สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการ
มีหลายท่านขอร้องให้ผมพูดวรรณกรรมเรื่องผี วรรณกรรมเรื่องตลก เนี่ยน้องที่ห้องส่งก็อยากจะฟังเรื่องผี
ที่จริงเรื่องผีถ้าเล่ากันมันจะยาวทีเดียว วิทยานิพนธ์เรื่องผีก็มีมาก
งานวิจัยเกี่ยวกับผีก็มีมากมาย วิชาที่เรียนเกี่ยวกับเรื่องผีโดยตรงเนี่ย
เป็นวิชาอยู่ในสาขา "คติชนวิทยา" เขาเรียกวิชานี้ว่า "Ghost
Lore" คือเรื่องเกี่ยวกับผี
เรื่องเกี่ยวกับผีมันเรื่องทั่วโลกนะท่านนะ
ที่ไหนมันก็มีทั้งนั้นแหละเรื่องผี คนที่กลัวผีที่สุดเท่าที่ทราบกันในโลกนี้นะ
คนกลัวผีมากที่สุดคือคนอังกฤษ คนชาติอังกฤษ พวกนี้กลัวผี ถึงกับกล่าวเอาไว้เลยว่าบ้านเช่าหลังใดก็แล้วแต่เป็น
haunted house บ้านผีสิงเนี่ย ราคาจะถูกนะท่านนะ เคยเช่า 300 ปอนด์อาจจะหลงเหลือสัก
80 ปอนด์ก็ได้เพราะเป็นบ้านผีสิง ที่อยู่ก็จะกลัวเพราะผีมันเข้าไปสิงอยู่ในบ้านนั้นนี่คนอังกฤษ
คนเท็กซัสก็กลัวผีท่าน รัฐเท็กซัสซึ่งอยู่ทาง south west ของสหรัฐอเมริกาเนี่ย
อเมเริกา แม็กซิโกติดกับรัฐอริโซน่าอะไรเนี่ย คนกลัวผี ท่านคงเคยได้ยินชื่อหมอผีเอ็กซอร์ซีส
อันนี้เป็นภาพยนต์ก็มี หมอผีเอ็กซอร์ซีสมีกำเนิดอยู่ในสหรัฐอเมริกาทางตอนเหนือของเท็กซัส
เหนือเมืองเดนตัน ใกล้ ๆ กับเมืองเกนสวิลล์ เมืองเกนสวิลล์ก็ใต้รัฐโอกลาโฮมาไปนิดนึง
แต่อยู่ในเขตของเท็กซัส ถ้ามีหมอผีก็แปลว่ามันมีผีสิครับ ผีจึงต้องมีหมอผี
ผีมันไปทำอะไรจึงต้องมีหมอผี ผีมันไปเข้าคน นี่ฝรั่งก็เชื่อไม่ใช่ไม่เชื่อ
เท็กซัสนี่ก็เชื่อกันมากมาย
ของเราเนี่ยไม่ต้องพูดถึงเราเชื่ออย่างนี้มาเยอะแล้ว
จริงไม่จริงก็ไม่ทราบแต่ก็เชื่อกัน มีงานวิจัยของรัฐมิซิสซิปปี้ ของมหาวิทยาลัยทางรัฐมิสซิสซิปปี
ของสหรัฐอเมริกาเนี่ย ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อเรื่องผีของชนผิวดำ
คนผิวดำก็เคยอยู่ในแอฟริกามาก่อนบรรพบุรุษเค้าเนี่ย สหรัฐก็ไปจับเขามาเอามาเป็นทาส
ตอนหลังมาเขาก็เป็นอิสระไม่เป็นทาสแล้ว ถึงเขาจะจากแอฟริกามานาน ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีของเขาก็ยังอยู่
ทีนี้ผีโดยทั่ว
ๆไปนี่ว่ากันเชิงวิชาการสักหน่อยหนึ่งเถอะ มันแบ่งเป็นหลายประเภทจะบอกให้มันเป็นตัวเลข
