สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง
ครับผมคราวที่แล้วนั้น
มันก็นานมาแล้วนะ ห่างกันมาพอสมควร ผมได้กล่าวถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง คือ ต้นกระทุ่ม
ซึ่งภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า
Kadam tree เนี่ยละครับผม แล้วก็กล่าวไปถึงว่า
วรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งพระยาลิไทได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 1888
พระยาลิไทได้กล่าวถึงว่า ไม้กระทุ่มเนี่ยเป็นไม้ใหญ่ประจำทวีปที่ชื่อว่า
อมรโคยานีทวีป 
และจากนั้นเราก็ยังได้พูดถึงวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน
ซึ่งกล่าวถึงพลายแก้วกับนางพิม ไปนอนพักด้วยกันที่ใต้ต้นกระทุ่ม ความตอนนั้นก็จบไปประมาณนี้
กระผมก็จำได้บ้างหน่อยหนึ่ง
คราวนี้เราจะกล่าวถึง วรรณกรรมอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้พูดถึงต้นกระทุ่ม
และดอกกระทุ่มเอาไว้ มีวรรณกรรมเรื่องนี้ชื่อเรื่องว่า กามนิต หลายท่านเคยได้ยินว่ากามนิตในสมัยจอมพล
ป.พิบูลสงคราม เรียกวรรณกรรมนี้ว่า กามนิต แต่ต่อมาท่านจอมพล ป. พิบูลสงครามเห็นว่า
กามนิตมีคำว่ากามอยู่ ฟังดูแล้วมันไม่ค่อยเพราะ ก็ไม่ทราบว่าไม่เพราะตรงไหน
หรืออาจไปพ้องกับคำว่ากามโรค ก็ไม่ทราบมั้ง เปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เสีย
ชื่อว่า วาสิฏฐี นั่นคือแทนที่จะใช้ชื่อพระเอก ก็เปลี่ยนไปใช้ชื่อของนางเอกแทน
อันที่จริงเรื่องกามนิตนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของไทยหรอกครับ
คนที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นเป็นคน เดนมาร์กครับ ชื่อ คาร์เจอร์เบอร์ร็อป แต่งเป็นภาษาเดนมาร์กนะครับ
ในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทยเล่มที่เขียนไว้บอกว่าเป็นภาษาเยอรมัน ผมเองมีต้นฉบับภาษาเดนมาร์กอยู่นะครับ
และได้มอบให้ท่านรองศาสตราจารย์วนิดา บำรุงไทยเนี่ย ให้ท่านเก็บเอาไว้
มอบให้ท่านไป ต้นฉบับมันเป็นภาษาเดนมาร์กท่านและมีการแปลเป็นภาษาเยอรมัน
จากนั้นก็มีคนอังกฤษคนหนึ่งชื่อ จอร์นอีโรจี คนเนี่ยได้แปลเรื่อง กามนิตต้า
เดอะพิวภินา กามนิตต้านี้เป็นภาษาอังกฤษ แล้วจากนั้น เสถียรโกเสศ ก็แปลเป็นภาษาไทย
แล้วนาคะประทีปก็ช่วยขัดเกลาสำนวนนี้คือเรื่องของกามนิตว่าโดยย่อ ซึ่งวันหลังผมจะพูดในรายละเอียด
เรื่องกามนิตหรือเรื่องวาสิฏฐีนี้
