สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
วรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ
วันวิสาขบูชาในปีนี้มีลักษณะพิเศษต่างจากปีอื่น
ในเชิงของการปฏิบัติ นั่นคือเขาบอกให้มอบดอกบัวให้แก่กันและกัน ดอกบัวหลวงมอบให้แก่กันและกัน
คล้าย ๆ กับวันวาเลนไทน์ ซึ่งมอบดอกกุหลาบ การมอบดอกบัวถือว่าความหมายสูง
เพราะดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาด แต่หากจะดัดจริตพูดภาษาอังกฤษเรียกว่า
"simple wisdom" จึงพูดกันว่าดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาด
เพราะว่าพระพุทธศาสนานั้น
กำหนดว่าคนเราแบ่งตามความเฉลียวฉลาด แบ่งตามความมั่นคงทางอารมณ์ และแบ่งตามอะไรอีกหลายอย่างในคุณลักษณะของคน
จะเรียกได้ว่าแบ่งทั้ง IQ EQ AQ อะไรก็แล้วแต่ แบ่งเป็น 4 ประเภท เรียกว่า
"บัวสี่เหล่า" บัวสี่เหล่านี้ก็ประกอบด้วย
ประเภทแรก ภาษาบาลีเรียกว่า "อุคติ ตัญญู บุตคล" ประเภทนี้ก็เป็นบุคคลที่มีทั้งอารมณ์ดี
สภาพสังคมดี สติปัญญาก็เฉียบแหลม เวลาที่ใครจะพูดอะไร ให้การเรียนรู้อะไรจะสอนอะไร
เพียงแต่พูดเสร็จเรียบร้อยเขารู้ไปหมด ประเภทนี้เห็นจะเรียกเป็นบุคคลที่มีความฉลาดอย่างล้นเหลือ
หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Super Genius" นี่ก็วัดตามสติปัญญา
ตามความมั่นคงทางอารมณ์ วัดตามสภาพความสามารถทางสังคม
บัวประเภทที่ 2 เรียกว่า "วิปจิ
ตัญญู บุตคล" เป็นบุคคลที่ถ้าหากไปให้เขาได้รับการศึกษา ถ้าเขาได้ใช้เวลาเพียงนิดเดียวพอฟังเสร็จ
เขาไตร่ตรองเสร็จเขาเรียนรู้ตามได้ทันที ประเภทนี้เรียกว่า "บัวปริ่มน้ำ"
ต่างจากพวกแรกซึ่งเป็นบัวพ้นน้ำ
ประเภทที่
3 เป็นบัวที่พร้อมที่โผล่ขึ้นผิวน้ำในวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสติปัญญา
ด้านอารมณ์ ด้านสังคม ประเภทนี้ใช้คำว่า "นัยยบุตคล" นัยย เป็นสันสกฤต
เป็นคนที่ธรรมดาทั่ว ๆ ไปสามารถเรียนจบปริญญาเอกได้ พวกนี้เป็นนัยยบุตคล
กับอีกประเภทท้ายสุดไม่ว่าจะสอนยังไงก็ตามแต่มันอาจจะฉลาดก็ได้
จะได้ IQ สูง ความเฉลียวฉลาดอาจจะสูง แต่ว่าลักษณะอารมณ์อาจจะแปรปรวน ลักษณะทางสังคมอาจจะแปรปรวน
ความสามารถทางสังคมอาจจะไม่ดีนัก อารมณ์อาจจะไม่ดีนัก พวกนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถึงจะสอนก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เขาเรียกประเภทนี้ว่า "ปท ปรมบุตคล"
นี่ก็เป็นบัวสี่เหล่าหรือสี่ประเภท
ที่นำเรื่องนี้มาพูดในวันนี้ก็เพราะว่า คาดว่าคงจะตรงกับวันวิสาขบูชาพอดี
และก็ปีนี้เขาก็มีกรณีพิเศษขอให้มอบดอกบัวให้กันและกัน
ก็มาถามดูว่าจังหวัดพิจิตร พิษณุโลกของเรมีบัวสี่เหล่าบ้างไหม เขาบอกว่ามี
แต่ไม่เรียกว่าบัวสี่เหล่า แต่เรียกว่า "บัวสี่ชนิด" บัวสี่ชนิดมีอยู่ที่จังหวัดพิจิตร
จะเรียกว่าอยู่จังหวัดพิจิตรก็ไม่ได้หรอก ต้องเรียกว่าคนพิจิตรเขาเรียกว่า
บัวสี่ชนิด แต่บัวสี่ชนิดนี่ก็เป็นบัวหลวงประเภทเดียวนี่แหละ มันน่าจะเป็นระดับของบัวมากกว่า
จากหนังสือชื่อจดหมายเหตุระยะทางพิษณุโลก
ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้กล่าวว่า คนพิจิตรนั้นเขาเรียกบัวออกเป็นประเภท
ๆ ประเภทแรกเรียกว่า "บัวสายพาด" พวกนี้แก่เร็ว บัวสายพาดฟังดูแปลก
แต่ทีนี้ท่านเรียกบัวสาย บัวสายพาดแก่เร็วพอโผล่ขึ้นมาแก่เลย
ประเภทนี้เก็บได้เลย พอพ้นน้ำก็รีบเก็บได้เลย
บัวประเภทที่ 2 ที่คนพิจิตรเรียกชื่อว่า "บัวกระโดงชัย" บัวกระโดงชัยเขาเรียกว่า
บัวแก่กลาง คือสูงพ้นน้ำมานิดหนึ่งถึงจะแก่ ส่วนประเภทที่ 3 ชื่อว่า "บัวกระโดงเตี้ย"
ห่างจากกระโดงชัยก็เป็นกระโดงเตี้ย บัวกระโดงเตี้ย ต้องพ้นน้ำมาเป็นศอก
มันถึงจะนำมากินได้ กับอีกประเภทชื่อว่า "บัวจีโบ" บัวจีโบนี้แก่ช้า
คือโผล่พ้นน้ำมานานกว่าจะบาน
นี้ก็สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
ท่านรวบรวมเอาไว้ในสมัยที่ท่านเดินทางมาพิษณุโลกผ่านพิจิตรมา นั่งเรือกลไฟมา
คนพิจิตรคงจะไปพูดให้ท่านฟังคงทูลท่านว่าบัวนี้มี 4 อย่างของพิจิตรคือ
บัวสายพาด บัวกระโดงชัย บัวกระโดงเตี้ย บัวจีโบ ผมสอบถามดูหลายคนเขาบอกว่า
นี่เป็นบัวหลวงทั้งนั้นนะอาจารย์มันไม่ใช่บัวสาย แล้วจะมีบัวสายพาดได้ยังไงล่ะ
เขาบอกว่าแรกที่จริงมันเป็นบัวหลวง
อันนี้ถ้าท่านที่อยู่พิจิตร
ถ้าท่านพอทราบเรื่องนี้บ้างกรุณาโทรมาคุยกับผม หรือเขียนจดหมายมาหน่อย
เพราะผมยังสงสัย ถ้าเรียกว่าบัวสายพาดแล้วไปเป็นบัวหลวงมันคงจะแปลก บัวมันเป็นดอกไม้ที่คู่มากับคนไทย
ใครที่อ่านวรรณคดี วรรณกรรมทั้งหลายต้องได้ยินเรื่องบัวทั้งนั้น ชมหน้าอกของสตรีเพศเนี่ยก็ใช้บัว
แต่ต้องเป็นบัวหลวง บัวหลวงที่ยังไม่บาน บานแล้วไปชมหน้าอกกันไม่ได้ เป็นบัวหลวงที่ยังไม่บาน
ดังนั้จึงมีคำชม เช่น
พิศทรวงสร่างสอง
วรถันสุมลสุมา
ลีเสิศประเสริฐกว่า
วรุบลสโรชมาศ
นี่ก็อยู่ในเรื่อง
มัทธนพาทา พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จแระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
6 ชมว่าหน้าอกของสตรีเพศอันงามยิ่งกว่าดอกบัวทอง และต้องเป็นของนางเอกในเรื่อง
ดอกบัวในที่นี้เป็นบัวหลวง หรือที่ น.ม.ส. ชมหน้าอกเหมือนกัน ของสตรีเพศปรากฎในเรื่องพระนนท์คำฉันท์
ชมว่า
บัวบก
ณ อกอร อรชรชะอ้อนองค์
บัวน้ำบ่จำนงค์ ผิจะจับก็กลับวาง
ชมดีชมบัว
ณ อกอร บอกว่าสวยอรชรชะอ้อนองค์ บัวน้ำบ่จำนงค์ มองไปเห็นบัวที่อยู่ในน้ำไม่อยากได้เลย
ผิจะจับก็กลับวาง กำลังจะจับบัวน้ำเลยไม่เอาขี้เกียจจับเพราะไปเห็นบัวบกแทนอะไรทำนองนี้
บัวที่ว่านี้เป็นบัวหลวง
ถ้าบัวสายเขาไม่ชมเกี่ยวกับหน้าอกผู้หญิง
บัวสายจะนำมาชมหน้าอกสตรีเพศหาได้ไม่ จะชมอะไรทานก็ลองฟังดูก็แล้วกัน จากเรื่องขุนช้างขุนแผน
ตอนที่ขุนแผนแกมาที่บ้านขุนช้าง แกโกรธขุนช้างมากจนถึงจะมีการฆ่าการฟันกัน
แกถือดาบยืนอยู่หน้าตาขมึงทึง ขุนช้างก็กลัวจนตัวสั่น พอเขาบังคับให้ออกจากห้องมา
ขุนช้างก็มาหาขุนแผน พอมาถึงแกก็วิ่งมากอดขุนแผนทันที ยังกับรักกันมานานแล้วยังงั้นแหละ
พร้อมกับพูดว่า
โอ้ว่าพ่อทูลกระหม่อมแก้ว
เขาว่าพ่อตายแล้วกลับมาได้
บุญญาธิการพ่อชาญชัย เครื่องในพ่องามดังดอกบัว
แล้วเลิกผ้าคว้าไขว่จะขอจูบ
เอามือลูบนั่นนี่ขยี้หัว
ท่านฟังดูก็แล้วกันเอามือลูบนั่นนี่
เพราะไปชมว่าเครื่องในพ่องามดังดอกบัว อันนี้ผมจะไม่ให้อรรถาธิบายแต่ประการใด
ท่านที่อ่านขุนช้างขุนแผนก็นึกภาพดูเองก็แล้วกันว่า ขุนช้างมันจะทำยังไงจนกระทั่งขุนแผนผ้าหลุดฉุดชายไว้
นี่ถึงขนาดนี้ทีเดียว มันเป็นเรื่องที่สำคัญนะเรื่องนี้ นี่บัวสายที่ยังตูมอยู่นะ
ชมบัวเราไม่ค่อยชมบัวบานเท่าไหร่ มักจะชมบัวตูมซะส่วนใหญ่
ดอกบัวเนี่ยทุกชาติถือว่าเป็นดอกไม้สำคัญทั้งนั้นแหละ
ของจีน จีนเรียกดอกบัวว่า "เหนยฮวย" ส่วนเขมรเรียกว่า "ผกาชุ"
ผกาก็ดอกไม้ ผกาชุก็ดอกบัว ถ้าเป็นมอญเรียกว่า "กว่ะก้อด" ส่วนของไทยเราชื่อซะเยอะเลย
ยกตัวอย่างสักนิดหนึ่ง อาจจะเรียกว่า บงกช ปทุม อุบล สาโรช มากมายถ้าจะเรียกก็เยอะ
บัวเป็นดอกไม้ที่จัดว่าเป็นอุทาหรณ์เพราะบัวเกิดจากโคลน
เกิดจากตม แต่ไม่เปื้อนโคลนตม โผล่ออกมาสะอาดเลย ไม่มีใบบัวดอกบัวที่ไหนที่เปื้อนโคลนเปื้อนตมเลย
ทั้งๆ ที่เกิดจากโคลนเกิดจากตม จึงถือว่าเป็นดอกไม้อภินิหาร เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์
เขาจึงนำมาให้กันในวันวิสาขบูชา
ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะว่า มันมีวรรณกรรมประกอบมากเหลือเกิน กล่าวกันว่าพระพรหมนั้นก็จุติในดอกบัว
ถ้าถามว่าพระพรหมเกิดจากไหนก็ตอบว่าพระพรหมนั้น จุติในดอกบัว ส่วนพระนารายณ์นั้นหลังจากปราบหิรัญตยักษ์
โดยที่พระองค์อวตาลไปเป็นหมูป่า หมูป่าขวิดหิรัญตยักษ์ตาย จากนั้นพระองค์ไปประทับที่
เกษียรสมุทรบนใบบัวก็มีดอกบัวโผล่ออก มาจากพระนาภี แล้วในดอกบัวก็มีกุมารน้อยชื่อ
"ท้าวอโนมาตัน" พระนารายณ์ก็เลยสร้างเมือง
อโยธยาให้ท้าวอโนมาตันครองอยู่
เมืองอโยธยาในรามเกียรติ์ พอมาถึงเราก็เป็นอยุธยา แต่ที่จะกราบเรียนให้ทราบก็คือว่า
พระนารายณ์เวลาที่มีสิ่งผุดออกมาจากท้องเนี่ย ออกมาจากสะดือ ดังนั้นก็คือ
ดอกบัว ถือเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ ออกมาจากสะดือของทวยเทพอย่างนั้น นอกจากนั้นบัวเป็นดอกไม้ที่รองรับพระบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตอนที่ประสูติออกมา เวลาประสูติออกมาทรงก้าวเดินก็จะมีบัวมารับในเวลาที่ก้าวเดิน
รับที่พระบาทเอาไว้
นอกจากจะรองรับพระบาทพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังเป็นอาสนะของพระพุทธเจ้าด้วย
เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์ประทับบนฐานบัว มีบัวเป็นกลีบเลย เวลาประทับที่ไหนก็จะมีฐานบัว
นี่แหละดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ เพราะอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นทวยเทพทั้งในศาสนาของฮินดู
ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ทรงเกี่ยวพันกับดอกบัวอยู่ตลอด
ไม่ใช่เฉพาะไทยหรอกท่าน แท่นบูชาของอิยิปต์ของอัยคุปต์เนี่ย อิยิปต์เก่าหรืออัยคุปต์นี่แหละ
แท่นบูชานั้นเป็นรูปดอกบัว แม้แต่พานของอิยิปต์ก็ยังทำเป็นรูปกลีบบัวนะท่าน
ข้อความนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชนิพนธ์ไว้ว่า
พานของอิยิปต์เป็นกลีบบัว แท่นบูชาของอิยิปต์ก็เป็นดอกบัว ไม่เฉพาะของไทยหรอก
ชนเผ่าโบราณหรือพวกอัยคุปต์เนี่ยซึ่งเก่ากว่าอิยิปต์ เขาก็นับถือว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ชั้นสูง
หรือแม้แต่เทพฮอรัส
ก็ประทับบนดอกบัว เทพของหลาย ๆ ส่วนที่อยู่ในยุโรปตะวันออกกลาง ประทับบนดอกบัว
ทีนี้บัวมีหลายชนิด
ถ้าพูดก็คงหลายสิบวัน ประเภทแรกเรียกว่า "ปทุม" ปทุมจะบานเมื่อต้องแสงอาทิตย์
ฉะนั้นชื่อเมืองปทุมธานีต้องทราบว่ามีบัวซึ่งบานเวลาต้องแสง
อาทิตย์ ดอกบัวบานเมื่อต้องแสงอาทิตย์จึงชื่อว่า ปทุม ปทุมธานี ธานีก็แปลว่า
เมือง ถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็เขียนว่า town อ่านว่า ทาวน์ ถ้าใส่สระอีลงไปบน
n ก็อ่านว่า ทาวนี ทาวนี ก็คือธานีนั่นเอง ก็แปลว่า เมือง ฉะนั้นใครที่อยู่ปทุมธานีพอเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นดอกบัวก็จะบาน
แต่ถ้าใครที่อยู่ที่เมืองอุบล
อันนี้ประเภทที่ 2 เรียกว่า "อุบล" อุบลจะบานก็ต่อเมื่อต้องแสงจันทร์
อุบลราชธานี อันนี้เป็นราชธานี แปลว่า town ที่ใหญ่ ธานีที่ใหญ่หน่อย กรุณาตั้งข้อสังเกตว่าปทุมนั้น
ดอกบัวที่ชื่อปทุมนั้นจะบานเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ส่วนดอกบัวที่ชื่ออุบลนั้นจะบานเมื่อต้องแสงจันทร์
ซึ่ง 2 ประเภทนี้ไม่เหมือนกัน
เราก็คอยดูเอาแล้วกันว่าบัวไหนบานต้องแสงจันทร์
บัวไหนบานต้องแสงอาทิตย์ แต่อย่างน้อยที่สุดบัวที่นกกระจาบ ที่ต่อมาเกิดเป็นท้าวสัพสิทธิ์
ในสัพสิทธิ์คำฉันท์ที่นกกระจาบแกไปเล่นอยู่นั้น มันเป็นบัวที่ต้องแสงอาทิตย์ถึงจะบาน
แสดงว่าเป็นปทุม ตัวไปหากินในดอกบัว หากินไปหากินมาพอแสงอาทิตย์หมดบัวหุบ
นกกระจาบติดอยู่ในดอกบัวกลับมาไม่ได้ เป็นเหตุให้ลูกนกซึ่งอยู่กับแม่นกต้องตายเพราะไฟไหม้ป่า
ท่านที่สนใจก็อ่านสรรพสิทธิ์
หรือเรื่องนกกระจาบ ชาวอีสานเรียกนกกระจอกก็แล้วแต่ นั่นบัวประเภทอุบลบานเมื่อต้องแสงจันทร์
เพราะฉะนั้นใครที่ชื่ออุบลถ้าต้องแสงจันทร์ก็จะยิ้มแย้มแจ่มใส ใครที่ชื่อปทุมนั้นเมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็จะยิ้มแย้มแจ่มใส
มีข้อแตกต่างกัน ส่วนคนยิ้มทั้งวันนั้นไม่ทราบเหมือนกัน ที่จริงดอกไม้จะบานไม่บานอะไรบางทีแล้วแต่เราจะเข้าใจเอา
มีเพลงบทหนึ่งบอกว่า
"ดอกโสนบานเช้า ดอกคัดเค้าบานเย็น ดอกประดู่คู่เล่น คนรักไม่เห็นเสียเลยเอย"
หลายคนถามว่าบอกว่าดอกโสนมันบานตอนเช้าเหรออาจารย์ หนูเคยเห็นแต่มันบานตอนเย็น
แล้วบอกว่าบานคำนั้นอย่าไปเอาเป็นคำกริยา ก็เพราะดอกโสนที่เป็นประธานสิเขามิได้เป็นประโยค
แต่เขาเรียกชื่อดอกไม้แต่ละชนิด ดอกไม้แต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนคู่รักของเขา
คนแรกก็คือแม่ดอกโสน คู่รักคนที่ 2 ชื่อแม่ดอกบานเช้า คนรักคนที่ 3 ชื่อแม่ดอกคัดเคล้า
คนรักคนที่ 4 ชื่อแม่ดอกบานเย็น คนรักคนที่ 5 ชื่อแม่ดอกประดู่ ทั้งหมดนี้เป็นคู่เล่น
แล้วหายไปไหนแล้วล่ะ คู่เล่นเหล่านี้ ฉะนั้นอันนี้เป็นชื่ออย่าเอาเรียงเป็นประโยค
ดอกโสนบานตอนเช้า ดอกคัดเค้าบานตอนเย็น ไม่ใช่อย่างนั้นมันเป็นชื่อ
นี่ก็พูดถึงปทุมกับอุบล คราวนี้เราเคยได้ยินคำอยู่คำหนึ่งได้ยินเสมอว่า
"บัวเบญจพรรณ" เคยมีคนถามว่า บัวเบญจพรรณมันเนี่ยมัน 5 ชนิดใช่มั้ยล่ะ
มันมีอะไรบ้าง ที่จริงเบญจพรรณไม่ได้แปลว่า ห้า มันแปลว่าหลายชนิด ก็เหมือนไม้เบญจพรรณไง
ไม้เบญจพรรณก็ไม่ได้แปลว่า ไม้มีห้าชนิด แต่แปลว่าไม้ซึ่งมีจำนวนมากมายหลากชนิดกันชึ้นอยู่รวมกัน
เต็งรัง อะไรก็ว่าไป เคียน ประดู่ ชิงชัน อย่างนี้เรียกว่าป่าเบญจพรรณ
คือ แปลว่าไม้หลายชนิด ไม่ใช่ห้าชนิด งั้นบัวเบญพรรณก็ไม่น่ามีห้าชนิด
แต่ก็มีคนบอกว่ามันมีห้าชนิด เพราะในตำรับเขาบอกเอาไว้ว่ามันมีห้า ก็ไม่เป็นไรหรอก
ถ้าลองนับดูบัวจากพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเสิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2 กล่าวถึงดอกบัวทั้งกี่ชนิดล่ะ เวลาที่ลงไปในน้ำท่านลองฟังดู
นิลุบลพ้นน้ำขึ้นร่ำไร
ตูมตั้งบังใบอรชร
ดอกขาวเหล่าแดงสลับสี บานคลี่ขยายแย้มเกสร
บัวเผื่อนเกลื่อนกลาดในสาคร บังอรเก็บเล่นในนารี
นางทรงหักห้อยเป็นสายบัว สวมตัวกำนันสาวสี
แล้วปลิดกลีบปทุมมารกมากมี เทวีลอยเล่นเป็นนาวา
นี่มีทั้งบัวสาย
บัวหลวง บัวสายก็หักเป็นสร้อยเอาสวมนางกำนัลทั้งหลาย ส่วนบัวหลวงนั้นเก็บปทุมมาเอากลีบลอยไปตามน้ำ
นางก็เป็นคน...จะพูดภาษาปัจจุบันแบบเก่า ๆ ก็เป็นคนโรแมนติคว่างั้นเถอะ
เอาดอกไม้มาลอยน้ำมั่ง เอามาหักมั่ง
แต่บัวทั้งหมดว่ามากี่ชนิดดูเอาเถอะ
ในตำรายาเขาจะกล่าวถึงบัว 5 ชนิด คราวนี้ตำรายาก็แล้วแต่ว่าตำราของใคร
เป็นตำราของพระยาพิษณุก็กล่าวถึงบัว 5 ชนิด สัตบุต สัตบัน ลินจง จงกลนี
นีลุบล มีห้าชนิดเอามาทำยา
ส่วนของพระยาแพทย์พงศาจัดบัวอย่างเหมือนกัน
แต่ว่าเรียกว่า บัวเผื่อน บัวผัน สัตบุต สัตบัน สัตบงกช ถ้าเป็นหมอไทยโดยทั่ว
ๆ ไป ถ้าบอกเอาบัวมาทำยาก็จะใช้บัว 5 ชนิดเหมือนกัน บัวเผื่อน บัวผัน สัตบุต
และบัวขม ก็ว่ากันไปหลายอย่าง ก็มาดูกันตอนท่ายว่าบัวมีความสำคัญหลายอย่างประการใดบ้าง
ในด้านศิลปะนั้นใช้เป็นสถาปัตย์อยู่ในเรื่องของการก่อสร้าง สถาปัตฐานบัวเนี่ย
หรือเป็นเรื่องดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนา เรื่องบัวสี่เหล่านี้ก็ได้ หรือชื่อคน
ชื่อคนเกี่ยวข้องกับดอกบัวมากเลยเช่น ปัทมวดี ปทุมเกสร บัวคลี่ บัวบาน
บัวคำ ปัทมาวดี เรารู้จักกันดี
บัวคลี่เรื่องขุนช้างขุนแผนเรารู้จัก
อันใหม่หน่อยผู้หญิงที่เขาบูชาความรักกระโดดลงไปตายที่วังกุลา
ทางขึ้นดอยสุเทพนั่นแหละ ผู้หญิงคนนี้ชื่อบัวบาน กุลาก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นวังบัวบาน
ส่วนบัวคำเนี่ยท่านใดที่อ่านวรรณคดีทางล้านนา หรอืฟังเพลงซอพม่าก็จะรู้จักนางบัวคำซึ่งเจ้าสุวัติได้ติดตามนาง
ปรากฏในซอพม่าลองซอสักหน่อยก็ได้
(ร้องเพลง)
....มาฟังตางนี้เตอะหมู่จุมปี่น้อง จะไขทำนองเรื่องนางบัวคำ
จะไขลำนำออกคำข้าเจ้า
จะไขเรื่องเจ้าสุวัติตวยมา.....
อันนี้เป็นทำนงซอพม่า
ซึ่งโน๊ตดนตรีเดียวกันอันนี้ไปบรรเลงเข้าก็จะเป็นเพลงรำเต้ยของภาคอีสานได้เหมือนกัน
นอกจากนั้นบัวยังเป็นชื่อขนมนะท่านนะ ชื่อขนมบัวลอย ชื่อตำบล ชื่อสถานที่มากมายเลย
หัวหนองบัว หนองบัวโคก เยอะแยะเลย หนองบัวธรรมดาก็วัดชื่อหนองบัวเนี่ย
ดูแล้วเป็นหลายร้อยวัดทีเดียว เป็นเครื่องใช้เช่น กะทะใบบัว บัวรดน้ำต้นไม้
หรืออยู่ในกวีนิพนธ์ใช้มากมาย อย่างในอนิรุทธิ์คำฉันท์จะมีบทหนึ่งเพราะมาก
ตอนที่พระเอกมองเห็นบัวแล้วคิดถึงนางเอก ข้อความบอกว่า
บัวตูมติดขั้วบังใบ
บังใบท้าวไทยว่าเต้าสุดาดวงมาร
นี่ก็ตาเหลือเกิน
ไปเห็นบัวตูมแล้วก็ใบบังอยู่ก็ไปคิดถึงเต้าสุดาดวงมาร หรือในเรื่องพระอภัยมณีกล่าวถึง
น้องเป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมปทุมทอง
ถ้าน้องเป็นบัว
พี่จะเป็นแมลงผึ้ง แมลงภู่ แต่ว่าขาดเธอฉันตายถ้าไม่มีเธอแน่ หรือแม้แต่ในบทสวดของเราสรรเสริญพระพุทธคุณก็ยังมีคำว่าบัว
หนึ่งในพระทัยท่าน
ก็เบิกบานคือดอกบัว
  
เป็นทำนองสรภัญญะ
พอดีไม่มีเวลาจะสวดเพราะมันใกล้หมดเวลา หรืองาของช้างเอราวัณ หรือพระลักษมี
ก็มีชื่อว่า พระกมลา พระสรัสวดี ก็ถือดอกบัว ชายาของพระพรหม ที่อื่นก็เหมือนกัน
พระคงคา พระอัคนี พระอาทิตย์ เหล่านี้ล้วนถือดอกบัวทั้งนั้น
ท้ายสุดก็จะจบลงที่บัวจีน
มีบัวจีน มีหลายชื่อ จุ้ยจือ เจ็กจือ จุ้ยหุน จุ้ยฮวย จุ้ยตั่ง เง็กหวน
ก็ว่าไป อยู่ในประเภทของเหนยฮวย คือดอกบัวทั้งนั้น
ในคราวหน้าก็คงจะมีต่อเรื่องดอกบัวอีก
สำหรับครั้งนี้ผม นายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน สวัสดีครับ
กลับขึ้นบน |