สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการครับ
แรกเริ่มทีเดียวผมคิดว่าในสัปดาห์นี้ในอาทิตย์ตอนเช้า
ผมจะได้พูดในเรื่องวรรณกรรมของล้านนา ที่เกี่ยวข้องกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ที่เกี่ยวข้องกับพิษณุโลกแต่เผอิญเหลือเกินพออกมาเค้าก็โทรศัพท์มาตามบอกว่ามีโน้ตเล็กๆ
เขียนไว้ว่า รายการวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้อยากจะฟังวรรณกรรมเกี่ยวกับเกมส์
Raknarog นี่ข้อที่หนึ่งนะครับ
เกมส์
Raknarog วรรณกรรมเกี่ยวกับเกมส์ Raknarog ที่เค้ากำลังห้ามเล่นกันอยู่ในระหว่าง
22.00 น.ขึ้นไปจนถึง 6 โมงเช้า เค้าห้ามเกมส์นี้ก็ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมจัดให้นะครับ
ผมกำลังนึกอยู่นะครับ
และเรื่องที่ 2 อยากให้พูดถึงวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันเข้าพรรษา มีเรื่องใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับวันเข้าพรรษา
อันนี้ก็ลำบากนิดหน่อย เพราะว่าส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
แต่ก็ไม่เป็นไรในช่วง 1 ชั่วโมง ทั้ง 2 เรื่อง ที่ท่านขอมาโดยพูดสดนะครับ
เรื่องแรกเลยท่านขอให้พูดเรื่องวรรณกรรมเกมส์
Raknarog พวกที่เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์คงรู้จักกันดีนะครับ และท้ายสุดก็จบอย่างไม่สู้ดีนัก
มีการซื้ออะไรต่างๆ และก็ไปจ่ายเงินกับเรื่องที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว
เกมส์ Raknarog นี้ตอนที่เกมส์นี้เค้ามาแรกๆในเมืองไทยหลายคนตั้งชื่อเกมส์รากนรกฟังดูผมก็ว่าเข้าท่า
ที่ชื่อว่าเกมส์รากนรกนี้ โดยเนื้อแท้นะครับ คำว่า Raknarog เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในนิทานของชาวเหนือ
ใช้คำว่า Tale off the Northern ก็เป็นเรื่องทาง Scandinavian ก็ประกอบด้วยประเทศ
เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน แถวๆ นี้
เรื่องนี้จะว่าไปแล้วมันเป็นประเภทเทพนิยายเหมือนกันแต่มีที่มาความเชื่อเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ของเค้า
ชื่อ Odin ชื่อของคนนี้ก็กลายมาเป็น Woden แล้วตอนหลังก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น
Wenesday คือวันพุธที่มีเองนะครับ Odin woden Wenesday ส่วนชายาของ
Odin นั้นก็คือ Frigga ชื่อของเทพองค์นี้ก็กลายมาเป็น Friday ในที่สุด
และก็มีเรื่องเทพเจ้าแห่งสงคราม
คือ Tue Tue ก็คือชื่อของดาวอังคาร ดาวพระอังคารนะครับ ดาว Mars ดาวดวงเดียวกันนะครับ
ดาวพระเคราะห์แดงนี้นะครับ มาร์สชื่อของติวก็มาเป็น Tuesday วันอังคาร
แล้วก็มีชื่อของเทพ Thor ซึ่งก็เป็น Thoursday
แล้วทีนี้พอมีเทพทั้งหมด
มันก็ต้องมี Satan เป็นธรรมดา Satan ที่อยู่ในเมืองนี้นั้น เป็นที่อยู่ตรงกันข้ามกับเทพทางเหนือ
ตรงกันข้ามกับเทพโอดีน มี 2 พวก พวกหนึ่งเป็นยักษ์ครับ ชื่อ Force Gian
อันนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปลว่ายักษ์หิมะ เจ้า Satan ตัวที่ 2 ตัวนี้ร้ายกาจมากเลย
มันรบกับเทพทั้งหลายอยู่ตลอด มันชื่อว่า Loki
เจ้า
Loki มันมีความหวัง มันรอวันจะทำลายล้างโลกทั้งหมดวันที่ Loki รออยู่นี้เรียกว่าวัน
Raknarog Raknarog คือวันที่โลกจะถูกทำลายโดยซาร์ตาน ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
Satan ต้องการทำลายโลกนี้ ทำลายอะไรก็ได้ทั้งหมดวันนั้นแหละที่ Loki เค้ารออยู่คือ
วัน Raknarog นี่แหละ ถ้าวันนั้นมาถึงทุกอย่างจะดับสูญทั้งหมด เพื่อรอให้โลกถูกทำลาย
ขนาดเป็นเกมส์ยังเดือดร้อนขนาดนี้
เอาเรื่องเอาราวกันพอสมควรเค้าก็เลยจำกัดเกมส์ Raknarog เสียให้อยู่ในระหว่าง
6 .00 น.ไปจนถึงเวลา 22.00 น.ของวันนั้น หลังจาก 22.00 น.จนถึง 6 .00 น.
