วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 57 เรื่อง วรรณกรรมเกี่ยวกับต้นไม้และมนุษย์ 6 - ขมิ้น 2
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

          สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ  ก็ยังอยู่ที่ต้นไม้อยู่นั่นนะแหละครับ คือ ขมิ้น เราได้พูดถึงขมิ้น ขมิ้นเครือ ขมิ้นขาว ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน พูดมาถึงขมิ้นชันนี่ตั้งนานเมื่อคราวที่แล้วก็ยังไม่หมดก็มาต่อในคราวนี้อีกนั่นแหละครับ

          ผู้หญิงฮินดูเนี่ยนะฮะ ฮินดูในอินเดียเนี่ย ผู้หญิงฮินดูเนี่ย เวลาแต่งงานเค้ามีการเจิมหน้าผากด้วยขมิ้นนะครับ เค้าก็จะนำขมิ้นผงมา แล้วก็จะใส่กับเครื่องหอม พวกกระแจะจันทร์ พวกน้ำอบอะไรต่างๆ แล้วก็เจิมบนหน้าผากของเธอ น่ะถือว่าเป็นของสูง เป็นสิริมงคลทีเดียวแหละ มันเป็นสีเหลืองน่ะสวยทีเดียว

          บางทีเค้าไม่เจิมด้วยขมิ้นอย่างเดียว เค้าเจิมด้วยขมิ้นและก็รวมกับหญ้าฝรั่น หญ้าฝรั่นนี่ก็เป็นไม้หอมเป็นหญ้าหอมชนิดหนึ่ง อ่า ขมิ้นกับหญ้าฝรั่นเนี่ยรวมกันแล้วเค้าเรียกว่า "หลิท-กุงกู" หลิท-กุงก นะฮะ เค้าใช้ในพิธีกรรมที่เรียกว่า เจตรเคารี โอ ฟังดูแล้วเนี่ยฮะมันเป็นพิธีของพวกฮินดูเค้านะครับ ชื่อที่ผมพูดนี่ก็เป็นชื่อที่เป็นภาษาฮินดี ฟังแล้วก็จะแปลกสักเล็กน้อย

          เจตรเคารี พิธีนี้เป็นพิธีบูชาพระอุมานะ พระอุมาซึ่งเป็นชายาของพระศิวะเนี่ย ซึ่งบางทีเราก็ไปเรียกกันเสียว่าเจ้าแม่กาลีแปลว่า ผู้ชนะเวลา กาละ แปลว่าเวลา กาลี แปลว่าชนะเวลา นั่นคือเวลาทำอะไรเธอไม่ได้นะครับ หรือบางทีก็เรียกว่า พระทุรคา ทุรคา ก็แปลว่า เข้าถึงตัวได้ยาก ก็ดุร้ายมาก เป็นพระอุมาปางดุร้าย

         พิธีที่ใช้บูชาพระอุมาปางธรรมดาเนี่ย บูชาใน ในอ่า... วันขึ้นสามค่ำเดือนห้านะครับ เค้าเรียกพิธีเจตรเคารี เจต เจต-ตะ ก็จิตตะ เดือน จิตมาส ท่านคงพอนึกออกนะฮะ จิตมาสก็คือเดือนห้าไงล่ะครับ หรือเราเรียกว่าฤดูเดือนเจต เดือนเจต เดือนจิต จิตมาสเดือนห้า ก็ต่อจาก ผคุณมาสก็เป็นเดือนสี่ มาสในที่นี้เขียนด้วยมอม้า สระอา สอเสือ มาสถ้าจะเทียบกับภาษาอังกฤษก็เป็น Month ทำนองนั้นนะฮะ

        ขึ้นต้นด้วยตัวมอม้าเหมือนกันน่ะครับ มาส จิตมาส ผคุณมาสเนี่ยก็เดือนสี่ ถ้าเดือนสามก็มาฆมาส มาฆะเป็นชื่อดาวไง ดาวมาฆะดาวตรางู Snake Eyes เนี่ยนะฮะ ดาวตรางู ดาวมาฆะ ถ้าเดือนยี่ก็เป็นบุษยมาส ถ้าเดือนอ้ายก็เป็นมิคเศียรมาส มิคศิรก็แปลว่าหัวเนี้อหัวกวางนั่นแหละครับ

        นี่ก็พูดให้ฟังในเรื่องของอ่า...เดือน ถ้าเดือนหกก็เป็นไพศาขมาส ไพศาขถ้าเป็นภาษาสันสกฤต ถ้าเป็นภาษาบาลีก็เป็นวิสาขะ ของเราก็คือเดือนหก ถ้าเดือนเจ็ดก็เชษฐมาสนะฮะ ธรรมดา ไปจนกระทั่งถึงโน่นนะว่าไปเถอะ เดือนสิบเอ็ดนั่น อาชยุธ เดือนสิบสองก็กติกมาสนะฮะ หรือ กฤตกา กฤติกา แปลว่าดาวลูกไก่ ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ กติกา

        พิธีเจตเคารี เจตตัวนี้แปลว่า ห้า เจตเคารี เนี่ยก็เป็นพิธีบูชาพระอุมาในวันขึ้นสามค่ำเดือนห้า ผู้ที่บูชาเนี่ยกำหนดเฉพาะต้องเป็นหญิงมีสามีนะครับ หญิงโสดไปเที่ยวบูชาไม่ได้นะ ต้องหญิงมีสามีจึงจะทำพิธีบูชาได้เนี่ย โดยการใช้ขมิ้นใช้หญ้าฝรั่นมาประกอบพิธีเนี่ย

        แล้วแม่หม้ายก็ห้ามใช้ขมิ้นด้วยนะ เออนี่แปลกนะบูชาเนี่ยหญิงมีสามีบูชาได้ แล้วมีข้อข้อกำหนดเลยว่าคนเป็นฮินดูนั้นถ้าเป็นแม่หม้ายเนี่ยห้ามใช้ขมิ้นโดยเด็ดขาด อันนี้เป็นสิ่งที่เค้าห้ามกันนะ เป็น taboo เนี่ยถ้าพูดภาษานั้นนะฮะ เป็นสิ่งต้องห้ามถ้าจะดัดเป็นภาษาล้านนาก็ว่า ขะลำ นะ ถ้าเป็นภาษาอีสานก็คงจะเป็นขึดนะ

        หญิงแม่ม้ายถ้าเป็นคนฮินดูแล้วก็มาใช้ขมิ้นไม่ได้นะขึดนะ ถ้าเป็นท่า อา ถะ ขอโทษถ้าเป็นอีสานนะเป็นขะลำนะ โอ๋เนี่ยประทานโทษเนี่ยผมเผลออย่างร้ายกาจเลย อีสานเรียกขะลำ เหนือเค้าเรียกขึดเนี่ยผมเรียกสับสนนะวันน่ะวันนี้ ข้อห้ามเนี่ย ทางเหนือเรียกว่า ขึด ทางอีสานเรียกว่า ขะลำ ทางโคราชเรียกว่า กำ ทางภาษาของอังกฤษก็ taboo ตัวเดียวกันนะ taboo นั้นเองน่ะนะ เนี่ยแม่หม้ายเนี่ยห้ามใช้ขมิ้นโอน่าสงสารเธอนะ ยิ่งเกิดเป็นแม่หม้ายเนี่ย ก็มีข้อห้ามอะไรอ่ะ ทำไมต้องห้ามใช้ขมิ้นด้วย

        เรื่องของขมิ้น อ่ะเนี่ยเมื่อกี้พูดถึงเรื่องขึดเรื่องอะไรเล็กน้อย ก็พูดไปถึงเชียงใหม่ซะเลยก็ได้ เรื่องของขมิ้นเนี่ยนะครับ กษัตริย์ของเชียงใหม่เนี่ย เชียงใหม่นี่มีกษัตริย์นะครับ สมัยก่อน เชียงใหม่นี่เป็นอาณาจักรหนึ่งนะมีกษัตริย์ ปฐมกษัตริย์ก็คือมังรายมหาราชไงฮะ และกษัตริย์องค์สุดท้ายเลยก็คือ พระเจ้าเมกุทสุธิวงศ์ ท่านพอนึกออกนะฮะ

       ประวัติศาสตร์ล้านนา เค้าบอกว่ากษัตริย์ของเชียงใหม่ กษัตริย์เชียงใหม่แห่งล้านนาเนี่ย ในยุคแรกๆ นั้นเนี่ย จะมีพวกประเทศราชมาขึ้นด้วยเยอะ มีชนเผ่าละว้ามาขึ้นด้วยมากมายเลย พวกละว้าเนี่ยเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่เยอะ แล้วละว้าทั้งหมดเนี่ยเค้าก็จะจงรักภักดีต่อกษัตริย์เชียงใหม่ ถึงเวลาก็ต้องทำพิธีนะฮะ ถึงเวลาต้องทำพิธี

       พิธีกรรมที่จะให้พวกละว้าฝากเนี้อฝากตัวกับกษัตริย์เชียงใหม่นั้น เค้าบอกอย่างนี้ เค้าบอกว่าละว้าเนี่ยจะนำเอาขมิ้นชันเนี่ย หัวขมิ้นชันเนี่ยนะครับมาถวายกษัตริย์ของเชียงใหม่ อันนี้เป็นพิธีนะไม่ใช่ถวายกันเฉยๆ ธรรมดาต้องจัดเป็นพิธีกรรมอย่างดีเลย พอละว้า ละว้าก็มากันเป็นขบวนแต่งตัวงดงาม สะอาด สวย คงจะมีการประโคมดนตรีอะไรกันเข้ามาด้วย จะฟ้อนรำนำหน้ามาหรือเปล่าไม่ทราบล่ะ แต่ว่านำเอาหัวขมิ้นชันเนี่ยมาถวายกษัตริย์เชียงใหม่

      กษัตริย์เชียงใหม่ก็จะรับเอาหัวขมิ้นชันนั้นมา จากนั้นก็ทรงเคี้ยว เอาหัวขมิ้นเคี้ยวเลยนะ ของเราอย่าไปทำกันขนาดนั้นนะขมิ้นเนี่ย ไปเคี้ยวมันอาจจะอะไรกัดปากหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่เค้าว่ามันเป็นยานะ อ่ากษัตริย์ของเชียงใหม่ก็จะเคี้ยวหัวขมิ้นจนแหลกเลยนะฮะ เคี้ยวเสร็จแล้วก็บ้วนออกมาเลย

      พอบ้วนออกมาเสร็จก็จะตรัสว่า เนี่ยกษัตริย์ก็จะตรัสว่า "ถ้าแผ่นดินยังปลูกขมิ้นอยู่ฉันใด เราจะทำนุบำรุงชาวละว้าให้เป็นสุขตราบนั้น" โอเนี่ยพูดดีนะ เคี้ยวเสร็จบ้วนออกมาพร้อมกับบอกว่า ถ้าแผ่นดินยังปลูกขมิ้นอยู่ฉันใด เราจะทำทำนุบำรุงชาวละว้าให้เป็นสุขตราบนั้น

      ละว้าเนี่ยเค้าเกี่ยวพันกับทางเชียงใหม่อยู่มากมายเลยนะท่านนะ ปัจจุบันถ้าเราไปที่อำเภอหางดงจะมี อ่า หมู่บ้านชื่อหมู่บ้านละโว้ ขึ้นกับตำบลขุนคงเนี่ยนะฮะ ละโว้เนี่ยเค้ากล่าวว่าเป็นละว้านะครับ เค้าบอกว่าคนเชียงใหม่ที่มีผิวสีดำเนี่ย ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากละว้า

      ก็เคยมี อ่า บทความในเอกสารชุดหนึ่งซึ่งท่านไกรศร นิมมานเหมินทร์ ท่านไกรศรีนี่ก็เป็นคุณพ่อของท่าน ดอกเตอร์ธาริน นิมมานเหมินทร์ เนี่ย ที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเนี่ยนะฮะ ท่านไกรศร นิมมานเหมินทร์เนี่ย ท่านเขียนเอาไว้เลยว่า ภูติละว้าเนี่ยเป็นผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่มาก่อน ภูตินะฮะ ภูติละว้านะฮะ แสดงว่าละว้ากับเมืองเชียงใหม่เนี่ยใกล้เคียงกันมาก แล้วละว้าก็ฝากเนี้อฝากตัวกับกษัตริย์เชียงใหม่ ถึงขนาดกษัตริย์เชียงใหม่ให้ทำพิธี พอเค้านำเอาขมิ้นมาถวาย ขมิ้นชันเนี่ยหัวขมิ้น ทรงเคี้ยวขมิ้นแล้วบ้วนลงไป แล้วก็ประกาศว่า ถ้าแผ่นดินยังปลูกขมิ้นอยู่ฉันใด เราจะทำทำนุบำรุงชาวละว้าให้เป็นสุขตราบนั้น

     นี่ความเกี่ยวพันกับละว้าที่ผมพูดเนี่ย ในปัจจุบันเนี่ยเรายังมองพอมองเห็นร่องรอยของอิทธิพลละว้าอยู่นะครับ ท่านที่มีโอกาสไปเชียงใหม่เนี่ย ประมาณซักปลายเดือนมกราคมเนี่ยนะครับ ท่านลองไปที่ตำบลแม่เหียะนะฮะ บริเวณพระธาตุดอยคำ ไปถามเค้าว่า พิธีกรรมเกี่ยวกับปู่แสะย่าแสะ

     ปู่แสะย่าแสะนี่เป็นภูติละว้า เค้าว่ากันว่าอย่างนั้นนะฮะ ก็เป็นผีขนาดยิ่งใหญ่ของละว้านั่นแหละ เค้ามีการประกอบพิธีกรรมนะครับ บูชายันต์ด้วยควาย มีการรำเพราะ รำประกอบพระบทถวายเนี่ยมีอยู่หลายอย่างเลย ถ้าท่านสนใจก็ คงจะต้องดูซีดีหรือวีดีโอเทปของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เค้า ผมจำได้ว่าท่านดร.อนันต์ กาญจนพันธ์เนี่ยทำเอาเรื่องนี้เอาไว้

     นี่พูดถึงละว้ามาหรอก ที่พูดถึงละว้าก็สืบเนื่องมาจากว่ากษัตริย์เชียงใหม่ทรงรับเอาขมิ้นหัวขมิ้นจากละว้ามานะครับ มันก็แสดงถึงว่าขมิ้นนั้นก็เป็นเป็นพืชซึ่งใช้ในพิธีกรรมต่างๆ มากมาย ฮินดูใช้เจิมนะฮะ อิสลามก็ใช้ ฮินดูก็ใช้ ไทยก็ใช้ ล้านนาคือเชียงใหม่ก็ใช้
     ถ้าเรามีโอกาสได้ฟัง อ่า ได้อ่านเรื่องไกรทองเนี่ยนะครับ ได้ฟังเรื่องไกรทองของคนพิจิตรนี่ก็ได้ก็คงจะพอทราบละว่า ในวรรณกรรมเรื่องไกรทองเนี่ยกล่าวถึงท้าวโคจรนึกออกไหมฮะ ท้าวโคจรมาปราบท้าวพันตาท้าวพันวัง ท้าวพันตาท้าวพันวังอันนี้ก็จระเข้ทั้งนั้นแหละ เพราะในแม่น้ำน่านนี่อุดมสมบูรณ์ ท้าวพันตาท้าวพันวังเนี่ย

     โดยท้าวโคจรนั้นแปลงเป็นคนมานะครับ แปลงเป็นคนอาศัยเรือตายายมาเนี่ย ท้าวโคจรก็เป็นจระเข้เหมือนกันนะ แปลงเป็นคนอาศัยเรือของตากับยายคู่หนึ่งมา ขึ้นมาทางเจ้าพระยาเนี่ยครับ ตามลำน้ำน่านเพื่อจะมาปราบท้าวพันตาท้าวพันวัง หรือจะลงไปในแม่น้ำน่าน ยังไงจะขึ้นจะลงก็ว่ากันไปอีกทีก็แล้วกัน อันนี้ก็ชักไม่ค่อยจะยืนยันนะเพราะผมก็ฟังเค้าเล่ามานาน เนี่ย

     ในขณะที่มาในเรือเนี่ยจระเข้มันเยอะเหลือเกินเลย ตายายก็บอกว่า "เอ้ยหลานเอ้ย ตากับยายกลัวจระเข้นั้นมันมาก" หารู้ไม่ว่าที่แปลงมาในเรือนั่นก็จระเข้เหมือนกันนั่นแหละ ท้าวโคจรนั่นแหละ ท้าวโคจรก็บอกตากับยายว่า "ตายายอย่าไปกลัวมันเลย จระเข้นั่น เอาอย่างนี้นะตานะยายนะ เอาขมิ้นมาป่นเลย ขมิ้นป่นแล้วตากไว้นะทีหลัง เนี่ยขมิ้นป่นแล้วผึ่งเอาไว้ให้มันแห้ง จากนั้น ถ้ามีไอ้เข้มันมาใกล้เรือนะ ตาก็โปรยผงขมิ้นลงไปในน้ำเถอะ ไอ้เข้ทั้งหมดมันจะหนี"

       อันนี้น่าทดลองนะท่านนะ อันนี้นิทานมันคงไม่ใช่เรื่องเล่าอย่างเดียวหรอก แต่เป็นวิธีปฏิบัตินะท่านนะเนี่ย เอาผงขมิ้นโปรยลงไปในน้ำเนี่ยจระเข้มันจะกลัว นี่ นี่ในเรื่องไกรทองเค้าบอกเอาไว้ แสดงว่าจระเข้นั้นกลัวขมิ้นมานานแล้ว

        ถ้าจะถามว่าทำไมจระเข้ถึงได้กลัวขมิ้นนัก กลัวขมิ้นหนาเนี่ย เค้าบอกว่า มันมีนิทานเล่าประกอบนะครับ เล่าประกอบถึงตอนที่พระอุมาเนี่ย พระองค์คงจะพิโรธตะเข้ ตะเข้ไปทำอะไรให้พระองค์ไม่พอพระทัยทำให้พระอุมาเนี่ยพิโรธ พอพระนางพิโรธ พระนางก็หักขมิ้นมาแง่งหนึ่ง เอาขมิ้น ขมิ้นชันนะ สีเนี่ยสีเหลืองเนี่ยหักมาแง่งนึง ขว้างใส่จระเข้ ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลายเป็นกงจักรครับ หมุนไปตัดลิ้นจระเข้ขาดเลย เพราะนั้นจระเข้ทุกตัวไม่มีลิ้น เนี่ยท่านดูเถอะ ตะเข้ไม่มีลิ้นเพราะอะไร

        นิทานของภาคอีสานว่าอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องของทางฮินดูเนี่ยกล่าวถึงพระอุมา เอาแง่งขมิ้น ขว้างเป็นจักรตัดลิ้นจระเข้ขาดไป แต่ของอีสานบ่แม่น ไม่ใช่เช่นนั้นของอีสานกล่าวถึงนิทานเรื่องของกระต่ายกับจระเข้ ที่กระต่ายมันโดดออกไปจระเข้จะงับมัน มันโดดเล็บของกระต่ายขูดเอาลิ้นของจระเข้หายไปเลย อะไรทำนองนี้

        ตะเข้นี่น่าสงสารนะไม่มีลิ้น เพราะฉะนั้นเวลาคนกินอาหารโดยไม่รู้รสเค้าจึงเรียกกินแบบลิ้นตะเข้ คือกินเสร็จก็ไม่อร่อย หรือจะอร่อยก็ไม่รู้นะเนอะต้องถามตะเข้มันดู เพราะเวลาจะกินคนจะกินสัตว์อะไร จระเข้มันต้องชูถวายพระอิศวรก่อนนะเวลาอยู่ในน้ำ ไอ้ที่ชูถวายพระอิศวรก็คงไม่ได้ถะวงถวายกระมัง แต่คงจะชูเพื่อให้เหยื่อลงไปในคอได้ง่ายน่ะ มันถวายพระอิศวร และมันก็กลัวพระอุมาเข้าไปด้วย พอพระอุมาเอาขมิ้นชันแง่งนึงขว้างลิ้นมันขาด เพราะฉะนั้นตะเข้หรือจระเข้จึงกลัวหัวขมิ้น

       นี่คือที่มาเป็นวรรณกรรมประกอบ ประกอบข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดจระเข้จึงกลัวขมิ้นนะครับ ถ้าเป็นของเราก็ว่าเอาเรื่องไกรทองเข้ามา เพราะว่าตายายโปรยผงขมิ้นลงไป จระเข้ซึ่งว่ายมาใกล้เรือก็ถอยหายไปหมด มันกลัวขมิ้น มันกลัวขมิ้นนั้นทางศาสนาฮินดูเค้าก็บอกไว้แล้ว พระอุมาเคยเล่นงานตะเข้ด้วยขมิ้น

       คนมลายูนะครับเขาก็มีความเชื่อว่า หัวขมิ้นชันเนี่ยสามารถที่จะใช้ป้องกันจระเข้ได้ นี่ เพราะฉะนั้นถ้าจระเข้เข้ามาจะทำอะไรเนี่ย ก็ใช้หัวขมิ้นชัน เพราะอะไร เพราะเค้าบอกตาของจระเข้นั้นทำด้วยขมิ้น นี่นิทานเรื่องเล่าของมลายูนะ ถามว่าตาของจระเข้ทำด้วยอะไร คนมลายูแต่ก่อน คนมาเลย์เซียเนี่ย เค้าจะบอกว่าตาของจระเข้นั้นทำด้วยขมิ้น ด้วยเหตุนี้จระเข้จึงนึกถึงบุญคุณของขมิ้น มันจะไม่ทำร้ายคนที่มีขมิ้น

       เออเนี่ยก็ได้สูตรใหม่แฮะ ไปไหนทางน้ำเนี่ยก็พกขมิ้นไป จระเข้จะได้ไม่เล่นงาน เหมือนกับไปไหนทางบกกลัวงูเห่า ก็พกมะนาวไป พกสารส้มไป งูเห่าก็กลัวอะไรทำนองนี้ เพราะงูเห่ามันกลัวมะนาว ไอ้มันคงไม่กลัวลูกมะนาวหรอก เวลาเราโยนลูกมะนาวเข้าไปงูเห่ามันฉกนั่นเองแหละ ฉกกัดมะนาวปึกเข้าให้ พอกัดมะนาวเข้ามันก็พ่นพิษไปในลูกมะนาว เขี้ยวมันเป็นรูนี่ พ่นพิษจู๊ดเข้าไปทำให้ในเขี้ยวของมันเป็นสุญญากาศ น้ำมะนาวไหลไปแทนที่พิษ น้ำมะนาวเนี่ยเป็นกรด เป็นกรดนะมันก็เลยกัดเขี้ยวซึ่งมันก็เป็นพวก อะไรล่ะแคลเซี่ยมนะ เขี้ยวเนี่ยนะ กัดเลยทำให้งูเห่ารู้สึกเสียวฟันอย่างรุนแรง นี่ก็น่าสงสารงูอยู่ที่กัดมะนาวเข้า ไอ้นี่จระเข้นี่กลัวขมิ้น

       เออ...แต่คนแต่ก่อนนี่กลัวจระเข้มากนะท่านนะ เวลาจะทอดกฐินถ้าทอดทางน้ำต้องประดับธง ธงตะเข้เพื่อให้ปลอดภัย ประดับธงแปลว่าขออนุญาตจะกตะเข้ ส่วนใหญ่แล้วเพราะฉะนั้นก็อย่ามายุ่งกับขบวนกฐิน เหมือนกับถ้าเป็นแห่กฐินทางบก ต้องมีธงตะขาบแต่ที่จริงนั่นไม่ใช่ตะขาบ นั่นเป็นตัวตะบองพลัม

      ตะบองพลัมเนี่ยเป็นสัตว์ร้ายกาจนะท่านนะ เพราะฉะนั้นมันก็จะฆ่าคนได้ตัวมันขนาดมันกินช้างได้เลย เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอดตะบองพลัมเนี่ย ไม่มีแล้วแต่คนโบราณกลัวตะบองพลัมมาก ตัวมันคล้ายตะขาบ เพราะฉะนั้นเวลากฐินทางบกจึงทำธงตะบองพลัม หรือธงตะขาบ ถ้ากฐินทางน้ำก็ทำธงเป็นรูปจระเข้ เพราะเรากลัวจระเข้ ถ้ากลัวสองอย่างนะ

      จะเข้นี่เด็กก็กลัว นะจระเข้เนี่ยถึงกับมีเวลาเล่นตะเข้ตะโขงไงมีคำประกอบเลย .....ไอ้เข้ไอ้โขงมาโรงไม้สักไอ้เข้ฟันหักกัดคนไม่เข้า..... อะไรทำนองนี้ เป็นการเล่นตะเข้กัน ฝ่ายนึงอยู่บนแคร่ อีกฝ่ายนึงอยู่ข้างล่าง คอยเอามือจับคนข้างบน คนที่อยู่บนแคร่ก็จะคอยหนีไม่ให้ตะเข้จับ เอามือจับได้นั่นก็เป็นการเล่นของเด็กเค้า

      ไอ้เข้ไอ้โขงเนี่ยนะครับ ตะเข้ จระเข้ตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า crocodile นะท่านนะ จระเข้หัวมันเหมือนจิ้งจก แต่มีอีกคำนึง จระเข้ในเขตน้ำเค็ม อันนี้เค้าเรียก จระเข้ เหมือนกัน แต่เมืองไทยเรียกดีมากเรียก ตะโขง เพราะไอ้ประเภทนี้ปากยาวเหมือนเป็ดเลยครับ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า alligator alligator ตัวนี้คือจระเข้ที่เรียกว่า ไอ้โขง สรุปง่ายๆ ดีกว่า ถ้าตะโขงนั้นก็คือ alligator ถ้าไอ้เข้ก็คือ crocodile อันนี้เป็นไอ้เข้ที่เป็นสัตว์นะ ส่วนไอ้เข้ที่คอยมองดูคนแต่งตัวสวยๆ นั้นอีกพวกหนึ่ง อันนั้นไม่รู้จะแปลว่า alligator หรือ crocodile ดีไอ้เข้พรรค์นั้นนะครับ อืม.... มันเป็นพวก la cross หรือเปล่าก็ไม่รู้นะนั่นตะเข้ นี่ก็ว่ากันไป

      เอ้าคราวนี้ในประเทศอินเดียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐโอริสสา เนี่ยรัฐโอริสสาเนี่ยนะครับมีเรื่องเล่ากัน มีนิทานมีวรรณกรรมประกอบว่า ครั้งหนึ่งมีชายคนนึงชื่อ กิตตุง อ่านี่ก็เป็นก็เป็นภาษาของรัฐโอริสสาเค้าแล้ว ของเราก็กิตตุง เป็นญาติกับเมาเซตุงไหมนี่ มันคนละตุงนะไม่ใช่เรื่องไม่ใช่ราวอะไรหรอก กิตตุงเนี่ยแกป่วยตัวเหลืองเลย ไอ้นี่ป่วยแปลกว่ะ ป่วยแล้วก็ตัวเหลือง ปัสสาวะมีสีคล้ำ อืม จะสียังไงก็ว่าไปเถอะสีคล้ำก็แล้วกัน

       กิตตุงเนี่ยป่วยตัวเหลือง ปัสสาวะมีสีคล้ำ แล้วต่อมากิตตุงนี้ก็เลยไปอาเจียร บนดินนะฮะ อาเจียรออกมาเป็นน้ำสีเหลืองเลย พอเป็นน้ำสีเหลืองขึ้นมานี่กิตตุงแกก็กลับไป แกก็ไม่ว่าอะไร แกก็เอาดินนี่กลบไปที่แกอาเจียนเป็นน้ำสีเหลืองนี่เสีย ปรากฏว่าตรงที่แกเอาดินกลบลงไปเนี่ย เกิดเป็นต้นไม้งอกขึ้นมานี่สิ คือ ต้นขมิ้น ต้นขมิ้น ขมิ้นชันนี่แหละครับ มันเกิดจากอาเจียรสีเหลืองแล้วต้นไม้ที่งอกออกมาเนี่ย ถ้าเก็บดอกไปกินก็จะหายไข้ ใครที่เป็นไข้ก็จะไปเก็บไอ้ดอกไม้ เก็บดอกขมิ้นมากินก็จะหายไข้ ว่ากันอย่างงั้นนะครับ

       แหมดอกขมิ้นนี่มันสีอะไร มันเป็นไม้กลิ่นหอมนะท่านนะ นานทีจะออกดอกก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะออกดอก ดอกขมิ้นเนี่ย เขาว่าดอกขมิ้นนั้นแก้ไข้ได้ อันนี้พวกฮินดูเค้าเชื่อกัน ก็ต้องวิจัยกันอีกแหละ ไปเก็บมากินแปลว่าเก็บสดๆ หรือว่าเอามาตากหรืออย่างไร ดอกขมิ้นจึงจะแก้ไข้ได้ นอกจากดอกจะแก้ไข้แล้ว หัวขมิ้นยังรักษาโรคได้ ทาได้กินได้ นี่

       นี่เป็นวรรณกรรมของฮินดูเค้าเรื่องของนายกิตตุงที่ป่วย อาเจียรออกมาเป็นน้ำสีเหลืองลงบนดิน พอเอาดินไปกลบเข้ากลายเป็นต้นขมิ้นงอกออกมาเนี่ย พอขมิ้นนั้นออกดอก ดอกก็กินแก้ไข้ได้ หัวก็รักษาโรคได้ กินได้ ทาได้ อเนกประสงค์เลยท่าน ทั้งหัวทั้งราก ตกลงขมิ้นนี่ใช้ทั้งห้าเลยนะท่านนะ ทั้งดอก ทั้งใบ ทั้งต้น ทั้งราก นี่ถ้ามีลูกอีกก็คงจะต้องใช้ด้วยกระมัง จึงจะเรียกว่าทั้งห้า

 

       พูดถึงขมิ้นที่เป็นพืชแล้วนึกถึงขมิ้นอีกประเภทหนึ่ง นี่เป็นสัตว์นะท่านนะ อันนี้คือ นกขมิ้น นกขมิ้นเนี่ยเป็นนกที่ใจเดียวนะท่านนะ นกขมิ้นสองตัวตัวผู้ตัวเมียที่แต่งงานกันแล้ว นี่แต่งงานหมายความว่ามันอยู่กินกันเนี่ย คงไม่ได้จัดพิธงพิธีอะไรกันหรอกนกขมิ้นเนี่ย ถ้ามันอยู่ด้วยกันเนี่ยถ้าตัวใดตัวหนึ่งตายไปเนี่ย ตัวที่เหลืออยู่จะไม่มีคู่อีกเลยท่าน เป็นนกใจเดียวนกขมิ้นเนี่ย น่ารักทีเดียวนะครับ

       เรานึกถึงเพลง นกขมิ้น นะ ...........ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำนี้จะนอนไหนเอย นอนไหนก็นอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน....... นกขมิ้นเหลืองอ่อนมันมาตัวเดียค่ำนี้จะนอนไหรเอ่ย ไม่ทราบว่าพลัดคู่มา คือคู่ตาย หรือว่ายังไม่แต่งงานก็ไม่ทราบนกขมิ้นนี้น่ะนะ แต่ก็จัดว่าเป็นนกที่ดีที่สุดเลย คือเป็นนกที่ซื่อสัตย์ ควรจะเอาอย่างนกขมิ้น  สัตว์หลายชนิดก็คล้ายๆ นกขมิ้น นะครับคู่ตายแล้วจะไม่แต่งงานอีกเลย ไม่มีคู่ใหม่อีกเลย หรือจะไม่มีใครยอมเล่นกับมันก็ไม่ทราบ อันนี้ก็ไม่ได้ตรวจสอบ

      ...... ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน...... ดอกขจรเนี่ยเรียกเพราะ จริงๆ ก็คือดอกสลิดนั่นแหละครับ แต่ถ้าเรียกสลิดแล้วภาษาเหนือฟังดูแล้วมันดัดจริตนะ สลิดดก เนี่ยแปลว่า ดัดจริต มากเนี่ย งั้นเลยไม่ค่อยจะเรียกสลิด แต่เวลาจะเอามากินก็ไม่เรียกดอกขจรเรียกดอกสลิด ดอกสลิดก็มีสองอย่าง สลิดบ้านอันนี้สีเหลืองๆนะฮะ ดอกมันสีเหลืองๆ จะออกชมพูเล็กน้อย อันนี้กลิ่นหอมมากเลยครับ ดอก ดอกอ่าก็ไม่โตนักนะครับอันนั้นสลิดบ้าน ส่วนสลิดป่านี่ดอกสีขาวดอกเล็ก แต่กลิ่นหอมของดอกไม้สองประเภทนี้คล้ายกัน สลิดนี่เป็นไม้เรือนะครับ

      ไอ้ที่พูดถึงสลิดนี่ก็มาจากขจรนี่แหละครับ ถามทำไมพูดขจรน่ะก็ไปเอามาจากเพลง เนี้อเพลงที่ว่า ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน พูดถึงนกขมิ้น สีก็ไม่ค่อยจะเหมือนขมิ้นเท่าไหร่นักหรอกครับ เหลืองอ่อนใกล้ๆ กันนั่นแหละ แต่ไม่ต้องเรียกนกขมิ้นชันนะ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ถ้าพูดขมิ้นก็หมายถึงสีเหลืองทั้งที่มีขมิ้นขาว แต่ขมิ้นนี่เหลืองๆ ก็แล้วกันขมิ้นขาว เอ้ยขมิ้น นกขมิ้นเนี่ย นกขมิ้นเหลืองอ่อนนะครับ

      นี่ก็พูดขมิ้นเป็นเวลาถึงสองครั้งก็คงถ้าพูดต่อไปก็คงจะมากเกินไปนะครับ ก็คงจะขออนุญาตจบเรื่องขมิ้นเอาไว้เพียงเท่านี้นะครับ

      อ่าเวลาก็หมดพอดีนะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสงผู้ดำเนินรายการก็ขอกราบลาท่านผู้ฟัง พบกันใหม่ในคราวหน้าครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>