ได้ ฟังดูอย่างนี้ท่านอย่าเพิ่งงงนะครับ

     ผมจะทำให้ท่านงงไปใหญ่ก็ได้ ถ้าจะอ้างข้อความในลิลิตยวนพ่าย ลิลิตยวนพ่ายนี่นะครับ วันเดียวกัน เล่มเดียวกันแท้ ๆ แต่เรียกชื่อเมือง ๆ เดียวกันเป็นสองชื่อ นั่นคือเรียกชื่อว่าพิษณุโลก ขณะเดียวกันก็เรียกชื่อว่าชัยนาท

     ถ้าตามความเห็นของผม ผมเชื่อว่าพิษณุโลกนั้น เป็นชื่อรวม ส่วนชัยนาทนั้นเป็นสมาชิก พูดเป็นภาษาคณิตศาสตร์ว่าเป็นสับเซต สับเซตของเมืองพิษณุโลก

     พิษณุโลกนี่เป็นเซตนะ ประกอบด้วยเมืองสองเมืองคือ เมืองชัยนาท กับอีกเมืองหนึ่งผมคาดว่าคือ เมืองจันทบูรณ์ กระผมเดาไว้อย่างนั้นนะ อันนี้เป็นการเดาทั้งนั้น

     เอ๊า ! ลองฟังดูงง ๆ นะครับ ในยวนพ่าย กล่าวถึงการสร้างวัดที่ชื่อว่า วัดพุทไธสวรรค์ ซึ่งอยู่ที่อยุธยา แล้วกล่าวถึงการสร้างกำแพงเมืองพิษณุโลก ใช้คำว่าพิษณุโลก ข้อความบอกว่า

    ปางสร้างอาวาสแล้ว
คือพุทไธสวรรค์หมาย
ปางถกลกำแพงพระ
อยู่ช่างพระเจ้าฟี้
ฤๅแสดง
ชื่อชี้
พิษณุโลก แล้วแฮ
เฟื่องบอน

     เรียกเมืองนี้ว่าเมืองพิษณุโลก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้สร้างกำแพงเมืองพิษณุโลกขึ้น นี่ในยวนพ่ายกล่าวอย่างนี้ แล้วจากนั้นถัดกันมาไม่กี่สิบโคลงหรอกครับถึงคำว่า

แถลงความเมื่อราวลง
เพราะยุทธิสถิระได้
ชัยนาท นั้นนา
ยั่งยาว

     กล่างถึงเมื่อกองทัพของเชียงใหม่ ยกมาตีเมืองชัยนาท ซึ่งก็คือสับเซตหนึ่งของพิษณุโลกครับ บริเวณวังจันทน์นี่นะครับ ที่ยกมาตีได้ก็เพราะ พระยายุทธิสถิระนะครับ ได้พากองทัพของพระเจ้าติโลกนาถยกมาตี

     ตีย่านยาวได้แล้วจึงยกมา พระยายุทธิสถิระนี่ เคยเป็นเจ้าเมืองพิษณุโลกด้วย ตอนหลังได้เป็นเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยหรือเมืองเชลียง แล้วในที่นี้ก็บอกว่า พลาทัพมหาราชเจ้าเชียงใหม่ คือพระเจ้าติโลกนาถ เข้าตีเมืองชัยนาท คือเมืองพิษณุโลก คือสับเซตของเมืองพิษณุโลก

     ท่านประหลาดใจไหมครับ ในหนังสือยวนพ่ายเล่มเดียวกัน เรื่องเนี่ย เรียกชื่อเมืองเดียวกันเป็นสองเมือง แสดงว่าที่เรียกว่าสองเมืองนี้ แปลว่ามันมีเมืองสองเมืองจริง ๆ ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ แต่ทั้งสองเมืองนี้เรียกรวมกันว่าพิษณุโลก แค่นั้นเองแหละครับ

     แต่มีเมืองสองเมือง เมืองหนึ่งคือเมืองชัยนาท อีกเมืองหนึ่งนั้น อ่า... อาจารย์พิเศษ เจียรจารพงษ์บอกว่า ก็คือเมืองสองแคว หลายท่านก็ว่าอย่างนั้น คือเมืองชัยนาทอยู่ฝั่งตะวันตก และเมืองสองแควอยู่ทางฝั่งตะวันออก ว่าอย่างนั้นนะครับ

     แล้วก็เมืองสองแคว ก็เปลี่ยนเป็นเมืองพิษณุโลก เมืองชัยนาทก็เปลี่ยนเป็นเมืองพิษณุโลก ถ้าพูดอย่างนี้ก็แปลว่าถ้าเมืองพิษณุโลก เป็นเซตนะครับ ก็มีสับเซตสอง คือ สองแควกับชัยนาท พิษณุโลกเป็นคำรวม

     แต่ตามความเห็นของผมเห็นว่า คำว่าคำรวมมีแรกอยู่แล้วคำหนึ่ง คือคำว่าเมืองสองแคว เมืองสองแควเป็นเซต อาจจะประกอบด้วยอะไรก็ค่อยว่ากันไปอีกทีหนึ่ง