เขากล่าวถึงเรื่องการใช้ดอกกระทุ่ม มาเล่นกัน เอาดอกกระทุ่มมาเล่นกัน เขาบอกว่า
......ผู้เล่นในขั้นต้นแบ่งเป็น 2 พวก เอากิ่งกระทุ่มซึ่งมีช่อสีเหลืองอร่ามดังสีทอง
เป็นอาวุธต่อสู้กัน ถ้าข้างใดถูกเกสรดอกกกกระทุ่มติดตัวมากจนเหลืองพราวไป
ก็ถูกตัดสินว่าแพ้..... นี่เป็นข้อความในกามนิต แปลว่าดอกกระทุ่มเป็นดอกไม้ที่รู้จักกันดี
แล้วนำมาประกอบการเล่นด้วยนะครับ คงเอามาตีกันนี่เอง เอามาตีกันจนกระทั่งใครติดตัวสีเหลืองมากคนนั้นก็แพ้ไป
พอ ๆ กับเล่นสาดน้ำ มันคงจะสนุก
เด็กปัจจุบันก็คงเล่นเอาดอกกระทุ่มมาตีกันไม่เป็นอีกแล้ว
นอกจากจะไม่รู้ว่าดอกกระทุ่มเป็นอย่างไร ยังไม่รู้อีกด้วยว่า ต้นกระทุ่มมันอยู่ตรงไหน
ในมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็มีต้นกระทุ่มบกนะครับ อยู่ใกล้ ๆ กับตึกคณะเภสัชศาสตร์นะครับ
เขาปลูกเอาไว้ แสดงว่ามีสรรพคุณทางยา
ผู้หญิงในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น
จะนิยมตัดผมทรงดอกกระทุ่มกันมากตัดผมทรงดอกกระทุ่ม
ในโครงนิราศกรมหมื่นเดชาดิสรเสด็จยกทัพไปเวียงจันทร์ในสมัยรัชกาลที่
3 นั้นมีข้อความกล่าวไว้ว่า
| ถึงบ้านกระทุ่มทิ้ง |
ทอดตน
ลงเฮย |
| เจ็บจะเทินทรทน |
แทบไห้ |
| คิดดอกกระทุ่มกล |
เกศนุช
กูนา |
| ปีกแม่ขนเม่นไหม้ |
กรีดนิ้วนางสอย |
เพราะดีทีเดียวนะครับท่านผู้ฟัง
ก็ถอดความพอเข้าใจ ซาบซึ้งเอาเองนะครับ ตามที่ผมอ่านเสียงคนแก่อาจจะอ่านไม่เพราะเท่าไรนัก
นี่ถ้าเป็นคนที่เขาอายุน้อย ๆ อ่านก็คงจะเพราะกว่านี้
ในนิทานของอินเดียนั้นก็มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยโบราณมีทะเลสาปใหญ่แห่งหนึ่ง
ชื่อว่า กาลิยทหะ นี่ก็เป็นที่อยู่ของพญานาค พญานาคก็มีชื่อว่า กาลิยนาคา
กาลียะนาคานี่ก็อยู่ในทะเลสาปใหญ่ชื่อว่า กาลิยทหะ พญานาคเนี่ยเป็นพญานาค
5 หัว นี่ก็แปลกจากพญานาคอื่น ๆ ที่เขามี เศียรหนึ่งมีเจ็ดเศียร อันนี้มี
5 เศียร 5 หัว งู 5 หัวฟังดูน่ากลัวทีเดียวนะ
เมื่อพระกฤษณะยังเป็นเด็ก ได้กระโดดลงไปในทะเลสาปแห่งนี้ พอพระองค์โดดลงไป
พระกฤษณะ พระนารายณ์อวตารนะครับเนี่ย สมัยเป็นเด็กโดดลงไปในแม่น้ำ ในน้ำทะเลสาปนี่แหละ
และถูกพญากาลิยนาคารัดเอาไว้ นี่ก็เป็นนาคอันธพาลนี่ เห็นเด็กเขากระโดดลงไปในน้ำ
ก็จัดการรัดตัวเอาไว้ เพราะนาคนี้อยู่ในน้ำนะ
เผอิญที่ว่าเด็กนี่ก็เป็นพระกฤษณะ เสียด้วยก็เลยทำให้พระนลนารามผู้ซึ่งเป็นพี่ของพระกฤษณะนี่
ช่วยไว้ได้ จัดการช่วยน้องชาย เลยช่วยพระกฤษณะซึ่งพญากาลิยนาคารัดเอาไว้
