วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 61 เรื่อง วรรณกรรมของชาวต่างชาติเกี่ยวกับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

          สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง แต่การมาครั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมนี้นะครับ เราเริ่มเวลา 8.00 - 9.00 น. วันอาทิตย์ ต่างจากเดิม แต่เดิมนั้นอยู่วันพฤหัสบดีเวลา 9.30 น. คราวนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นวันอาทิตย์เวลา 8.00 - 9.00 น. ครับ

          ก็มีท่านผู้ฟังหลายท่านได้โทรศัพท์มาถึงผม บอกว่าเรื่องของมหาวิทยาลัยนเรศวรของเรานี่นะครับ เรื่องเกี่ยวกับเรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น เราไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่น่าจะมีการพูดถึงกันในหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวรรณกรรม ผมก็ยินดีนะครับที่จะพูดถึงเรื่องนี้ โดยอัญเชิญพระราชประวัติของพระองค์มา แต่ก็มีพรรคพวกเขาบอกว่าขอให้พูด ให้พูดให้แตกต่าง แต่ว่าจะให้พูดให้แตกต่างนั้นไม่ได้หรอก แต่ขอให้พูดโดยใช้หลักฐานต่างๆ ที่มันไม่ค่อยจะมีใครอ้างถึงนักนะครับ ยกเว้นนักประวัติศาสตร์ซึ่งจะอ้างถึงบ้าง โดยที่หลักฐานนั้นเป็นวรรณกรรม อาจจะเป็นวรรณกรรมจากต่างประเทศก็ได้ ผมก็เลยคิดว่าในวันนี้นะครับ จะได้พูดถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยพูดจากวรรณกรรมของชาวต่างประเทศ

          ทีนี้ในเรื่องของชาวต่างประเทศนี่นะครับ ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการติดต่อสัมพันธไมตรีกับชาวต่างประเทศ มีอยู่มากมายทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก คือทางยุโรป หรือทางแถบซีกโลกตะวันออก คือในทวีปเอเชียด้วยกัน มีหลักฐานอยู่

          หลักฐานแรกที่เป็นวรรณกรรมที่จะได้นำมานำเสนอในที่นี้ เป็นหลักฐานของชาวตะวันตกที่ได้บันทึกเอาไว้ เป็นเรื่องในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผมได้เอกสารนี้นะฮะ ของคุณธีรวัฒน์ ณ ป้อมเพชร ได้เขียนเอาไว้ เรื่องนี้เขาเขียนเอาไว้เมื่อประมาณพุทธศักราช 2539 มีพิมพ์ไว้ในยุคนั้น

          จากงานของคุณธีรวัฒน์ ณ ป้อมเพชร เขาก็ได้นำเสนอไว้ว่า เอกสารภาษาตะวันตกที่สำคัญที่สุด ที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ รัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามทัศนะของคุณธีรวัฒน์ เขาบอกว่า มีอยู่ 2 เอกสารคือ เอกสารของชาวสเปน กับเอกสารของชาวฮอลันดา โดยที่กล่าวว่าชน 2 ชาตินี้ คือสเปนกับฮอลันดานี่ ได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยเป็นครั้งแรก ในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เรื่องนี้นั้นเราไม่ค่อยจะทราบกันเท่าไรนัก เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เรามักจะทราบแต่เรื่องของการสงคราม เรามักจะทราบอย่างนั้นเป็นส่วนใหญ่ ในเรื่องการค้าขายเราไม่ค่อยจะทราบเท่าไรนัก แต่จากเอกสารของชาวสเปนและชาวฮอลันดา กล่าวถึงการค้าขายที่มีในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

         ในเอกสารนั้นก็กล่าวว่า ชาวสเปนได้เดินทางมาจากกรุงมะนิลา สมัยก่อนมะนิลาก็ฟิลิปปินส์นี่นะครับ เข้ามาติดต่อค้าขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในคริสตศักราช 1598 ก็ตรงกับพระพุทธศักราช 2141 นะครับ พวกสเปนเข้ามาติดต่อในพระพุทธศักราช 2141 ส่วนชาวฮอลันดานั้นเข้ามาเป็นครั้งแรกในคริสตศักราช 1604 ก็ตรงกับพระพุทธศักราช 2147 ซึ่งเป็นช่วงปลายของรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้วละครับ เขาเข้ามาติดต่อ เนี่ยสองชาติเนี๊ยเข้ามาโดยที่สเปนเข้ามาใน พุทธศักราช 2141 ส่วนฮอลันดาเข้ามาในพุทธศักราช 2147

          เมื่อคริสตศักราช 1598 นี่นะครับ ซึ่งตรงกับพระพุทธศักราช 2141 ข้าหลวงใหญ่สเปนที่กรุงมะนิลา ชื่อว่า ดอน ฟรานซิสโก เทลโล ข้าหลวงใหญ่ข้าหลวงดอน ฟรานซิสโก เทลโล ซึ่งอยู่ที่กรุงมะนิลา ได้ส่งนายฮวน เทลโล เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยา นายฮวน เทลลโล นี่ถ้าไปอ่านไม่ใช่ภาษาสเปนก็จะอ่านเป็นจวนไปนะ แต่เสียง /จ/, /j/ ภาษาสเปนออกเสียงเป็น /ฮ/, /h/ เหมือนดอน ฮวน ถ้าอ่านพลาดไปเป็นดอนจวนก็ลำบาก เหมือนกับคำว่ากัญชา คำว่า มาลีฮวนน่า ถ้าอ่านผิดก็จะเป็นมาลีจวนน่าไปเลยนะ

         นายฮวน เทลโล ได้เดินทางจากกรุงมะนิลาเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา เหตุผลที่เข้ามานี่ ก็เนื่องจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงส่งพระราชสาส์นไปถึงข้าหลวงใหญ่แห่งกรุงมะนิลา แสดงความสนพระทัยค้าขายกับสเปน
อันนี้พอฟังแล้วต้องคิดกันทีเดียวเลยนะครับ ว่าชาวสเปนเนี่ย ที่เขาส่งนายฮวน เทลโลเข้ามา ก็เพราะสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงส่งพระราชสาส์นไปถึงข้าหลวงใหญ่แห่งกรุงมะนิลาก่อน แสดงความสนพระทัยว่าจะค้าขายกับสเปน