4-5 ก็อย่าเพิ่งบอกเลยมันมีมากกว่านั้น
ประเภทแรกเป็นผีตามธรรมชาติ อันนี้มีอยู่ทั่วไป บางทีก็เป็นผีชั้นสูงด้วยนะผีตามธรรมชาติ
ผีฟ้า ผีฟ้าเป็นผีชั้นสูงอยู่ทางอีสานแต่ก็เป็นผีของชนเผ่าไทยนี่แหละ และก็มีผีป่าในปัจจุบันผีชนิดนี้ก็คงหาที่อยู่ยากล่ะมั้ง
อพยพไปอยู่ลาว อยู่พม่าเยอะ ป่าเมืองไทยก็น้อย มีป่าลาว ป่าพม่า พอที่ผีป่าจะไปอยู่ได้
ไม่รู้ผีป่าเมืองไทยเข้าไปพม่าจะเกิดปัญหาบ้างมั้ย ไปพูดภาษาพม่าไม่รู้เรื่อง
ภาษาลาวไม่รู้เรื่อง ผีเขาไล่ออกมาอีกก็จะยุ่ง
มาเมืองไทยก็แย่สงสารผีป่านะเนี่ย แต่ก่อนเคยอยู่อย่างเป็นสุข วรรณกรรมเก่า
ๆ เนี่ยเวลากล่าวถึงป่าเราเนี่ย ต้องมีผีป่าแต่อย่างว่าแหละ ป่าแต่ก่อนมันก็มาก
แต่เดี๋ยวนี้น้อยซะแล้ว เพราะฉะนั้นผีป่าก็น่าจะเหลืออยู่น้อย นอกจากผีป่ายังมีเจ้าป่าอันนี้ฟังดูล่ะก็
ถ้าพูดว่าผีป่าเนี่ยมันคล้ายกับชั้นอันดับไม่ค่อยดีนัก
ถ้าเป็นเจ้าป่าก็อันดับสูงหน่อย
คงเป็นผีป่าทีมีระดับหน่อย สูงทีเดียวแหละ ผีป่าก็อยู่ในป่าคอยเล่นงานคนที่เข้าไปในป่าที่ไม่แสดงความเคารพยำเกรงก็เล่นงานเค้า
ทำเอาจับไข้หัวโกร๋นเลย แต่ก่อนผีป่าทีมีมากที่สุดก็เห็นจะอยู่แถวดงพญาไฟ
ซึ่งเป็นเขตต่อระหว่างจังหวัดสระบุรีกับนครราชสีมา จังหวัดนครนายก บริเวณนั้นเขาเรียกดงพญาไฟใครเข้าไปก็มักจะตาย
ไอ้ที่ตายเพราะไปเป็นไข้ป่าตาย แต่หลายคนบอกว่าถูกเจ้าป่าเค้าทักท้วงก็เลยตาย
ในป่าไม่ได้มีเฉพาะผีป่าเจ้าป่าอย่างเดียว
ยังมีผีประเภทอื่นเช่น ผีโป่ง แต่ก่อนเคยมีเรื่องราวเล่ากันเมื่อสักหกสิบ
เจ็ดสิบปีที่แล้ว เล่าเรื่องผีโป่งที่วังชมพูเพชบูรณ์นี่เองแหละ ผีโป่งคงจะมีแสงออกมาแต่หลายคนบอกมันไม่ได้มีแสง
ผีโป่งก็คือผีที่อยู่ในจอมปลวกเขาบอกอย่างนั้น ที่จอมปลวกมันมีผีประจำอยู่นะ
ก็ดีเหมือนกันที่จอมปลวกมีผีประจำ จะได้ไม่มีใครกล้าไปขุดจอมปลวกมากนัก
หลายคนบอกจอมปลวกอยู่ตามท้องนาพื้นที่ในการทำนามีน้อย
ที่จริงก็จอมปลวกมันขื้นตรงนั้น คนแต่ก่อนก็มักจะเอาดอกไม้ธูปเทียนไปบูชา
เพราะเขาพอใจที่จอมปลวกอยู่เป็นที่ ไม่ไปเที่ยวกินไม้ที่อื่นก็ดีอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นก็ถือว่าคนแต่ก่อนเขารู้ ว่าปลวกขึ้นตรงไหนเนี่ยที่ตรงนั้นมันเป็นที่ที่ดีก็บูชาเสีย
ปัจจุบันเราส่งสัตว์ชนิดหนึ่ง
ไม่ใช่เราหรอก พวกนอกกฏหมายส่งสัตว์ชนิดหนึ่งไปขายจีนคือตัวนิ่ม นิ่มนี่ก็คือตัวกินปลวกกินมดเนี่ยแหละ
ใครคิดจะทำฟาร์มตัวนิ่มนี่ก็ดีเหมือนกัน มีจอมปลวกมาก ๆ ก็ทำฟาร์มตัวนิ่มเข้าไปราคาก็ดีอีกด้วย
แต่ต้องระวังที่จอมปลวกก็มีผีอยู่เขาว่าอย่างนั้น บางทีเขาเรียกว่า ผีโพน
ไม่เรียกผีโพงไม่เรียกผีโป่งเรียกผีโพนก็มี โพนแปลว่าจอมปลวกก็ได้ในภาษาอีสาน
มีเจ้าป่าไม่พอ ยังมีเจ้าเขา มีเจ้าเขาไม่พอยังมีเจ้าน้ำด้วย นี่ก็เป็นผีตามธรรมชาติคือถ้าไม่มีธรรมชาติผีพวกนี้ก็อยู่ไม่ได้
อีกประเภทหนึ่งเป็นผีบรรพบุรุษ ผีบรรพบุรษเนี่ยเดิมทีเดียวก็เป็นคนธรรมดาแต่นับถือกันนาน
ๆ เข้าก็กลายสภาพเป็นเทพ เดี๋ยวนี้วิธีไหว้ผีบรรพบุรษของไตลื้อ ไตลื้อคือคนลื้อเนี่ยไม่ว่าจะเป็นที่อำเภอท่าวังผา
จังหวัดน่าน หรือที่เชียงม่วนเขาไม่ได้เรียกว่าไหว้ผีบรรพบุรษไตลื้อ แต่เขาเรียกว่าไหว้เทวดาไตลื้อ
นั่นคือเปลี่ยนจากผีบรรพบุรษเนี่ยให้เป็นเทวดาเสีย
จากนั้นก็เป็นผีร้าย
ประเภทนี้มีเยอะนะ ผีร้ายเช่น ผีตายโหง อยู่ติดที่นะตายตรงนั้นนะ stance
dead ตายเสร็จไม่รู้จะไปไหนวิญญาณอยู่ตรงนั้น ต้องมีการเอาคนไปทำพิธีถอนออกไปที่อื่น
เป็นวิญญาณของคนที่ตายด้วยมอเตอร์ไซด์ เอาธงสีแดงเรียก ตุงแดงไปปักตรงนั้น
และก็มีพระมาเรียกสูดถอนออก แล้วก็สวด สูด สวด ก็คำเดียวกัน ถอนออกไปถ้าเป็นผีร้าย
คราวนี้ก็ยังสงสัย
อย่างเช่นผีเจ้านาย อันนี้เขาบอกมันมีสายทางบรรพบุรุษ เพราะมันเป็นเหล่าเป็นกอกัน
เป็นตระกูลกัน ตระกูลผีกะของภาคเหนือ ที่จริงผีพวกนี้นั้นถ้าหากมันเป็นผีร้ายแต่เป็นตระกูลเนี่ย
มันก็คงจะเป็นประเภทอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่มี่ใครเขาแจกแจงเอาไว้ในเรื่องผี
เรียกว่าเป็นครึ่งผีครึ่งคนคือมันเป็นคนแต่มันเป็นผีด้วย เช่นผีปอบ เป็นต้น
ผีปอบ ผีกระสือ พวกนี้มันเป็นครึ่งผีครึ่งคน 
มีคนถามว่าแล้วนางพรายล่ะมันเป็นครึ่งผีครึ่งคนมั้ย
นางพราย กุมารทอง อันนี้มันตายไปแล้วมันไม่ได้กลับมามีรูปร่าง แต่ปอบเนี่ยมีรูปร่างอยู่ชอบกินของดิบ
ๆ พวกกระสือนี่ก็เหมือนกัน เวลาไปไหนก็ไปเฉพาะส่วนหัวกับลำไส้ กระเพาะอาหารไป
มีแสงวูบวาบ ๆ ไม่มีมือ ไม่มีเท้า พวกนี้ลงจากบ้านทางเสาเรือน ไม่รู้ใครเคยเห็นล่ะ
พอลงมามันก็ลอยไป ถ้าตรงไหนทีมีหนามมาก ๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปกลัวจะเกี่ยวลำไส้ปลดออกไม่ได้อย่างงี้
ที่นี้เรามาจัดผีตามที่มาซะหน่อย
จัดตามที่มามันก็จะมี 2 ประเภทแค่นั้น คือ ผีเกษตรกรรม นี่เป็นผีสายชีววิทยา
เช่นเดร็กคูล่า ก็อยู่แถวทรานซิมเวเนียอยู่ในยุโนปตะวันออกถ้าเดาไม่ผิดนะ
ที่จริงเดร็กคูล่าเป็นชื่อของขุนนาง ชื่อจริงว่า เค้าท์เดร็กคูล่า คนนี้โมโหร้ายเวลาโมโหจะเอาคราดตี
คราดที่คราดหญ้าคราดดินเนี่ยตีเค้าเป็นรูติดอยู่ที่คอ ชอบตีที่คอ เค้าก็เลยบอกว่าถูกค้างคาวกัด
ค้างคาวพวกของเดร็กคูล่า
เดร็กคูล่านั้นมีปราสาทอยู่ ปราสาทที่อยู่เนี่ย มีนกค้างคาวอยู่เยอะเขาว่าอย่างนั้น
นี่ก็ผีเกษตรกรรม เพราะอะไร เพราะพวกเดร็กคูล่ากลัวกระเทียมนะท่านนะ ผีเกษตรก็กลัวผลผลิตจากเกษตร
กลัวกระเทียมแสดงว่ากระเทียมมันต้องมีอะไรดี ๆ คงมีโอสถสารมากกระมั่ง
จากนั้นก็ผีนางตานี นางตานีนี่ก็ผีเกษตรกรรม กล้วยตานีก็เป็นกล้วยนำมาจากเมืองทางแขก
เอามาใช้ในพิธี นี่ก็เป็นผีเกษตร นางตานีนี่ก็จะนุ่งผ้าสีไพร นุ่งโจงกระเบนมีสไบด้วย
ถ้าชอบผู้ชายคนไหนก็ปรนนิบัติเต็มที่ แต่ถ้าหึงขึ้นมาน่ากลัว พวกเราก็อย่าไปเที่ยวเล่นนะผีตานีเนี่ยมันจะเล่นเอา
ผีกระหังอันนี้ก็เกษตรแน่นอน
เพราะกระหังมีปีกเป็นกระด้ง มีหางเป็นสากตำข้าว ผีพวกนี้กลัวพืช กลัวกระเทียมกลัวใบหนาด
เดร็กคูร่ากลัวกระเทียม นางตานีผีกระหังพวกนี้กลัว
ใบหนาด เนี่ยผีชีววิทยา ที่จริงผีกระสือจะจัดในปรเภทนี้ก็ได้มันเป็นผีทางปศุสัตว์เพราะมันชอบกินของสดของคาว
นี้ผีสายอุตสาหกรรมผีสายเคมี
สายฟิสิกส์ ผีสายนี้ที่ปรากฏก็มีอยู่ตนเดียวมั้งคือ ปีศาจดอกเตอร์เฟรงเก็นสไตน์ของฝรั่ง
ของเรายังไม่มี ด็อกเตอร์เฟรงเก็นสไตน์ก็เกิดจากการทดลอง ทดลองไปทดลองมาเจออะไรก็ไม่ทราบกลายเป็นผีได้เลย
เดินมา แต่ไม่ค่อยน่ากลัวหรอก นี่ก็ว่าด้วยผีประเภทตามแบบวิชาการหน่อยหนึ่งนะ
เพราะเรามีนโยบายทางวิชาการ
คราวนี้ก็จะเล่าวรรณกรรมเกี่ยวกับผีให้ฟัง
เรื่องสองเรื่อง เรื่องเดียวนี่ก็เหลือแหล่แล้ว นิทานเรื่องนี้เกิดขึ้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดอยุธยา
เขาสมมุติเอาจังหวัดก่อน เพราะเจ้าพระยาของเรานึกไม่ออกว่าตรงไหน เอานครสวรรค์ก็ได้มั้ง
มีชายคนหนึ่งไปดูหนังรอบดึก ย้อนกลับไปสมัยก่อนมีโรงหนังและฉายรอบดึก เดี๋ยวนี้ก็จะมีบ้าง
ดูหนังรอบดึกเลิกตั้งตีหนึ่งหนังเรื่องนี้
ดูเสร็จก็จะกลับบ้าน
บ้านอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ลงมาที่ท่าน้ำต้องอาศัยเรือแจวจ้างเขาไปดึกขนาดนี้หาเรือยาก
ก็มีตาแก่คนหนึ่งนั่งหลับๆ ตื่น ๆ อยู่ ก็ปลุกเขาบอกลุงไปส่งฝั่งโน้นได้
มั้ยลุง ลุงก็บอกได้แต่คิดค่าจ้างคราวนี้ไม่เอาห้าตังค์นะเอาหนึ่งสลึง
สมัยก่อนนะ เล่าเรื่องผีต้องเล่าเรื่องสมัยก่อน สมัยนี้มันไม่ได้มันหลอกกันไม่ถนัด
ชายคนนี้ก็สลึงนึงก็สลึง
นั่งเรือแจวไปพอไปก็ฝนตกพรำ
ๆ เสียงหมาหอนดังมาแต่ไกล ดาวก็ไม่ค่อยจะระยิบระยับเท่าไหร่เพราะฝนมันตก
ท้องนามืดมิดเป็นสีมืดเลย ในขณะที่กำลังแจวข้ามไปนั้นชายคนนี้รู้สึกกลัว
ชายคนโดยสารนี้กลัว ก็เลยควักบุหรี่ขึ้นมา จะดับความกลัวต้องใช้บุหรี่
ควักบุหรี่ขึ้นมาคาบเอาไว้ที่มุมปากดึงออกแล้วก็พูดว่า ลุง ๆ ต่อบุหรี่หน่อยได้มั้ย
เห็นตาแก่แกมีบุหรี่แกคาบอยู่ ลุงก็ไม่ว่าอะไร ยื่นบุหรี่ให้เอามือจับบุหรี่ดึงออกจากปาก
ยื่นให้มือยาวเหยียดยื่นไม่ยื่นเฉพาะบุหรี่นะท่านนะ ยื่นขากรรไกรออกมาด้วย
ดึงออกมาทั้งขากรรไกรเลยยื่นให้ชายหนุ่มผู้นั้น ชายหนุ่มมองดูก็รู้ทันทีว่าตาคนแจวเรือต้องเป็นผี
ด้วยความกลัวชายหนุ่มผู้นั้นก็ร้องกรีด แล้วก็หายตัวไปเลย
ตาแก่ซึ่งดึงขากรรไกรออกมามองเห็นว่า ไอ้หนุ่มนั้นมันหายตัวได้ก็รู้ทันทีว่ามันเป็นผี
ตาแก่ก็มีความกลัว ตาแก่ก็เลยหายตัวไปพร้อมกับเรือลำนั้น ในลำน้ำเจ้าพระยาก็เต็มไปด้วยความเงียบสงบ
นี่ก็เป็นเรื่องผีซึ่งหลอกผีด้วยกัน นานทีปีหนเราได้ยินแต่ผีหลอกคน อันนี้ผีกลอกผี
ชายผู้นั่งเรือไปก็ถูกหลอก
เนี่ยเอาไว้เรื่องหนึ่งเรื่องผี ที่จริงเรื่องผีนี่มันก็มีอยู่มากทีเดียวแหละนะ
วันหลังเราจะประชุมนิทานผีกันสักที แต่คงต้องเฉพาะจังหวัดแถว ๆ หัวเมืองฝ่ายเหนือ
คือภาคเหนือตอนล่าง เพราะถ้าผีเหนือ ๆ ขึ้นไปการหลอกอาจจะไม่น่าสนใจเท่าที่ควรเหมือนกับผีทางนี้
ผีที่หลอกน่ากลัวเป็นผีภาคกลางนะ แม่นาคพระโขนงชื่อบอกชัดเลยว่า เชื้อสายคงไม่ใช่คนทางเมืองไทยหรอก
แม่นาคพระโขนงเนี่ยก็หลอกเก่ง
ก็มาถึงเรื่องตลกอีกสักหน่อยหนึ่ง
เพื่อเบนบรรยากาศจากเรื่องผี ถ้าเกิดเด็กฟังอยู่อาจจะไม่ชอบเรื่องพวกนี้
เรื่องตลกผมเคยบรรยายไว้อยู่หน่อยหนึ่ง ณ ที่เดียวในรายการเดียวกันเนี่ย
ว่าเรื่องตลกมันแบ่งออกเป็นง่าย ๆ มี 3 อย่างแค่นั้นคือ เรื่องตลกหยาบโลนอันนี้หยาบทีเดียวนะท่านนะ
คือคันมากนะเรื่องประเภทนี้ กับอีกประเภทหนึ่งคือประเภทไม่หยาบโลน และอีกประเภทเป็นตลกประเภทครึ่ง
ๆ กลาง ๆ หยาบก็ไม่ได้ จะว่าไม่หยาบก็ไม่ได้ ถ้าคิดว่าหยาบก็หยาบ ถ้าคิดว่าไม่หยาบก็ไม่หยาบ
ประเภทสามนี่ผมแบ่งเองนะ
ในตำราเขามีแค่สองอย่างแค่นั้นคือ หยาบโลนกับไม่หยาบโลน ถ้าทางภาษาทางวิชาการ
ภาษาทางอังกฤษ ภาษาทาง folk lore หรือ คติชนวิทยา เขาเรียกเรื่องหยาบโลนว่าเรื่อง
obseen ไม่หยาบโลนเรียกว่า nonobseen แต่เรื่องครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังไม่มีภาษาอังกฤษน่ะ
เพราะผมคิดใหม่และก็จะคิดทีหลังว่าจะใช้ภาษาอังกฤษว่าอะไรดี
หลักเกณฑ์ของการสร้างเรื่องตลก
เขามีหลักเกณฑ์โดยมีความมุ่งหมายตั้งเอาไว้ก่อน คือเขาขอให้คนที่ฟังเรื่องตลกได้ระเบิดหัวเราะ
หัวเราะเพื่อคลายเครียด เพราะคนเรานั้นจะมีความเครียด เครียดมากก็จะทำให้จิตใจว้าวุ่น
สุขภาพจิตไม่ดีพลอยทำให้สุขภาพกายไม่ดีด้วย สุขภาพจิตที่ดีจะทำให้สุขภาพกายเนี่ยดี
ฉะนั้นถ้าคลายเครียดได้ก็จะเหมาะ คลายเครียดที่ดีที่สุดก็คือการระเบิดหัวเราะ
ใช้คำว่าหัวเราะเฉย ๆ ก็ไม่ได้ การหัวเราะระเบิดออกมาวันละหนึ่งครั้ง เขาบอกระเบิดหัวเราะวันละครั้งแค่นั้นแหละ
จะคลายความเครียดได้มากมาย เพราะอะไร เพราะความขบขันนั้นจะทำให้หายเครียด
แต่ถ้าหัวเราะเกินวันละ 7 ครั้ง ยิ่งเครียดนะท่านนะ ฟังเรื่องตลกมาก ๆ
นะไม่ได้นะจะเครียดจัด แต่ถ้าฟังวันนึงสักครั้งหนึ่งระเบิดหัวเราะออกมาก็จะคลายเครียด
เรื่องที่ทำให้คลายเครียดนี่ก็มีมาก แต่บางครั้งก็ต้องตีความ ถ้าตีความไม่ได้ก็จะไม่เกิดความตลกขบขันตามไป
ตีความได้ก็จะเกิดความขบขัน ก็จะลองเล่าให้ฟังสัก 2-3 เรื่องก็จะต้องเป็นเรื่องตลกไม่หยาบโลน
เพราะนี่เป็นการ
ออกอากาศไปพูดเรื่องไม่ดีไม่ได้นะเนี่ย ต้องเป็นตลกไม่หยาบโลน ครึ่ง ๆกลาง
ๆ นี่ก็อาจจะได้ และเรื่องเหล่านี้ต้องทันสมัย
เอาเรื่องแรกอันนี้ก็เพิ่งคิดได้มาไม่นานนี้แหละ
เรื่องอานิสงส์ของไวน์กระชายดำ ตอนนี้เขามีการกินไวน์กระชายดำกันมากทีเดียวแหละ
เป็นสินค้าออกด้วยนะเนี่ยที่จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์แม้แต่พิษณุโลกก็เถอะ
ก็มีการทำไวน์กระชายดำเป็นสินค้าส่งออก คนที่กินไวน์กระชายดำนี่ก็มีความเชื่อต่างกัน
บางคนก็เชื่อว่ากินเข้าไปแล้วก็จะสุขภาพดี บางคนก็คิดว่าเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
นี่ประเภทหลังเนี่ยมีคนคิดมากเลยเรื่องนี้
ก็เลยมีนิทานเรื่องหนึ่งว่า ชายผู้หนึ่งซื้อไวน์อะไรก็แล้วแต่ก็อย่างนั้นแหละภรรยาก็ไม่พอใจ
จนกระทั่งวันหนึ่งภรรยาไปซื้อมาเองเป็นไวน์กระชายดำ มาถึงก็ให้สามีกินโดยที่ว่าสามีจะมีพลัง
ปรากฏกินเข้าไปเท่านั้นแหละสามีพูดไม่ได้เลย ภรรยาจึงถามว่า "เป็นไงพี่"
สามีสั่นหัวเลย ก็ถามอีก "เป็นไงพี่" พี่สั่นหัวเพราะอะไร เพราะลิ้นแข็งครับพูดไม่ได้เลยลิ้นแข็งอย่างเดียว
อานิสงส์ของไวน์กระชายดำนะท่านนะ
อย่าเที่ยวกินเล่นกินหัวนะท่านนะ จะพูดไม่ได้นะ เขาว่าเพราะลิ้นแข็งอะไรทำนองนี้
นี่เรื่องที่หนึ่ง
เรื่องที่สองเรื่องนี้เป็นเรื่องครึ่ง
ๆ กลาง ๆ เจ้าบ่าวเจ้าสาวหลังจากผ่านพิธีแต่งงานแล้ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เข้าเรือนหอ
ก็อยู่ด้วยกันเป็นสามีภรรยา ครั้นถึงวันรุ่งขึ้นเจ้าสาวก็ทำหน้าที่ของเจ้าสาวที่ดี
นั่นคือดูแลข้าวปลาอาหารให้สามี สามีก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำอาบท่า นั่งที่โต๊ะอาหาร
เจ้าสาวก็จัดการดูแลข้าวปลาอาหาร เอาจานมาวาง เอาแก้วน้ำมาวาง และจากนั้นก็เอาข้าวมา
ตักข้าวให้สามี 3 เม็ด เอาน้ำรินให้นิดนึงติดก้นแก้ว
สามีมีความสงสัยมากว่า
ทำไมภรรยาจึงเอาข้าวให้กินเพียง 3 เม็ด และก็เอาน้ำติดก้นแก้วให้ดื่ม ก็ถามว่า
"น้องทำไมน้องถึงให้ข้าวปลาอาหารพี่แค่นี้ล่ะ" ภรรยาก็ตอบว่า
"ก็นกกระจอกก็กินแค่นี้แหละพ่อ ไม่ต้องกินมากหรอก" อะไรทำนองนี้เป็นต้น
ก็ทำให้สามีมีความสงสัยมากว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้
ตลกแบบนี้เขาเรียกว่าตลกครึ่ง
ๆ กลาง ๆ คือจะว่าหยาบก็ไม่หยาบและก็ต้องคิดด้วย ถ้าคิดไม่ออกก็จะงง จะต้องมีคนแนะ
แม้แต่เรื่องตลกมันก็ต้องมีคนแนะ ถ้าไม่แนะก็จะไม่เป็นเรื่องตลก
เรื่องตลกของไทยดูจะมีไม่ค่อยมากมายเท่าไหร่นัก
ถ้าจะถามว่าทำไม คำตอบก็คือคนไทยไม่ค่อยจะเครียด นี่ผมพูดถึงสมัยก่อนนะคนไทยไม่ค่อยจะเครียดนะ
คนไทยปัจจุบันนั้นคงจะเครียด เครียดไม่เครียดก็ถึงกับกระทรวงสาธารณสุขเขาต้องตั้งกรมสุขภาพจิตขึ้น
แสดงว่าต้องมีการเครียดกันอย่างมากมาย ทำไมเครียดนักหนา ที่เครียดนักหนาก็เป็นเพราะว่า
ไม่ได้ระเบิดหัวเราะ ที่ไม่ได้ระเบิดหัวเราะก็เพราะไม่มีเรื่องตลกอะไรทำนองนั้น
ไม่มีเรื่องตลกก็เลยไม่ได้ระเบิดหัวเราะ ในเมื่อไม่ระเบิดหัวเราะมันก็เลยมีความเครียด
คนไทยเราปัจจุบันค่อนข้างจะทำอะไรอย่างจริงจังที่สุดเลย
จนกระทั่งไม่มีเวลาผ่อนคลายแม้แต่ในชีวิตประจำวันเราก็ไม่ค่อยจะได้ยิ้ม
ได้หัวเราะอะไรเท่าไหร่นัก จะมุ่งแต่งานอย่างเดียวมันก็เลยทำให้เราเครียด
ถ้าสมมุติเราเครียดมาก ๆ สุขภาพเราก็เสีย ที่จริงแล้วการเนี่ยนะก็คือการทำจิตใจให้เศร้าหมองนั่นเองแหละ
เป็นกิเลสชนิดหนึ่งนะท่านนะ
การเครียด เป็นการทำจิตใจให้เศร้าหมอง งั้นถ้าไม่เครียดจิตใจก็ไม่เศร้าหมอง
เราจะไม่เครียดก็เพราะว่าไม่อยากได้อะไรมากนัก เราก็จะไม่เครียด พระท่านว่าเราไม่โลภเราก็จะไม่เครียด
อยากได้มากก็เครียดมาก อยากจะมีอำนาจมาก อยากจะใหญ่มากก็เครียดมาก หลงตลอดเวลา
หลงไปในอนาคตตัวดีที่สุด บางคนหลงในอนาคตที่พูดเมื่อกี้นี้น่ากลัว คือคิดอะไรไป
วาดภาพไปในอนาคต วาดดีก็แล้วไปถ้าวาดไม่ดีจะเกิดอาการเครียด เพราะฉะนั้นถ้าไม่โลภ
ไม่โกรธ ไม่หลง จะพูดว่าไม่โกรธก็ไม่ถูกต้องนักต้องพูดว่าปราศจากโลภะ โทสะ
โมหะ ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ก็หายเครียดนะท่านนะ
แต่ถ้าทั้งสามอย่างทำยังได้ไม่ดีนักก็ระเบิดหัวเราะออกมาสักครั้งหนึ่ง
ก็จะคลายเครียด การจะระเบิดหัวเราะได้ต้องมีเรื่องขำขัน เรื่องตลกเนี่ยมาเล่ากันสักเรื่องก็จะหายเครียด
พอดีวันนี้เราก็ไม่มีเวลาที่จะเล่าเรื่องตลกต่อนะครับ เอาไวในคราวหน้าก็อาจจะมีเรื่องพวกนี้ขึ้นมาอีกสักหลาย
ๆ เรื่องหน่อย สำหรับในวันนี้ผม นายประจักษ์ สายแสงขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนแล้วพบกันอีกครั้งหนึ่ง
ในคราวหน้านะครับผม สวัสดีครับ