นี่ครับช่วยได้ก็เลย เล่ากันว่า เล่ากันต่อ ๆ มา
และมีคำเสริมอีกว่า
พญากาลิยนาคานี่ มีลมหายใจเป็นพิษร้ายมาก มีลมหายใจเป็นพิษร้ายเนี่ย บรรดาพืช
สัตว์ที่อยู่ในรัศมี 5 5 โกรษ โกรษะหนึ่ง โกรษะก็ประมาณ 500 คันธนู ท่านคิดเอาเองก็แล้วกัน
คันธนู ถ้าของที่ไหนยาว ก็ยาวหน่อย ของที่ไหนสั้นก็สั้น แต่โดยง่าย ๆ 1โกรษะหรือ
1 โกรษไม่น้อยกว่า 500 เมตรล่ะครับ เขาบอกว่าในรัศมี 5 โกรษหรือประมาณสัก
500 เมตรเนี่ย พืชและสัตว์ใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่ถูกลมหายใจของกาลียะนาคาเนี่ย
รับรองเลยตายทั้งหมด ทั้งนี้เพราะลมหายใจเขาเป็นพิษ
โธ่มันคงเหมือนแก๊สพิษหน่ะ
ที่สมัยก่อนพวกนาซีใช้รมพวกยิวนะ หรือจะอะไรพิษทั้งหลาย ที่เขาใช้ทำสงคราม
น่ากลัวทีเดียว และเขาบอกว่าที่กลางทะเลสาปที่มีเกาะอยู่เกาะหนึ่งนะ ที่กลางทะเลสาปที่พญานาคอยู่มีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง
และมีต้นกระทุ่มขึ้นเพียงต้นเดียว และต้นกระทุ่มอันนี้แหละ ที่ลมหายใจของพญานาคไม่สามารถเผา
ไม่สามารถผลาญ ไม่สามารถทำลายได้
พอพูดอย่างนี้
จากนิทานอินเดียอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าใครที่เรียนทางด้านเภสัชศาสตร์นี่
เขาต้องคิดว่า เอ๊ะ..กระทุ่มนี่มันมีอะไร หรือว่ากระทุ่มมันแก้พิษได้ เพราะอะไร
เพราะนิทานมันยืนยันอย่างนั้น ว่าในทะเลนี้มีเกาะเกาะหนึ่ง ซึ่งมีต้นกระทุ่มต้นเดียวเท่านั้นที่ขึ้นอยู่ได้
นอกนั้นโดนลมหายใจที่เป็นพิษร้ายของพญากาลียะนาคาเนี่ย รับรองตายไปหมดเลย
นี่นาคตนนี่นะ ขนาดมารัดเอาพระกฤษณะ ซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารมาได้ก็ไม่ใช่ย่อย
แล้วนะท่านนะ มีพิษร้ายมาก แต่พิษร้ายขนาดไหนก็แล้วแต่เถอะ แต่พอโดนต้นกระทุ่มเข้าไปพิษนั้นก็จะสูญไป
หมายความเอาว่า ต้นกระทุ่มนั้นแก้พิษร้ายของพญานาคได้ นี่ในนิทานต้องค้นกันไปในเชิงของเภสัชว่า
จะแก้ได้ไหม หรือจะค้นในเชิงชีววิทยาประการใดก็แล้วแต่เถิด
การที่ต้นกระทุ่มเป็นต้นไม้อมตะก็เพราะอะไรหล่ะ
ก็มีเรื่องเล่าว่าในสมัยพญาครุฑที่ดื่มน้ำอมฤตนะ ตอนนั้นเขากวนน้ำอมฤตในเกษียรสมุทรแล้วนี่นะ
แล้วพญาครุฑก็ไปดื่มมาด้วย อย่าลืมว่าพญาครุฑนี่เป็น พาหนะทรงของพระนารายณ์นะครับ
ตอนที่กวนน้ำอมฤตนั้น พระนารายณ์อวตารเป็นเต่า พอได้น้ำอมฤตมาก็นำมาแจกจ่ายให้พวกทวยเทพทั้งหมด
กินด้วยกันก็เป็นอมตะด้วยกันทั้งหมดแหละ แล้วก็ไม่ลืมให้ครุฑซึ่งเป็นพาหนะทรงขององค์นี่