         ถ้าพูดอย่างนี้มองเห็นชัดเลยว่า จะติดต่อสื่อสาร ส่งพระราชสาส์นไปถึงนายดอน ฟรานซิสโก เทลโล ส่งไปประการใด ก็ต้องส่งไปทางเรือ สมัยก่อนจะไปทางทางอื่นไม่ได้หรอก ฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลาเนี่ยต้องไปทางเรือ ถ้าไปทางเรื่อ เป็นเรือของใคร ในเมื่อตอนนั้นเรายังไม่ได้ติดต่อกับสเปน ดังนั้นก็ต้องเป็นเรือของไทย แสดงถึงว่าเรือของไทยน่ะเดินอยู่ทั่วไปจนถึง มะนิลา เดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปมะนิลา เราต้องมีทัพเรือที่ดีทีเดียว มีกองเรือที่ใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะเดินทางไกลถึงขนาดนี้ไม่ได้ จากนัยนี้แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของกองเรือของไทยนะครับ จากข้อความแค่นี้มองเห็นชัดเลยว่า ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เรามีกองเรือขนาดใหญ่เดินทางไปถึงกรุงมะนิลาได้ด้วย พระองค์ถึงได้ส่งพระราชสาส์นไปถึงนายดอน ฟรานซิสโก เทลโล แสดงความสนพระทัยจะค้าขาย

         ก็เป็นอันว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายริเริ่มการติดต่อกับสเปนก่อน นโยบายการค้าในยุคนั้นเป็นนโยบายรุกนะครับ ไม่ใช่รับนะครับ จะค้าขายนี่ติดต่อไปยังสเปน ซึ่งขณะนั้นเค้าครอบครองฟิลิปปินส์อยู่ก็เลยไปที่กรุงมะนิลา
รายละเอียดปรากฏในจดหมายของนายดอน ฟรานซิสโก เทลโล ซึ่งส่งไปถวายพระเจ้าฟิลลิปที่ 3 แห่งสเปน คนของเขาเองคือข้าหลวงใหญ่ประจำกรุงมะนิลานี่ จะพูดไปก็เป็นพระราชสาส์นที่ส่งไป ไม่ใช่พระราชสาส์นซิ ขอโทษ เป็นคล้าย ๆ หนังสือรายงานเนี่ยนะครับ ส่งไปถวายพระเจ้าฟิลลิปที่ 3 ที่สเปน

         ในจดหมายนั้นมีรายละเอียดว่า นายดอน ฟรานซิสโก เทลโล ได้รับพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงสยาม คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในพระราชสาส์นนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีพระประสงค์ที่จะดำเนินการพาณิชย์ค้าขายกับหมู่เกาะฟิลิปปินส์ พระราชสาส์นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่มีไปเป็นอย่างนั้น นายดอน ฟรานซิสโก เทลโล ก็กราบทูลพระเจ้าฟิลลิปที่ 3 ว่า หลังจากได้รับพระราชสาส์นจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว นายดอน ฟรานซิสโก เทลโล ก็แต่งตั้งให้นายฮวน เทลโล พร้อมกับคณะทูต เดินทางจากกรุงมะนิลาไปกรุงศรีอยุธยา ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเจ้ากรุงสยามนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็เป็นการไปกราบทูลต่อพระราชสาส์น โดยที่ได้กล่าวถึงความนิยมชมชื่นอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียวครับว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น ทรงมีพระราชไมตรีที่แสดงต่อข้าหลวง แล้วก็ชาวสเปนทั้งหลายอย่างดียิ่งเลย แล้วจากนั้นก็ได้มีความนิยมในพระราชปรารถนาที่จะค้าขายกับชาวสเปน ทรงเห็นว่า ไม่ใช่ทรงเห็นประทานโทษ นายดอน ฟรานซิสโก เทลโล เห็นว่าพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นกว้างไกลเหลือครับ ในการที่จะค้าขายกับสเปน แล้วทรงติดต่อกับสเปนก่อนด้วย ไม่ใช่สเปนมาติดต่อ

         กัปตันฮวน เทลโล ได้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา แล้วเมื่อ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนเศวรมหาราชแล้ว เขาก็ได้ทำข้อตกลงโดยเสนอแนะทางกรุงศรีอยุธยาว่า ควรจะเปิดเมืองท่าเมืองใดเมืองหนึ่งสำหรับการค้า เพื่อให้ชาวสเปนตั้งอยู่ที่นั่น ทำเป็นศูนย์การค้าที่นั่น ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่นโดยอิสระ และขอยกเว้นภาษี ไม่ต้องเสียภาษีให้แก่ราชอาณาจักรสยาม ไม่ต้องเสียภาษีให้แก่กรุงศรีอยุธยา

         นี่ก็เป็นการติดต่อระหว่างไทยกับสเปน ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็เป็นเรื่องของการค้า ถ้าดูเผิน ๆ นะจะเป็นเรื่องของการค้า แต่ถ้าจะดูลึกๆ แล้วเนี่ยนะครับ ก็น่าจะเป็นเรื่องทางการต่างประเทศด้วย คือนอกจากไทยจะค้าขายกับสเปนแล้วเนี่ย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังทรงมีพระราชประสงค์ที่จะไม่ให้สเปนช่วยเหลือเขมรในการทำสงครามกับสยาม เพราะในช่วงนั้นเขมรมีสัมพันธไมตรีกับสเปนเป็นอย่างดีนะครับ สเปนได้เข้ามาติดต่อกับเขมร มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันอยู่ เพื่อไม่ให้สเปนเข้าไปช่วยเหลือเขมรในการทำสงคราม สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็เลยทรงติดต่อกับสเปนเสียก่อน เพื่อที่จะค้าขายกัน เป็นการให้สเปนนั้นระงับความช่วยเหลือทางการสงครามแก่เขมร นี่ก็เป็นวิเทโศบายเป็นเรื่องลึก ๆ ที่อยู่ในการค้าขายในครั้งนั้น

         นี่ก็เป็นเรื่องการติดต่อกับชาวต่างประเทศในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นการติดต่อระหว่างสเปนกับกรุงศรีอยุธยาในเรื่องของการค้า แต่ลึกๆ มีเรื่องของทางวิเทโศบายหรือนโยบายต่างประเทศอยู่ด้วย ก็เป็นเรื่องของสเปน
คราวนี้อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องของชาวฮอลันดาที่ได้เข้ามามีสัมพันธไมตรีด้วยกับไทย ก็เนื่องจากไทยเนี่ยมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับจีน ทางฮอลันดาจึงหวังที่จะอาศัยสำเภาของไทยไปค้าขายกับจีน ฟังดูแล้วน่าคิดมากนะครับในเรื่องนี้ แสดงว่าสำเภาไทยเนี่ย กองเรือไทยเนี่ยเข้มแข็งมากในยุคนั้น คงจะมีจำนวนมากทีเดียว บอกว่าไทยมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับจีน ทางฮอลันดาจึงอาศัยสำเภาของไทยไปค้าขายกับจีน

         ก็มีหนังสือเล่มหนึ่ง ผมเคยเห็นหนังสือเล่มนี้เมื่อสมัยผมเรียนอยู่เมื่อปี ค.ศ.1975 เนี่ยนะครับ พ.ศ.2517 ประมาณนั้นครับ เคยเห็นหนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาดัตช์ เห็นจะชื่อ Cort Verhaal van't Naturel Sijude der Volbracher Tijt , en de Successie der Coningen van Siam Voo Soo Veel Daar Bij D'oude Historien Bekent Zijn หนังสือเล่มนี้ชื่ออย่างนี้ มันเป็นภาษาฮอลันดาครับ เป็นภาษาดัทช์เนี่ย ก็มีคนแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้ชื่อเรียกว่า The Short Story of the King of Siam ซึ่งชื่อเรื่องนี้ คนที่เขียนเป็นพ่อค้าชาวฮอลันดาชื่อ Jeremias van Vliet มีคนแปลเป็นภาษาไทยด้วย แปลเป็นภาษาไทย และก็ดูเหมือนจะแปลเมื่อประมาณ พ.ศ.2523 คนแปลชื่อ วนาศรี สารเสน นะครับ ได้แปลเรื่องนี้มา ให้ชื่อเรื่องว่า พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ วานวลิต พุทธศักราช 2182 ใช้อย่างนั้นนะครับผม เขียนเอาไว้เนี่ย

         จากพงศาวดารฉบับวานวลิตของฮอลันดา ผมจะขอใช้ชื่ออย่างนี้นะครับ ได้กล่าวถึงการติดต่อระหว่างกรุงศรีอยุธยากับชาวฮอลันดา โดยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น ในนั้นนะครับ ในนั้นกล่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนิยมชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวฮอลันดา นี่ชาวฮอลันดาเขียนเองก็คงต้องเขียนอย่างนี้ ว่าพระองค์ทรงนิยมชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวฮอลันดา แล้วก็กล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์แรกที่ส่งทูตและพระราชสาส์นไปถวายเจ้าชายมอริส แห่งราชวงศ์ออเรนจ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ แสดงถึงว่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเนี่ย พระองค์ทรงส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเนเธอร์แลนด์ โดยส่งทูตและนำพระราชสาส์นไปถวายเจ้าชายมอริส แห่งราชวงศ์ออเรนจ์

         นี่จากจดหมายเหตุของชาวฮอลันดาบันทึกเอาไว้ว่าอย่างนี้นะครับ เรามีเวลาก็จะกล่าวถึงตรงนี้ พอถึงตรงนี้ก็ต้องทราบว่ากองทัพเรือของไทยนั้นมีมากมาย มีสำเภาขนาดใหญ่พอที่จะค้าขายไปได้ถึงยุโรป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนะครับ ที่ทรงมีสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อน เราส่งทูตไปยุโรปมาก่อนในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นี่จากเอกสารของชาวฮอลันดากล่าวอย่างนั้น

         คราวนี้มาดูเอกสารทางตะวันออกบ้าง แล้วค่อยย้อนมาทางตะวันตกบางเรื่องที่มีวรรณกรรมเกี่ยวข้อง ดูเอกสารทางตะวันออก เอกสารนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของกรุงศรีอยุธยากับจีน ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ที่ทำการค้นคว้าเรื่องนี้ก็คือ คุณประพฤติ กุศลรัตนเมธี เขียนเรื่องนี้ขึ้นเมื่อพระพุทธศักราช 2539 ผ่านมายังไม่ครบ 10 ปี หรอกครับ

         ในนั้นกล่าวว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น ตรงกับสมัยราชวงศ์หมิง ในศกว่ายลี่ (ศักราชว่ายลี่ แห่งรัชกาลจักรพรรดิเสินจง) ซึ่งก็อยู่ประมาณคริสตศักราช 1573 นี่ก็ตรงกับพระพุทธศักราชใกล้ ๆ เคียงกันน่ะ ลองๆ ตรวจเช็คดูว่าเท่าไหร่นะ เพราะว่าศักราชของจีนที่ชื่อว่าศกว่ายลี่เนี่ย มันเป็นศักราชที่จักรพรรดิตั้งขึ้นเอง คือจักรพรรดิองค์ไหนเสด็จขึ้นก็ตั้งเป็นศักราชนั้นขึ้นเป็นศักราชของพระองค์ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่กล้าที่เทียบอะไรสักเท่าไหร่ในตอนนี้

         แต่เอกสารโบราณคดีจีนได้บันทึกเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์หมิงกับกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชบันทึกเอาไว้ มีเรื่องสำคัญอยู่หลายเรื่อง แล้วก็เรื่องหนึ่งก็คือ พันธมิตรทางการทหารระหว่างไทยกับจีน นี่นอกเหนือจากการค้านะครับ ก็เป็นเรื่องพันธมิตรทางการทหารระหว่างไทยกับจีน เราไม่ค่อยจะทราบเรื่องนี้เท่าไรนัก คือในช่วงเวลาที่กล่าวถึงเนี่ย ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งตรงกับจักรพรรดิเสินจงแห่งราชวงศ์หมิงเนี่ยนะครับ

         ช่วงนั้นเนี่ย ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับราชวงศ์หมิงดำเนินไปอย่างดี ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงฉบับหลวงในบรรพที่ว่าด้วย "สยาม" มีข้อบันทึกเอาไว้ อันนี้ผมขออนุญาตถ่ายทอดจากของคุณประพฤติ สุคนธ์รัตนเมธี นะครับ เพราะผมไม่ได้เห็นฉบับจริงแต่ประการใด ไม่เหมือนกับของฮอลันดาเมื่อสักครู่ อันนี้เห็นฉบับจริงอยู่ แล้วเพื่อนก็ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ในตอนที่ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย แต่ของจีนไม่เคยเห็น ในนี้ก็เขียนไว้ว่า ในปีที่ 6 แห่งรัชศกว่ายลี่ ก็ประมาณพุทธศักราช 2121 กรุงศรีอยุธยาได้ส่งราชทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการแก่จักรพรรดิเสินจง