ของวันนั้นก็ไม่ให้มีการเล่น คงจะกลัวว่าวันที่โลกจะสลายมั้งจากโลกถูกทำลายเพราะโลกีจะมาเล่นงานไงครับ
นี่ก็เป็นวรรณกรรมประกอบเกมส์เรื่อง
Raknarog วัน Raknarog เท่าที่ผมจำได้นะครับจากความจำก็มีอยู่อย่างนี้นะครับ
ได้ยินเรื่องนี้มานานจะ 40 ปี มันก็ลงๆ ขึ้นๆ อยู่อย่างนี้พอจำได้ Raknarog
เป็นชื่อของวันที่โลกจะถูกทำลายโดย Satan ที่ชื่อ Loki ตามเทพนิยายของชาวเหนือหรือ
Tale off the Northern
นี่ก็เป็นข้อแรกที่ท่านได้กรุณา
มีจดหมายเล็ก ๆ เขียนมาถึงก็คงจะตอบได้เท่านี้นะครับ มากกว่านี้ก็ยังคิดไม่ออกนะครับผม
อันนี้มาถึงเรื่องที่
2 มีท่านกรุณาได้เขียนขอมา คือเรื่องวรรณกรรมเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษาก็เพิ่งผ่านมาเมื่อวันอาทิตย์นี้เองครับ
ก็เขียนมาถามตอนนี้เลยเพราะเป็นการเข้าพรรษาอยู่ว่า มีวรรณกรรมอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง
เกี่ยวกับวันเข้าพรรษานี้ อยากให้หาความหมายที่แท้จริง ว่าคืออะไร ทำไมต้องมีนะครับ
ขออยากให้อ่านนะครับ ผมก็ต้องพยายามตอบด้วยนะครับ
ผมคงตอบไปเองตามความคิดตลอด คงจะไม่ได้นะครับ แต่ก็พอจะพยายามตอบตามความคิดในเรื่องของที่ว่าจะวิเคราะห์เกี่ยวกับการเข้าพรรษาว่าเป็นประการใด
เริ่มแรกผมอยากจะพูดถึงวรรณกรรมเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา
ไม่เกี่ยวโดยตรงกันตลอดนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น นิราศทวาทศมาส คาดว่าแต่งในสมัยพระบรมไตรโลกนาถด้วยซ้ำไป
นิราศทวาทศมาสนี้
จะหลังพระบรมไตรโลกนาถอาจถึงสมัยพระนารายณ์มหาราช แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่
เรื่องนี้กล่าวถึง การเข้าพรรษาเอาไว้ด้วยนะครับ นิราศทวาทศมาสก็เป็นเรื่องราวการคร่ำครวญในเวลา
12 เดือน ก็คร่ำครวญไปถึงคนที่ตนรัก ตอนที่เค้าจากกัน คร่ำครวญถึงตอนสมัยก่อนเค้าไม่มีมือถือ
ไม่มีโทรศัพท์เค้าก็ได้แต่เขียนหากัน เพราะเค้าจากกันนาน 12 เดือน นี่ก็คร่ำครวญถึงกัน
เค้าก็คร่ำครวญถึงเดือน
5 เพราะเดือน 5 เป็นเดือนเริ่มต้นของชีวิต คร่ำครวญไปเรื่อย ๆ จนถึงเดือน
4 เดือน 5 6 7 8 9 10 11 12 อ้าย ยี่ สาม สี่ ก็หมดนะครับ เริ่มต้นตั้งแต่เดือน
5 เป็นต้นไป การคร่ำครวญนี้ก็คิดถึงเธอทุกเดือน เดือนไหนก็คิดถึงทั้งนั้นแหละ
เค้ามีอะไรแปลก
ๆ อย่างในวันที่เค้ากล่าวถึงนี้ การแห่องค์กฐินไปด้วย ในการทอดกฐินสมัยก่อนนั้น
มีธงตะขาบ ธงตะเข้ กำลังแห่กันไป เห็นธงที่ปลิวสะบัดนึกว่ามีใครเรียก ที่วิ่งก็วิ่งตามเหนื่อยแทบตายเลย
พอไปถึงปรากฏว่าไม่ใช่ ก็หมดแรงไปเลย เขียนเอาไว้ว่า ธงนั้นไม่ใช่น้องเรียกเลยทรุดเลยไป
ดูตาฝาด อย่างนี้เค้าเรียกว่าตาฝาดนะ คนมันมีความรักนี่ ไม่ได้นึกถึงกับตาบอดหรอกท่าน
ตาฝาด ตาแฉะ อะไรทำนองนั้นแหละ
แล้วเรื่องที่น่าสังเกตอีกเรื่องหนึ่งนะครับ
คือ ตอนต้นเรื่องเค้ากล่าวชมสนมของพระบรมไตรโลกนาถนะท่านนะ บทแรกกล่าวถึงความงามของสนมพระบรมไตรโลกนาถ
พอจากบทที่หนึ่งเนี่ย ขอโทษบทที่หนึ่งเนี้ยก็สรุปความได้ว่า สนมบางองค์ที่เป็นนั้นด้วยกระทั้งเดือนอ้าย


เดือนอ้ายนั้นหนังสือหลายเล่มเขียนว่าเป็นเดือน
มฤคเศียรมาส มฤค ก็คือสัตว์ประเภทกวาง พวกกวางมิคคะ มิคคะหรือมฤคาเป็นคำเดียวกัน
มฤคฑายวันเนี่ยนะครับ เศียรก็ศรีษะไงครับ มฤคเศียร ก็คือหัวของกวาง หัวของเก้ง
เพราะฉะนั้นเดือนแรกก็คือเดือนหัวกวางเนี่ย เดือนอ้ายนะมฤคเศียรมาส ที่เรียกอย่างนี้ก็เศียร
มฤคเศียรมาส มิคเศียร อันนี้ก็คือเรียกตามกลุ่มดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์นี่นะครับ
พอถึงเดือนยี่ถึงจะเป็น
บุษยมาส เดือนยี่ใช้คำว่า บุษยมาส ในพระราชพิธี 12 เดือน จะมีพิธีบุษยาภิเษกในเดือนยี่ครับ
บุษยมาส เดือน 3 ก็ มาฆมาส มาฆะ มาฆบูชาไงครับ วันในเดือน 3 มาฆ
ก็เป็นชื่อของกลุ่มดาว ดาวมาฆะก็คือดาวตางูนะครับ ดาวตางูนะครับคือดาวมาฆะนะครับ
เดือน 4 ก็ ผคุณมาส เดือน 5 จิตมาส เดือน 6 ไพศาข เรียกแบบสันสกฤษ
ภาษาบาลีก็วิสาขนี่นะครับ ไพศาขมาส เดือน 7 ก็เชบมาส เดือน 8 อาสาหมาส
นั่นก็คืออาสาฬหะนั่นเอง อาสาฬหะ
จากนั้นก็พิธีกรรมจะมีน้อยหน่อยในช่วงเข้าพรรษา มีน้อยจนกระทั้งหนังสือเก่าจริงๆ
เนี่ย ที่มีทางฮินดู พุทธแรก ๆ ที่กล่าวถึงพิธีกรรม เค้าจะกล่าวแค่ 9 เดือน
แค่นั้นเองครับ ไม่ถึง 12 เดือนหรอกครับ ที่หายไปเดือน 8 เดือน 9 เดือน
10 เนี่ย พิธีกรรมบางเรื่องจะหายไป เหลือแค่ 9 เดือน ก็มีเหตุผลที่มี 9
เดือนนั่นนะครับ
จึงมีหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งเดิมก็บอกว่าแต่งในสมัยสุโขทัย
ตอนหลังพอพิจารณาแล้วละก็บอกว่า แต่งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นครับ แต่เค้าเรื่องสมัยสุโขทัยก็ยังมีอยู่ในเล่มนี้
คือ ตำรับนางนพมาศ ที่จริง
นพ แปลว่า 9 มาศก็แปลว่า เดือน ถ้าเอา "ส" สะกด พิธีกรรมในเดือน
9 นั่นเองครับ เขียนไปเขียนมากลายเป็น "ศ" สะกด จึงกลายเป็นทอง
ชื่อนพมาศจึงกลายเป็นชื่อคนไปเลย
ในช่วงเข้าพรรษานั้นมีพิธีกรรมอะไรมากมาย
และก็ไม่มีการละเล่นอะไรนะครับ ช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงที่เค้าสงบ จึงถือศีลเพราะฉะนั้นจึงไม่มีการละเล่น
พิธีกรรมอะไรมากมาย
นี่ก็กราบเรียนให้ทราบว่ามีหนังสือชื่อ
ทวาทศมาส พระราชพิธี 12 เดือน ครองราชย์ เรื่องของตำรับนางนพมาศอีกด้วย
จะมีบางส่วนกล่าวถึงการเข้าพรรษา
การเข้าพรรษานะในช่วงตั้งแต่วันอาทิตย์ที่มาเนี่ยนะครับ
วันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ 10 เท่าไหร่ ผมก็เลื่อนไปอีก 14หรือ 15 นี่แหละครับที่
13 ที่ผ่านมาก็เป็นเข้าพรรษา การเข้าพรรษานั้นเป็นพุทธบัญญัตินะครับ นี่เป็นพุทธบัญญัติพระภิกษุทุกรูปต้องปฏิบัติตาม
พระภิกษุทุกรูปในพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติตาม
ตามความหมายจริง
ๆ ก็เป็นการอธิฐานอยู่ประจำ ไม่ไปเที่ยวจาริกในสถานที่ต่าง ๆ ยกเว้นกิจจำเป็นจริง
ๆ ถ้าเป็นจำพรรษาก็จะอยู่ระหว่าง แรม 1ค่ำ เดือน 8 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน
11นับเป็นเดือนตามจันทรคตินะครับ แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน
11 ของทุกปี ก็เป็นช่วงฤดูฝนฉะนั้นวันเข้าพรรษาก็จะเป็นวันที่พระภิกษุจะต้องอยู่จำวัด
หรือ อาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่ไปค้างแรมในที่อื่น ทำอย่างนี้ตลอด
3 เดือน นี่ความหมายจริง ๆ ก็เป็น
อย่างนี้
นี่ก็ดูว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้
ประการแรกต้องถามก่อนว่า ตอนที่ตนไม่เข้าพรรษานั้น พระก็จาริกไปตามสถานที่ต่าง
ๆ ทำไม คำตอบก็คือ ขอตอบเป็นภาษาอังกฤษซักนิดหนึ่ง มีการ Frinding the
mind ให้ประชาชน Frinding the mind ประชาชนเป็นการให้ศึกษานะครับ ตอนออกพรรษาท่านไปสถานที่ต่าง
ๆ ไปก่อให้เกิดการศึกษาแก่ประชาชน ก่อให้เกิดความรู้แก่ประชาชนไปสอนประชาชนให้รู้เรื่องจิต
ในเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมเกี่ยวกับความว่าด้วยความประพฤติต่างๆ นะครับ
ท่านก็เลยเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ เป็นเวลา 9 เดือน เพราะฉะนั้นพอถึงช่วงเข้าพรรษา
3 เดือนนั้นท่านต้องอยู่ประจำที่
ถามว่าท่านอยู่เพื่อทำอะไรบ้าง
ประการแรกก็ตอบอย่างง่าย ๆ ว่าท่านอยู่เพื่อศึกษาหาความรู้ในพระไตรปิฏก
อาจจะมีพระชั้นผู้ใหญ่คอยแนะนำท่านด้วย ท่านก็ศึกษาพระไตรปิฏกเพิ่มเติมช่วงนี้
จากนั้นท่านก็จะประเมินผลงานของท่าน ท่านใดเดินทางไปสั่งสอนประชาชน ไปยกระดับประชาชน
ท่านได้ประเมินว่าในรอบปีที่ผ่านมานั้นท่านได้มาประการใดบ้าง มีอะไรบ้างที่ต้องแก้ไข
มีอะไรบ้างในตำราที่ท่านยังไม่ได้กล่าวถึง มีอยู่ในพระไตรปิฏกหรือไม่ที่ท่านยังไม่ได้กล่าวถึง
ท่านกระประเมินผลงานของท่าน และอีกอย่างหนึ่งก็เพื่อท่านจะได้มีโอกาสให้ประสบการณ์แก่พระที่บวชใหม่ตอนเข้าพรรษา
มาจำพรรษา พระบวชใหม่ หรือพระภิกษุเนี่ยได้มีโอกาสสอนพระบวชใหม่ด้วย การที่ท่านอยู่ประจำนี้
ท่านจะได้ศึกษาเพิ่มเติมจากพระไตรปิฏกและจากพระชั้นผู้ใหญ่ จากนั้นก็เป็นการประเมินผลให้กับตัวเอง
ในช่วง 9 เดือนที่ไปสั่งสอนประชาชน และก็จะสอนพระบวชใหม่ด้วยนะครับ
ในวันเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนจะถือเป็นวันสำคัญเพราะว่าพระจะกลับมาประจำอยู่ที่วัด
ตอนนี้อาจได้เข้าไปสนทนาธรรมกับท่านได้ ปฏิบัติสังฆกิจในที่ประจำแห่งเดียว
ท่านก็จะได้สอนพระที่บวชใหม่และจะได้อนุเคราะห์ใครก็แล้วแต่ที่มาสนทนาธรรมกับท่าน
ในขณะเดียวกันพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ถือเป็นเวลาอันสมควรทำอะไรบ้าง
ควรงดเว้นจากการทำชั่วต่าง ๆ อันจะทำให้ร่างกายและจิตใจของตัว เสื่อมโทรม
เสื่อมทราม และทำให้สังคมไม่เป็นระเบียบ อะไรบ้างล่ะ ที่ควรงดเว้นในช่วงเข้าพรรษา
มีเรื่องของการติดยาเสพติดทั้งหมดการเสพยาเสพติดทั้งหมด หรือการเที่ยวเตร่
สนุกสนานจนเกินขอบเขตจนถึงต้องให้มีการจัดระเบียบสังคม ในช่วงนี้เป็นเวลาอันสมควรนะครับ
ผมคิดว่า หลายท่านตอนนี้มีศัพท์คำนึง คำว่า เข้าพรรษา ถามว่าทำอะไรตอนเข้าพรรษา
ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในช่วง 3
เดือน บางท่านมีการพูดว่าเขาทำไมแค่ 3 เดือน ทำไมไม่ทำซัก 9 เดือน เค้าคงไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง
ถ้าทำดีก็คงจะได้ดี
นอกจากนี้
ยังงดเว้นสิ่งที่ชั่วร้ายแล้วนี่ ในช่วงเข้าพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนก็จะบำเพ็ญทานรักษาศีล
รักษาศีลนี่ทำยังไงครับ เป็นเรื่องของ กาย วาจา รักษากาย รักษาวาจา ให้มีความปกติในข้อห้าม
5 ประการ คือ ห้ามมุ่งร้ายหมายขวัญชีวิตและร่างกายของผู้อื่น ห้ามทุจริตของผู้อื่น
ห้ามประพฤติผิดในกาม ห้ามพูดจาไม่เป็นความจริง ห้ามเล่นสารเสพย์ติด รักษากาย
วาจา เค้าก็รักษากาย วาจา มีการฟังธรรมะและมีการปฏิบัติมากขึ้น ฟังธรรมแล้วก็นำไปปฏิบัติ
เน้นเรื่องการปฏิบัติธรรมด้วย
อันนี้ก็ควรมาดูวรรณกรรมที่เกี่ยวกับความเป็นมาของวรรณกรรมเข้าพรรษาบ้าง
วรรณกรรมทั่วไปเท่าที่ปรากฎอยู่ และเราก็ทราบมาตั้งแต่เราเรียนในสมัยประถม
ก็กล่าวถึงว่าเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวัน เมืองราชคฤค ได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไปตำหนิพระองค์ว่า
ไม่รู้จักการเวลาซะเลย เที่ยวจาริกไปเรื่อยไปเที่ยวแม้แต่ในฤดูฝน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย
ที่เกิดความเสียหายก็เพราะเวลาที่ท่านจาริกไปนี่ แต่กับคนที่เค้ารักการศึกษานะครับ
เค้าก็มาฟังธรรม มาเรียนกับพระสงฆ์เวลามาเรียนมันก็ทำให้งานอาชีพหย่อนลงไป
แทนที่จะทำนาให้เต็มที่ ก็เลยทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะเอาเวลาไปเรียนกับพระสงฆ์ซะ
ชาวบ้านเค้าก็เลยบอกว่า กากระทำแบบนี่เป็นการสอนเปรียบประดุจไปเหยียบข้าวของชาวบ้าน
ทำให้เกิดการเสียหายทำให้หย่อนยานลงไป เพราะมัวแต่มาเรียนกับพระสงฆ์
น่านแสดงว่าแต่ละคนรักการเรียนนะท่านนะ
ขอให้มีการเรียนเถอะขณะมีอาชีพยังอุตส่าห์รักเรียนเลย มาเรียนกับพระเนี่ย
ด้วยเหตุนี้เอง
ก็น่าจะมีการหยุดบวชในช่วงที่ประชาชนประกอบอาชีพอย่างเต็มที่ แนวปฏิบัติอย่างนี้พวกพระสงฆ์
นักบวชศาสนาอื่นเค้าก็ยังหยุดทำงานนะ แม้แต่จะหยุดท่องเที่ยวในฤดูฝน พระพุทธเจ้าทรงทราบเข้า
พระองค์จึงทรงให้พระสงฆ์ทั้งหมดประชุมกัน และจากนั้น หลังจากการประชุมเรียบร้อยแล้วจึง
ทรงบัญญัติการเข้าพรรษา ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกว่า ...อนุชานามิภิกขุ
เววัตสังอุบศันตุง... ซึ่งจะแปลเป็นภาษาเราว่า ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้จำพรรษา
วันเข้าพรรษาเนี่ย
เค้าเรียกสมัยนั่นว่า ปุริมพรรษาเป็นวันเข้าพรรษาแรกเลยทีเดียว แรม 1 ค่ำ
เดือน 8 เรียกว่าพรรษา บุริมพรรษาแปลว่าหน้าฝนท่าน เป็น อธิกมาส อธิกมาส
เดือน 8 สองหน เนี่ย
เราก็เลื่อนวันเข้าพรรษา ในแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง นะครับว่าเป็นวัน แรม
1 ค่ำ เดือน 8 แล้ว ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาได้ ก็ เข้าพรรษาในวันแรม
1 ค่ำเดือน 9 ก็ได้ ไปสิ้นสุดใน วัน 15 ค่ำ เดือน 12 เรียกว่าวันเข้าพรรษาหลังหรือปัจฉิมพรรษา
นี่ท่านสังเกตให้ดีนะครับ
ความยืดหยุ่นได้ ความดี ที่ปรากฏในพระพุทธศาสนานี้ แม้แต่วันเวลาเข้าพรรษาก็ยังเลื่อนได้
ปีใดที่อธิกมาส มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเข้าพรรษาวันไหนก็ได้ทั้งหมดเลย
วันเข้าพรรษานี้ไปสิ้นสุดลงในวัน 15 ค่ำ เดือน 12 มิเลยใช่ไปเลยทั้งหมด
ในเดือน 11 อย่างนี้เค้าเรียกวันเข้าพรรษาหลัง หรือปัจฉิมพรรษา นี่เค้ากำหนดไว้ในพระไตรปิฎก
นี่ก็มีเรื่องถามกันเหมือนกันนั่นแหละ
การถือปฏิบัติเข้าพรรษาในประเทศไทยนี่เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นมาอย่างไร
ก็กราบเรียนว่าสมัยก่อนนั้น ส่วนใหญ่คนไทยมีอาชีพเกษตรกรรม เค้าจึงทำไรไถนา
ปักดำข้าวกล้า หลังจากที่พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว ก็เริ่มทำ
อันนั้นก่อนเข้าพรรษาแล้ว
ครั้นพอเข้าพรรษา คนทางนั้นก็เสร็จจากทำไร่ทำนา ก็มีเวลามากขึ้น ประกอบการคมนาคมไปไหนมาไหนก็ลำบาก
เพราะฝนตกมีน้ำขังเจิ่งนองทั่วไป ชาวบ้านจึงถือโอกาสเข้าวัดช่วงนี้ พอว่างจากงาน
เข้าวัดไปเรียนหนังสือนะครับ คนทั่วไปเรียกว่า ไปถือศีลภาวนา ก็แปลว่าเป็นการรักษาศีล
ทำร่างกายให้เป็นปกติ สำรวมอยู่ในศีล 5 จากนั้นฟังธรรมก็คือ การเรียน เรียนในพระไตรปิฏก
พระก็เป็นผู้สอนโดยเทศน์
ปัจจุบันเรายอมรับว่าสังคมเราอ่อนจริยธรรม
เพราะอะไร เพราะเราไม่ได้ไปรักษาศีลเหมือนสมัยก่อนในวันเข้าพรรษา ในตอนที่อยู่ที่วัด
เพราะพระท่านย่อมจะมีความลำบากเพราะต้องเตรียมอาหารเอง เพราะหน้าที่ของท่านคือ
สั่งสอน เพราะฉะนั้นท่านก็จะมีการยกเว้นไม่ต้องทำอาหารเองจะมีคนมาถวาย
เพราะพระท่านก็จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ ที่เกิดการสั่งสอนในศรัทราทำให้เกิดการปฏิบัติ
ตามหลักทาน หลักศีล แล้วภาวนา หลังความไม่ประมาทในการประกอบคุณความดีต่าง
ๆ นะครับ
ในจารึกสุโขทัยนั้น
ได้ชี้ชัดได้เลยว่าพุทธศาสนิกชนชาวไทยได้เริ่มบำเพ็ญกุศลเนื่องด้วยวันเข้าพรรษามาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี
ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงกล่าวไว้เลยว่า ...พ่อขุนรามเจ้าแห่งเมืองสุโขทัยนี้
ลูกจ้าว ลูกขุน ทั้งหลาย ทั้งชายและหญิงฝูง ทวยมีศรัทราในพุทธศาสน์ มีการทรงศีลเพื่อพรรษา....
ทุกคนพอเค้าถึงพรรษาคนก็จะถือศีลทุกคนเลยในสมัยสุโขทัย เจ้าเมืองในที่นั้นก็หมายถึงกษัตริย์เนี่ย
แต่เราเรียกกันว่าพ่อขุน พ่อขุนรามเนี่ยท่านก็ถือศีล บรรดาพวกที่อยู่ในวังก็ถือศีลด้วย
และก็ประชาชนทุกคน ลูกจ้าวลูกขุน ทั้งชายทั้งหญิงถือศีลทั้งนั้น เพราะทุกคนศรัทราในพระพุทธศาสนา
นี่จารึกหลักที่
1 ซึ่งเราจะเรียนเป็นเริ่มแรกเลย ถือว่าเป็นวรรณกรรม วรรณกรรมเรื่องนี้ก็มีคนสงสัยอยู่นะครับ
ว่าแต่งกันอย่างไร แท้จริงอันนี้ก็ทราบว่าแต่งหลังจากพ่อขุนรามคำแหงสวรรคตไปแล้ว
แต่อยู่ในจารึกหลักเดียวกัน เพราะจารึกหลักที่1 แต่งขึ้นหลายสมัยนะครับ
สำนวนบอกชัดเลย
นอกจากจะรักษาศีลแล้วเนี่ย
พุทธศาสนิกชนสมัยสุโขทัย ก็ยังบำเพ็ญกุศลอื่นๆ ถ้าพอจะเชื่อได้ว่าหนังสือตำรับนางนพมาศนั้น
พอมีเค้ามาจากสุโขทัย ถึงแม้สำนวนจะเป็นรัตนโกสินทร์ เนื้อหาบางส่วนเป็นรัตนโกสินทร์บ้างก็เถอะ
แต่ก็ปรากฎชัดนะครับว่ามาจากสุโขทัย ในหนังสือนางนพมาศเนี่ยเค้าสรุปเอาไว้ว่า
เมื่อถึงเดือน 8 ก็มีพระราชพิธีอาสาทมาส นี่ใช้ภาษาสันสกฤตนะครับ อาสาทมาส
อาสาท เป็น อาสาห ถ้าเป็นบาลี
เดือนที่
8 นี่ พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะได้จำพรรษาในพระอารามต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีรับสั่งให้จัดแจงอาสาสนะถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะให้จัดที่พักอาศัยของพระ
พร้อมทั้งบริขารให้เหมาะสำหรับพระสงฆ์บริโภค เช่น ตู้ เตียง เสื่อ สาด
ผ้าจำนำพรรษา อาหารหวาน อาหารคาว ยารักษาโรค ธูปเทียน เทียนจำนำพรรษาเพื่อบูชาพระรัตนตรัย
ในพระอารามหลวงทั่วราชอาณาจักร แม้ประชาชนชาวสุโขทัยก็ทำบุญเช่นนี้ ตามวัดประจำตระกูลของตน
ที่พูดอย่างนี้นั้น
ตีความได้ว่า คนแต่ก่อนใฝ่ใจในการศึกษา สนับสนุนการศึกษาอย่างเต็มที่เพราะวัดคือโรงเรียน
วัด คือ มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น การจัดสิ่งต่างๆให้แก่วัด ก็คือการดำเนินเรื่องการศึกษาโดยตรง
คนแต่ก่อนเค้าให้ความเอาใจใส่การศึกษามากนะ เพราะพอถึงเวลานี้ก็นำสิ่งของต่างๆ
ไปที่วัดมีทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค ท้องถิ่นเป็นฝ่ายทำเลยครับ อาณาจักรเป็นฝ่ายทำ
มองดูอย่างเนี่ยก็ตีความได้อีกว่า
สมัยก่อนนั้นอุดมสมบูรณ์ทีเดียว มีข้าวของมีวัดประจำตระกูลด้วย การบำเพ็ญกุศลในเทศกาลเข้าพรรษาเนี่ย
มีที่สำคัญอยู่ 2 ประเพณี ก็ควรจะนำมากล่าวไว้ เพราะว่าในวรรณกรรมต่างๆ
เกี่ยวกับวันเข้าพรรษา ถ้ามีเวลาเหลือก็จะกล่าวถึงวรรณกรรมต่างๆ ด้วยนะครับ
นำข้อความในวรรณกรรมต่างๆ มาพูด
ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา
ประเพณีนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าแบบในปัจจุบันนะท่านนะ
ของเราตอนนี้เปิดปั๊บก็ติด อ่านหนังสือได้ทันที แต่ก่อนพอถึงกลางคืนแล้วมืดนะท่าน
มืดเลยแหละ เมื่อพระสงฆ์จำพรรษารวมกันมาก ๆ ก็จำเป็นต้องปฏิบัติกิจ เช่น
ทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดและตอนพลบค่ำ พูดง่าย ๆ ว่าตอนพลบค่ำกับตอนเช้ามืดเนี่ย
พระสงฆ์เค้าตื่นมาแล้ว แต่แต่ก่อนไม่มีไฟฟ้า ก็แก้ปัญหาสิครับ พอท่านตื่นมา
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพระปริยัติธรรม อย่างนี้ต้องการแสงสว่างทั้งสิ้น
ทั้งเช้าทั้งพลบค่ำเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ก็ต้องใช้แสงสว่าง ก็ต้องใช้แสงสว่างจากเทียนที่พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัย
และเพื่อต้องการแสงสว่างโดยตรง ก็เลยนิยมหล่อเทียนเล่มใหญ่ให้สว่างอยู่ในช่วงพรรษาทั้ง
3 เดือนนะครับ หล่อเทียนต้นใหญ่เลย กะว่าจุดได้ตลอด 3 เดือน นำเทียนนั้นไปถวายพระภิกษุที่วัดใกล้
ๆ บ้าน ถือเป็นพุทธบูชา เทียนดังกล่าวเราเรียกเทียนจำนำพรรษา นำไปให้ท่านจุดตลอด
3 เดือน เพื่อว่าท่านจะได้มีสังฆกิจได้ในตอนพลบค่ำ ตอนเช้าหรือตอนกลางคืน
ในตอนที่ท่านจะศึกษาพระปริยัติธรรม
มีคำถามว่าตอนนี้มีไฟฟ้าแล้วเนี่ยทำไมจึงยังต้องมีเทียนอยู่
คำตอบคือ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมานะครับ นี่ก็เป็นเรื่องของเทียนเข้าพรรษา
ก่อนจะนำเทียนไปถวายเนี่ย
ชาวบ้านเค้ามักจะจัดเป็นพิธีหล่อเทียนเข้าพรรษา บางทีเค้าเรียกว่า หล่อเทียนจำนำพรรษา
หล่อเสร็จมีการแกะสลักให้สวยทีเดียว มีการประกวดกันด้วย ปัจจุบันก็ทำกันอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี
แห่แหนเทียนแล้วเทียนนี่ก็แกะสลักสวยงามมาก แกะสลักสวยมากเลยครับ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกทีเดียว ประเพณีแห่เทียนพรรษาเนี่ยเลื่องลือไปทั่วโลก
แต่ก่อนก็แห่กันในสมัยสุโขทัยแห่แหนกันทีเดียวแหละ หนังสือนางนพมาศกล่าวเอาไว้ว่า
...