ได้กินได้
ครุฑนี่ก็ได้กินน้ำอมฤต
แล้วก็บินไปเกาะต้นกระทุ่ม ต้นกระทุ่มเมื่อก่อนมันคงใหญ่แฮะ ขนาดครุฑทรงพระนารายณ์มาเกาะนี่นะ
เกาะที่ต้นกระทุ่ม น้ำอมฤตที่จงอยปากเนี่ยหยดลงมาถูกต้นกระทุ่ม ทำให้ต้นกระทุ่มเป็นอมตะไปด้วย
เอ่อหลายอย่างนะที่น้ำอมฤตมาถูกแล้วเป็นอมตะน่ะ หญ้าคานี่ก็อย่างหนึ่งที่ได้รับน้ำอมฤต
ดังนั้นหญ้าคาเนี่ยฆ่าเท่าไรก็ยากเหลือเกิน นี่กระทุ่มอีกอย่างหนึ่งได้น้ำอมฤตที่ตกมาจากจงอยปากของพญาครุฑ
ซึ่งเป็นพาหนะทรงของพระนารายณ์ เนี่ย เลยทำให้เป็นอมตะ
ด้วยเหตุนี้แหละครับ ลมหายใจของพญานาคจึงไม่สามารถทำลายต้นกระทุ่มได้
สรรพพิษทั้งหลายนี่ทำลายต้นกระทุ่มไม่ได้ เพราะต้นกระทุ่มนี้มีน้ำอมฤต
ตั้งแต่สมัยโน่น กวนเเกษียรสมุทรนี่แหละ ถึงต้นกระทุ่มสมัยนี้ก็สืบเชื้อสายมาจากกระทุ่มแต่เดิม
ก็เลยมีฤทธิ์ตามไปด้วยกัน เป็นอมตะไปด้วย
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ
ก็เล่าถึงพระนารายณ์อวตาร มาเป็นพระกฤษณะ ได้เคยพาฝูงวัวและบรรดาชายาทั้งหลาย
ชายาทั้งหลายใช้คำนี้นะ พระนารายณ์นี้อวตารมาเป็นพระกฤษณะ มีชายาหลายคนเลย
ชายาเหล่านี้ก็ช่วยกันเลี้ยงวัวด้วย เขาจึงเรียกชายาเหล่านี้ว่า โคบาลินี
แปลว่า คนเลี้ยงวัวที่เป็นผู้หญิง สาวน้อยโคบาลินีทั้งหลายเนี่ย จำนวนมากเลยนะ
คือ พระกฤษณะท่านสามารถที่จะอวตารไปสมสู่ครั้งละ 5000 องค์นะ ท่านมีแฟนได้ทั้งพันองค์เชียวนะ
พระกฤษณะซึ่งพระนารายณ์อวตรเนี่ย
ได้กล่าวถึงพระกฤษณะ ได้เคยพาฝูงวัว พาชายาทั้งหลายไม่รู้กี่องค์นั่นแหละมาพักใต้ต้นกระทุ่ม
ด้วยเหตุนี้แหละครับต้นกระทุ่มจึงเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะอะไร เพราะพระกฤษณะท่านเคยมาพักอยู่
แล้วยังพาชายาทั้งหลายมาพักอยู่ด้วย และนอกจากนั้นยังพาฝูงวัวสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นี่มาพักด้วย
เราจึงถือว่าต้นกระทุ่มเป็นต้นไม้ประจำองค์พระกฤษณะ
น่าคิดนะ เวลาเรานั่งรถยนต์ นั่งรถไฟ โอ้โฮ้ ตั้งแต่โน่นนะ แยกตากฟ้า นครสวรรค์
ขึ้นมานครสวรรค์ ขึ้นมาพิจิตร ผ่านทางปลวกสูง พิษณุโลก ขึ้นไปอุตรดิตถ์
ต้นกระทุ่มเต็มไปหมดเลย ยิ่งนั่งรถไฟยิ่งเห็นชัดครับ กระทุ่มขึ้นมากมายเลย
พวกเราไม่ค่อยทราบกันหรอกว่า ต้นกระทุ่มเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์พระกฤษณะนะครับ
และเป็นต้นไม้ประจำอมรโคยานีทวีป น่าจะมีสรรพคุณอะไร ผมเชิญชวนเลยนะครับนี่
ให้วิจัยกัน
ด้วยเหตุนี่หล่ะนะที่ต้นกระทุ่มเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ประจำองค์พระกฤษณะ
หรือพระนารายณ์อวตาร ผู้ที่นับถือพระกฤษณะจึง นิยมใช้ดอกกระทุ่ม บูชาพระกฤษณะ
เอาดอกกระทุ่มมาบูชากันนะ พอ ๆ กับเราเอาดอกบัวมาบูชาพระพุทธรูป แต่เขาเอาดอกกระทุ่มบูชาพระกฤษณะ
ถามว่าบูชาเมื่อไหร่หล่ะ เขาจะบูชากันในเทศกาลโล้ชิงช้านะครับ บางทีก็เรียกกันว่าเทศกาล
จุรัลชาตา จุรัลชาตาก็คือ เทศกาลโล้ชิงช้า ซึ่งกระทำในเดือน ศราวรรณะ เดือน
ศราวรรณะ ที่อยู่ประมาณ เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ที่โล้ชิงช้านี้ก็เพื่อระลึกถึงพระกฤษณะ
และพระชายาทั้งหลายที่เคยมาโล้ชิงช้าเล่น ใต้ต้นกระทุ่ม
นี่ก็คงเอาเชือกมาผูกกับกิ่งกระทุ่ม
บรรดาพระชายาและพระกฤษณะ เองก็โล้ชิงช้าเล่นชิงช้า อยู่ในนั้น เวลาเล่นชิงช้าก็ไม่ต้องพูดกับคนทางล้านนาที่ว่า
"สิกจิงจ้า สองคนเฮาปี้น้อง" อะไรคงไม่ต้องนะ นี่ก็พูดถึงต้นกระทุ่มโดยอะไรหล่ะ
นำเอาวรรณกรรมซึ่งมันปรากฏอยู่ในอินเดียเข้ามา เล่าประกอบนะครับ
จากต้นกระทุ่มก็ไปถึงต้นไม้อีกต้นเนี่ย
ซึ่งมีชื่อว่า กัลปพฤกษ์ อันนี้เขาก็มีชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า แคสเซีย มาเกียเลียน่า
นะฮะ นี่ก็กล่าวว่าเป็นต้นไม้ไทยแท้ แม้ต้นไม้ไทยแท้นะตั้งชื่อ กัลปพฤกษ์
นะครับ นั่นนะเป็นคำไทยที่มีรากศัพท์มาจากสันสกฤต ทั่งนั้นเอง ทั้งนั้นเลยแหละ
นี่ถ้าเป็นต้นไม้ไทยแท้
ก็มีผู้เสนอให้ใช้เป็นไม้ประจำชาติ แต่ความจริงแล้วกัลปพฤกษ์ เป็นไม้ในวรรณคดีนะท่านนะ
เป็นไม้ในวรรณคดี ไม้ในวรรณกรรมแท้ ๆ เลย ต้นจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครเห็น
กัลปพฤกษ์นี้ และไอ้ต้นไม้ที่เราเรียกว่า กัลปพฤกษ์ นี้ก็มีหลายชนิด นี่ก็ไขว้เข้ากันที่เดียวนะ
ที่เรียกว่ากัลปพฤกษ์นี้ ว่ากัลปพฤกษ์นี่ก็คือ ต้นมะพร้าวนี่เองแหละ บางคนบอกไม่ใช่นะ
กัลปพฤกษ์นั่นคือต้นงิ้ว บางคนบอกกัลปพฤกษ์นั่นคือต้นโพธิ์
นี่..นี่เขาถกเถียงกันมาก่อนนะมันไม่ลงตัวกันง่าย
ๆ เหมือนกับที่เรามองเห็นบางต้น แล้วก็ชี้ว่า เป็นกัลปพฤกษ์หรอก บ้างก็ว่าเป็นมะพร้าว
บ้างก็ว่าเป็นต้นงิ้ว บ้างก็ว่าเป็นต้นโพธิ์ ในโพธิกถาของบัณฑิตราคูนาท
ราคุนาทนะครับ นี่ก็เป็นกวีทางสันสกฤต เขาแต่งหนังสือโพธิกถา เขากล่าวว่า
ตามธรรมเนียมที่เป็นอยู่นั้น ชาวชมพูทวีปเชื่อกันว่า สัตทพฤกษ์โพธินะฮะ
คือ กัลปพฤกษ์ อันเป็นไม้ของเทพเจ้าในสรวงสวรรค์ ส่งลงมาปลูกในพื้นดิน
เพื่อรองรับความเป็นพระพุทธเจ้าของเจ้าชายสิทธัตถะ
ที่พูดอย่างนี้ของมหายาน
เขาบอกว่าต้นโพธิ์ คือ กัลปพฤกษ์แหละ เป็นกัลปพฤกษ์ที่ ทวยเทพจากสวรรค์ส่งลงมาให้แก่พื้นดิน
เพื่อรองรับความเป็นพระพุทธเจ้าของเจ้าชายสิทธัตถะ ในยุคนั้นนี่ก็ว่ากันไป
ตามนัยนี้ ก็หมายความว่ากัลปพฤกษ์คือต้นโพธิ์นั่นเอง
ในสมุทรโฆษชาดก ในหนังสือเล่มนี้สำคัญ ในสมุทรโฆษชาดก แต่งมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช
นั่นแหละครับ กวีที่แต่ง มี 2 คน ในยุคนั้นแต่งไม่จบ มาจบในสมัยรัตนโกสินทร์
ผู้ที่แต่งครั้งสุดท้าย นิพนธ์เป็นครั้งสุดท้ายคือ พระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมาณุชิตชิโนรสครับ
ในสมุทรโฆษชาดกนี้ก็กล่าวว่า ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ก็ตรัสชวนพระเทวีเสด็จไปประภาสป่าหิมพานต์
นี่ชวนกันประพาสป่าให้พระเทวีทรงบนพระเพรา พระเทวีก็ประทับบนตัก พระหัตน์ทรงพระขรร
พระองค์ก็ใช้พระหัตถ์ทรงพระขรร
มีพระหัตถ์ก็ทรงพระขรร ถือพระขรรนี่แล้วเหาะขึ้นบนอากาศ หันพระพักต์สู่ทิศอุดร
หันหน้าไปทางทิศเหนือชมพูภูเขาในป่าหิมพานต์ คือ ภูเขาเงินภูเขาทอง ภูเขาแก้ว
และ ภูเขาแก้วเจ็ดประการ ซึ่งสูง 500 โยชน์มียอดใหญ่ 100 ยอด ยอดเล็ก 84,000
ยอด มีพลอยหินต่าง ๆ และมีไม้กัลปพฤกษ์ต่าง ๆ นี่กล่าวถึงตอนพระโพธิสัตว์ได้ชวนพระเทวีประพาสป่า
หรือเหาะไปชมภูเขาเสร็จแล้ว ท้ายสุดมีไม้กัลปพฤกษ์ ต่าง ๆ แสดงว่า ไม้กัลปพฤกษ์
เป็นคำรวมของคำหลายชนิดนะครับ กัลปพฤกษ์ต่าง ๆ
คนโบราณเขาเชื่อกันว่า
ต้นกัลปพฤกษ์นั้นจะเกิดในสมัยพระศรีอาริย์ และมีทั้งสี่มุมเมือง นี่ในไตรภูมิพระร่วงก็กล่าวถึงนะครับ
ว่าใน อุตรกุรุทวีปจะมีต้นกัลปพฤกษ์ขึ้นสี่มุมเมือง สี่มุมเมืองเลย น่าคิดนะ
ใครอยากได้อะไร ก็เชิญไปเถอะไปนึกเอาตรงนั้น แล้วก็จะได้ ปัจจุบันก็ในมหาวิทยาลัยนเรศวรมีกัลปพฤกษ์อยู่หลายที่นะ
ก็คือ ตู้ ATM ส่วนที่กัลปพฤกษ์ที่อยู่ในเมืองพิษณุโลก ก็คงจะเป็นทางห้างสรรพสินค้า
นึกอยากจะได้อะไรก็ไปทำเอาเองตรงนั้นก็แล้วกัน นี่กัลปพฤกษ์นี่มัน
ไปขึ้นทั้งสี่มุมเมืองเลย คนโบราณเชื่ออย่างนั้น แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ว่าจะเกิดอีกครั้งหนึ่งในสมัย
พระศรีอาริย์นะฮะ ซึ่งยังมาไม่ถึงหรอก




สมัยก่อนนี่นะครับเวลามีงานศพ
เขาจะทำต้นไม้เรียกว่าต้นกัลปพฤกษ์ มีสี่ต้น แล้วก็มีเงินในลูกกัลปพฤกษ์