         ในปีที่ 20 ก็อยู่ประมาณคริสตศักราช 1592 หรือพุทธศักราช 2135 ได้เกิดเรื่องขึ้น นั่นคือ ญี่ปุ่นได้เข้าตีเกาหลีจนแตก อันนี้เป็นเหตุการณ์การรบกัน ญี่ปุ่นได้เข้าตีเกาหลี เกาหลีแตก สยามอาสาขอยกทัพไปตีญี่ปุ่นโดยตรง ข้อความนี้จากจดหมายเหตุจีนนะครับ นั่นคือในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรุงศรีอยุธยาได้อาสาขอยกทัพไปตีญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อเป็นการกดดันญี่ปุ่นทางแนวหลัง เรื่องนี้บันทึกไว้อย่างนี้

         สือซิงซึ่งตอนนั้นเป็นเสนาในส่วนกลางของจีนเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ คิดว่าเหมาะละที่กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะยกไปตีญี่ปุ่นโดยตรง แต่ที่เห็นด้วยเนี่ยก็มีคนไม่เห็นด้วยเหมือนกันคือ เซียวเอี้ยน เซียวเอี้ยนเนี่ยตอนนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารมณฑลกวางตุ้ง ได้ค้านเรื่องนี้ ไม่เห็นควรที่จะให้กองทัพเรือของสยามเข้าไปตีญี่ปุ่น จะเป็นเหตุผลที่ว่าถ้าหากให้กองทัพเรือของสยามเข้าไปตีญี่ปุ่นแล้วได้ชัยชนะ การยุทธทางทะเลทั้งหมดจะอยู่ในมือของสยาม เพราะฉะนั้นก็เลยคัดค้านเสีย  เซียวเอี้ยนก็คัดค้าน เซียวเอี้ยนเป็นผู้บัญชาการทหารกวางตุ้ง พอเซียวเอี้ยนคัดค้านจักรพรรดิเสินจงก็เห็นด้วย ก็เลยไม่มีการยุทธครั้งนี้เกิดขึ้น

         ครั้นถึงเมื่อเดือน 12 ปีที่ 21 ก็ตรงกับ คริสตศักราช 1593 ประมาณ พุทธศักราช 2136 เฉินยุ่งปิน นี่คงเป็นขุนนางจีนคนนี้ ได้ก่อสร้างป้อมปราการ ฟังดูดีนะเนี่ย ก่อสร้างป้อมปราการได้ดำเนินการปลูกข้าว โดยให้ทหารปลูกข้าวแล้วก็ว่าจ้างชาวบ้านทั้งหมดปลูกข้าว อยู่บริเวณชายแดนพม่า เพราะจีนนั้นตอนนั้นกำลังทำสงครามกับพม่าอยู่ ชาวบ้านแถวนั้นก็จีนเขาจ้างมาปลูกข้าว สะสมเสบียงกรังพร้อมที่จะทำสงครามกับพม่า

         ทางพม่ารู้ดีว่าถ้าหากว่าเฉินย่งปินเนี่ยแกสะสมเสบียงเป็นอย่างดีบริเวณนั้น แล้วก็สร้างป้อมปราการที่แข็งแรงขึ้นบริเวณนั้นแล้วไซร้ มันก็จะเป็นอุปสรรค ทำให้พม่ารบกับจีนได้ไม่สะดวกนัก ดีไม่ดีจะเพรี่ยงพร้ำแก่จีนด้วยซ้ำไป เพราะว่าจีนเขามีป้อมปราการแข็งแรงมีเสบียงกรังพร้อม ก็พร้อมที่จะรบกับพม่าเป็นอย่างดี พม่าก็เลยพยายามต่อต้าน ขัดขวางไม่ให้ทำนา ไม่ให้สร้างป้อมปราการขัดขวางอยู่เสมอ โดยส่งกำลังเข้าโจมตีป้อมปราการนั้นหลายครั้งหลายหน
เมื่อเป็นเช่นนี้เนี่ย เฉินย่งปินก็เห็นว่า ถ้าแม้นว่าไม่มีคนช่วยตัว ไม่มีกองทัพมาช่วยตัว ตัวก็คงจะรบกับพม่าไม่ถนัดนัก เพราะพม่าก็โจมตีปราการของตัวอยู่ตลอด

          เฉินย่งปินก็เลยจัดส่งทหารคนหนึ่งชื่อ หวงกง ตอนนั้นเนี่ยเฉินย่งปินแกเป็นผู้ตรวจราชการของจีนนะอำนาจสูง ก็ส่งทหารชื่อหวงกง หวงกงนี่เป็นจีนฮ๊กเกี้ยน คนไทยแต่ก่อนเขาชอบจีนฮกเกี้ยนนะ ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ ถ้าเป็นจีน ฮกเกี้ยนล่ะความรู้สูง ถ้าไม่ใช่ฮกเกี้ยนก็ความรู้ไม่สูง ดูเหมือนผมจะเคยพูดในวรรณกรรมสองแควไว้ว่า สมเด็จกรมพระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ ได้ทรงแต่งโคลงบทหนึ่งสรรเสริญจีนฮกเกี้ยน ว่าเป็นคนมีความรู้สูง โดยกล่าวสรรเสริญว่า

         ....โหรจีนรับสั่งให้ไล่เสีย ชั่วถ่อยคอยตั้วเฮียเสิกเสี้ยน ควรตัดเชือกหางเปียโยนล่อง มันใช่เจ็กหกเกี้ยนต่ำช้าวิชาเลว.... นั่นแปลว่าคนไทยเนี่ยสรรเสริญคนจีนฮกเกี้ยนมาก และในตอนนั้นแหละครับ เฉินยงปินผู้ตรวจราชการของจีนเนี่ย ก็เลยส่งหวงกง ซึ่งเป็นชาวฮกเกี้ยน เป็นฑูตไปกรุงศรีอยุธยา โดยนำเอาสาส์นไปด้วย ทั้งนี้ก็เพราะมุ่งหมายจะไปเจรจากับอยุธยา ให้ทางอยุธยานั้นร่วมมือกับแม่ทัพจีนคนหนึ่ง ชื่อว่า เต๋อเลิง เต๋อเลิงนั้นเป็นแม่ทัพจีน ขอให้อยุธยานั้นร่วมมือกับเต๋อเลิงตีขนาบพม่า ทั้งจากภายนอกพม่าและตีรายวันพม่าเองด้วย ของกองทัพสยามไปช่วยจีน