     เพราะว่าถ้าเรา เอ้อ... ไม่รังเกียจพงศาวดารเหนือของพระวิเชียรปรีชา (น้อย) ซึ่งกล่าวเป็นตำนานการสร้างเมืองพิษณุโลก บอกว่าจ่าการบุญที่สร้างเมืองจันทบูรณ์ จ่านกร้องสร้างเมืองชื่อเมืองโอฆะบุรี ใช่ไหม? หรือจะสับกัน สองเมืองนี้นะครับ

     แล้วพอพระ เอ่อ...พระศรีธรรมไตรปิฎก เสด็จมาก็เลยให้ชื่อเมืองนี้ว่าพิษณุโลก เพราะมาถึงในยามพิษณุโลก แปลว่าตั้งชื่อเมืองสองเมืองรวมกันเป็นเมืองพิษณุโลก

     จริงอยู่ตำนานนั้นไม่ให้ อ่า.. ประวัติอะไรที่แน่ชัดทางประวัติศาสตร์ครับ แต่ว่าแนวคิดใหญ่ ๆ ของตำนานก็คือบอกว่า เมืองพิษณุโลกนั้นประกอบด้วยเมืองสองเมือง คือ เมืองโอฆะบุรี กับ เมืองจันทบูรณ์

     ท่านฟัง เอ่อ... คิดตาม ตาม ที่ท่านอยากจะคิดก็แล้วกันนะครับ เมืองจันทบูรณ์นี่นะครับลอง ท่านเรียกเร็ว ๆ สิครับ จัน - ทะ - บู้น -,จัน - บูน - จัน, - จัน - บูน,จ่าการบุญ, จ่าการบุญ, จันทบูรณ์ (หัวเราะ) คล้ายนะท่านนะ คล้ายนะครับ จันทบูรณ์

     แผนที่ของโปรตุเกส โปรตุเกสเนี่ย เรียกเมืองพิษณูโลกว่า เมืองจันทบูรณ์นะครับ ปรากฏในแผนที่ของโปรตุเกสเค้าอยู่ แต่ที่เรียกว่าโอฆะบุรีนั้น ผมมองไม่เห็นชัดว่าคือตรงใหน

     ก็เป็นอันว่าสรุปแนวคิด ก็ คือว่าเมืองพิษณุโลกคำรวม ประกอบเมืองสองเมือง ซึ่งอยู่คนละฟากแม่น้ำกัน ด้วยเหตุที่มีเมืองสองเมืองอยู่คนละฟากแม่น้ำเนี่ย จึงถือว่าใจกลางเมืองนั้นก็คือแม่น้ำ

     แม้น้ำนั้น ทะเลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี้ เกษียรสมุทร ตรงนั้นเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์ หรือพระวิศนุ เพราะฉะนั้นเมืองนี้ จึงชื่อพิษณุโลก เพราะมีแม่น้ำ

     มีแม่น้ำพูดง่าย ๆ มีน้ำเป็นตัวแทนของเกษียรสมุทร เป็นที่ประทับของพระนารายณ์ ซึ่งเป็นทวยเทพ เพราะฉะนั้นจึงชื่อเมืองนี้ว่าเมืองพิษณุโลก

     นี่ทฤษฎีผมนะครับ ถ้าท่านไม่เห็นด้วยก็ไม่เสียหายอะไร เพราะว่ามันเป็นเรื่องของการคิดก่อให้เกิด อ่า... สติปัญญา

     เมืองสองแควก็เป็นเขตนะครับ ประกอบด้วยเมืองสองแควหนึ่งเมือง จะคือเมือง เอ่อ...อะไรก็ว่าไป แต่สองเมืองอยู่สองฟากแม่น้ำ แม่น้ำน่าน ซึ่งรวมกันเสร็จ สองแควเนี่ยเป็นชื่อเซตเหมือน ๆ กับพิษณุโลก ไม่ใช้ สองแควเป็นสับเซตของพิษณุโลก (หัวเราะ)

     เมืองที่ชื่อสองนี่มากมาย อำเภอสอง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ นี่ก็เมืองสองนี่ เค้าอยู่สองฝั่งแม่น้ำ มีบ้านเรือน มีตลาดแยกฝั่ง ในสมัยก่อน สอบถามดูได้จะเป็นลักษณะ อย่างนี้ทั้งนั้น

     คราวนี้ยังมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง เรียกพิษณุโลกในศิลาจารึกหลักที่ 1 เรียกว่าเมืองสระหลวงสองแคว ที่จริงหลายคนอ่านเมืองนี้ว่า สรหลวงสองแคว ไม่อ่านสระหลวงนะ อ่าน สรหลวงสองแคว

     เมืองสระหลวงสองแควอันนี้ ถ้าเป็นทฤษฎีผมนะครับ ผมว่าเป็นเมืองเดียวกันที่เป็น เป็น เมืองเดียวกัน เพราะคำว่า ถามว่าเมืองสองแควตรงใหน ก็คือเมืองสองแควที่มีสระขนาดใหญ่อยู่ไง