ครั้นถึงวันขึ้น 14 ค่ำ ทั้งทหารบกทหารเรือก็จัดงานแห่เทียนจำนำพรรษา ทั้งใส่คนหาบก็มี
ลงเรือไปก็มี ประดิษฐานอยู่ในบุศบกทองคำ ประดับธงทิว ตีกลองเป่าแตรสังข์แห่ไป
ครั้นถึงพระอารามแล้ว ก็ยกเทียนเล่มนั้นเข้าไปพระอุโบสถ หอพระธรรม และพระวิหาร
จุดให้สว่างไสวในที่นั้นๆตลอด 3 เดือน ....
ดังนี้ทุกอารามบอกไว้ชัดเลยครับ ในสมัยก่อนเนี่ย ก็มีการจุดเทียน นี่ในวรรณกรรมชื่อตำรับนางนพมาศ
ตำรับนางนพมาศ กล่าวไว้อย่างนี้
จากประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาเนี่ย
เราจะตีความได้ถึงว่า คนแต่ก่อนเค้ามีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสามัคคี
มาช่วยกันหล่อเทียน มาช่วยกันแกะสลัก และก็ช่วยกันแห่แหนเอาไป ในเรื่องของการหล่อเทียน
ในเรื่องของการแห่แหนก็เป็นการส่งเสริมศิลปะนะครับ ทางด้านการแกะสลักนี่เค้ามีการเกื้อกูลกัน
ช่วยกัน สังคมสมัยก่อนอยู่กันอย่างเป็นสุขได้อย่างนี้นะครับ ถ้าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาว่าถึงเวลานี้จะทำอย่างนี้ต้องร่วมมือกัน
สังคมไทยเรามีอย่างนี้ทั้งนั้นครับ เค้าแบ่งงานกันทำนะสังคมไทยเนี่ย เค้ามีการ
sharing เค้าให้ความร่วมมือเค้ามี paticiping และขณะเดียวกันเค้ามีการประสานงานกันดี
เรียกว่า cordinating ลักษณะนี้นั้นก็จะอยู่ในสังคมไทยอย่างแน่ชัด ภาษาฝรั่งเค้าเรียก
sharing, paticiping, cordinating นี่ว่าเป็นเรื่องของความสามัคคีนะครับ
ไทยเราเรียก สามัคคีธรรม ที่เป็นหนึ่งในเรื่องของประชาธิปไตย
สังคมไทยมีสามัคคีธรรมอยู่ตั้งนาน
ดูจากประเพณีต่างๆ จะเห็นชัด ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษานี่เห็นชัดเลยครับ
ในปัจจุบันเราก็ทำอยู่ครับ ไม่ได้ละเลยไปประการใดเลย ที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี่แหละครับ
ที่จังหวัดอุบลราชธานีก็ยังมีการแห่แหนเทียนจำนำพรรษากันอยู่ แล้วก็เลื่องลือไปทั่วโลก
จากนั้นก็มีประเพณีอีกอย่างหนึ่ง
คือ ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน ฟังดูนะครับ ผ้าอาบน้ำฝน ประเพณีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ในพระไตรปิฎกก็กล่าวว่ามี มหาอุบาสิกาท่านหนึ่งชื่อ วิสาขา นางวิสาขาเนี่ยเราได้ยินชื่อคนนี้บ่อยนะครับ
ที่บอกไว้ว่าเวลาฝนตกเธอก็ไม่วิ่งเธอจะเดินจะไปไหนด้วยจริยวัตรอันงาม สมัยก่อนคงจะวิ่งไม่ได้เพราะโคลนเคลินมันคงจะทำให้วิ่งเสร็จเดี๋ยวล้มจะไม่งาม
ต้องค่อยๆ เ ดิน
เนี่ยนางวิสาขาเนี่ยนะครับ
เป็นผู้มีจริยวัตรอันงามมหาอุบาสิกาที่ชื่อวิสาขา ได้ทูลขอพระบรมพุทธานุญาติ
ให้พระสงฆ์ได้มีผ้าอาบน้ำสำหรับผลัดเปลี่ยนเวลาสรงน้ำระหว่างฤดูฝน พระท่านก็จะสรงน้ำนะครับ
ก็ขอให้มีผ้าผลัดเปลี่ยนก็มีการถวายผ้าอาบน้ำฝน นางวิสาขานี่ก็เลยเป็นสตรีคนแรกทีเดียวแหละ
เป็นสตรีคนแรกที่ได้รับพุทธานุญาติให้ถวายผ้าอาบน้ำให้แก่พระสงฆ์
ประเพณีนี้ก็เลยติดเรื่อยมานะครับ
พอถึงวันเข้าพรรษาเนี่ยก็จะมีประเพณีนี้เกิดขึ้น ก็เป็นอันว่า เราได้พูดถึงประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา
และก็ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน ตามที่ปรากฏในหนังสือนางนพมาศน่ะ อันเป็นวรรณกรรมซึ่งมีเค้าโครงมาจากสมัยสุโขทัย
กับที่อ้างดังอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องพระไตรปิฎก
เพราะฉะนั้นก็
ในวันนี้ก็หมดเวลานะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสงก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน
พบกันใหม่คราวหน้าสวัสดีครับ