         ทูตที่ส่งเข้ามา ก็เดินทางมาถึงสยาม เดินทางเข้ามาเจรจากันเรียบร้อยทุกประการ ทางกรุงศรีอยุธยานี่ก็เห็นด้วย กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นก็ได้ทรงส่งกองทัพบกเข้าช่วยจีนรบพม่า โดยส่งเข้าตีเมืองพะโค ตีได้ด้วยครับ แล้วก็ในจดหมายเหตุของจีนบอกว่า ตีได้เสร็จก็ทำให้เมืองพะโคเป็นเมืองร้างไปเลย เมืองพะโคก็คือ หงสาวดีในตอนนั้น กล่าวถึงว่าเมืองพะโคถูกกองทัพของไทยตีได้ แล้วก็เป็นเมืองร้างไป

         เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่าในพงศาวดารไทยกล่าวถึงหรือไม่ แต่ในจดหมายเหตุของจีนกล่าวถึง ช่วงที่ผมไปที่เมืองพะโคหรือหงสาวดีเมื่อ 4-5 ปีมาแล้ว ผมพบกับภัณฑารักษ์คนหนึ่งซึ่งอยู่ที่วังของบุเรงนอง ผมจำชื่อไม่ชัด ชื่อ จ่อจ่อ หรือเปล่าไม่แน่ใจ เขาเล่าให้ผมฟังว่า เพียนริศ หรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เสด็จยกทัพเข้าตีหงสาวดีหรือพะโค แล้วก็เผาเมืองเป็นเมืองร้างไปเลย ผมก็บอกว่าผมไม่เคยพบเรื่องนี้ ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ แต่พอมาดูจากจดหมายเหตุจีน เขียนไว้อย่างนั้นว่าทัพของสยามได้นัดหมายกับกองทัพจีน โดยทัพสยามได้เข้าตีเมืองพะโค และเมืองพะโคก็ถูกทำให้ร้างไป

         หลังจากนั้นเต๋อเลิง ซึ่งเป็นแม่ทีพจีนก็ร่วมมือกับทางกองทัพอยุธยาเข้าตีพม่าอยู่เรื่อยๆ พม่าก็เลยไม่สามารถที่จะเข้าไป ยกทัพเข้าไปที่ป้อมปราการที่เฉิงยงปินเขาอยู่ เฉินย่งปินก็สร้างป้อมปราการได้ง่าย นี่ก็เป็นเรื่องจดหมายเหตุของจีนนะครับ ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์สัมพันธไมตรีระหว่างจีนกันกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือสรุปความก็กล่าวว่ากองทัพของกรุงศรีอยุธยาได้เข้าตีเมืองพะโคหรือหงสาวดีได้แล้วก็ทำเมืองนั้นร้างไปเลย จีนว่าอย่างนั้น

         ถ้าเราไปดูจากประเทศอื่นบ้างล่ะ ทางเกาหลีเนี่ยได้บันทึกเรื่องราว ปรากฏในบันทึกชื่อ ชวนเมี้ยวจงซิง ของเกาหลี บันทึกของเกาหลีนั้นกล่าวว่า จดหมายเหตุของเกาหลีได้กล่าว ในเดือน 11 คริสตศักราช 1952 ตรงกับพุทธศักราช 2135 บอกว่า เจิ้งคุนโซ่ ได้กลับจากนครหลวง กลับจากนครหลวงแล้วไปไหนในนี้ก็ไม่ได้บอกเอาไว้ แต่ข้อความในนั้นเขียนเอาไว้ว่า ขณะนั้นฮั่วปาหลาราชทูตจากสยาม ฮั่วปาหลาฟังดูคล้าย ๆ กับอุปราชนะ แต่ในนี้บอกว่าฮั่วปาหลาราชทูตจากสยามก็มาถวายเครื่องราชบรรณาการที่นครหลวง ไปที่เกาหลี ทราบว่ามีข้อเสนอเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางตะวันออก หมายถึงว่า สยามจะช่วยเกาหลีในทางการทหาร โดยสยาม สยามก็กรุงศรีอยุธยานะครับ ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเนี่ย โดยสยามนั้นแสดงความจำนงขออาสานำทัพไปปราบปรามกวาดล้างถึงถิ่นฐานโจรเตี้ย ถิ่นฐานโจรเตี้ยมันตรงไหน จะเป็นทางเกาะฮอกไกโดรึเปล่า ของญี่ปุ่นน่ะ

          บอกว่าสยามหรืออยุธยาจะไปกวาดล้างถึงถิ่นฐานโจรเตี้ย เฉินเผิงเพิ่งฟูอี ก็ได้กราบบังคมทูลขอให้ส่งกำลังทหารจากสยาม จากเกาะในทะเลเข้าตีถึงรังโจรเตี้ย ก็เป็นขุนนางอีกคนหนึ่งของเกาหลีก็กราบทูลจักรพรรดิของเกาหลี เขาเรียกจักรพรรดิหรือเปล่าตอนนั้นผมไม่แน่ใจนะ กราบทูลผู้เป็นใหญ่ของเกาหลีเนี่ยผมใช้คำอย่างนี้น่าจะดี

         ขอให้ส่งกำลังทหารจากสยามจากเกาะในทะเล ถ้าพูดอย่างนี้ก็แปลว่าอยุธยามีกำลังทหารอยู่ในเกาะในทะเลมากมาย จนกระทั่งเกาหลีขอให้กำลังจากสยามเข้าตีถึงรังโจรเตี้ย แต่ว่าทางราชสำนักก็ไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ฟังแล้วก็เออ.. นี่เป็นจดหมายเหตุของเกาหลีเขา พอมารวมกับจดหมายเหตุของจีนนี้ ก็เลยทราบว่าในประมาณพุทธศักราช 2135 มันมีความสัมพันธ์อะไรกันหลายประการ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาเนี่ยพอประมวลได้ว่าอานุภาพของกองทัพเรือของไทยนั้น คงไม่ใช่ธรรดาเสียแล้วนะครับ เพราะว่าไปไกลขนาดถึงญี่ปุ่น ขนาดถึงเกาหลีได้ แล้วก็มีกำลังมากอยู่พอสมควร จนกระทั่งทั้งจีนและเกาหลีไม่ยอมให้กองทัพของสยามเข้าตีญี่ปุ่น เพราะถ้าตีแล้วชนะมันก็จะน่าคิด ก็จะกลายเป็นว่าอานุภาพของกองทัพเรือของสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นมีมากมายเหลือเกิน