     มีสระขนาดใหญ่อยู่ คนโบราณชอบพูดอย่างนี้ละครับ เหมือนกับคน อ่ะ! ผมยกตัวอย่างทีนี้ไปถึงล้านนาเลย
คนล้านนาเวลาตั้งชื่อ ต้องมีชื่อสร้อยต่อท้าย เช่นถามว่าคนนี้ชื่ออะไร คนนี้ชื่อตากุด ถามทำไมชื่อตากุด นิ้วแกกุด แกชื่อตา แต่ต้องมีต่อว่าตากุด คนนั้นชื่ออะไร ชื่อตาโม่ ถามทำไมชื่ออย่างนั้น เพราะแกขึ้โม้อย่างนี้ล่ะครับ

     ของเราก็มีนะครับ นายทองเหม็น เงี้ย ที่จริงเค้าไม่ชื่อทองเหม็น คงจะชื่อทองมั๊ง หรืออะไรซักอย่าง นายทองแสงใหญ่ นายทองแสง นายทองแสง แสดงว่ามีทองแสงหลายคน แต่ทองแสงคนนี้เป็นทองแสงใหญ่ ตั้งชื่อกันอย่างนี้ที่ใช้ได้

     ถ้าทฤษฎีผมก็เป็นเมืองเดียวกัน ก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ หลายคนว่าเป็นเมืองเดียวกัน แต่หลายท่านก็บอกเป็นคนละเมือง

     ในจารึกสุโขทัยเขียนติดกันชัดแจนว่า สระหลวงสองแคว ไม่ได้เขียนว่า สระหลวง สองแคว แต่นักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนตีความจับกันเอง ว่าเป็นสองเมืองว่า สระหลวง กับ สองแคว อธิบายว่าสระหลวง คือ พิจิตร ส่วนสองแควคือ พิษณุโลก

     ดร.ประเสริฐ ณ นคร พยายามอธิบายนานมาแล้ว บอกว่าสระหลวงหมายถึงเมืองพิจิตรไม่ได้ อันนี้ท่านต้องฟังนะครับ เพราะเป็นเชิงวิชาการ วิชาการกับความเห็นกับความเชื่อ มันคนละเรื่องกันนะครับ

     เราจะเชื่อว่าคือพิจิตรไม่เสียหาย แต่ในเชิงวิชาการเนี่ย ดร. ประเสริฐ ท่านอธิบายว่า เป็นเมืองพิจิตรไม่ได้หรอก เพราะผิดทิศผิดทางที่มีอยู่ในจารึก มันผิดทิศทาง เราพูดว่าสระหลวง-สองแควโดยพูดมาจากสุโขทัย ไม่ได้พูดว่าสองแคว-สระหลวง ก็พูดกันอย่างนั้นแล้ว มันเป็นชื่อที่ไม่แยกครับสระหลวงสองแคว

     คำว่าสองแควเข้าใจตรงกัน หมายถึงแควน้อยนะฮะ แล้วแควใหญ่ จึงรวมเป็นเมืองสองแคว แต่สระหลวงหมายถึงอะไร "สรหลวง" จะอ่าน "สระ-หลวง" หรือจะอ่าน "สร-ลวง" ก็ตามใจเถอะ

     จิตร ภูมิศักดิ์ เค้าเขียนหนังสือชื่อ "ศัพท์ สันนิษฐาน สรวง สราญ สรวงเนี่ย สรวง จิตร ภูมิศักดิ์อธิบายว่า ส-รวง ก็คือ สรวง หมายถึงว่า "พระวิศณุ" มีอยู่ในรายบทแรกของลิลิตโองการแช่งน้ำ...ศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น...

     ฉะนั้นคำว่าสรวง ยังมีใช้ในเรื่องพระลอ เช่น แม้นสรวง ใช้ในความหมายว่าสวรรค์ เขียนคาบกัน สรวงสวรรค์ก็ยังมี เพราะฉะนั้นคำว่าสรวงหรือสะ-รวง เนี่ยก็หมายถึงพระวิศนุ

     เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ แห่งกรุงศรีอยุธยาเสด็จขึ้นมาประทับรับศึกล้านนาเชียงใหม่ ก็โปรดให้สร้างกำแพงเมือง พร้อมทั้งสถาปนา นามเมืองใหม่ว่าพิษณุโลก คือเมืองของพระนารายณ์

     เพราะคนสมัยนั้นรู้ดีว่า สะ-รวง ก็คือ สรวง ที่เป็นคำไทยโบราณใช้เรียกนาม พระวิศณุหรือพระนารณ์ นี่ก็น่าคิดแฮะ เมืองนี้เป็นเมืองของพระนารายณ์นี่เรียกว่าสรวงมาก่อน ที่เรียกเมืองพระนารายณ์ก็เพราะว่า แม่น้ำน่านไหลลผ่านเป็นประทับพอดี มีเมืองอยู่สองข้างอย่างนั้นเช่นนั้น

     แต่ก็มีประเด็นต่อเนื่องให้หาคำอธิบายอีกว่า สรวงสองแควหมายถึง พิษณุโลกทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน หรือแยกเป็นสรวงทางฝั่งตะวันออก สองแควทางฝั่งตะวันตก

