สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ กระผมนายประจักษ์
สายแสง ดำเนินรายการ
วันนี้วันที่
26 มิถุนายนตรงกับวันอะไรๆ หลายอย่าง สำหรับบรรดาท่านที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมแล้วก็
ทราบดีว่าวันนี้เป็นวันสุนทรภู่ ท่านสุนทรภู่ท่านเป็นกวีเอกของโลกนะครับ
ทั้งกวีเอกของโลกและกวีเอกของไทย ผลงานของท่านนั้นรู้จักกันทั่วโลกในหมู่นักอ่านวรรณคดี
เพราะมีฉบับที่แปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษาทีเดียว เราจะได้พูดถึงงานแปลนี้อีกครั้งหนึ่งตอนท้ายๆ
นะครับ


ในช่วงแรกมีคำถามกันมากทีเดียวว่า
ท่านสุนทรภู่ท่านเคยมาพิษณุโลก แต่เหตุใดจึงไม่ได้แต่งนิราศพิษณุโลกเหมือนกับไปที่อื่น
ท่านไปสุพรรณก็มีนิราศสุพรรณเป็นโครงสี่สุภาพ ไปเพชรบุรีก็มีนิราศเพชรบุรี
ไปพระบาทก็มีนิราศพระบาท อย่างนี้เป็นต้น แต่มาพิษณุโลก เหตุใดจึงไม่มีนิราศพิษณุโลก
หลายท่านที่ศึกษาก็เกิดอาการสงสัยว่านิราศวัดเจ้าฟ้าเกี่ยวข้องกับพิษณุโลกบ้างหรือไม่
หลายท่านให้ความเห็นว่าวัดเจ้าฟ้าอากาศนั้นอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาไม่ใช่อยู่ที่พิษณุโลก
แต่หลายคนก็สงสัยอยู่ว่าวัดเจ้าฟ้าอากาศที่พูดถึงเนี่ย มันจะเป็นคำที่พูดเฉยๆ
โดยที่มีความหมายเฉพาะตัวของท่านสุนทรภู่กระมัง อย่าลืมว่าในการแต่งนิราศวัดเจ้าฟ้านั้น
ท่านสุนทรภู่เองท่านก็มิได้บอกว่าท่านแต่ง แต่ท่านสมมุติให้เป็นผู้พึงแต่งไปเสียนะครับ
เป็นนิราศเชิงผจญภัย สนุกสนาน ถ้าให้เทียบกับนิราศสุพรรณแล้วสนุกกว่ามากเลย
จะมีการเสาะหาแร่ปรอท หายาอายุวัฒนะ เหมือนกัน แต่คนที่แต่งนั้นกลายเป็นเณรหนูพัด
ท่านสุนทรภู่ท่านไม่ใช้ชื่อของท่าน ไม่ใช้นามของท่านแต่ง ท่านใช้เณรหนูพัดแต่ง
ขนาดชื่อแต่งท่านก็ยังบอกว่าเป็นเณรหนูพัด ฉะนั้นวัดเจ้าฟ้าอากาศมันจะชื่อวัดเจ้าฟ้าอากาศได้หรือ
คงเป็นชื่อวัดอย่างอื่นนะครับ ทั้งนี้เพราะว่ามีลายแทงเรื่องยาอายุวัฒนะ
เรื่องแร่ปรอทเนี่ย ท่านสุนทรภู่ท่านจึงไปที่วัดเจ้าฟ้าอากาศตามลายแทงนั้น
แต่ลายแทงพูดกันง่ายๆ ว่าอยู่วัดเจ้าฟ้าอากาศก็คงไม่ใช่ลายแทงหรอกครับ
ด้วยเหตุนี้ตามความเห็นของผม ในความเห็นผมนะครับย้ำอีกรอบ ว่าไปเถิด
ตามความเห็นของผมเนี่ยวัดเจ้าฟ้าอากาศนั้นน่าจะมิได้อยู่ในพระนครศรีอยุธยา
น่าจะเป็นทางมาได้ทางเรือ จากนั้นขึ้นบกอีกนะครับ
เราลองตรวจสอบเรื่องนี้ดูในประวัติของท่านสุนทรภู่
ซี่งท่านเขียนเองเราเรียกว่าอัตชีวประวัติน่ะนะครับ อัตชีวประวัติของท่านนั้นปรากฏในเรื่องรำพันพิลาป
รำพันพิลาปเนี่ยสุนทรภู่ท่านจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดารามนะครับ เรื่องนี้แต่งขึ้นประมาณปี
2385 ตอนที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารามเนี่ย วัดเจ้าฟ้าอากาศมีข้อความตอนหนึ่งครับกล่าวว่า
......คิดถึงคราวเจ้านิทราสงสารโศก.......