         นี่ก็เป็นข้อความจากจดหมายเหตุของชาวต่างชาติ เป็นวรรณกรรมของชาวต่างชาตินะครับ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ผมนำเสนอในที่นี้ก็ตามคำขอของท่าน

         คราวนี้ก็มาเข้าเป็นวรรณกรรมที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องราวในเมืองไทยสักหน่อย แต่ก็เป็นวรรณกรรมที่มีมาจากเอกสารของชาวฮอลันดาคือ Jeremias van Vliet เหมือนกันนะครับ ก็มีข้อความบันทึกอยู่ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวานวริตของชาวฮอลันดาเนี่ย ได้เขียนเอาไว้ แปลเอาไว้ คุณวนาศรี สามนเสน เป็นผู้ที่แปลเอาไว้ มีเรื่องๆ หนึ่งเล่าดังนี้ ผมจะพยายามสรุปความ จะไม่อ่านนะจะสรุปความมาจากที่คุณวนาศรี แปลจากภาษาอังกฤษนะครับ ต้นฉบับจริงๆ เป็นภาษาฮอลันดา ที่แปลมานี่เป็นเหตุการณ์ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเรื่องเล่ากัน เป็นมุขปาฐะมาก่อนนะครับ แล้วก็มาใส่ลงอย่างนี้

         อย่าลืมว่าที่ชาวฮอลันดาเข้ามาเนี่ยเข้ามาในปลายรัชสมัยพอดีเลยครับ พ.ศ.2147 นะครับ เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นเหตุการณ์จริง มีเรื่องเล่าว่าในยามดึกคืนนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมักจะเสด็จลงเรือเล็กพายทวนน้ำขึ้นไปบ้าง หรือล่องตามน้ำไปบ้าง ยามดึกดื่นนะครับทรงพายเรือเล็กไป นอกจากนี้พระองค์ยังเสด็จพร้อมทั้งข้าราชบริพารไปตามท้องถนนต่างๆ เพื่อฟังข่าวลือ ฟังว่าชาวบ้านว่าเขาลือกันอย่างไรเกี่ยวกับประเทศชาติ เกี่ยวกับเรื่องความสงบ เกี่ยวกับเรื่องความสุข

         ถ้าจะพูดเป็นภาษาเราก็คือทรงออกสดับตรับฟังข่าวจากชาวบ้านด้วยพระองค์เอง อันนี้จะปลอมพระองค์ไปหรืออย่างไรในนี้ไม่ได้เขียนเอาไว้ แต่ว่าไปทางเรือก็ไป พายเรือขึ้นข้างบนก็ไป พายเรือทวนน้ำขึ้นไปบ้าง ล่องเรือลงมาบ้าง นี่อาจจะเสด็จพระองค์เดียว หรือไม่ก็เสด็จพร้อมข้าราชบริพาร ระดับเล็กๆ ทีเดียวละครับ เพื่อไปฟังข่าวว่าชาวบ้านเขามีความทุกข์สุขประการใด

         นี่จากจดหมายเหตุ โอ้โฮ มิใช่เฉพาะการสงครามนะครับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเอาพระทัยใส่ประชาราษฎร์ของพระองค์อย่างที่สุดเลยครับ ในยามดึกดื่นไปทางน้ำ หรือไม่ก็ไปฟังข่าวต่างๆ ตามหมู่บ้านว่ามีความทุกข์สุขอย่างไรจะได้ทรงแก้ไข

         เย็นวันหนึ่งขณะที่พระองค์ล่องเรือไปตามแม่น้ำ เรือเล็กนี่นะครับ คงจะมีทหารติดตามไปด้วยไม่มากนัก ล่องเรือไปตามแม่น้ำก็คาดว่าเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ก็คงล่องลงไปไหนต่างๆ ที่ไม่บอก แต่บางคนก็บอกว่าแถวบางประอิน ผมก็ยังสงสัยอยู่ ปรากฏว่ามีพายุฝนหนัก ก็ไม่สามารถเสด็จกลับวังได้ พายกลับมาไม่ได้ฝนตกหนักมีพายุด้วย พระองค์ทรงเสด็จไปอย่างรีบเร่งไปยังบ้านเก่าๆ หลังเล็กๆ หลังหนึ่ง บ้านเก่าๆ หลังเล็กๆ คงจะเสด็จไปหลบฝนนะครับ

         ที่บ้านหลังนี้ก็เป็นของหญิงผู้หนึ่งยากจนมาก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จไป หญิงไม่ทราบหรอกครับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หญิงผู้นั้นพอเห็นเข้าก็ตกใจ พอเห็นพระองค์เสด็จไปก็ตกใจ ก็บอกว่า ลูกเอ๋ยอันนี้ดูจากในนี้นะเขียนว่าอย่างนั้น เจ้าไม่รู้หรือว่าพระเจ้าแผ่นดินอาจเสด็จมาใกล้ๆ แถวนี้ พระองค์ตรัสอย่างไม่เกรงกลัวว่า พระองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชบอกว่า ไม่เป็นไรหรอกถ้าท่านเสด็จมา ก็ถ้าพระองค์จะฆ่าลูกก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็เป็นคราวเคราะห์

         ที่พูดอย่างนี้มีนัยว่าตอนกลางคืนคงไม่มีใครออกไปแถวที่ไหนนะครับ ถ้าออกไปจะได้รับโทษได้ หญิงแก่คนนั้นถึงได้กราบทูลโดยที่ไม่ทราบว่าพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ว่ามาอย่างนี้ไม่กลัวหรือถ้าพระเจ้าแผ่นดินมาพบเข้าอาจถูกประหารชีวิตได้ แต่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ตรัสว่าไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็เป็นคราวเคราะห์ ก็แค่นั้นเอง

         นี่พอพูดอย่างนี้พระองค์ก็ยังตรัสต่อไปว่าเคราะห์นั้นมันเกิดได้กับคนทั่วๆ ไปโดยไม่ทราบล่วงหน้าทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรน่าเกรงกลัวหรอก หญิงผู้นั้นได้ฟังอย่างนั้น ก็อ้อนวอนว่าอย่าไปกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างนั้นนะ นางกล่าวว่าเทพยดาได้ประทานพระองค์ให้แก่พวกเรา ดังนั้นการกระทำของพระองค์ก็ย่อมจะไม่เป็นสิ่งชั่วร้าย พระองค์ทรงเป็นผู้ลงโทษแทนเทพยดาและเป็นผู้รับคำพิพากษาความผิดชั่วร้ายของเรามาลงโทษเรา เราจะต้องเชื่อฟังบุคคลที่เทพยดาส่งมาปกครองพวกเรา

         คำพูดแค่นี้ที่แปลมาจากภาษาดัทช์ เป็นทัศนะของคนดัตช์ที่มองดูว่า คนอยุธยานั้นมีความเคารพนับถือพระเจ้าอยู่หัวในฐานะเป็นเทพ เพราะนั้นจะลงโทษประการใดไม่เป็นไรทั้งนั้น เพราะถือเป็นการรับโทษจากเทพ หญิงผู้นั้นก็บอกว่าขออย่าได้กล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวเลย ยิ่งพยายามจะให้พระองค์หยุดพูด หยุดตรัสเนี่ยนะฮะ ให้หยุดเสียจะได้ไม่มีเสียงดัง ก็ปรากฏว่าพระองค์ก็ทรงทำเสียงดังขึ้น เพราะพระองค์ไม่ทรงเกรงกลัวอะไร

         หญิงแก่ผู้นั้นก็กลัวว่าเสียงที่พระองค์ทำดังๆ จะได้ยินถึงพระเจ้าอยู่หัว อันนี้ก็ไม่ทราบว่าพระองค์คือพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้วไง ก็ตกใจ ในที่สุดนางก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นขอให้ออกไปจากบ้านของนางเถอะ เพราะอะไร เพราะถ้าพระองค์ทำเสียงดังอย่างนี้ล่ะก็ แล้วออกมาตอนกลางคืนอย่างนี้ไม่ได้หรอก ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทราบเข้านางจะมีความผิดไปด้วย ถือว่าที่ทำอย่างนี้เป็นการประพฤติผิดนะ มาตอนกลางคืนแล้วมาส่งเสียงดังเนี่ย เพราะว่าในแผ่นดินของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใครจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้ โอ้แผ่นดินตอนนั้นคงสงบมาก กลางคืนไม่มีใครออกไปไหนเลย ไม่ต้องจัดระเบียบสังคมอย่างปัจจุบันนี้หรอกครับ ออกไปไหนก็ไม่ได้ ทำเสียงดังก็ไม่ได้ด้วย ในยุคนั้นถูกประหารได้ง่ายๆ ทีเดียวล่ะ

         นางก็ขอร้องให้พระองค์ออกจากบ้านนางไปเสีย เพราะไม่ทราบว่าพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ก็ทรงยินยอมไม่ว่าอะไร แต่ว่าขอดื่มสุราสักหน่อยก่อนเถอะ ขอดื่มเหล้าสักหน่อยได้ไหมเพราะว่าอากาศมันเย็น มีพายุฝนมาเนี่ยะ ขอดื่มหน่อยเถอะ เหนื่อยด้วย เหนื่อยแล้วก็ถูกฝน พระองค์ขออย่างนั้น หญิงผู้นั้นก็บอกว่าลูกแม่เอ๋ย เจ้ารู้ดีว่าระยะนี้เป็นเวลาเข้าพรรษา และจะไม่มีใครซื้อหรือดื่มเหล้าได้เลย ออกพรรษาจึงจะดื่มได้

         เนี่ยครับในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนี่ เข้าพรรษาเนี่ยซื้อเหล้าไม่ได้นะครับ ดื่มไม่ได้นะครับ อายุจะเกินเท่าไรก็ไม่ทราบทั้งนั้นแหละ ทั้งวัยรุ่น ทั้งหนุ่ม ทั้งแก่ ทั้งเฒ่า ดื่มเหล้าไม่ได้ทั้งนั้นตอนเข้าพรรษา ถ้าดื่มเหล้ามีโทษถึงประหารชีวิต จะดื่มแอลกอฮอล์ในยุคนั้น มีโทษถึงประหารชีวิต ข้อความอย่างนี้เราไม่ค่อยจะทราบกันเท่าไหร่นัก

         นางก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าลูกต้องการเสื้อผ้าที่แห้งที่แม่สวมใส่แม่ก็จะให้เจ้า ส่วนเสื้อผ้าของเจ้าแม่ก็จะซักให้แห้ง ขอให้เจ้าพักอยู่สักหน่อยเถอะ พระองค์ก็ไม่ว่าอะไร ก็ทรงยินยอมรับเสื้อผ้ามาเปลี่ยน ส่วนหญิงชราผู้นั้นก็ซักผ้าของพระองค์แล้วก็ผึ่งให้แห้ง แต่พระองค์ก็ไม่ทรงหยุดที่จะอยากจะดื่มเหล้า พระองค์บอกว่ามีความต้องการที่จะดื่มเหล้า โดยตรัสว่าพระองค์ไม่ต้องการที่จะผูกมัดตัวเองกับกฎหมายที่เข้มงวดของพระเจ้าแผ่นดินนั้นน่ะ ขอดื่มเหล้าในตอนเข้าพรรษานี่แหละ

         รบเร้าหนัก ๆ เข้าหญิงผู้นั้นไม่ทราบจะทำประการใด ก็รินสุราใส่จอกเล็กๆ ถวายพระองค์ แต่พอจะถวายพระองค์นางก็สาบานเลยว่า นางได้ซื้อเหล้านี้ไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มพรรษานะครับ และยังไม่ได้ดื่มแม้แต่หยดเดียวตั้งแต่เข้าพรรษา นางไม่เคยดื่มและไม่เคยแตะเหล้า แล้วนางก็ขอว่าพระองค์อย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนะว่านางมีเหล้าอยู่ในครองครอง แท้จริงแล้วซื้อตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาหรอก แล้วก็ไม่เคยดื่มเลย พระองค์ก็มิตรัสประการใด เมื่อเสวยเหล้าแล้ว นางก็พาพระองค์ไปบรรทมบนเสื่อผืนเล็กๆ ของนาง ขณะเดียวกันนางก็ซักผ้าที่ฉลองพระองค์ เมื่อพระองค์ตื่นบรรทมก็ฉลองพระองค์ซึ่งแห้งแล้ว อันนี้แสดงว่าถึงตอนเช้าแล้วครับ อาจจะมีแดดมาแล้วไม่งั้นคงไม่แห้งง่ายๆ หรอก ก็ทรงขอบใจหญิงเจ้าของบ้าน หญิงชราผู้นั้นบอกขอบใจแล้วก็ลาหญิงผู้นั้น

         หญิงผู้นั้นก็กล่าวว่าลูกเอ๋ยเจ้าจงพักอยู่ที่นี่จนกว่าพระอาทิตย์ขึ้นเถิด อันนี้ทำไมเสื้อผ้าแห้งเร็วจังเลยตอนกลางคืนพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ถ้าพูดอย่างนั้นอยู่ที่นี่จนกว่าพระอาทิตย์ขึ้นเถิด หรือมิฉะนั้นก็จะต้องพายเรือไปอย่างเงียบๆ นะ จะไปต้องไปเงียบๆ เพื่อว่าเจ้าจะได้ไม่ส่งเสียงไปให้พระเจ้าแผ่นดินได้ยิน ถ้าได้ยินก็จะเป็นโชคร้ายแก่เจ้าเอง ไปพูดกับพระเจ้าแผ่นดินโดยไม่ทราบ

         สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็รับสั่งว่าลูกจะทำเช่นนั้น จากนั้นก็เสด็จออกจากบ้านหลังเล็กๆ ของหญิงผู้ยากจนนี้ไป แล้วเสด็จกลับด้วยเรือเล็กพร้อมกับราชองครักษ์ แสดงว่ามีราชองครักษ์มา อยู่ด้วยห่างๆ นะครับ ก็เลยเสด็จกลับ กลับวัง

         ในวันต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงส่งเรือหลวงมายังบ้านหญิงผู้ยากจนผู้นี้ หญิงชราที่ยากจนเนี่ย ทรงส่งเรือหลวงมา นอกจากจะมาแล้วยังมีเสื้อผ้าฉลองพระองค์บนเรืออีกด้วย มีเสื้อผ้าของพระองค์ชุดใหม่เอี่ยมมาเลย เอามา รับสั่งให้มหาดเล็กนำเสื้อผ้าไปให้แก่หญิงคนนั้น และก็ให้เชิญลงเรือหลวงมาเข้าเฝ้า เรือไปจากพระบรมมหาราชวังจากอยุธยา นำเอาเสื้อผ้าไป แล้วก็ให้ผู้หญิงผู้นั้นเข้าเฝ้ารับสั่งให้เข้าเฝ้า

         ฝ่ายหญิงแก่พอมองเห็นมหาดเล็กหลวงมาหาตนแค่นั้นแหละ ตกใจตัวสั่นงันงกเลย ธรรมดาแหละครับ เพราะอะไร เพราะเมื่อคืนนี้ตัวให้ที่พักอาศัยแก่คนที่ตัวก็ไม่รู้จักเป็นชายคนหนึ่ง และยังให้เหล้าเขาดื่มอีกด้วย อันนี้ผิดกฎหมายนะครับโทษถึงประหารชีวิตเลย ดื่มเหล้าในตอนเข้าพรรษา หรือไปให้เหล้าใครดื่มในตอนเข้าพรรษา โทษถึงประหารชีวิต ก็กลัวคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบเรื่องนี้ล่ะ เพราะฉะนั้นนางโดนประหารชีวิตแน่เลยนะฮะ

         มหาดเล็กหลวงก็อธิบายไปว่าสาเหตุที่ตนมานี่ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะว่าพระองค์รับสั่งให้มา และก็สั่งให้นางเข้าเฝ้า ไม่ได้มีอะไรที่น่ากลัวหรอก ส่วนนางก็พอฟังอย่างนั้นก็ยังไม่เชื่อหรอกครับ นางก็เลยขอร้องให้มหาดเล็กว่า กลับไปกราบบังคมทูลพระองค์เถอะว่า นางได้เสียชีวิตแล้วเพราะความกลัว กลัวมากก็เลย กลับไปเถอะ ในเวลาเดียวกันก็คิดหนี จะไปพึ่งพระ  มหาดเล็กไม่สนใจแล้วก็พาตัวนางไปอย่างนิ่มนวลทีเดียวนะครับ ไม่ได้ไปฉุดกระชากลากถู พาไปเป็นอย่างดี แต่งตัวให้นางอย่างดีด้วยนะก่อนจะพาไปเนี่ย แล้วนำไปเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์

         เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็น ก็เสด็จมาจูงมือนางแล้วก็ตรัสว่า พระองค์คือคนที่ไปอาศัยอยู่ในบ้านนางเมื่อคืน และนางได้ดูและพระองค์เป็นอย่างดี แล้วตรัสต่อไปว่า ในยามยากนางได้รับฉันเป็นลูกของนาง ดังนั้นตั้งแต่นี้ต่อไปฉันจะเรียกนางว่า "แม่" และจะรักนางเป็นอันมากอีกด้วย เนี่ยตรัสอย่างนี้

         นี่เป็นบันทึกของชาวฮอลันดานะครับ ที่กล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กล่าวในแง่มุมต่างๆ เราจะมองเห็นว่ากฎหมายแต่ก่อนแข็งมาก ดื่มเหล้าก็ไม่ได้ในตอนเข้าพรรษาถูกประหารชีวิต ออกไปไหนตอนกลางคืน ทำเสียงดังก็ไม่ได้นะครับ

         และในสมัยนั้นเนี่ย จากจดหมายเหตุของแซน อันโตนิโอ ชาวโปรตุเกสก็บันทึกเอาไว้ อันนี้หม่อมหลวงมานิตย์ ชุมสาย บันทึกไว้ว่าในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น ทรงอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ไว้อย่างมากเลยครับ ทั้งนี้อนุรักษ์ไว้เพื่อใช้ในสงครามก็มี เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารก็มี เพื่อให้แพร่เผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็ว ถึงกับกล่าวว่า ในปี 1593 คริสตศักราชเนี่ยฮะ ในแผ่นดินของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น กองทัพของพระองค์เนี่ยมีกำลังมากมายเลยทีเดียว หลายแสนคน มีช้างจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 800 เชือก มีม้าถึง 1,500 ตัว ในกองทัพ มีทหารประจำอยู่มากมาย ฟังดูอย่างนี้ก็น่าดู ในจดหมายเหตุของโปรตุเกสอีกตอนหนึ่งบอกว่า พระองค์มีทหารถึง 3 แสน 5 หมื่นคนในค่ายครับผม มีช้างถึง 4,000 เชือก นะครับ ช้างทุกตัวก็ดื่มน้ำจากขันเงิน

         นี่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏในจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศนะครับ ก็พอดีหมดเวลาผม นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>