     อย่างที่จิตรบอกไว้โดยอ้างถึง พระราชสันนิษฐานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้แยกหรือเปล่า หรือว่าอยู่รวมกัน

     อาจารย์ ศรีศักดิ์ วัลลิโพดม เนี่ย มองออกไปไกล ท่านบอกว่า สรวงหมายถึงเมืองทุ่งยั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ โอ... นั่น ท่านไปถึงโน่นนะ สรวงหมายถึงเมืองทุ่งยั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ทางเหนือบนฝั่งแม่น้ำน่านเดียวกัน

     ส่วนสองแควคือพิษณุโลก ทั้ง 2 ฝั่ง โดยเสนอหลักฐานและเหตุผลหลายอย่าง เช่น ประเพณีการสร้างเมืองคู่ อย่างเช่น ศรีสัชนาลัย-สุโขทัย อย่างนี้นะครับ เขียนติดไว้แต่เมืองอยู่คนละที่ บนแม่น้ำยมเดียวกัน

     อันนี้ก็ แหม... มันก็น่าคิดนะท่าน ชื่อเมืองคู่เนี่ย มันมีคู่หลายเมืองนะท่านนะ คือเป็นเมืองคู่ ที่เป็นชี่อเดียวกัน เป็นเมืองเดียวกัน แต่เรียกเป็นสองอย่างมันก็มีอยู่ เช่นเราเรียกเมืองหริภุญไชยว่าลำพูน เมืองเดียวกันนะครับไม่ได้เปลี่ยนชื่อ

     หริ - ภุญ หริ - ภุญ หริภุญไชยเนี่ย หริภุญชัย หะ-ริ-ตะ-กะ-ภุญ-ชะ-ยะ เมืองที่พระพุทธองค์เสด็จมาฉันท์สมอ แล้วก็ชื่อว่าหริภุญไชย ต่อมา มาชื่อ ลำพูน

     มีคนถามว่าทำไมชื่อลำพูน ผมก็พยายามจะให้เหตุผลว่า ที่ชื่อลำพูนก็เพราะมันมาจาก แนวคิดของพระนางจามเทวี นี่ผมพูดไปเองนะ เป็นพันกว่าปีมาแล้วนี่ จริงอย่างนี้ไหมก็ไม่ทราบหรอก

     พระนางจามเทวีมาจาก ละ-พะ-บุ-รี ลพบุรี หรือละโว้ เมื่อมาถึงเมืองที่อยู่เนี่ย จึงชื่อว่าเมือง ละ - พะ - ปุร, ละ - พะ - ปุ - ระ เป็นเมืองลำพูนในที่สุด ละ - พะ - ปุ - ระ, ละ - พะ - ปุน, ปุระแปลว่ากำแพง ละ - พะ - ปุ - ระ, ละ - พะ - ปุน, ซึ่งเมืองเดียวกัน เมืองเดียวกัน แต่มี 2 ชื่อ

     เมืองลำปางกับเมืองเขลางค์ ก็เมืองเดียวกันมีสองชื่อ เวียงพิงค์กับเชียงใหม่ เมืองเดียวกันมีสองชื่อ

     โคราชกับนครราชสีมา อันนี้ก็มีคนบอกผมว่าอย่าไปบอกว่าสองชื่อเชียวนะ เพราะเมืองเสมาอยู่ที่อำเภอสูงเนิน ห่างจากนครราชสีมาไป 35 กิโลเมตร เดิมชื่อเมืองเสมา ต่อมาถึงมาตั้งเมืองนครราชสีมา

     แองกอ เป็นภาษาเขมร ก็แปลว่า "นคร" นะครับ แองกอวัดก็แปลว่านครวัด แองกอธมก็คือนครธม แองกอราชก็คือนครราช ใส่สีมาเข้าไป ก็เพราะแองกอราชะ หรือแองกอราช เมืองมันเป็นเมืองราชเนี่ย หลายคนบอกว่าเมืองราชเนี่ย อยู่ที่นครราชสีมากระมัง

     ดูเหมือนท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ ท่านเคยเสนอทฤษฎีนี้ แองกอราชะนี่นะครับ น่าคิดนะชื่อมันเหมือน ๆ กันแต่ไอ้ชื่อที่มันเปลี่ยนไปก็มี เป็นเมืองเดียวกัน

     เปลี่ยนชื่อคือเรียกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สามโคกกับปทุมธานี หมากแข้งกับอุดรธานี อำเภอหนองแสงกับอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม อันนี้เปลี่ยน

     แต่อย่างหริภุญไชยกับลำพูนนี่ จะเปลี่ยไม่เปลี่ยนมันเรียกของมันอย่างนั้น เหตุนี้เมืองสะ-รวง หรือเมืองสระ -หลวง เมืองสองแควจะเป็นเมืองเดียวกัน มันเป็นเรื่องของเมืองคู่ทำนองเดียวกันกับ "ทุ่งยั้ง" "ว่างยง" อย่างนี้แหละครับ

     เชลียง-เชียงชื่น อย่างนี้ จะเป็นเมืองเดียวกันไหม หรือศรีสัชนาลัย-สุโขทัย เขียนติดกัน แต่เมืองอยู่คนละเมือง บนพื้นที่แม่น้ำยมเดียวกัน

     จะเชื่ออย่างใหน ถ้าเชื่อว่าพิษณุโลกเป็นแห่งเดียวก็คิดว่า สระหลวงเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ที่เพิ่มเข้าไปใช้ยกย่องสองแควให้ยิ่งใหญ่ เหมือนคำว่าศรี ใส่เพิ่มสองแควก็ได้ อะไรทำนองนี้ อันนี้สุจิตต์ วงศ์เทศเขียนไว้ทำนองนี้ ศรีสองแคว

     เรื่องของสระหลวงหรือสะ-รวง ต้องตรวจสอบตำแหน่งแน่นอน จะสรุปง่าย ๆ เห็นจะไม่ได้หรอกครับ ต้องดูข้ออธิบายหลาย ๆ ๆ แห่ง หลายสถาน หลายหลักฐาน

     คำอธิบายของ อ.ศรีศักดิ์ วัลลิโพดม ท่านอธิบายไว้ว่า เมืองสระหลวงสองแควนี่นะ เมืองสระหลวงสองแควเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจาก เอ้อ...ข้อคิดเห็นหลายข้อคิดเห็นที่ว่า มันแยกเป็นเมืองเดียวกันหรือสองเมือง

     ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญจารึกสุโขทัย ก็เถียงกันมาเป็นเวลานาน สมัยก่อนสองเมืองนี้ไม่มีปัญหาหรอกครับ ที่ไม่มีปัญหาก็เพราะ นักปราชญ์ที่สำคัญในยุคนั้นมีสองท่าน ท่านหนึ่งก็คือ ศาสตาราจารย์ ยอร์ช เซย์เดย์ ชาวฝรั่งเศส ส่วนอีกท่านหนึ่งก็คือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

     ท่านยอร์ช เซย์เดย์ ท่านเป็นนักอ่านจารึก ท่านอาศัยมหาฉ่ำ ทองคำกัน ช่วยอ่านจารึกไทยมากทีเดียว ท่านแรกเป็นนักอ่านจารึก ส่วนท่านที่ 2 คือ กรมพระยาดำรงฯ นั้น ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์นักโบราณคดี

     เพราะฉะนั้นถ้า ยอร์ช เซเดย์ อ่านจารึกออกมาอย่างนั้น ผลก็คือสระหลวงสองแคว เป็นคนละเมืองกัน เมืองสรวงคือเมืองพิจิตร ส่วนเมืองสองแควคือพิษณุโลก ก็ยอมรับกันมานานแล้ว ก็ไม่ได้เสียหายอะไรหรอก รับอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้น

     ต่อมาก็มีผู้ค้นคว้าขึ้นอีกมากมาย การค้นคว้าเช่นนั้นก็เกิดความสงสัยคำตอบเก่าที่มีอยู่ เป็นของธรรมดา สงสัยว่าที่มีอยู่สระหลวงสองแคว มันเป็นคนละเมืองมันจะจริงรึ เพราะว่าถ้าเป็นคนละเมืองกัน ก็อาจจะอยู่คนละฟากแม่น้ำ คือเมืองพิษณุโลกหรือสองแควนั้น ขณะนี้ก็เป็นเมืองอกแตกอยู่ มีกำแพงคูค่อมทั้งสองฝั่งแม่น้ำ

     นักอ่านจารึกที่เป็นนักศึกษาตำนาน ทางสายคติชนก็บอกว่า ถ้าหากเป็นคนละเมือง น่าจะเป็นเมืองพิจิตรกับพิษณุโลก เมืองสระหลวงน่าจะอยู่เหนือพิษณุโลกขึ้นไป เพราะดูจากจารึกมักจะเรียงลำดับเข็มนาฬิกา เถียงกันไปเถียงกันมาว่าจะเป็นอย่างไร

     อาจารศรีศักดิ์ท่านก็บอกว่า ความเข้าใจขั้นแรกที่ได้ก็คือ ผู้สร้างจารึกชอบเรียกอะไรที่สอดคล้องกัน เช่น สระหลวง-สองแคว สุโขทัย-ศรีสัชณาลัย แต่เผชิญสุโขทัยกับศรีสัชนาลัยเป็นคนละเมือง ก็เลยทำให้สระหลวงกับสองแควเป็นเมืองเดียวกันได้ยังไง มันก็น่าจะคนละเมือง

     จากนั้นก็มีผู้พยายามคิดกันขึ้นมา หาเหตุผลให้ความหมาย คนที่คิดและก็ให้ความหมายได้ดีอยู่คนหนึ่งตามที่ อ.ศรีศักดิ์ท่านว่า ก็คือ ท่าน ดร.ธิดา สารยา ซึ่งเป็นหัวหน้าภาคประวัติศาสตร์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     อาจารย์ธิดา ท่านก็เขียนบทความเรื่อง สร้างบ้านแปลงเมือง ระบบเมืองคู่ สถาบันเมืองลูกหลวง นี่ลงในวารสาร เมืองโบราณตั้งแต่ปี 2526 ท่านเขียนบอกว่า พัฒนาการทางบ้านเมืองในเมืองไทยเนี่ย ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษ เชียงแสน - พะเยา, สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย, สระหลวง-สองแคว, ทุ่งยั้ง- บางยง เพชรบุรี - ราชบุรี การเกิดเมืองคู่ นับว่าเป็นขั้นตอนการ ของเมืองลูกหลวง ซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง ถ้าจะเห็นด้วยก็ ก็ได้

     จากนั้น ท่านก็ยกตัวอย่างบอกว่า ในตำนานเมืองหลวงพระบางเอง ตำนานเมืองหลวงพระบางของลาว ก็กล่าวถึงเมืองเชียงดง - เชียงทอง ก่อนจะมากกลายเป็นหลวงพระบาง ก็ดูสอดคล้องกับในจารึกสุโขทัย ที่กล่าวถึงเมืองเวียงจันทน์ - เวียงคำ เชียงแสน - พะเยา

     แม้แต่ในสมัยอยุธยาเนี่ย ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ซึ่งเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในพงศาวดารก็กล่าวว่า เมืองของพวกไทยใหญ่ที่ชื่อเมืองรุม- เมืองคัง อันเป็นเมืองที่กบฏแข็งข้อต่อพม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอาสาพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงไปปราบปรามได้

     แม้กระทั่งลุ่มแม่น้ำโขงก็มีเมืองเชียงตุง-เชียงรุ่ง เมืองแถม-เมืองไล นี่ก็เป็นเมืองคู่ อาจารย์ธิดาก็เสนอไว้ว่าเป็นเมืองคู่ จากสภาพเมืองพี่เมืองน้องก็มาเป็นเมืองลูกหลวงได้ นั่นคือเกิดเป็นรัฐขึ้น

     เมืองคู่สร้างขึ้นทำไม ทำไมจึงสร้างเป็น คู่ ๆ เป็นไปได้ไหมว่า ขอกราบเรียนเสนอข้อคิดเห็นนะครับ ณ ครั้งหนึ่งของพระมหากษัตริย์ หรือพ่อขุน ท่านมีโอรสหลายพระองค์ โอรสหลายองค์อยู่ที่เดียวกันนี่ คงจะลำบาก ให้ครองเมืองเดิมเนี่ย อาจจะเกิดการแย่งชิงกันได้

     เหมือนกับเชียงใหม่เนี่ยครับ เชียงใหม่มันไม่ใช่แย่งชิงระหว่างพี่น้อง ปิตุฆาตเลยละครับ ฆ่าราชบิดาเลย

     พระนางจามเทวีทรงทราบเรื่องนี้ เพราะพระองค์มีโอรสสององค์เป็นโอรสแฝด เจ้ามหันตยศกับเจ้าอนันตยศ เห็นว่าถ้าอยู่ด้วยกันล่ะแย่งชิงกันแน่ ด้วยเหตุนี้จึงให้ครองเมืองหริภุญไชยเสีย ส่วนพระนางนั้นไปสร้างเมืองให้อีกคนหนึ่ง ให้โอรสอีกคนหนึ่งสร้างเมืองเขลางค์หรือลำปาง บริเวณม่อนพญาแจ้ ซึ่งเดิมเราเรียกว่าเมือง "กุ๊ด กุ้ด ไต ไก เอิด"

     มีลูกสองก็เลยสร้างให้แล้วเรียกชื่อเมือง คู่ ๆ กันไปเสีย รวมอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน อันนี้ก็น่าคิด ก็เหมือนกับเรามีบ้านอยู่ ถ้าเรามีลูกชายสองคน จะให้คนใดคนหนึ่งอยู่ในนี้ อีกคนหนึ่งจะไปอยู่ตรงไหน ก็ต้องสร้างบ้านใหม่

     ถ้าคิดง่าย ๆ อย่างนี้ก็ดีนะ นะครับ สร้างบ้านให้ลูก ฉะนั้นก็เกิดเป็นเมืองคู่ ถ้ามีลูก 3 คนนะ ทำให้นึกถึงกำแพงเพชรซึ่งมีเมืองต่าง ๆ อยู่ด้วยกันตั้งหลายเมืองนะครับ

     กำแพงเพชรท่านดูสิครับจะเป็นเมืองนครธม เป็นเมืองไตรตรึงษ์ เป็นเมืองชากังราว เป็นเมืองเทพนครราม อยู่ตรงนั้นมีหลายเมือง แต่ชื่อจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ไม่ทราบ แต่จากโบราณสถานมันมีหลายคนอยู่

     หลายคนในที่นี้ก็คือ โอรสของผู้ครองนครใหญ่ได้หรือไม่ โอรสของกษัตริย์โอรสของใครก็แล้วแต่ โอรสของท่านขุน หรือใครก็ตามแต่เถอะครับ เรื่องนี้เรายังค้นไม่ถึง แต่ว่ามีลูกสี่คนก็ต้องมีเมืองอยู่สี่เมือง ก็ว่ากันไปอย่างนี้ก็ได

     บริเวณที่เป็นเขตแคว้นสุโขทัย จะว่าไปตามหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว เราไม่พบร่องรอยของโบราณวัตถุสถานที่ว่าเป็นเมืองมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 นั้นมีอยู่เพียงสองเมือง คือเมือง เชลียง ซึ่งต่อมาเรียกว่าเมืองศรีสัชนาลัย

     กระผมก็ยังสงสัยอยู่นะครับ เชลียงกับศรีสัชที่จริงน่าจะแยกกันนะ ทางด้านที่มีพระบรมธาตุอยู่นั้นคือเชลียง ส่วนที่เข้าไปอยู่ในกำแพงเมืองนั้นคือ ศรีสัชนาลัย แต่นี่บอกว่าคือเมืองเชลียง ซึ่งต่อมาคือเมืองศรีสัชนาลัย และสุโขทัย

     สองเมืองอยู่ในลุ่มแม่น้ำยม ถ้าดูกันตามศิลปกรรมของเมืองแล้ว ก็เป็นแบบลพบุรี และสอดคล้องกับเรื่องราวในตำนาน ที่สำคัญระหว่างเมืองละโว้หรือลพบุรี ถ้าจะตีความไปว่าเป็นเมืองหน้า เมืองหน้าด่าน ที่อยู่ในการขยายตัวของลพบุรีก็ได้ เพราะเป็นเส้นทางจะติดต่อไปเมืองหริภุญไชย และบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ในภาคเหนือ

     อันนี้ก็เป็นข้อคิดเห็นเรื่องของเมืองที่เป็นเมืองคู่ มันยังมีอีกหลายเมืองครับที่ ที่ มีลักษณะ อย่างเช่นเมือง สระหลวงและสองแคว มันจะเป็นเมืองคู่กันอยู่ห่างกันก็ได้ ดูทางตอนบนของเมืองสระหลวงสองแคว หรือตอนบนพิษณุโลก

     พูดภาษาง่าย ๆ ตอนบนพิษณุโลก ตามลุ่มน้ำน่านก็มี เมืองทุ่งยั้งกับเมืองฝาง สอง เมืองนี้ใหญ่นะครับ ทุ่งยั้งและเมืองฝาง จากสองเมืองนี้มีเส้นทางติดต่อ ไปเมืองเกี่ยงดง-เชียงทอง ซึ่งมีหลวงพระบาง เมืองน่าน มีทางติดต่อกัน

     ส่วนเมืองตอนล่างมีเมืองสระหลวงสองแคว จากเมืองสระหลวงสองแคว ซึ่งถ้าเป็นเมืองในเขตพิษณุโลกและพิจิตรนั้น มีเส้นทางติดต่อไปเวียงจันทน์-เวียงคำทางทิศตะวันออกได้

     ถ้าในศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงชื่อเมืองสำคัญ ในจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงชื่อเมืองสองเมืองนี้ ถ้าเส้นทางที่ติดต่อไปยังเมืองในลุ่มน้ำโขงก็คือ เมืองพิษณุโลกไปยังนครไทย จากนั้นก็ไปยังเขตจังหวัดเลย

     นี้ถ้าดูจากจารึกหลักที่ 1 แล้วก็วาดภาพออกมานะครับ ไม่ใช้ในจารึกกล่าวไว้ จากพิษณุโลกก็ไปนครไทย จากนั้นก็ไปในเขตของจังหวัดเลย ผ่านพระธาตุศรีสองรัก ไปในเขตอำเภอด่านซ้าย ไปสู่อำเภอวังสะพุง อำเภอเชียงคาน ต่อไปเวียงจันทน์ เวียงคำก็เป็นเส้นทางที่ใช้กันอยู่

     เมื่อไม่นานมานักนี่ฮะ อาจารย์ศรีศักดิ์ท่านเขียนเอาไว้แล้ว คุณสุจิตต์ วงศ์เทศ ก็มาขยายต่ออีกครั้งหนึ่ง บอกว่าไม่นานมานี้สัก 10 กว่าปีมานี้ ทางภาควิชามานุษยวิทยา ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ไปขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองชาติตระการ ซึ่งอยู่ติดกับเมืองนครไทย

     ชาติตระการ อำเภอชาติตระการของพิษณุโลกเรา หลังจากนี้ขุดค้นสำรวจแหล่งโบราณคดีตามลุ่มแม่น้ำ จะเป็นแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำวังทอง ทางตะวันออกของแม่น้ำน่านก็ได้พบหลักฐานใหม่ ๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งน่าจะมีความสำคัญกับกลุ่นชน และพัฒนาการของเมืองสองแคว

     พบอีกหลาย ๆ แห่ง ถ้าพูดอย่างนี้ก็แปลว่ามีเมืองอยู่ 2 ฝั่งแม่น้ำน่าน แล้วจากนั้นจะมีเมืองอยู่รอบ ๆ อีกมากมาย เมืองแต่ละเมืองที่ว่ามาเนี่ย ถ้ามีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด ในแต่เดิมก็รวมกันเป็นเมืองใหญ่ ถ้าไม่มีความสัมพันธ์กัน หรือห่างความสัมพันธ์ออกไป แยกเป็นเมืองอิสระ

     ตราบใดที่ยังไม่มีการรวมเข้ามาให้เป็นอาณาจักรเดียวกัน เมืองเหล่านี้ก็เป็นอิสระ เมืองแต่ก่อนเป็นอิสระทั้งนั้นแหละครับ ด้วยเหตุนี้แหละครับเวลาพม่ายกทัพมาตี กรุงศรีอยุธยา พม่าจึงยกมาตีได้ง่าย เพราะอะไร เพราะเมืองทั้งหลายเป็นอิสระแก่กัน

     พม่าใช้วิธียกพลเข้ามาไม่มากนัก ถึงเมืองเมืองหนึ่งก็ตีเมืองนั้น แล้วก็รวมไพร่พลเมืองนั้นมาตีอีกเมืองหนึ่ง ก็สมทบกันเข้าเหมือนกับหลายสายรวมเป็นแม่น้ำใหญ่ นั่นคือไพร่พลของพม่าที่จะยกเข้าอยุธยานั้นได้มากมาย เอาจากเมืองต่าง ๆ ซึ่งต่างก็เป็นอิสระแก่กันไม่ขึ้นต่อกัน ก็เข้ามาเป็นไพร่พลได้มากมาย

     วิธีมองคงจะต้องมองอย่างนั้น ว่าเมืองทุ่งยั้งก็ไม่ได้ขึ้นกับเมืองบางยมนะครับ เมืองสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย ก็ไม่ได้ขึ้นกับเมืองพิษณุโลก หรือเมืองสุโขทัย แต่ก่อนก็มีลักษณะเป็นดังนี้ นี่ก็เป็นลักษณะของเมืองคู่

     คราวนี้ก็มีหลายท่าน ที่พยายามที่จะวาดแผนที่ของเมืองพิษณุโลกแต่เดิม ว่าทางฝั่งตะวันตกนั้นมีเมืองชื่อเมืองชัยนาท อยู่บริเวณพระราชวังจันทน์ ส่วนทางฝั่งตะวันออก มีเมืองชื่อเมืองสองแควบริเวณใกล้ ๆ กับวัดใหญ่เนี่ยนะ สองเมืองเป็นอย่างนี้

     ส่วนเมืองพิษณุโลกนั้น ก็เป็นคำเรียกรวมของเมืองสองเมืองนี้ หรือไม่ มันไม่แน่ชัด แต่บอกเมืองพิษณุโลกนี่ ก็มีลักษณะที่จะตั้งอยู่ระหว่าง กึ่งกลางของเมืองชัยนาทกับเมืองสองแคว แต่ตั้งอยู่ทางฝั่งของเมืองชัยนาทคือทางฝั่งของวังจันทน์ นี่ท่านก็ลองคิดดูว่าจะเป็นประการไหน

     คราวนี้เรามาตราวจสอบดูอีกนิดนึงว่า เมืองสระหลวงสองแควถ้าเป็นสองเมืองเนี่ย จะเป็นประการใด คือสระหลวงเมืองหนึ่ง สองแควอีกเมืองหนึ่ง

     ลองอ่านจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 หรือ จารึกวัดศรีชุมดูสักนิดนึงนะครับ คำอ่านนี้ ผมอ่านมาเลยนะครับ อ่านว่า

     ...พระมหาเถรศีลศรัทธาราชจุฬามุนีเกิดในนครสรวงสองแคว (เกิดในนี้) ปู่ชื่อพระยาศรีนาวนำถุม (เป็นขุน)... เป็นพ่อขุน (เอ! ..อันนี้น่าคิดนะท่านนะ) ...เป็นพ่อขุนเสวยราชในนครสองอัน อันหนึ่งชื่อนครสุโขทัย อันหนึ่งชื่อนศรีสัชนาลัย...

     อันนี้แยกครับ ศรีสัชกับสุโขทัยแยกนะครับ แต่ว่านครสระหลวงสองแควเป็นนครคู่ ก็เป็นอันว่าที่ผมกราเรียนมาทั้งหมดนี่ ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าสระหลวงสองแควเนี่ย เป็นเมืองเดียวกัน ชื่อเมืองเดียวกันหรือว่าแยกกัน

     ท้ายสุดก็มาสรุปที่พูดมาทั้งหมดนี่นะครับ พูดตามวรรณกรรมหลายเรื่องเลย แต่เพื่อจะพยายามเสนอแนวคิดที่ว่า คำว่าเมืองพิษณุโลกเป็เซตนะครับประกอบด้วยสับเซต สอง สับเซต คือเมืองหนึ่งคือเมืองจันทบูรณ์อยู่ฝั่งตะวันออก และเมืองชัยนาทอยู่ฝั่งตะวันตก

     ที่ผมเสนอความคิดผมอย่างนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้นำข้อเขียนต่าง ๆ ของท่านอาจารย์ ธิดา สารยา ของท่านอาจารย์ ศรีศักดิ์ วัลลิโพดม ของท่านอาจารย์พิเศษ เจียจารพงศ์ และของคุณสุจิตต์ วงศ์เทพศ ของท่านศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร มารวมเอาไว้ เพราะแต่ละท่านก็มีวิธีคิดแตกต่างกัน

      สำหรับวันนี้หมดเวลา กระผม นายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>