เนี่ยท่านย้อนฟื้นความหลังท่านกลับไปถึงตอนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตนะครับ
ท่านสุนทรภู่ท่านคิดถึงตอนนั้น ........คิดถึงคราวเจ้านิทราสงสารโศก........
ท่านก็เสียอกเสียใจโศกเศร้านะครับ แล้วจากนั้นท่านไปไหนฟังดูดีๆ นะครับ
......ไปพีศีโลกลายแทงแสวงหา...... ท่านไปพิษณุโลกนะครับ แหมถ้าพูดตรงนี้เรียกว่าท่านมาก็ใช่
ท่านไปพิษณุโลก ไปทำอะไรครับ ท่านได้ลายแทง ลายแทงให้ไปพิษณุโลก ไปแสวงหาอะไรล่ะ
ในตอนนั้นเท่าที่ทราบคงเป็นเรื่องของยาอายุวัฒนะ ของแร่ปรอทเนี่ยนะครับ
ถ้าอย่างนี้มันก็มีอยู่สองตอน ที่สุนทรภู่ท่านไป ตอนหนึ่งไปสุพรรณ กับตอนหนึ่งไปวัดเจ้าฟ้า
ทั้งสองเนี่ยล่ะครับ ของสุพรรณนั้นแน่ชัดว่าอยู่ตรงไหน แต่หากว่าวัดเจ้าฟ้านี้ไม่แน่ชัด
เป็นไปได้ไหมว่าวัดเจ้าฟ้าเนี่ยจะอยู่ที่พิษณุโลก
นี่ตั้งสมมุติฐานเอาไว้ยังไม่ได้ตรวจสอบนะท่านนะ
อยู่ที่พิษณุโลกจะได้หรือไม่นะครับ ก็มีนักประพันธ์ท่านหนึ่ง เป็นนักกลอนเนี่ยนะครับ
ท่านเคยทำงานอยู่ที่ธนาคารเอเชีย เดี๋ยวนี้ท่านก็ถึงแก่กรรมไปแล้วเพราะอุบัติเหตุ
ท่านเป็นนักพูดด้วย ท่านชื่อสนธิกานต์ กาญจนาจ คุณสนธิกานต์เนี่ยเคยบอกกับผมว่า
ถ้าอาจารย์ประจักษ์เนี่ยนะ ไปแสวงหาวัดเจ้าฟ้าอากาศได้ โดยมีหลักฐานว่าสุนทรภู่ท่านเขียนขึ้นตรงนั้นตรงนี้แล้วอยู่ในพิษณุโลกเนี่ย
ท่านจะให้ทุนสำหรับทำเรื่องนี้หลายแสนบาท ผมก็ไม่รับปากท่าน เพราะไม่ทราบว่าจะหาอย่างไร
ถ้ารับปากมาเดี๋ยวนี้ก็คงยังหาไม่ได้หรอกครับว่าวัดเจ้าฟ้าอากาศเนี่ยอยู่ตรงไหนในพิษณุโลก
แต่หลายคนคาดว่าวัดเจ้าฟ้าอากาศเนี่ยอยู่ในพิษณุโลก ผมเองก็ตั้งสมมุติฐานอย่างนั้น
แล้วสุนทรภู่ท่านมาพิษณุโลก
....ไปพีษีโลกลายแทงแสวงหา..... ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในรำพันพิลาป มาพิษณุโลกเนี่ยท่านไม่ได้อะไรที่สมดังใจสักอย่าง
แต่ว่าพบกับสิ่งที่น่ากลัวทั้งนั้นเลย ในชีวิตของท่านเนี่ยจัดว่าการผจญภัยในพิษณุโลกนั้นน่าดูทีเดียว
ลองฟังดูก็แล้วกันว่าที่พีษีโลกเนี่ยท่านมาแสวงหาแล้วพบอะไรบ้าง ......ลงหนองน้ำปล้ำตะเข้หากเทวดา
ช่วยรักษาจึงได้รอดไม่วอดวาย...... ลงหนองน้ำพบจรเข้ ลืมว่าจระเข้เนี่ยมากมายเหลือเกินบริเวณหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหลายเนี่ยนะครับ
ตั้งแต่นครสวรรค์มาเลย ที่จริงมันมากตั้งแต่นนทบุรีมาแล้วในภาคกลางเนี่ยนะครับ
จะขึ้นมามากมายตามหนองน้ำก็แถวพิจิตร พิษณุโลกเนี่ย ท่านสุนทรภู่ท่านมาทางนี้
......ลงหนองน้ำปล้ำตะเข้หากเทวดา ช่วยรักษาจึงได้รอดไม่วอดวาย...... นี่นับว่าโชคดีขนาดไหนนะครับที่ไปพบกับตะเข้เข้าในหนองน้ำแต่ไม่เป็นอะไร
......วันไปอยู่ภูผาเขาม้าวิ่ง......
วันไปอยู่ภูผาเขาม้าวิ่งอันนี้จะ หลายคนว่าน่าจะอยู่ทางเขตสุพรรณก็ได้
หรือจะอยู่ในเขตพิษณุโลกก็ได้ เขาม้าวิ่งเนี่ยผมก็ไม่เคยได้ยินชื่อเขานี้ในเขตที่ผมสำรวจอยู่แถวๆ
นี้นะครับ อาจจะมีแต่เปลี่ยนชื่อไปแล้วนะครับ เทือกเขาเนี่ยที่ว่าเนี่ย
มันไปอยู่ภูผาเขาม้าวิ่ง หลายคนบอกเขาม้าวิ่งมันมีจริงๆ ในเขตของสุพรรณบุรี
แล้วก็ตรวจสอบกันอีกครั้งก็แล้วกันที่จริงน่าจะดูหนังสืออีกเล่มหนึ่งนะครับ
คือ ภูมิศาสตร์สุนทรภู่ แต่พอดียังไม่ได้เอามาพูดในครั้งนี้ จะมาพูดตอนหลังก็แล้วกัน
ท่านสุนทรภู่ท่านไปภูผาเขาม้าวิ่ง ......เหนื่อยนอนพิงเพิงไสลหลับใจหาย......
ไปนอนหลับพักไปที่เพิงภูเขานั้น ......ครั้นดึกดูงูเหลือมเลื่อม เลื่อมๆ
ลาย...... หรือครั้นดึกดูงูเหลือมเลื่อมๆ ลายบางฉบับเป็นเลื้อยเลื่อมลายนะครับ
มีหลายฉบับนะครับ อย่าลืมว่านิราศของท่านอาจจะสูญหายไปบ้างตอนที่ไฟไหม้ที่กุฏิ
ตอนดึกก็มองเห็นเป็นงูเหลือมนะฮะ ล้อมรอบกายเกี้ยวตัวกันผัวเมีย งูสองตัวที่มา
งูเหลือมสองตัวมา อันนี้จะเป็นนิมิตในฝันหรือว่าจะมองเห็นก็มิทราบ ที่เขาม้าวิ่งเนี่ยตอนที่มาแสวงหาแร่ปรอทเนี่ยนะครับ
ก็มีงูเหลือมสองตัวผัวเมีย ล้อมรอบกายเกี้ยวตัวกันผัวเมีย หนีไม่พ้นจนใจได้สติ
จะหนีก็หนีไม่รอด งูเหลือมก็ตัวโตตัวยาวซะด้วย ท่านก็หนีไม่พ้น จนใจ แต่ยังได้สติยังสติดี
......สมาธิถอดชีวิตอุทิศเสีย...... เนี่ยตั้งสมาธิถอดชีวิตอุทิศเสีย ......เสียงฟู่ๆ
ขู่ฟ้อเคล้าคลอเคลีย แลบลิ้นเลียแล้วเลื้อยแลเฟือยยาว...... แลบลิ้นเลียแล้วเลื้อยดูเฟือยยาว
งูก็ออกไป อาจจะเป็นเพราะท่านเข้าสมาธิในตอนนั้นงูก็เลยไม่ทำอันตราย ......ดูใหญ่เท่าเสากระโดงผีโป่งสิง......
ใหญ่เท่าเสากระโดงเรือแล้วก็งูไม่ใช่ธรรมดาหรอกครับ แล้วยังมีผีโป่งอีกด้วย
ที่เขาม้าวิ่งนี่แหละ เป็นรูปหญิงยืนหลอบผมหงอกขาว ที่มาหลอกผีโป่งเนี่ยเป็นรูปผู้หญิงนะครับ
ผมหงอกขาวทีเดียวล่ะครับมายืนหลอกหลอนอยู่......คิดจะตีหนีไปกลัวไม้เท้า.......
จะตีผีเนี่ยด้วยไม้เท้า ผีนั้นกลัวไม้เท้าของสุนทรภู่ ก็แสดงว่าท่านก็มีเวทมนตร์คาถานะครับ
ไม่งั้นผีไม่กลัวหรอก คิดจะตีหนีไปกลัวไม้เท้า
......โอ้เคราะห์คราวขึ้นไปเหนือเหมือนเหลือตาย......ตรงนี้นี่บอกชัดเลยล่ะครับว่าเขาม้าวิ่งก็ดี
ที่ๆ ท่านมาแสวงหาสิ่งต่างๆ นั้น มิได้อยู่ที่อยุธยา แต่อยู่ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ซึ่งมันต้องตั้งต้นตั้งแต่เลยนครสวรรค์ขึ้นมานะครับ หลักฐานยืนยันแน่ชัดอยู่ในรำพันพิลาปบอกว่า
......โอ้เคราะห์คราวขึ้นไปเหนือเหมือนเหลือตาย...... ตรงนี้แหละครับขึ้นไปเหนือ
หัวเมืองฝ่ายเหนือนั้นไม่ใช่บริเวณพระนครศรีอยุธยา
ด้วยเหตุถ้าเราย้อนกลับไปที่วัดเจ้าฟ้าอากาศอีกครั้งหนี่งที่สุนทรภู่มาผจญภัยเนี่ย
ก็ทำให้เราคิดว่ามันน่าจะเป็นทางหัวเมืองเหนือนะครับ ถึงแม้ว่าในนั้นจะบอกเอาไว้นิดๆ
หน่อยๆ ที่บอกว่านิดๆ หน่อยๆ เนี่ยก็เพราะว่าวัดเจ้าฟ้าอากาศในนิราศเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า
คือวัดใดในปัจจุบัน นี่นิดๆ หน่อยๆ นะครับก็เลยทำให้คนสงสัย ซึ่งการเดินทางของท่านสุนทรภู่
เมื่อไปถึงอยุธยาแล้ว ได้แวะนมัสการหลวงพ่อวัดพนัญเชิงแล้วเลยไปวัดใหญ่ชัยมงคลเพื่อค้นหาพระปรอท
ก่อนจะออกเดินเท้าไปยังวัดเจ้าฟ้าอากาศ อันนี้ถ้าเขียนจริงก็เป็นอย่างนี้ถ้าเขียนไปหาลายแทงก็คงบอกเส้นทางชัดๆ
อย่างนี้
แต่การค้นหาพระปรอทด้วยวิธีการขุดเอายาอายุวัฒนะ
แสดงให้เห็นว่าสุนทรภู่จะต้องเรียนทางด้านอาคมไสยเวทย์มาไม่น้อย นั้นประการหนึ่ง
แล้วอีกประการหนึ่งท่านคงต้องพูดในสิ่งที่ตรงกับสถานที่ไม่ได้ ฉะนั้นวัดเจ้าฟ้าอากาศก็เลยยังไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนนะครับ
ถ้าไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน เรานำมาผนวกเข้ากับรำพันพิลาปเมื่อสักครู่ พอจะเชื่อมโยงได้ว่า
ในการแสวงหายาอายุวัฒนะหรือพระปรอทในช่วงที่ท่านสุนทรภู่ขึ้นมาหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น
วัดเจ้าฟ้าอากาศน่าจะอยู่ในเขตของหัวเมืองฝ่ายเหนือ อาจจะจังหวัดพิษณุโลกก็ได้
และที่มายืนยันชัดก็คือไปพีษีโลกบอกอย่างนี้ว่า หนทางแน่ชัดที่จะไป จุดหมายแน่ชัดนั้นน่ะ
คือพิษณุโลกซึ่งอยู่ในหัวเมืองเหนือ จะตรงไหนก็ลองว่าไปดู
แต่มาดูการผจญภัยสักหน่อยหนึ่งนะครับ
ค่อยๆ ฟังนิดนึง เนื้อเรื่องเป็นอย่างนี้ จนดึกดื่นรื่นรมย์ลมสงัด นี้ท่านมาถึงวัดเจ้าฟ้าอากาศแล้ว
จะอยู่ตรงไหนว่ามา ตามแนวสันนิษฐานเมื่อกี้ น่าจะอยู่พิษณุโลกนี่แหละ ดึกกำดัดดาวสว่างพร่างพฤกษา
ตอนดึกนะครับมาพักอยู่ตรงนั้น เหมือนเสียงโห่โล่หูข้างบูรพา ได้ยินเสียงโห่ดังมา
ทางด้านทิศตะวันออก นี่ตอนกลางคืนนะครับ ท่านสุนทรภู่ท่านเดินทางตามลายแทงมา
พอมาหยุดอยู่เนี่ยตรงเนี่ยได้ยินเสียงโห่มาทางทิศตะวันออก กฤษดาได้ฤกษ์เบิกพระไทร
สายสิญจน์วงลงยันต์กันปีศาจ ท่านมีความรู้ด้านนี้นะฮะ เอาสายสิญจน์อันนี้คล้ายๆ
จะขุดกรุแต่ไม่ได้ขุดนะ อันนี้ไม่มีไม่มีการขุดนะครับ สายสิญจน์วงลงยันต์กันปีศาจ
ธงกระดาษปัดปลิวหวิวๆ ไหว ปักธงเป็นขอบเขตไว้ ข้าวสารทรายปรายปราบกำราบไป
กำร้าบไปจะใช้คำใดก็ว่ากันให้แน่ชัดตัวนี้นะครับ จะเป็นกราบเป็นกำร้าบกราบเป็นกำราบอะไรก็ตามทีเถอะ
ปักเทียนชัยฉัตรเฉลิมแล้วเจิมจันทร์ จุดเทียนน้อยร้อยแปดแล้วปักรอบ ล้อมเป็นขอบเขตเหมือนหนึ่ง
ประทานโทษนะครับ ล้อมเป็นขอบเขตเหมือนหนึ่งเขื่อนขันธ์ อ่านวรรคตอนไม่สู้จะดีเนี่ย
ไม่ใช่อ่านวรรคไม่สู้จะดีหรอก มันจำผิดๆ ถูก แล้วก็ผสมผเสกันเขียนขึ้น
มนตร์มหาวาวุดีพิธีกันต์ แก้อาถรรพ์ถอนฤทธิ์ที่ปิดบัง มีทั้งตั้งพิธีกรรมมีทั้งมนตร์กำกับ
จากนั้นดูทำอะไรเนี่ย แล้วโรยหินดำคว่ำหอยโข่ง นี่เป็นพิธีกรรมนะครับ พิธีกรรมในการหายาอายุวัฒนะ
ในกลางดึกมีสิ่งลี้ลับสิ่งลึกลับ เรื่องของเหนือธรรมชาติอยู่ทั้งนั้น ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในนิราศวัดเจ้าฟ้านะครับ
แล้วโรยหินดำคว่ำหอยโข่ง จะเปิดโป่งปูนเพชรเป็นเคล็ดขลัง จะเปิดโป่ง โป่งก็เป็นคล้ายๆ
กับจอมปลวกขึ้น แต่จอมปลวกอันเนี่ยทำด้วยปูนเพชร ปูนเพชรนี่ก็เป็นปูนลักษณะหนึ่งซึ่งแข็ง
นี่ท่านสุนทรภู่ท่านจะเปิดนะฮะ พอปักธงลงดินได้ยินดัง สำเนียงดังดึงเปรี้ยงแซ่เสียงคน
พอจะปักธงลงดินก็เสียงดัง เสียงคนจำนวนมากทีเดียว อันนี้ฟังดูแล้วน่าขนลุกขนพองเหมือนกันนะท่านนะ
นึกถึงตอนดึกสงัดไปทำพิธี พอจะปักธงลงดินเสียงดังเสียงคนเต็มไปหมด ข้างเทียนดับกลับกลัวให้มัวมืด
พายุหื้ดหือมาเป็นห่าฝน เทียนดับปั๊บเลยพายุมาขนานใหญ่ เหตุการณ์อย่างนี้หลายคนเล่าให้ฟังว่าเกิดอย่างนี้เสมอ
เวลาจะแสวงหาอะไรซึ่งคนโบร่ำโบราณท่านทำเอาไว้ท่านฝังเอาไว้นะครับ
แล้วเราจะไปนำของนั้นขึ้นมาจะไปเรียกขึ้นมาหรือจะขุดกรุอะไรก็แล้วแต่
มักจะมีอย่างนี้ครับ นั่นคือจุดเทียนทำพิธีเทียนก็จะดับ พายุจะมานะฮะ ถูกลูกเห็บเจ็บแสบแปลบสกล
ลูกเห็บมาถูกตัวเจ็บเลยลูกเห็บเนี่ย เหลือจะทนทานลมลงก้มกราน ไม่รู้จะต้านทานลมนี้ได้อย่างไรก็ก้มลงกราบ
เรียกว่ากลัวล่ะ เสียงเกรียวกราววาววามโครมครามคลุ่ง สะเทือนทุ่งที่บนโขดโบสถ์วิหาร
นะฮะผมอ่านช้าๆ หน่อยมันไม่ค่อยจะชัดนะครับ ลายมือมันก็ไม่ดี กิ่งโพธิ์โผโก่งก่างลงกลางลาน
เสียงกิ่งโพธิ์เนี่ยหักลงมาที่กลางลาน สาดข้าวสารกรากๆ ไม่อยากฟัง นี่แสดงให้เห็นว่าที่กิ่งโพธิ์หักลงมาเกิดจากฤทธิ์ของผีปีศาจนะท่าน
แม้ว่าจะซัดข้าวสารไปแล้วเนี่ย ก็ยังเกิดอยู่ แปลว่าปิศาจนั้นไม่กลัวแล้ว
ไม่กลัวท่านสุนทรภู่แล้ว
....ทั้งฟ้าร้องก้องกึกพิลึกลั่น
อินทรีสั่นซบฟุบเหมือนทุบหลัง..... ของท่านนี่ตัวสั่นเลยครับ ซบลงไปก็ฟุบเหมือนถูกทุบหลังเลยครับ
สติสิ้นวิญญาณละล้าละลัง สู่พะวังวุบวับเหมือนหลับไป พอเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นเนี่ย
ท่านหมดสติสิ้นพะวังฟุบไปเลย เป็นวิบัติมหัศจรรย์หันตเหตุ ให้อาเพศเพื่อจะห้ามตามวิสัย
ที่เกิดอย่างนี้เพราะเขาห้ามไป แสดงว่าเจ้าของเขาไม่ยอมที่จะให้ของสิ่งนี้
ที่พวกที่ขุดกรุเขาโดนมามากมายนะเท่าที่ผมเคยได้ยิน แม้แต่บางคนถึงกับไหว้อยู่บนจอมปลวกนึกว่าน้ำท่วมก็มี
ก็เจ้าของเค้าไม้ให้เค้าจะห้ามนะฮะ
......ทั้งพระพลอยม่อยหลับระงับไป
พระที่ไปด้วยชื่อพระพลอยม่อยหลับไปเลย แสงอุทัยรุ่งขึ้นจึงฟื้นกายนี่แหละครับตั้งกลางดึกจนสว่างจึงฟื้นขึ้นมา
เที่ยวหาย่ามตามหาทั้งผ้าห่ม ทั้งย่ามทั้งผ้าห่มหายหมด มันตามลมลอยไปข้างไหนหาย
ไม่พบเห็นเป็นหน้าระอาอาย จนเบี่ยงบ่ายบิดาจะคลาไคล ตามหาจนกระทั่งบ่ายไม่พบอะไรก็เตรียมที่จะกลับกันแล้ว
นี่เป็นประสบการณ์ของท่านสุนทรภู่ซึ่งท่านรจนาเอาไว้ รจนาเอาไว้ในนิราศเจ้าฟ้าอากาศ
มาแสวงหาพระปรอทมาแสวงหายาอายุวัฒนะ
มาตรงนี้ท่านก็เลยบอกเลยว่า .....จะใคร่เห็นเช่นเขาบอกดอกจึงมา.... ท่านบอกอย่างนั้น
ไอ้ที่มาไม่ใช่อะไรหรอกไม่ได้ไปอะไรมากมายหรอก ทวนอีกซักนิดก็ได้นะครับ
พอท่านกลัวมากๆ เนี่ยนะครับ ท่านก็บอกว่า เหมือนรู้ความยามโศกด้วยโรคร้าย
จึงตามรายลัดแรงแสวงหา คือที่มาหายาอายุวัฒนะก็เพราะเจ็บป่วย จึงใคร่เห็นเช่นเขาบอกดอกจึงมา
เขาบอกว่ามียาอายุวัฒนะหรอกก็เลยมา มีตำราแล้วก็ต้องทดลองดู เพราะไปได้ตำรามาก็เลยตามลายแทงมา
ไม่รื้อร้างง้างงัดไม่คัดขุด ไม่ได้มาขุดมาอะไรทั้งนั้นแหละ เป็นแต่จุดเทียนเบิกฤกษ์ราหู
แค่จุดเทียนแค่นั้น
.......
ขอคุณพรตทศธรรมช่วยค้ำชู ไม่เรียนรู้รูปงามไปตามลาย มาเห็นฤทธิ์กฤษดาอานุภาพ
ก็เข็ดหลาบลมพาตำราหาย........ นี่แหละเอาตำรามาตำราหายลมพัดไปเลย .........ไม่กรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย
ให้ภูตพรายไพรโขมดที่โขดน ทั้งเจ้าทุ่งกรุงเทวาเทพารักษ์ ที่พิทักษ์ที่พญาคูหาหิน
พระเจ้าฟ้าอากาศนาฏนรินทร์ ซึ่งสร้างถิ่นที่วัดพระปฏิมา.......... วัดนี้เจ้าฟ้าอากาศสร้างขึ้นมีลายแทงว่ามียาอายุวัฒนะ
ท่านก็มาตามตำรานั้นมาเกิดอาเพศขึ้น ตำราเองก็ถูกลมพัดหายไป น่าคิดเลยเรื่องนี้
คราวนี้หลายคนบอกว่าวัดนี้น่าจะอยู่อยุธยา
ว่าไปนั่น หลายคนว่าสุพรรณแต่ที่เราพูดว่าพิษณุโลกก็เพราะมีคำยืนยันครับ
มีคำยืนยันอยู่ในรำพันพิลาป ไปพีษีโลกลายแทงแสวงหา วิธีการค้นเพื่อให้ได้หลักยุติ
ข้อยุติว่าวัดเจ้าฟ้าอากาศซึ่งท่านสุนทรภู่ท่านมาค้นว่าอยู่ที่ไหน ถ้าตามสมมุติฐานที่อ่านตามนี้นะเนี่ยก็พอสันนิษฐานได้ว่าอยู่ทางหหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ในตอนที่ท่านมาพีษีโลกมาพิษณุโลกเนี่ยที่นี่แล้วก็มาพบอาเพศต่าง ๆ ในขณะที่ค้นคว้าเรื่องนี้
ก็เป็นอันจะพอพูดได้กระมังว่า ท่านเคยมาพิษณุโลกและอาจจะมีนิราศพิษณุโลกก็ได้
แต่ก็คงจะทราบอยู่ว่านิราศของท่านนั้นก็สูญหายไปตั้งหลายเรื่องนะท่านนะ
ที่ว่าสูญหายไปหลายเรื่องก็เพราะว่าเกิดไฟไหม้ขึ้นอย่างงี้ ไฟไหม้กุฏิของท่าน
มันก็สันนิษฐานได้นะครับว่าวัดเจ้าฟ้าอากาศของหัวเมืองฝ่ายเหนือไม่ได้อยู่ที่อยุธยาหรอก
ถึงแม้จะมีหลักฐานหลายอันอ้างว่าที่อยุธยา แต่ก็มีหลักฐานซึ่งสำคัญมากคืออัตชีวประวัติของท่านสุนทรภู่ที่เราเรียกว่ารำพันพิลาปเนี่ย
บอกไว้แน่ชัดเลยว่าท่านมาที่พิษณุโลก ในวรรณกรรมสองแควเนี่ยก็คงจะกล่าวถึงเรื่องอย่างนี้
เพื่อให้เรื่องสุนทรภู่โยงเข้ามาทางพิษณุโลก
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ก็เพราะว่าวันนี้เป็นวันสุนทรภู่วันของท่านบรมครูทางกลอน
ทั้งกลอนสุภาพ ทั้งโคลง ซึ่งหลายท่านก็บอกว่าท่านแต่งโคลงจัดอยู่ขั้นไพเราะทีเดียวแหละโคลงนิราศสุพรรณเนี่ย
ในวันนี้ก็น้อมรำลึกถึงท่านนะครับ น้อมคารวะท่านเพราะท่านทำให้ประเทศไทยโด่งดังไปทั่วโลก
ทำให้ทั้งโลกรู้ว่า ชาติไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมทางวรรณกรรมของเรา
เป็นวรรณกรรมที่ละเอียดอ่อน ให้คุณค่าทั้งทางอารมณ์ อ่านก็เพราะ และก็มีศิลปะการเสนอเรื่องราว
ขณะเดียวกันมีคุณค่าท่างปรัชญาสูงเรายังไม่มีเวลาพูดถึงคุณค่าทางปรัชญา
ท่านผู้ฟังที่เคารพครับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปในเดือนหน้านี้นะครับ รายการวรรณกรรมสองแควจะไปอยู่ในวันอาทิตย์นะครับออกอากาศในวันอาทิตย์
เวลา 8.00-9.00 น. คราวนี้ก็เป็นเวลา 1 ชั่วโมงทีเดียว คิดว่าเริ่มเดือนหน้าบางครั้งเราก็คงจะมีโอกาสพูดถึงท่านสุนทรภู่อีก
โดยเทียบกับฉบับภาษาอังกฤษซึ่งมีการแปลขึ้นนะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง
กราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับผม