วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 58 เรื่อง วรรณกรรมเกี่ยวกับนก 1
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

     กลับมาพบกับท่านอีกรั้งหนึ่งครับ รายการนี้นั้นประสงค์จะให้ท่านผู้ฟังเนี่ย ฟังได้ทุกเพศทุกระดับ ตั้งแต่ท่านผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน หรือว่าเด็กๆ ก็แล้วแต่ หรือว่าจะเป็นนิสิตเป็นนักศึกษา เป็นนักวิชาการ เป็นเกษตรกร แม่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะ อ่า นั่งนั่งรถยนต์น่ะส่วนใหญ่น่ะนะ นั่งฟังมากกว่านะครับ ที่ผ่านทางพิษณุโลกหรือในเขตที่คลื่นของเรา107.25 เมกกะเฮิร์ตเนี่ยไปถึงเนี่ย ก็ฟังกันโดยทั่วกันนะครับ

      ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เพื่อว่าจะได้สร้างสรรค์วงวิชาการ สร้างสรรค์ความบันเทิง แล้วก็สร้างสรรค์ความรักท้องถิ่นให้เกิดกับทุกท่าน ผมก็เคยนั่งรถโดยสารและก็เผอิญเปิดรายการ เป็นรายการนี้พอดีก็ได้ฟังไปด้วย ดูเหมือนท่านที่ขับรถก็วิภาควิจารณ์ไปดีพอสมควร นี่เป็นรถโดยสารนะครับ ที่แกพูดบางอย่างมันไม่ค่อยจะตรงกับที่เราเคยได้ยินก็มี อันนั้นก็ก็ดีผมก็ชอบนะครับ

     วันนี้จะพูดถึงวรรณกรรมอีกประเภทหนึ่ง เด็กเค้ามักจะถามกันเสมอว่า ช้างกลัวอะไร นี่เป็นปริศนาคำทาย คำตอบก็คือช้างกลัวฉิ่ง เพราะว่า ฉอฉิ่งตีดัง แล้ว ชอช้างจะวิ่งหนี ถามนี่เค้าถามกันมานานแล้ว เป็นสิบสิบยี่สิบปีแล้วก็ยังใช้กันอยู่นะครับ มันพันกับพยัญชนะไทยทั้งสี่สิบสี่ตัว เพราะชีวิตเริ่มต้นของเด็กที่เรียนหนังสือนั้น ก็มักจะเริ่มเรียนด้วยกอเอ๋ยกอไก่ นี่เด็กในสมัยก่อนนะครับ เพราะฉะนั้น เค้าก็จะท่องได้แม่นเลย บางทีเค้าก็เขียนไม่ค่อยจะได้หรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถว ท.ทหาร ธ.ธง เค้าเขียนไม่ได้แต่เค้าท่องได้เป็นอย่างดี ทั้ง 44 ตัวนี่นะครับผม

     แล้วจาก44 ตัวเนี่ย ถ้าเราจะมองดูว่ารู้จักนกอะไรบ้าง นี่อยากจะพูดถึงเรื่องนกนะเนี่ยนะ เด็กเค้าจะรู้จักอยู่สองชนิด เด็กปัจจุบันนะครับก็คือ ไก่ เพราะเริ่มต้นด้วย ก.เอ๋ย ก.ไก่ แล้วก็ไปจบลงที่ นกฮูก เพราะเค้าบอกว่า ฮ.นกฮูกตาโต เพราะฉะนั้นเด็กจะรู้จักนกอยู่ 2 ชนิด

     ผมพูดเช่นนี้ก็ปรากฏว่า ท่านผู้ใหญ่หลายท่านซึ่งนั่งฟังผมพูดอยู่ท่านก็บอกว่า ไม่จริงหรอกครู เพราะอะไร เด็กสมัยนี้อาจจะรู้จักนกสองชนิดเท่านั้น คือ ไก่กับนกฮูก แต่สมัยของเราเนี่ย เราก็คืออายุ 60 กว่าซึ่งก็รวมทั้งผมนี่ด้วยเนี่ยนะ มันรู้จักสามตัวนะครูนะ คือ ก.เอ๋ย ก.ไก่ และอีกตัวนึงคือ ธ.ธง นกกระทุง เนี่ย สมัยก่อนมันมี ธ.ธงนกกระทุง งั้นคนแต่ก่อนอายุซัก 80 กว่าเนี่ยก็รู้จักนกกระทุงจากพยัญชนะ 44 ตัว เด็กปัจจุบันไม่มีหรอก ธ.ธงไม่นกกระทุงล่ะ ท.ทหารอดทน ธ.ธงคนนิยม เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ธ.ธงนกกระทุง

     ส่วนนกฮูกนั้นรู้จักกันมาตั้งนานเหมือนกัน แต่สมัยก่อน ก่อนจะถึงนกฮูกมันไม่ใช่ว่า อ่า อ.อ่างเนืองนอง ฮ.นกฮูกตาโต ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็น อ.อ่างดูถูก นกฮูกบินหนี อ่า สมัยก่อนบางคนบอกว่านกฮูกวิ่งหนี อันนี้นกฮูกมันจะวิ่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันอาจจะบินก็ได้หรือมันจะวิ่งก็ไม่ทราบ ก็แล้วกันเถอะ

      แต่เป็นอันว่าคนแต่ก่อนรู้จักนกถึงสามชนิด ถ้าอ่านอ่าพยัญชนะทั้ง 44 ตัวตั้งแต่ ก.เอ๋ยก.ไก่ ข.ไข่มาหา หรือข.ไข่ในเล้า อะไรก็แล้วแต่ จนถึงฮ.นกฮูกตาโต หรือฮ.นกฮูกบินหนี ก็แล้วแต่เถอะ คนแต่ก่อนรู้จักสองชนิด แต่เด็กปัจจุบันนะครับพวกอายุประมาณ 10 กว่าปีเนี่ย ก็รู้จักเพียง 2 คือ ก.เอ๋ยก.ไก่ กับฮ.นกฮูกตาโต

      เนี่ยนี่ก็เป็นเรื่องของนกที่จะได้พูดถึงในวันนี้ ก็คงจะเริ่มตั้งแต่นกฮูกเนี่ยก่อนล่ะ ไก่นี่ยังยังไม่พูดคงจะพูดนกฮูกนะ มันมาตั้งแต่ท้ายสุดเลย ในบรรดานกฮูก บรรดานกฮูกมันจัดอยู่ในพวกเหยี่ยวราตรีนะท่านนะ มันเป็นเหยี่ยวชนิดหนึ่ง แต่มันหากินในเวลากลางคืนจึงชื่อว่า เหยี่ยวราตรี หรือว่าเหยี่ยวเวลากลางคืนก็แล้วแต่

      สัตว์ประเภทนี้นั้นถ้าจับเหยื่อได้ มันจะไม่ฆ่าโดยใช้ปากจิกนะท่านนะ แต่จะใช้กรงเล็บรับ กรงเล็บบีบจนสัตว์นั้นตายเลยทีเดียวล่ะ แสดงว่าเล็บของพวกนี้มีพลังสูงมากเลย เล็บ เฉี่ยวก็เฉี่ยวด้วยเล็บครับ บรรดาพวกอ่ากบ บรรดาพวกงูพวกหนูเนี่ยจิ้งเหลนพวกนี้ ถ้าออกมาตอนกลางคืน เจอนกพวกนี้ล่ะก็เสร็จเลยครับ มันจะเฉี่ยววูบไป แล้วเอากรงเล็บนี่หนีบสัตว์นั้นแล้วบี้จนตาย

      มันทำนองเดียวกับนกอินทรีแหละ แต่นกอินทรีมันหากินกลางวัน ถ้านกอินทรีขนาดใหญ่ๆ อย่างนกอินทรีหัวล้านของทางอเมริกา หรือ bore head egel พวกนี้นั้นฆ่าได้ถึงขนาดหมาป่าหรือหมาจิ้งจอก กรงเล็บมันใหญ่มากเลยนะครับจับสัตว์ใหญ่ๆ ได้ แต่นกฮูกของเราเนี่ยก็คงจับพวกกบพวกหนู หนูพุกก็อาจจะโดนได้เหมือนกันนะครับ ลูกหมาเล็กๆ เนี่ยก็ไม่แน่นะรับ ลูกแมวเล็กๆ เนี่ยเสร็จแน่เลย

     เนี่ยเป็นเหยี่ยวกลางคืนซึ่งบ้านเราก็มีหลายชนิดนะ แต่จะพูดเท่าที่เห็นก็แล้วกัน ว่ามันมีสัก 3 ชนิด คือนกฮูก ไอ้ที่เรียกว่าฮูกนี่เพราะว่ามันร้องเสียงว่าฮูก มันร้อง ร้องฮูกๆๆๆ เราก็เลยเรียกว่านกฮูก นี่ตามเสียง กับอีกประเภทนึงนกแสก อันนี้ก็เรียก ตามเสียง นกแสกนี่ก็เป็นเหยี่ยวราตรีเหมือนกันนะท่านนะ หน้าตาก็ไม่ค่อยแตกต่างจากนกฮูกหรอก เวลาร้องก็ร้องเสียงแสก เลยเรียกว่านกแสก เรียกตามเสียง เรียก ฮูก เรียกนกฮูกว่านกฮูกเพราะร้องดังฮูก เรียกนกแสกว่า นกแสกเพราะร้องดังแสก เรียกภาษาอย่างนี้ว่าภาษาเลียนเสียงธรรมชาติ ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า ออนนาแมทโธเปีย แลงเกวจ ภาษาเลียนเสียงธรรมชาติ เนี่ยเรียกนกฮูก เรียกนกแสกตามเสียง

     แต่เรียกนกเค้าแมว อันนี้ไม่ได้ตามเสียง มันไม่ได้มาร้องเค้าแมว เค้าแมว ไม่ได้ร้องอย่างนั้นนะ นกเค้าแมวเนี่ยเรียกตามลักษณะ มันมีเค้ามีรูปร่างคล้ายๆกับแมว จึงเรียกว่านกเค้าแมวนะครับ รูปร่างเหมือนแมวนะดูตอนกลางคืนเนี่ยตาโต และทั้งสามชนิดนี้มันออกหากินในตอนกลางคืนนะท่านนะ มันมองเห็นในที่มืดได้ แต่ถ้าถูกแสงสว่าง เข้ามันจะแย่เลยทีเดียวนกพวกนี้ เค้าเรียกมันตาฟาง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเคยมีปรากฏการณ์ ในตอนประมาณสักเก้าโมงเช้าเนี่ย นกฮูกบินออกมามีกามีนกอะไรต่างๆ ไล่ตี พวกนี้สู้ไม่ได้เพราะมองไม่เห็นไงฮะ ก็โดนตีโดนอะไรอุตลุตจนต้องหลบเข้าที่มืดตาของเขาจึงจะมองเห็นได้ชัด

     เนี่ยทั้งนกฮูกนกเค้าแมวหรือนกแสกพวกนี้ไม่ปรากฏในตอนกลางวัน ไม่ออกมาบินเล่นหรอกแต่จะปรากฏตอนพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว พอเริ่มมืดโดยเฉพาะคืนที่มันมืดๆ นกพวกนี้จะออกหากินขนเป็นสีขาว เรามองดูขาว แต่ที่จริงมันจะสีหลายสีเหมือนกันนะ มีน้ำตาลบ้างก็มี มันบินไปพร้อมกับร้องทำให้เด็กกลัว เพราะไอ้ของที่ร้องในตอนกลางคืนในที่มืดๆ เนี่ยเด็กกลัวอยู่แล้ว ถ้ายิ่งใครไปขู่เด็กว่าเป็นนกผีนั้น เด็กก็ยิ่งกลัวไปใหญ่เลย เพราะเด็กนั้นก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา

     เนี่ยนกฮูก ก็จะเริ่มพูดตั้งแต่นกฮูกซะก่อนแล้วกัน เอาตามเสียงร้องนกฮูก ท่านที่ชอบอ่านหนังสือวิชาการที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษนี่นะครับ ถ้าเป็นหนังสือที่ปกแข็งนะ อาจจะมองเห็นว่า บางทีเค้าทำเป็นรูปนกฮูกเอาไว้ข้างหน้าปกนะครับโดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับวิชาปรัชญา พวกPhilosophy หรือหนังสือที่เกี่ยวกับความคิดพวกประวัติศาสตร์ของความคิด History of Idea พวกนี้ หน้าปกมักจะพิมพ์เป็นรูปนกฮูก ตาโตทีเดียวแหละ

      ที่พิมพ์ไว้อย่างนั้นก็เพราะว่า นกฮูกเนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของปัญญานะท่านนะ ของความมีสติปัญญา ของ wisdom ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะ เทพีแห่งสติปัญญาคือเทพี อธีน่า ในอ่า... เทพนิยายของกรีกนี่นะฮะ เทพีอธีน่าเนี่ย เค้าเป็นเทพีแห่งแห่งปัญญา แล้วก็มีนก นกฮูกเนี่ย จับอยู่ที่ตรงไหล่ของเค้าด้วย เทพีคนนี้เวลาจะไปไหนก็มีนกฮูกจับไป มันเป็นเรื่องของสติปัญญา

      ไอ้สติปัญญานี่มันจะเกิดขึ้นกับนดูหนังสือดึกหรือเปล่าก็ไม่ทราบเนอะ อ่านหนังสืออยู่ดึกเลย เพราะฉะนั้นใครที่กลางวันก็นอนหลับ ถึงเวลากลางคืนก็ลุกขึ้นมาดูหนังสือ หรือจะดูอย่างอื่นก็ไม่รู้หล่ะ เราเรียกพวกนั้นว่าพวกนกฮูก เนี่ย กลางวันมาเรียนก็นอนหลับไปเลย หลับไม่นอนหรอก นั่งหลับไปเรื่อยเลย แต่พอถึงกลางคืนก็ตาโตตาสว่าง พวกนี้เป็นนกฮูก เนี่ยก็เพราะเค้าทำงานตอนกลางคืน อ่านหนังสือตอนกลางคืน

       ในสมัยก่อนนิสิตที่เรียนวิชาเอก เทคโนโลยีทางการศึกษาเนี่ย เค้าก็ใช้นกฮูกเป็นตราประจำของวิชาเค้านะ แปลว่าเค้าอยู่ดึกเชียวล่ะ ทำงานสมัยก่อนนะทำโสตทัศนูปกรณ์ จะเป็นเรื่องของภาพถ่าย ภาพเขียน ทำล้างรูปอะไรต่างๆ มันต้องอยู่ดึกน่ะ เขาก็เลยเอาตรานกฮูกมาใส่เข้าไป มองดูแล้วก็คล้ายๆ กับเป็นคนที่อยู่ดึก ทำงานหนักอะไรพวกนี้ มองดูแล้วก็เคร่งขรึมน่านับถือ เนื่องจากนกฮูกมันนกของสติปัญญาอยู่ด้วยนี่นะ มันนกของเทพีอธีน่าจับอยู่ที่ไหล่ของเทพีอธีน่าอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นก็เลยเรามองดูว่าถ้าเป็นตรานกฮูกแล้วเราก็กลัวเชียวนะ คงเป็นหนังสือที่เขียนลึกล้ำลึกเหลือเกิน นกฮูก

      นกฮูกนี่มันร้องกลางวันก็ร้องนะท่านนะ ผมเคยได้ยินเสียงนกพวกนี้ร้องทางจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา เนี่ยมันร้องตอนกลางวันก็มีท่าน ในเวลามันร้องมันจะเริ่มต้นด้วยเสียงดังเชียวนะ เสียงช้าก่อน ฮูก หยุดไปสักครู่มันก็ร้อง ฮูก หยุดไปอีกครู่นึงร้อง ฮูก จากนั้นเริ่มถี่ก็เป็น ฮูกๆๆๆๆๆๆ อย่างเงี่ย หลายคนเรียกนกฮูกว่า นกให้จังหวะ ไม่รู้จังหวะอะไร จังหวะช้าก่อนแล้วก็เริ่มเร็วเลย อะไรทำนองนี้ ฟังดูก็พิลึกกึกกืออยู่ มันให้จังหวะอะไรของมันก็ไม่ทราบทั้งกลางวันและกลางคืน

      คราวนี้นกฮูกเนี่ย มันอยู่ในวรรณกรรมหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมมุขปาฐะนะครับ ก็จะเล่าให้ฟังซักเรื่องหนึ่งก่อน ถ้ามีเวลาก็จะเล่าขยายไปอีกหลายเรื่อง ก็มีนิทานเรื่องหนึ่งนี่ก็ นานมาแล้ว อันนี้ก็แบบของนิทานเค้าแหละ นานมาแล้วนะครับ พระอิศวรประทานพรว่าใครฝันว่าอะไรให้ได้สิ่งนั้นตามความฝันทุกประการ นี่พระองค์ประกาศไปทั่วทั้งจักรวารเลยว่า ใครฝันอะไรก็ต้องได้สิ่งนั้นตามที่ตัวฝัน

      เรื่องมันก็เกิดขึ้นว่าครั้งหนึ่งมีเสือ เสือโคร่งตัวนึงขนาดใหญ่มาก มันฝันว่ามันได้กินแม่ม้าซึ่งกำลังตั้งท้อง ม้าตัวเมียเนี่ยตั้งท้องจะออกลูกอยู่แล้ว ไอ้เสือนั่นไปฝันว่ากินแม่ม้าตัวนี้เข้า พอวันรุ่งขึ้นมันก็มาหาแม่ม้าตัวนั้น มาหาม้านั่นแหละ และก็บอกกับม้าว่า เราได้ฝันถึงเจ้าเมื่อคืนนี้ฝันว่าเราได้กินเจ้า เพราะฉะนั้นตามหลักการที่พระอิศวรได้ประกาศไว้ ว่าใครฝันอย่างไรให้ได้อย่างนั้น เราก็มีความชอบธรรมที่จะกินเจ้าเสีย

      แม่ม้าซึ่งเป็นคนที่อ่า ไม่ใช่เป็นสิ ม้าก็ต้องเป็นม้า ม้านี่ก็ยอมรับน่ะนะในกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่พระอิศวรตั้งขึ้นเนี่ย ม้าก็ตกลงให้กินได้ แต่ว่าเราขอร้องได้ไหม ขอร้องให้เราคลอดลูกซะก่อนเถอะ แล้วค่อยกินเราทีหลัง มากินเรา ตอนนี้มากินลูกเราไปด้วยได้ยังไงล่ะ ก็ขอร้องกัน แต่เสือหาได้ยอมฟังไม่ เสือบอกว่าเราฝันว่าเราได้กินเจ้าในขณะที่เจ้าตั้งท้อง และจวนจะคลอดไม่ได้ฝันว่ากินเจ้าตอนที่เจ้าลอดแล้ว ถ้าไปกินตอนคลอดแล้วก็ผิดความฝัน ก็จะทำให้เราเสียหายไปอีก ที่ไม่ทำตามความฝันของเราเอง

      ม้าได้ฟังดังนั้นก็เสียใจมากร้องห่มร้องไห้ ขอร้องประการใดก็แล้วแต่ เสือหาฟังไม่ ท้ายสุดม้าก็บอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอาเรื่องนี้น่ะไปกราบ กราบทูลปรึกษาพระอิศวรกันไหมล่ะ ว่าจะผ่อนปรนได้ไหม ในเรื่องกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความฝันเนี่ย   เสือก็ อ่ะ ตกลงไปก็ไป เราไปหาพระอิศวรก็ได้ เดี๋ยวข้าไปก่อนก็แล้วกัน ข้าจะรีบไปเล่าเรื่องให้พระอิศวรฟัง เสือก็วิ่งไปเล่าความฝันให้พระอิศวรฟัง พระอิศวรก็ตอบว่า เจ้าฝันยังไงเจ้าก็ต้องได้กินอย่างนั้น แต่เอาเถอะ เดี๋ยวรอให้ม้ามาจะได้ชี้แจงกัน

      ฝ่ายม้าก็เดินไปก็ร้องไห้ไป สงสารลูกที่อยู่ในท้องน่ะ จะถูกกินเข้าไปด้วยโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็เสือมันฝันอย่างนั้นนี่ ม้าร้องไห้ไป ระหว่างทางที่ผ่านไปนั้นไปพบนกฮูก ซึ่งจู่ตอนกลางวันเนี่ยนกฮูกนอนหลับครึ่งหลับครึ่งตื่น ม้าเดินไปร้องไห้เสียงดัง อื่อม้าร้องเสียงยังไงก็ไม่รู้เนอะ คงไม่ใช่ ฮี้ๆๆๆ อันนั้นมันร้องแบบหัวเราะต่างหาก  ร้องเสียงดังนกฮูกก็ลงมาถาม นี่ขนาดกลางวันนะนี่ตาไม่ค่อยดียังมาถามเค้าอีก ถามว่าเจ้าร้องไห้ด้วยเหตุใด ม้าก็เล่าความฝันให้ฟังว่า เสือจะกินกินทั้งที่เราท้องอยู่เนี่ย ไม่รู้จะแก้ไขยังไง นี่กำลังจะไปขอพระอิศวรให้พระองค์ช่วยผ่อนผันให้ นกฮูกก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะช่วย เอางั้นล่ะกันเราก็จะไปด้วย

     ว่าแล้วนกฮูกก็เกาะไปกับม้า เพราะนกฮูกมันไปเองไม่ได้ เกาะไปกับม้า เกาะหัวหรือเกาะหลังก็ไม่รู้ ในนี้ในนิทานก็ไม่ได้บอกไว้นะ พอไปถึงพระอิศวรปั๊บ พระอิศวรก็ตรัสออกมาทันทีว่า เสือเค้าฝันว่าเค้ากินเจ้าในขณะที่เจ้าตั้งท้อง เพราะฉะนั้นตามหลักตามเกณฑ์แล้ว เจ้าก็ต้องให้เค้ากินเข้าใจไหม ม้าก็ตอบว่าเข้าใจยอมให้กิน เอาเถอะจะกินก็กิน

      ทางฝ่ายนกฮูกก็บอกว่าช้าก่อน ข้าแต่พระอิศวร เมื่อคืนข้าก็ฝันเหมือนกันนะ พระอิศวรก็ถามว่า เจ้าฝันว่าประการใดล่ะ นกฮูกเอ๋ย ข้าฝันว่าข้าได้พระอุมาเป็นเมียนะเมื่อคืนนี้ พระอุมานี่ ชายาของพระอิศวรนั่งอยู่ด้วยสะดุ้งเฮือกสุดตัวเลย แล้วก็พระองค์ตรัสไว้แล้วว่า ฝันอย่างไรให้ได้อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ข้าก็ต้องได้พระอุมาเป็นเมียอย่างแน่นอน นกฮูกกล่าวเช่นนั้น พระอิศวรรีบตอบทันทีว่า ไม่จริง ต่อไปนี้ใครฝันอะไรไม่ต้องได้สิ่งนั้น ได้หรือไม่ได้ก็ได้ไม่จำเป็น นกฮูกก็บอก ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่ได้พระอุมาเป็นเมียใช่ไหม พระอิศวรบอกว่าถูกแล้วเจ้าไม่มีทางได้ นกฮูกก็บอกถ้างั้น เสือมันฝันเมื่อคืนนี้ที่ได้กินม้า ก็ต้องไม่ได้กินม้าตัวนี้เช่นเดียวกันใช่ไหม พระอิศวรก็ตอบว่า ใช่แล้ว ตกลงฝันก็ไม่ต้องเป็นจริงก็ได้

     นี่เห็นไหม นกฮูกก็ใช้สติปัญญาแก้ไขสถานการณ์ให้ม้า ให้แม่ม้าซึ่งท้องแก่ตัวนั้น แม่ม้าก็ดีใจ แล้วก็เลยยกย่องว่านกฮูกนั้นเป็นนกที่มีสติปัญญายิ่งนัก นี่ ด้วยเหตุนี้ล่ะครับเราจึงเอา อ่า นกฮูกมาเป็นตราของสติปัญญาโดยทั่วกัน ท่านใดที่สนใจอยากจะให้เค้ารู้ว่ามีสติปัญญา ก็เปลี่ยนชื่อเป็นฮูกก็ได้ไม่มีใครว่าอะไรหรอก นี่ก็ไปประเภทนึงแล้วนกฮูก

     คราวนี้นกประเภทที่สองแต่เจ้านี้ร้องเสียง ไม่เสียงฮูก ร้องเสียงแสกที่ว่าเมื่อสักครู่นี้ไงคนเค้ากลัวนะนกแสกเนี่ย บางตำราถือว่านกแสกนั้นเป็นพาหนะทรงของพญายมราช แต่ที่จริงพระยายมราชไม่ได้ทรงนกแสกหรอก ทรงอย่างอื่นก็ได้ในตำราก็เขียนไม่เหมือนกัน แต่จะมีใครเห็นพระยายมราชทรงอะไรก็แล้วแต่เถอะ แต่บางคนเห็นทรงนกแสก เมื่อใดที่นกแสกร้องก็แปลว่าพระยายมราชหรือพระยามัจจุราชเนี่ยท่านผ่านมา

     ท่านผ่านมาทุกวันแหละ อย่างแถว มน. เนี่ยท่านก็ผ่านมา ในตอนหกทุ่มกว่ามาตรวจดูว่าใครทำความดีความชั่วนะ พญายมราชเนี่ย ท่านไม่ได้มาองค์เดียวนะ ท่านมีเลขานุการท่านตั้งหกคนตามมา สามคนแรกแบกเอาแผ่นทองคำสุกมาเลย สำหรับจารึกชื่อผู้ทำความดี สามองค์หลังแบกแผ่นหมาเน่ามา จารึกชื่อผู้ทำความไม่ดี อย่างเช่นที่ท่านผ่านมาเนี่ยแถวๆ หอพัก มน. เนี่ยตอนสักหกทุ่มเนี่ยท่านก็ผ่านมาปั๊บ นกแสกก็ร้องแสก  แค่นั้นแหละ พญายมราชก็อาจจะบอกเลขาของท่าน เลขาจดไป ชื่อนายประจักษ์ สายแสง คนนี้ทำความดีจดใส่แผ่นทองคำ อะไรทำนองนี้เป็นต้น นี่ก็แล้วแต่นะ แต่คงไม่ชื่อจดชื่อนายประจักษ์ใส่แผ่นหมาเน่าแน่ๆ เลย คงไม่ทำเช่นนั้น

     นี่พญายมราชก็ทรงนกแสกนะเนี่ย นั่งบนหลังนกแสกผ่านมาด้วยเหตุนี้ด้วยเหตุนี้นกนี้ถ้าร้องถ้ามีคนไข้เจ็บหนักเนี่ย เป็นสัญญาณบอกเหตุ คนโบราณถือว่าคนไข้นั้น อาจจะเสียชีวิตได้ถ้ามีนกพันธุ์นี้ร้อง ก็เลยเกิดการแก้ไขกันขึ้น นั่นคือจะมีคนที่เก่งทางคาถา

     ที่จริงคาถาก็ไม่มีอะไรมาก สามารถสวด ยันทุน ได้เท่านั้นแหละ ยันทุนนิมิตตัง เนี่ยอันนี้ถ้าสวดปั๊บนะครับ แล้วก็เป่าพรวดไปเวลานกแสกร้องเนี่ย นกแสกจะอ้าปากไม่ออกเลย แสกครั้งเดียวเงียบเลย มันคงจะเห็นคนสวดแล้วก็เป่ากัน อาจจะกลัวก็ได้มั้งนั่นแหละ แล้วคนไข้คนเจ็บหนักก็จะรอดชีวิต เพราะฉะนั้นถ้านกแสกมันร้องก็ต้องสวดยันทุน อันนี้ก็ไปเรียนได้ไม่ยากถ้าเราเชื่ออย่างนั้น ก็สวดยันทุนซะนกแสกก็ร้องไม่ได้ ในเมื่อนกแสกร้องไม่ได้ก็พญายมราชก็เลยไม่เอาชีวิตคนๆ นั้นไป คนเจ็บคนเจ็บหนักนั้นก็จะคงอยู่ ไม่ตายไปไหน

     อ่า....นกแสกนี่ร้องทำให้คนกลัวนะท่านนะ ไม่ว่าฝรั่งไม่ว่าไทยกลัวทั้งนั้นแหละ สมัยผมเป็นเด็กนี่นะครับก็ได้เรียนเรื่องอ่า เรียนวรรณคดีเรื่อง รำพึงในป่าช้า นี่ยังนึกออกตอนเป็นเด็กเรียนเรื่องนี้แหละ รำพึงในป่าช้านี่ดูจะเป็นงานเขียนของ ท่านเจ้าคุณอุปกิตศิลปสาร เนี่ยนะ พระยาอุปกิตศิลปสารอันนี้คงจำไม่พลาดนะเนี่ย มันก็นานมาแล้วแต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่เคยอ่าน

     ท่านเจ้าคุณอุปกิตฯก็เขียนเรื่อง รำพึงในป่าช้า ขึ้นเป็นบทดอกสร้อยนะท่านนะ บทดอกสร้อย เราเป็นเด็กเราก็ท่อง มีอยู่บทนึงท่องไปก็กลัวไปด้วย เพราะในบทนั้นเขียนว่า .....นกเอ๋ย นกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ..... มันร้องแจ๊กขึ้นมาเราตกใจเลยขวัญหนีดีฝ่อ ดีอาจจะไม่ฝ่อก็ได้ เพราะถ้าดีฝ่อ เราอาจจะมองสิ่งต่างๆ เป็นสีเหลืองไปหมดเลย เค้าเรียกดีซ่านไงล่ะ

     นี่มันจับแล้วมันก็ร้องแจ๊กออกมาเลยน่ากลัวนะอันนี้ อ่า จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ เราฟังเสร็จก็กลัว ไอ้ตอนหลังถึงทราบว่า บทดอกสร้อยบทนี้นี่น่ะครับ ท่านเจ้าคุณอุปกิตศิลปสารเนี่ย ท่านพยายาม เอ่อ... อ่า.... ถอดความ รวมความ ไม่ถึงกับถอดหรอก รวมความแล้วก็เอาความนั้นมาจากฉบับภาษาอังกฤษนะท่านนะแล้วก็มาเขียนเป็นฉบับภาษาไทย

       ในฉบับภาษาอังกฤษเนี่ย มันปรากฏในหนังสือวรรณคดีเรื่อง เอเลชี่ ริดเท่น อิน อะ คันทรี เชิร์ทยาร์ต นี่ก็แปลเป็นไทยได้ชัดเลยล่ะ ก็เอ่อ... รำพึงในป่าช้า แปลอย่างนี้ก็ดีแล้ว แต่นั่นเป็นป่าช้าในชนบทนะครับ เป็นคำจารึกที่เขียนเอาไว้เลย คนที่แต่งเรื่องนี้ก็คือ เซอร์โทมัส เกรย์ คนนี้ก็เป็นกวีชาวอังกฤษเนี่ย เอ่อมีอายุอยู่ประมาณคริสตศักราช เอ่อ ประมาณพันเจ็ดร้อยสิบหก ถึง พันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบเอ็ด ฮ่าใช่แล้ว 1716 ถึง1771 นี่แหละเพราะตัวเลขมันกลับกลับกันล่ะ ผมจำคลับคล้ายคลับครา นี่ท่านก็เป็นกวีชาวอังกฤษ ก็เขียนเรื่องรำพึงในป่าช้า เอเลจี่ ริดเท่น อิน อะ คันทรี เชิร์ทยาร์ต เขียนไว้อย่างนี้

      ไอ้ข้อความที่บอกว่านกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ ดูจะเป็นเอามาจากภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ตรงตามนี้เท่าไหร่นักนะครับ ในภาษาอังกฤษเขียนว่า .....Save that from yonder Ivy mental tower, The morphing of does to the moon complain นี่ในนั้นจะเขียนอย่างนั้น

       เอามาแปลได้เพราะมากทีเดียว เพราะรำพึงในป่าช้านั้น จะกล่าวถึง ในตอนค่ำเนี่ยครับ ขึ้นต้นเมื่อฟังเสียงแล้วรู้สึกวังเวงใจ .....วังเอ๋ย วังเวง หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายพ่ายลาทิวากาล ค่อยๆ ผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน..... อะไรทำนองเนี่ย นี่นี่ก็จำเอาน่ะผมนะ คราวนี้มันจะเหมือนกับที่เค้าเขียน ที่ท่านเจ้าคุณอุปกิตฯเขียนไว้หรือเปล่า ถ้าพลาดก็พลาดเล็กน้อย เพราะเรื่องนี้ผมก็เรียนมาตั้งห้าสิบกว่าปีแล้วเนี่ย บางทีมันก็จำไม่ค่อยจะได้

       จะกล่าวถึงนกแสกคราวนี้คนก็กลัว คราวนี้นกอีกประเภทนึง มันอยู่ประเภทเดียวกันคือ นกเค้าแมว อันนี้ดูจากหน้าตามัน ทางเหนือเรียก นกเก๊า นกเค้าแมวเนี่ยนกเก๊านะ เค้ากล่าวว่าถ้านกเค้าแมวร้องในตอนเรา คนเหนือเค้ากำลังกินข้าวตอนเย็นเนี่ย เปิ้นกินข้าวแรงเนี่ยน้อ ถ้านกเค้าแมวร้องในขณะที่มีคนไปหา เค้าเรียกนกเก๊ามันฮ้องเวลามีคนไป เวลามีคนเค้ากินข้าว เค้าถือว่าคนนั้นเป็น "ผีกะ" นะท่านนะ ผีกะ นี่เป็นผีในตระกูลหนึ่งนะ เป็นผีกะในตระกูลผีกะก็มี ไอ้นี่น่ากลัวมากทีเดียวล่ะครับ

       นกเก๊าเนี่ยนะ ใน กนกนคร ซึ่งเป็นวรรณคดี อ่า วรรณคดีเอกเหมือนกันนะกนกนครเนี่ยครับ เป็นวรรณคดีที่ท่าน นมส. กรมหมื่นทิพยราช เนี่ยท่านเขียนขึ้นเนี่ย ท่านพระองค์เจ้ารัชนี แจ่มจรัสเขียนขึ้นเนี่ย ในกนกนครนั่นกล่าวถึง กล่าวถึงนกเค้าแมวไว้เหมือนกัน กล่าวถึงว่า

        ยายแก่คนนึงแกเดินไป แล้วพอดีฝนตกก็เลยหลบฝนเข้าไปในเทวาลัยร้างแห่งหนึ่ง เป็นเทวาลัยร้างนะ ในนั้นมีค้างคาวเต็ม เป็นพันๆ เลย ค้างคาวเห็นยายแก่ก็ตกใจบินกันพล่านไปเลย แต่ยายแก่ก็ไปนั่งพักเฉยๆ ไม่ทำอะรค้างคาวก็หายกลัว มีค้างคาวตัวนึง มาหายายแก่แล้วก็ถามว่า ท่านคือใคร ยายแก่นี่โกหกนะบอกว่า ข้าคือพระสุรัสวดีชายาของพระพรหม

       นี่ยายนี่ไม่มีอะไรจะทำอยู่ๆ หาเรื่อง บอกตัวเป็นชายาของพระพรหม แก่งั่กเลย แหมเที่ยวเป็นอย่างงั้น ค้างคาวก็เออ แปลกเว้ย อ๋อนี่ชายาของพระพรหม แล้วยายแก่ยังชี้ไปที่นกเค้าแมวตัวนึง ซึ่งจับอยู่ตรงนั้นแหละ หลบฝนเหมือนกันไอ้นกเค้าแมวนี่ก็หนีฝนเข้ามา ไม่รู้หนีมายังไง แล้วก็ชี้ไป นั่นแหละอันเนี่ยแหละคือ คือ นกยูงซึ่งข้าขี่มา เป็นนกยูงซึ่งพระสรัสวดี สุรัสวดีนี่ทรงมานี่ ยายแก่ว่างั้น ค้างคาวก็เชื่อ จากนั้นพอฝนหยุดปั๊บยายแก่ก็ไป ส่วนนกเค้าแมวนั้นอยู่ตรงนั้น เห็นว่าตรงนี้ก็น่าอยู่นี่หว่า ก็เลยอาศัยอยู่รวมกับค้างคาว

       วันนึงนกยูงของพระสุรัสวดีบินมาพอดี แล้วเหนื่อย แล้วหยุดลงตรงนั้น โอ๋ย นกยูงตัวนี้นี่สีสวยมากเลย มีแววกนกอะไรงาม ค้างคาวก็ไปถามว่าเจ้าคือใคร ไอ้นี่ก็บอกว่าข้าเป็นนกยูงของพระสุรัสวดี แค่นั้นค้างคาวก็หัวเราะเลย หัวเราะอุตลุตเลยนะครับ แล้วก็บอกไม่เชื่อเพราะว่าพระสุรัสวดีมาเมื่อวาน ส่วนแกไม่รู้เป็นนกอะไร

       โอ๋สงสารค้างคาวเอ๋ยโง่ต่อไปเถอะ นี่รายการก็พอดีหมดเวลาสำหรับวันนี้นะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสงก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่อีกรั้งหนึ่งในคราวหน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>