สืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
วรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
วรรณกรรมสองแควยังคงอยู่กับเรื่องของนกนะครับ
คราวที่แล้วเป็นเรื่องของนกเค้าแมวนะครับ
ที่รูปร่างเหมือนแมว เสียงร้องเหมือนแมว เอ๊ะ ขอโทษเสียงร้องมันก็ไม่เหมือนแมว
แต่หน้าตา ท่าทาง มันเหมือนกับแมว ที่ตรงตรงหัวมันน่ะครับผม นกเค้าแมวออกหากินในเวลากลางคืน
พอถึงกลางวันก็นอนหลับไปเสีย ถ้านกตัวไหนในตอนกลางวัน มันตกใจบินออกมา
นั่นน่ะมันก็จะตาฟาง มองอะไรก็ไม่ค่อยจะเห็น จากนั้นก็จะต้องถูกศัตรูร้ายกาจของมันไล่จิก
ศัตรูในสมัยก่อนนะก็คือ กา
กานี้เป็นศัตรูสำคัญของนกเค้าแมวเลยทีเดียวล่ะครับ
นกเค้าแมวถูกกาไล่จิก ก็มักจะเสียหลัก น่ะโดยทั่วไปก็สู้นกเค้าแมวไม่ไหว
เพราะว่าตาตัวก็มองอะไรไม่เห็นอยู่แล้วในตอนกลางวัน ถ้าจะให้ดีนกเค้าแมวก็น่าจะท้ากาไปไล่ตีกันในเวลาตอนกลางคืน
เพราะนกเค้าแมวตาเปิดในตอนนั้น แต่นกเค้าแมวก็คงไม่มีโอกาสทำอะไรมากนักหรอก
เพราะกามันก็คงไม่ได้ไปไหนในเวลาตอนกลางคืน
กานี่ก็เป็นนก
ซึ่งกล่าวถึงมากน่ะครับในหมู่ของคนไทยสมัยก่อนนะ ถ้าจะพูดถึงนกล่ะก็ จะต้องพูดถึงกานี่ล่ะครับมากที่สุดเลย
พูดกันถึงทางดีและทางไม่ดี กานะมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อกลางๆ มีอยู่มาก
เรามาลองดูว่ามันมีอะไรบ้าง ผมก็จะพูดไปเรื่อยๆ น่ะครับ ตามที่นึกออกนะ
กาเนี่ย
หลายคน หลายคนก็บอกเป็นสัตว์ฉลาดแกมโกง ก็ถามว่า มันฉลาดยังไง และมันแกมโกงยังไง
ที่จริงน่าจะแยกคำออกเหมือนกันนะ คำหนึ่งคือ มันฉลาด อีกคำหนึ่งก็คือ ฉลาดแกมโกง
เรื่องที่ว่ากาฉลาดเนี่ย ก็มีวรรณกรรมประกอบน่ะ
คนนั่นแหละ แต่งขึ้นบอกว่า กามันกระหายน้ำจัด มันเห็นน้ำเนี่ย บรรจุอยู่ในขวด
แต่ฝาขวดเปิดออกนะ แต่น้ำนั่นมันมีแค่ครึ่งขวด ปากของกามันลงไปในขวดไม่ถึงกามันก็เลยบินไปคาบเอาก้อนกรวดเนี่ย
ใส่ลงไปในขวดน้ำเรื่อย จนกระทั่งน้ำล้นขึ้นมาถึงตรงปากขวดแล้วมันก็กินได้
เลยเรียกมันว่าฉลาด
ก็ไม่ทราบว่ากามันไปทำอย่างนั้นจริงๆ
หรือเปล่า รึว่าเราไปแต่งว่ามันไปเที่ยวคาบ เอาก้อนกรวดมาใส่ในขวดน่ะครับ
เพราะไอ้เรื่องของนกที่คาบอะไรออกมาทำประโยชน์ หรือไม่ทำประโยชน์ก็แล้วแต่
เท่าที่ปรากฏก็มีในนิทาน อย่างเรื่องของ โอดีสซี่ นี่ก็มี ในมหากาพย์โอดีสซี่
กล่าวถึงนก นกร๊อคหรืออะไรก็จำชื่อไม่ได้แหล่ะที่มันเอาก้อนหินไปทิ้งใส่เรือจนเรือจมหมดเลย
ทำนองนั้นน่ะนะ อีกามันก็ฉลาดพอๆ
กันกับนกร๊อก แต่ฉลาดก็เพราะมันจะมันจะกินน้ำ มันก็เลยเอาก้อนกรวดไปใส่ในขวด
บางทีก็แกมโกงด้วย
เช่น วางอุบายเวลาที่แม่ไก่ เค้ากับลูกไก่เค้าหากินอยู่เนี่ย อีกาก็ไปจับอยู่แล้วก็เงียบ
มันฉลาด หรือมันแกมโกง พอแม่ไก่เค้าเผลอ แค่นั้น มันก็โฉบลูกไก่ขึ้นไปกิน
ดุร้ายด้วยน่ะ นอกนั้นยังชอบขโมยของที่ตากไว้ จะเป็นเนื้อแห้ง เป็นปลาแห้ง
ที่ตากเอาไว้เนี่ย ในสมัยก่อน ถ้าตากเอาไว้ ก็จะต้องเอากระจกเงานะ ที่แตกแล้วหรือไม่แตกก็แล้วแต่
ไปหงายวางเอาไว้ใกล้ๆ อา... กระด้งที่ตากของนั้นแหล่ะครับ มันก็จะมีแสงวูบวาบๆ
พวกอีกาก็ไม่กล้ามากิน ถ้าไม่มีแสง กามันก็ลงมากิน อันนี้เรียกว่า
เค้าก็ดักความฉลาดของกาได้เหมือนกันแหล่ะ ที่มันฉลาดแกมโกงเนี่ย เค้าก็เล่นเอากระจกเงา
กามันไม่กล้ามาส่องกระจกหรอก มันก็กลัว
บางทีเราก็มองดูกา
ในเรื่องของความดุร้าย ในเรื่องของความใจดำนะ เช่น เทียบว่าใจดำราวกับอีกา
ถ้าเทียบอย่างเนี้ยคงจะไปเทียบกับขนของมันมั้ง ว่าใจดำเหมือนกับขนอีกา
แต่อีกามันจะใจดำมั้ยเนี่ยก็ไม่ทราบ ก็เห็นมันแค่ขโมยลูกไก่ กะขโมยของแค่นั้นแหล่ะนะครับ
กาฉลาด บางคนก็บอกว่า กามันก็โง่ เหมือนกันนะท่านนะ นิทานเรื่องเกี่ยวกับกาโง่เนี่ย
มันมีนิทานก็นานมาแล้วนะ เล่าถึงเรื่องอีกาตัวหนึ่งคาบเนื้อชิ้นหนึ่ง นี่ก็ไปขโมยเค้ามาหรือเปล่าก็ไม่รู้หล่ะ
คาบเนื้อเสร็จก็ไปเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ จะกินเนื้อนั้น ข้างล่างต้นไม้นั้นก็มีเจ้าหมาจิ้งจอก
ไอ้นี่ก็ฉลาดทีเดียวแหล่ะ ฉลาดแบบหมาจิ้งจอก นี่ก็แกมแกมโกง ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า
foxy น่ะฮ่ะ
เจ้าหมาจิ้งจอกมันอยู่ใต้ต้นไม้
มันอยากกินเนื้อที่กาคาบอยู่ มันก็เลยออกอุบายมันก็พูดขึ้นว่า "เจ้าเนี่ยช่างเป็นนกที่สวยงามอะไรเช่นนี้
มีขนดำขลับ มองดูแล้วมีสง่าราศีสูงมาก และเป็นนกที่จัดว่าสวยที่สุด แต่เรายังสงสัยว่านกที่เสียงสวย
เช่นเอ๊ยนกที่ขนสวยเช่นนี้นั้น จะมีเสียงไพเราะประการใด ถ้าแม้นว่าเจ้าได้ร้องออกมาเป็นเสียงซะหน่อย
ก็คงจะพอฟังได้ว่าเพราะแค่ไหน" กาได้ยินเช่นนั้น ก็เรียกว่าโง่กว่าเค้าหล่ะ
ก็เลยอวดโดยการร้อง เวลาร้องก็อ้าปากออก ก้อนเนื้อก็หล่นลงไป หมาจิ้งจอกก็คาบเนื้อนั้นไปกินเสีย
นี่ก็เป็นเรื่องของกาถูกหลอก
นี่กาโง่น่ะตัวเนี้ย นะกาฉลาดก็มี กาโง่ก็มี กาธรรมดาก็มี กาตัวนี้ก็ไอคิวไม่ค่อยดีนัก
เลยถูกหมาจิ้งจอกนี่หลอกเสียได้ ก้อนเนื้อเลยตกจากปากไป
บางทีเราก็มีคำ
อ้า..สำนวน เช่น กาในฝูงหงส์ หมายความว่า มันไปอยู่ได้ยังไงในนั้น ไม่รู้กาในฝูงหงส์
มันแปลกเหล่า แปลกกอ เค้าเนี่ย เป็นเรื่องที่แปลก กาอยู่ในฝูงหงส์ บางทีเราก็มีเรื่องหงส์กับกา
มีหลายหลายครั้ง ไม่ใช่หลายครั้ง ประทานโทษ เรื่องหงส์กับกาเนี่ย มีคำพังเพยอยู่หลายคำ
เช่น คบกาก็เป็นกา คบหงส์ก็เป็นหงส์ นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบว่า ถ้าไปคบกับคนไม่ดี
เราก็จะเป็นคนไม่ดีตามไปด้วย เพราะไปเทียบคนไม่ดีนั่นกับกาเสีย ไปคบกับหงส์ก็เป็นหงส์
ถ้าไปคบกับคนดี ก็จะเป็นเป็นคนดีตามไปด้วย
เนี่ยเป็นคำพูดสมัยก่อนหรอก สมัยนี้เด็กก็คงไม่เข้าใจ คบกาคบหงส์อะไรเนี่ย
เพราะเด็กไม่เคยเห็นกากันแล้ว เดี๋ยวนี้ใครเห็นกาก็นับเป็นบุญวิเศษเหลือเกิน
ในเมืองพิษณุโลกนี่ผมอยู่มาก็นานแล้ว เนี่ยก็ 30 กว่าปีแล้ว ได้ยินเสียงการ้องไม่ถึง
10 ครั้งมั้ง มันคงจะตายไปหมดแล้ว หรือไม่ก็หายไปหมด ที่หายก็เพราะว่า
มันคงจะถูกรุกรานนะ โดนยาเบื่อที่เขาเบื่อมั่ง อะไรมั่ง ก็เลยตายกันไป
ก็เป็นธรรมดาครับ
นอกจากคำพังเพย
ไอ้คำสำนวนที่ว่า กาในฝูงหงส์แล้วเนี่ย ก็ยังมีนิทาน เรื่องของความอ้า..ผ่าเหล่าผ่ากอของกา
จนกระทั่งไม่มีใครอยากจะคบด้วย พูดง่ายๆ มักใหญ่ใฝ่สูงน่ะ กามักใหญ่ใฝ่สูง
มีนิทานเล่าอยู่นะฮะ วรรณกรรม เรื่อง กากับนกยูงเนี่ย กากับนกยูง ไอ้เรื่องแรกเป็นเรื่องดี
สรรเสริญกา ซึ่งรับเคราะห์กรรม เรื่องที่สอง เป็นเรื่องไม่ดีน่ะครับ รู้สึกนะเป็นการเล่าเพื่อจะ
อ้า..ตำหนิกา
เรื่องแรกก็บอกว่า แรกเริ่มทีเดียวในโลกนี้นั้น
นกยูงก็เป็นสีขาว กาก็เป็นสีขาวเช่นเดียวกันทั้งคู่ ก็เป็นเพื่อนกันอยู่
จากนั้นนกยูงก็ขอร้องกา ซึ่งมีฝีมือดีมาก บอกกาว่า เจ้าช่วยเขียนลายกนก
ลายอะไรงามๆลงไปบนตัวข้าได้ไหมหล่ะ จัดการเขียนให้ดีเป็นลายสีทอง ลายอะไรเนี่ย
ข้าจะได้สวย แล้วข้าสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะเขียนให้เอ็งให้สวยเหมือนกับข้าเหมือนกัน
นกยูงมันเป็นฝ่ายให้กาเขียนให้ก่อน
กาก็มีความสามารถทางด้านของการเขียนนะ
นี่ถ้ามาอยู่มหาวิทยาลัยนเรศวร กานี่ก็น่าดูทีเดียวแหละ เขียนเก่งทีเดียวล่ะครับ
เขียนสวย เลยให้นกยูงเป็นลายงาม ใช้เวลาเป็นปีเชียวนะเขียนเนี่ย อดทนมาก
อุตสาหะมากด้วยความรักเพื่อน เขียนเสร็จเรียบร้อยนกยูงก็งาม เดินอวดไปอวดมา
ส่วนกาก็ยังตัวสีขาวอยู่ตามเดิม
นกยูงก็เลยจะเขียนให้กาบ้าง
แต่นกยูงเนี่ยมันเจ้าเล่ห์กว่ากาเสียแล้ว มันบอกกับกาว่า "หยั่งเอ็งนี่นะข้าจะไม่เขียนให้อย่างธรรมดาหรอก
เอาให้เลิศเลอที่สุดเลย" นั่นคือ เอ็งจะต้องถูกลงรักเสียก่อน แล้วจึงจะปิดทองน่ะ
ฮ่ามันจะลงรักแล้วจะปิดทองให้กา อีกาก็เชื่อนกยูง นกยูงก็จัดการลงรักให้อีกาดำปี๋ทั้งตัวเลย
จากนั้นมันบอกว่าต้องทิ้งเอาไว้นานๆ เสียก่อน จึงจะปิดทอง แล้วมันก็เลยทิ้งไว้อย่างนั้น
อีกาก็เลยไม่ได้รับการปิดทองได้แต่ลงรักอย่างเดียวเลยตัวเลยดำปี๋เลย
นี่เรื่องนี้ก็น่าเห็นใจกาอยู่หรอก
มันไปถูกลงรักเสียนี่แล้วแต่ไม่ปิดทองให้ อันนี้เป็นภาษาช่างน่ะเนี่ย ลงรักปิดทองเนี่ยนะครับ
นกยูงไปหลอกมันน่ะทั้งๆที่กามันอุตส่าห์เขียนลายให้ออกสวย นี่ก็เป็นความไม่จริงใจ
ระหว่างนกสองสองประเภทนี้ นี่ก็เรื่องนกยูงกับกา
ไอ้เรื่องนกยูงอีกก็มีอีก
กับกานี่แหละ กาตัวหนึ่งมันเป็นกาที่คงเจ็บแค้นเรื่องนกยูง หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะ
มันอยากสวยแบบนกยูงเนี่ย มันไปเที่ยวเก็บเอาขนของนกยูงมาแซมตามตัว เดินในหมู่ฝูงกาด้วยเค้า
กาเห็นเข้าก็รู้สึกไม่พอใจ ฝูงกานั่นน่ะนะเห็นกาตัวนี้เนี่ย เที่ยวเอาขนมาแซมขนนกยูง
ก็ไม่พอใจ กาก็เลยบอกว่าในเมื่อเอ็งไม่พอใจก็ไม่เป็นไร ข้าก็ไปอยู่ฝูงนกยูงก็ได้เพราะ
ข้าก็แต่งตัวแบบนกยูงแล้ว
มันก็เลยเข้าไปอยู่ในฝูงนกยูงได้ไม่นาน นกยูงก็ไม่พอใจ ก็จิกตีไล่มันออกมา
มันก็ไม่มีเพื่อนในหมู่นกยูงเลย ก็ต้องบินกลับไปฝูงกาอีกครั้งหนึ่ง กาฝูงที่มันอยู่นั้นก็ไม่พอใจมัน
ที่มันกลับมา ก็ไล่จิก ไล่ตีมันอีกมันก็เลยกลายเป็นกาที่โดดเดี่ยว นี่น่าสงสารนะนี่นะ
ไม่มีเพื่อนเลยเนี่ย นี่เค้าเรียกว่าอาใฝ่สูงเกินศักดิ์อะไรทำนองนี้ ความจริงก็น่าจะใฝ่สูง
ก็อีกาเอาขนนกยูงมาแซม ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรเลย มันทำให้ขนมันมีสีด่างๆ
ของเรายังย้อมผมเป็นสีด่างๆ ได้ทำไมอีกามันจะเอาอะไรมาแซมไม่ได้นะ น่าเห็นใจมันอยู่หรอก
แต่เลยถูกไล่ตีออกทั้งฝูงนกยูง ทั้งฝูงกา ก็เลยเป็นโศกนาฏกรรมของกาในยุคนั้น
กาเนี่ยมันเป็นคำพูดติดปากของเรามานานแล้ว
ในวรรณคดีแทบทุกเรื่อง มีกา แล้วจะกล่าวถึงกาในตอนเช้าเป็นการนำเข้าเข้าฉากนะ
เขาเรียกว่า เข้าฉากอย่างเช่น ในเรื่องสังข์ทอง ตอนที่จะมีการตีคลี ระหว่าง
พระอินทร์กับพระสังข์เนี่ย ท้าวสามลซึ่งเป็นพ่อตาของพระสังข์เนี่ยนอนไม่หลับเลยทั้งคืน
เพราะวันรุ่งขึ้นจะมีการตีคลี
ฉากที่กล่าวถึง
ในตอนเช้าเขาบอกว่า .....ครั้นรุ่งสุริยาการ้อง..... เห็นไหมนี่นะการ้องอย่างอื่นก็ไม่เอามาร้อง
.....ครั้นรุ่งสุริยาการ้อง ท้าวสามล ตรึงตรองไม่หลับใหล.... น่ะฮ่ะเนี่ยเป็นกามันร้อง
มันพูดให้ฟังว่า กาเนี่ยมันก็มี ชื่อปรากฏ ในวรรณคดีบ่อย
แต่บางครั้งฉากในตอนเช้าไม่บรรยายอะไร เกี่ยวกับกาก็มีกล่าวถึงนกโดยรวมๆ
ถ้าท่านมีโอกาสอ่านเรื่อง นิทราชาคริต ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระจุสลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปิยมหาราชเนี่ย ทรงแปลมาจากนิทานของอาหรับเนี่ยน่ะครับ เขาจะกล่าวถึงฉากในตอนเช้าว่า
พรรณพิหคน่ะกล่าวถึงนกเสียแล้ว
นกทั่วๆ ไปนะครับ กลุ่มของนกไม่ยักจะกล่าวถึงกา โดยเฉพาะในพระราชนิพนธ์นี้
ไม่ ไม ่ไม่พูดโดยเอากามาเข้าฉากเสียแล้วนะครับ ไม่เหมือนกับอาในเรื่องสังข์ทอง
คำว่า กาเนี่ย
บางทีกาที่ไม่ใช่นก อันนี้มีหลายอัน เดี๋ยวจะพูดซักอย่างก่อน เช่น กาน้ำ
กาน้ำ ไอ้ที่เรียกว่า กาน้ำ ว่ากาน้ำ ก็เพราะสมัยก่อนน่ะ เอากาเนี่ยใส่น้ำไปต้มแล้วปรากฏว่า
สมัยก่อนไม่ได้ใช้ถ่าน ใช้ฟืนน่ะครับ ฟืนมันมีควัน ควันก็เลยรมกาน้ำซะดำเลย
รมกา รมไอ้ภาชนะที่ใส่น้ำต้มเนี่ย จะดำไปหมด พอดีมันมีพวยออกมา รูปร่างคล้ายกับปาก
ก็เลยเรียกมันซะว่า กาน้ำ เพราะมันดำปี๋ ปัจจุบันกาเนี่ยเค้าก็ขัดออกสวย
แต่ยังเรียกกาอยู่ทั้งๆ ที่มันไม่ได้สีดำ จะไปเปลี่ยนชื่อก็กระไรอยู่ เพราะเดี๋ยวนี้เราใช้เตาแก๊ส
ถ้าแก๊สดีหน่อย กาก็ไม่ดำนะครับ แต่ก็ยังเรียกกาอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ดำ
มันธรรมดาครับคำมันเปลี่ยนแปลงเหมือนคำว่า
ดินสอ อย่างนี้ สอ มันรากศัพท์ภาษาเขมร แปลว่า ขาว นะฮะ ดินสอ คือ ดินขาว
เขาเอามาเขียนให้มันออกเป็นตัวสีขาว ในปัจจุบันกลายเป็นดินสอดำ ดินขาวดำ
ฟังดูแปลกดีนะฮะ ดินสอเลยกลายเป็น ดินสอดำ เหมือนกับกาเมื่อกี้ กาที่ใช้ต้มน้ำนี่ก็ปรากฏว่า
ปัจจุบันมันก็ไม่ดำ แต่ก็เรียกว่า กาอยู่
มีนิทานเรื่อง
เกี่ยวกับกาหลายเรื่อง นิทาน เรื่องหนึ่งใช้สอนด็ก ให้เห็นว่าความขยันนั้นดีอย่างไรบ้าง
ก็มีนิทานขึ้นต้นว่า กา เป็นชาวกรุงเทพฯ แกเป็นชาวเพชรบุรี แกนี่ คือ นกชนิดหนึ่งคู่กับกาคนปัจจุบัน
ก็ไม่ค่อยรู้จักเด็กใหม่ๆ เนี่ย เขาเรียกนกแก เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักแก คืออะไร
กาเป็นชาวกรุงเทพฯ
แกเป็นชาวเพชรบุรี แล้วก็กล่าวถึงว่ากาเนี่ยขยันทีเดียวแหละ แล้วก็เลยมีผลให้แกขยันตามไปด้วย
เนี่ยนะครับก็นิทานเรื่องนี้ ได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ
ทีนี้อีกเรื่องหนึ่ง
ที่น่าคิดคือ คำกล่าวหรือว่า สำนวนที่ว่า กาคาบข่าว ท่านคงเคยได้ยิน กาคาบข่าว
เรื่องนี้ถ้าไปอ่านประวัติศาสตร์ประมาณ อ้า...รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัยเนี่ย
ในตอนที่จะเสด็จขึ้นครองราชสมบัตินั้น มีเรื่องกาคาบข่าวนะท่านนะ คือหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคตเนี่ย
ก็ปรากฏว่ากาได้คาบเอาข่าว คงจะมีคนเขียนหรือยังไง กามันเก่งน่ะ มันก็คาบไปถวายกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เนี่ย
กามันเอาไปถวายกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเปิดออกอ่านข้อความในนั้นกล่าวว่า
กรมขุนกษัตรานุชิต ซึ่งเป็นโอรสในรัชกาลที่ 1 อันเกิดจากพระธิดาของพระเจ้ากรุงธนบุรีน่ะฮ่ะ
กรมขุนกษัตรานุชิด มีชื่อทั่วไปว่า หม่อมเหม็น บอกว่า หม่อมเหม็นเนี่ยจะเป็นกบฏ
นี่กามันบอกกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จึงให้ทหารรออยู่ที่ประตูเมือง ประตูทางเข้าวัง
พระองค์ก็รออยู่ด้วย พอหม่อมเหม็นนั่งคานหามเข้ามาเท่านั้น ก็จับเอาตัวไป
หม่อมเหม็นเนี่ยติดอ่างนะฮะ คงจะตกพระทัยมาก คงจะพูดอย่างติดอ่างว่า จะเอาไปทำอะไร
เค้าก็เลยนำเอาไปสำเร็จโทษเสียน่ะฮะ สำเร็จโทษโดยท่อนจันน์แล้วจากนั้น
รัชกาลที่ 2 จึงได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบาติ
สังเกตให้ดีน่ะครับ
ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ใช้คำว่าปราบดาภิเษกนะครับ ไม่ได้ใช้คำคำว่าราชาภิเษก
ทั้งนี้เพราะว่าพระองค์นั้นนะ ในสมัยของพระองค์นั้นมีการปราบกบฏหม่อมเหม็น
ผู้จะเป็นกบฏแล้วรู้ว่าหม่อมเหม็นจะเป็นกบฏ ก็เพราะว่ากาคาบข่าวมาบอกเนี่ย
กาก็เลยได้อานิสงค์ใหญ่เลยในยุคนั้น ในยุคนั้นห้ามทำร้ายกาน่ะครับ
ในสมัยรัชกาลที่
3 ใครไปเที่ยวทำร้ายกาไม่ได้เลย กาเนี่ยมีสิทธิที่จะกินอาหงอาหารตรงไหนก็ว่าไปได้
อย่างดีก็แค่ไล่เท่านั้น ไล่ไป ไล่มา เพราะกาเนี่ยเค้ามีคุณ แล้วกาเนี่ยก็ยังเป็นคนที่
ไม่ใช่เป็นคนซิกามันเป็นนกนี่ กานี่เค้าก็ซื่อสัตย์ต่อประเทศ รักประเทศมากน่ะครับ
ถ้าท่านมีโอกาสอ่านพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตอนที่กรุงจะแตกในครั้งที่ 2
น่ะ ในบันทึกเขียนไว้เลยว่า ในครั้งนั้นเกิดอาเพท พระรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในท้องพระโรง
กระทืบพระบาทสนั่นหวั่นไหว ใช้คำนี้แล้วจากนั้นตามด้วยคำว่า กาบินมาเสียบตายบนยอดพระเจดีย์เนี่ย
กามันโกรธที่จะเสียเมืองให้พม่าครับ กาไม่รู้จะทำไงฆ่าตัวตายเลย บินมาเสียบตายเลยไอ้ยอดเจดีย์
คงจะมีสายล่อฟ้าเป็นรูปสาม สาม สามง่ามแหลมๆ น่ะ กามันเสียบบนนั้นเลย
นี่ก็เป็นเป็นข้อความในพงศาวดารนะครับตอนนั้นแสดงว่า
กานี่ หนึ่งรักชาติ สองคาบข่าวมาบอกได้ แล้วก็การทำมาหากินของกานั้นดีมาก
รุ่งเรื่องมากเลย ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะไม่มีใครฆ่า ถึงต่อมาในสมัยรัชกาลที่
4 กาก็ทำมาหากินดีมาก มันชอบบินไปเวลาพระบิณฑบาตรเนี่ย ถึงกับมีในบันทึกไว้ว่า
ตอนที่สมเด็จโตเนี่ยฮะ สมเด็จพระพุทธจารย์โตพรหมรังษีเนี่ย ท่านบิณฑบาตรทางเรือ
ท่านพายเรือไป กามันจะบินมาเกาะที่เรือเต็มไปหมด ท่านก็จะบอกมันว่าไปโน่น
กุ้งปลาอะไรเค้าขึ้นทางท่าเตียนโน่น ทางแถวนี้ไม่มีหรอก มันได้ยินท่านพูดมันก็บินไปน่ะครับ
มันรู้นะกาพวกเนี่ย มันคงมาหาหลวงพ่อโตน่ะเนาะอะไรทำนองนั้น
เพราะจำนวนมันมาก เพราะงั้นมันไม่ค่อยกลัวใคร เค้าห้ามทำอันตราย เพราะงั้นมันก็เกาะตามรงตามเรือเต็มไปหมดเลย
เนี่ยกาก็เป็นสัตว์ที่คุ้นกับคนในยุคนั้น ด้วยเหตุที่คุ้นกับคนนี้แหล่ะ
ถ้าแม้นว่าจะทำอะไรแล้วมีคนทักไว้ แต่เราทำทันทีเลย โดยไม่ฟังเสียงใครค้านเนี่ยจึงมีสำนวนว่า
"ไม่ฟังเสียงนกเสียงกา" เห็นไหมฮะ ทำไปเลยดูซิไม่ฟังเสียงนกเสียงกา
มันก็แปลกน่ะไม่ฟังเสียงนกเสียงกา ไม่เห็นบอกว่า ไม่ฟังเสียงนกเสียงไก่
ไม่ฟังเสียงเป็ด ไม่ฟังเสียงอะไรเนี๊ยไม่พูดน่ะฮ่ะ ไม่ฟังเสียงนกเสียงกาน่ะฮ่ะ
กา ตีนกา นั่นก็ได้ยิน กากบาท ก็แปลว่า ตีนกา ตีนกา เนี่ยก็เคยมีเรื่องเล่าว่า
ถ้านอนแล้วไม่ปิดประตู ไม่ปิดหน้าต่าง ระวังให้ดีนะท่านนะ หรือไม่ปิดมุ้งลวดเนี่ย
กามันจะเข้าไปเหยียบน่ะในตอนกลางคืน เหยียบตรงหางตา ก่อให้เกิดรอย ชื่อ
รอยตีนกาว่าไปนั่น ใครนอนไม่ปิดระวังไว้ ยิ่งอายุมากๆ กาเหยียบล่ะยุ่งเลยนะท่านน่ะ
บางที่มีคำว่ากา
แต่ไม่ใช่กาก็มี เช่น กาหลง กาหลงเป็นชื่อต้นไม้นะครับ ดอกสีขาว ต้นคล้ายๆ
ชงโคนั่นแหละ หรือเวียงกาหลงอันนี้เป็นชื่อเมืองอยู่ใน อ.เวียงป่าเป้า
ทางต่อตรง ต. แม่เจดีย์ ตรงที่เขาเรียกว่า แม่ขจานนั้นแหละ ก่อนจะถึงนั้น
เวลาไปจากพะเยาเนี่ยจะมีเวียงกาหลง ตรงนั้นกล่าวถึงเมืองมันซับซ้อนขนาดกาบินเข้าไปยังหลงเลย
ฟังดูมันก็ไม่น่าเป็นอย่างนั้นหรอก อันนี้ไม่เกี่ยวกับกาเท่าไหร่หรอกน่ะนะ
คงจะตั้งเอาเองมากกว่า เวียงกาหลงมันอาจจะมีต้นกาหลงก็ได้
หรือคำว่า
กาแล ส่วนประกอบบนหลังคาน่ะ ที่ไขว้ๆ กันนั้นแหละ กาแลนี่ก็ไม่ใช่กา กาสลองนี่ก็ต้นไม้
คือ ต้นปีบน่ะ ต้นไม้ประจำเมืองพิษณุโลกเนี่ย หรือกาไหล่ กาไหล่ทองก็ไม่เกี่ยวกับกา
ต้นเพกา งี้ก็ไม่เกี่ยวกับกานะฮะ ต้นเพกาที่มีฝักยาวๆ ออกมา ทางอีสานเรียกต้นลิ้นฟ้า
ถ้าหากว่า ทางเหนือ เรียกว่าต้น มะลิดไม้ อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับกาแต่ประการใดเนี่ย
เรื่องของกาเลี้ยงลูกนกดุเหง่า
ฮ้า อันนี้เราเรียกนกดุเหว่าว่า กาเหว่า เพราะมันร้อง กาเหว่า กาเหว่า
มันร้องเหมือนกานะ แต่มันออก เว้า ต่อหลัง เรียกว่า กาเหว่า กาเลี้ยงลูกนก
เลี้ยงลูกนกดุเหว่า ดุเหว่าเนี่ยมันก็สำคัญนะ มันไปไข่ให้แม่กาฟัก มันทำยังกับคนปัจจุบันนี้แหละ
พอคลอดเสร็จก็ให้คนนั้น คนนี้ เลี้ยงไม่เลี้ยงเอง แต่นี่มันให้อีกาเลี้ยงนะนี่นะ
นกดุเหว่ามันไข่ให้แม่กาฟัก เลยมีเพลง กล่อมเด็กไง ......เจ้านกดุเหว่าเอย
ไข่ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก คิดว่าลูกในอุทร..... เนี่ยนะ เพลงนี้ยาว
วันหลังถ้ามีโอกาสจะได้ร้องให้ฟังซักทีหนึ่ง
เรื่องของกาเนี่ย เราได้ยินมา ตั้งแต่เด็ก คนที่อายุประมาณซัก 60 เนี่ย
60 - 70 เนี่ยต้องเคยเรียนหนังสือ ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า.... อีกา ตาดี ปะปู
อีกา ดูปู แฮะ แฮะ อีกา ตาดี แล้วก็สอนให้ สอนให้อ่านเป็นคำ ๆ ตอนนั้นนะ
จากนั้นจึงแจกเป็นการสะกด อีกา ตาดี ปะปู อีกา ดูปู น่ะ ไม่ได้หมายความว่า
อีกาตามันดี มันมองเห็นปูไม่ใช่อย่างนั้นนะฮะ อีกา ตาดี ปะปู อีกา ดู ปู
นะ จากนั้นก็ไปแยกเป็น กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า นะ แต่ก่อนสอน ผันวรรณยุกต์แบบนี้นะก็
เลยทำให้เด็กเนี่ยอ่านคำได้ทุกคำ เพราะรู้วิธีการอ่าน ไม่ใช่สอนเป็นคำอย่างเดียวนะครับ
พอตอนหลังนะ
ไม่มีพวกนี้หรอก หนังสือเรียนก็เปลี่ยนเป็น กาเอ๋ยกา .....บินมาไวไว มาจับต้นโพธิ์
โผมาต้นไทร..... เนี่ยฮะ ก็ยังดี แต่ถ้าไปเรียนแบบแต่ก่อนอาจจะดีก็ได้
น่าจะมีการวิจัยนะ สมัยก่อนแจกการเขียน เป็นแม่ กอกา นะฮะ แม่กอกา แม่กง
แม่กน แต่แม่กอกานี่ เป็นแม่ที่ใหญ่สำคัญนะครับ
จากนั้นเราก็เคยเรียนบทดอกสร้อย
ก็มีเกี่ยวกับกา ....กาเอ๋ยกาดำ รู้จำรู้จักรักเพื่อน ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน....
แน่ะ ว่ายาวไปเรื่อยเลย เป็นเรื่องดีดี เกี่ยวกับกาทั้งนั้น ก็ดีอยู่หรอก
แต่ทำไม่ไปเรียกว่า อีกา ก็ไม่รู้ ฟังยังกับว่าในโลกนี้ อีกาตัวผู้ไม่มีนะเนี่ย
กาตัวผู้ไม่มี มีแต่อีกา ไอ้กา ไม่เคยได้ยิน ในตอนหลังก็ว่าไม่เพราะ เลยให้เรียกว่ากาเฉยๆ
แต่ก็มีนกชนิดหนึ่งนะ รูปร่างคล้ายอีกานะ เขาเรียกนกกาน้ำ แต่เนี๊ยตัวเล็ก
ทางอีสาน ทางโคราช เรียกว่า นกกะลางปืน แต่ที่จริงก็คือ นกนางแอ่นบ้าน
นั่นเองนะครับ นี่ก็เรื่องของกา
ตอนหลังมีการนำเอา
รังของอีกามาทำยา เอามาต้ม แถวๆ ปทุมธานี หรือนนทบุรี ผมก็ไม่ทราบ ไอ้นี่ก็คิดแปลกน่ะ
คำว่ากาก็มีอย่างนี้ สีไข่กา พริกขี้กา หรือแม้แต่ปากกาที่เราใช้กันนะครับ
เนี่ย กา ในมาเลเซีย เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว เค้าให้ยิงกาทิ้ง โอ๊ะ
เสียดาย
พอดีหมดเวลานะครับ
ก็พบกันใหม่อีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์หน้า ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน
สวัสดีครับผม