ซึ่งหมายถึงสารพัดนึก เพราะนั้นในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระเจ้าแผ่นดิน
หรือเจ้านายชั้นสูง สมัยก่อน เขาจะนำเหรียญมาใส่เข้าไปแล้วโยนในตอนที่จะเผาศพ
เรียกว่า ซักเซ่า ท่านคงนึกถึง สมัยก่อนที่มีคำล้อกันอยู่ว่า ".....ซักเซ่าเอย
มะนาวโตงเตง ขุนนางมาเอง ว่าจะเล่น ซักเซ่า....." เพราะซักเซ่านี้เขาเอามะนาวมาโยนในงานศพกัน
เด็ก ๆ เท่านั้นที่เก็บ ถ้าขุนนงขุนนาง ผู้หลัก ผู้ใหญ่ไปวิ่งแย่งกัน ด้วยนี่ก็แปลกประหลาดเป็นกริยาที่ไม่น่าดู
สมัยนั้นเขาเชื่ออย่างนั้นนะครับ ไอ้ที่เอามะนาวมาแล้วเอาเหรียญมาใส่แล้วทิ้งไปในงานศพเนี่ย
โยนให้ทานเนี่ย ก็หมายความว่าเอามะนาวนั้นเป็นผลกัลปพฤกษ์ ในสมัยพระศรีอารย์นั้นเองแหละ
การให้ทานอย่างนี้เรียกว่า การทิ้งทานที่ต้นกัลปพฤกษ์นะครับ เช่นในเรื่องพระราชนิพนธ์อิเหนา
ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
มีกล่าวว่า
บัดนั้นขุนหมื่นชาวคลังทั้งหลาย
นั่งประจำกัลปพฤกษ์ลอกลาย
ต่างถวายบังคมแล้วขึ้นทิ้ง
ผู้คนคับคั่งสับสนบนระวนวุ่นวายทั้งชายหญิง
ทุกอย่างถ้าทั้ง
5 ต้น นี้มาขึ้นบ้านเรา แล้วนึกอยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้นเลย ในศาสนาอิสลามนี่นะ
ก็มีต้นไม้ที่คล้ายต้นกัลปพฤกษ์ เหมือนกันนะครับ แต่เขาเรียกว่า ตาบา หรือ
ตาบี นี่ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่มาก ใครนึกอยากบริโภคอะไร ก็ได้อย่างประสงค์
นั่นคือ พอไปอยู่ใต้ต้นไม้นั่นเนี่ย เวลานึกกิ่งไม้ก็จะโน้มลงมาให้เห็นนะครับ
หลังจากนั้นพอเราเก็บเสร็จกิ่งไม้ก็จะกลับไปที่เก่า กิ่งและใบจะแผ่ไปทั่วโลก
โดยลำต้นนั้นจะเป็นทับทิม กิ่งเป็นมรกต ส่วนใบเป็นกำมะหยี่ไหม
โอ้โห้..นี่ใบชนิดนี้เป็นใบกำมะหยี่ไหม กิ่งเป็นมรกต ลำต้นเป็นทับทิม และกิ่งและใบแผ่ไปทั่วโลก
นะนี่นะ ถ้ามีต้นอย่างนี้สักต้นหนึ่งในเมืองไทย เราคงจะไม่ใช่ธรรมดา เวลาจะเก็บผลหรือเก็บดอกอะไรก็แล้วแต่เถอะครับ
อยากจะได้อะไรก็ไปที่ต้นนี้ กิ่งก็โน้มลงมา คิดอยากได้อะไรก็นึกไปเถอะ
จากกิ่งที่โน้มลงมา แล้วก็ได้สิ่งนั้นไป พอได้สิ่งนั้นเสร็จ กิ่งที่โน้มลงมาก็กลับไปตามเดิม
ไม้สารพัดนึกเช่นนี้
สังเกตให้ดีนะครับว่า
สารพัดนึกของเรานั้น ได้จากพืชนี่ไม่ใช่น้อยนะครับ คนเราแต่ก่อนมีชีวิตอยู่กับต้นไม้
เพราะฉะนั้นถ้าคิดอะไร ก็แล้วแต่ ก็จะคิดถึงต้นไม้ครับ สำรับวันนี้ก็หมดเวลาพอดี
ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับผม