วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 52 เรื่อง วรรณกรรมเกี่ยวกับต้นไม้และมนุษย์ 3 : กรรณิการ์ กระทุ่ม
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ

      ผมเคยกราบเรียนท่านผู้ฟังครั้งหนึ่งนะครับว่าท่าน ศาสตราจารย์ ดร. วิสุทธิ์ ใบไม้ ซึ่งท่านเป็นราชบัณฑิตเนี่ย ท่านได้คุยกับผมเรื่องไม้ต่างๆ ทำให้ผมได้รับความรู้จากท่านมากมายเลยครับ ในวันนี้ก็คงจะนำเรื่องความรู้ที่ได้นั้นมาเล่าสู่กันฟัง หลังจากที่ได้รับทราบจากท่านมาหลายส่วน ก็เอามาคุยกันเผื่อจะเกิดประโยชน์ขึ้นบ้าง ได้คุยกันเรื่องไม้หลายชนิดก็มีเรื่องของไม้ดอกที่น่าสนใจ

      ดอกไม้ที่น่าสนใจชนิดหนึ่งที่เราอาจจะรู้จักกันบ้างไม่รู้จักบ้างก็แล้วแต่คือ ดอกกรรณิการ์ ส่วนใหญ่เราจะรู้จักคนชื่อกรรณิการ์ซะมากกว่าดอกกรรณิการ์นะท่านนะ หลายท่านอาจจะไม่เคยเห็นต้นไม้พันธุ์นี้เลยก็ได้ กรรณิการ์เนี่ยดอกมีสีขาวนะท่านนะ ดอกมีสีขาว ก้านดอกเป็นสีแสด ใบคายสักหน่อยหนึ่ง ดอกมีกลิ่นหอมมากเลย

      เขากล่าวกันว่า กรรณิการ์ นั้นเป็นไม้พื้นเมืองของอเมริกาใต้นะท่านนะ นี่มันจะเข้ามาในเมืองไทยสมัยเราก็ตอบไม่ถูก แต่อย่างน้อยที่สุดในสมัยอยุธยาตอนปลายเนี่ยมีคำว่าดอกกรรณิการ์อยู่แล้ว ปรากฏในนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมมาธิเบศว์ หรือเจ้าฟ้ากุ้งเนี่ย ตอนหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า

กรรณิการ์ก้านสีแสด           คิดผ้าแสดติดขลิบนาง
เห็นเนื้อเรื่อโจงราง              ห่มสองบ่าอ่าโนเน

     เนี่ยในนิราศธารโศกว่าอย่างนั้นนะครับ ก็แสดงว่าในสมัยอยุธยาตอนปลายเนี่ย ดอกกรรณิการ์เข้ามาแล้ว จะเข้ามาด้วยประการใดนั้นก็ไม่ทราบ แต่ว่าการติดต่อของไทยเรากับชาวต่างประเทศนั้นมีมานานละ เพราะสมัยสุโขทัยก็มีพวกแขกเปอร์เซียเข้ามาเยอะ จนถึงกับมีคำศัพท์คำหนึ่ง คือ ตลาดปสาน นั่นติดต่อกับพวกแขกอาหรับ แขกอาหรับมาเดินเรือไปเยอะหลายที่นะ ผมก็จำไม่ได้ว่ามันจะไปเอาพืชพันธุ์นี้มาไหม จากนั้นเราก็ติดต่อกับโปรตุเกส ซึ่งก็เดินเรือไปมากติดต่อกับฝรั่งเศส เป็นไปได้ว่าต้นไม้เนี่ยจะเข้ามาในยุคอยุธยา หรืออย่างในสุโขทัยก็อาจจะเข้ามาได้ไม่มีข้อยืนยันนะครับ อันนี้ผมก็ไม่กล้ายืนยันแต่ผมก็คาดคะเนอย่างนั้น

         ดอกกรรณิการ์เนี่ยนะ เขาใช้ดอกย้อมผ้านะท่านนะ ย้อมผ้าย้อมกันมานาน อันนี้ต้องนึกถึงในสมัยพุทธกาลเนี่ย พระพุทธองค์เนี่ยกำหนดให้พระภิกษุทั้งหลายนั้นว่า ถ้าจะมีเครื่องงนุ่งห่มเนี่ย ให้ไปที่ป่าช้า ป่าช้าผีดิบ ผีดิบก็คือ ผีที่ยังไม่สุก ผีที่ไม่ได้เผานั่นแหละท่าน จึงเรียกว่าผีดิบ ก็ไปดูซาก อศุภ กาเล วาร ซากผีดิบทั้งหลายและสิ่งที่ไม่น่าดูเนี่ย อศุภ กาเล วาร ในป่า อศุภ กาเล วาร

         พระก็เข้าไปให้ไปเป็นคณะสงฆ์นะ ไปรูปเดียวไม่ได้ เข้าไปในป่าช้าผีดิบเนี่ย อศุภ กเล วาร เนี่ย คำนี้น่าสนใจเรียกป่า อศุภ กเล วาร เรียกนานๆ คงเหนื่อยเนอะ ตัด อศุภ เหลือ ป่ากเล วาร เรียกนานๆ ตัดอีก ตัด กะ ตัด ระ ออกเหลือป่าเลว ป่าเลว เรียกไปนานๆ ทางเหนือเลยกลายเป็น ป่าเห้ว แปลว่า ป่าช้า ป่าเลวคนภาคกลางใช้คำว่าเลวก็ได้ ถ้าไม่อยากใช้คำว่าเลวก็ใช้คำว่าชั่วช้า ป่าเลวก็กลายเป็นป่าชั่วช้า

      นี่ก็ลากกันไปลากกันมาจะใช้ได้ยังไงก็ไม่ทราบ แต่มีคนบอกผมว่าไม่ใช่หรอก อันนี้อาจจะมาจากคำว่า ป่าฌาปนกิจ น่ะเขาก็ว่าไป กลายเป็นป่าช้า อีกคนบอกไม่จริงคำว่าช้าในภาษาจีนแปลว่า ป่าที่มีไม้ มีฟืนอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจีนไหน ต้องไปตรวจสอบดูอีกที

      ก็เป็นอันว่าในสมัยโบราณ ถ้าพระจะมีเครื่องนุ่งห่มก็ให้ไปที่ป่าช้าผีดิบ ไปถึงก็เจอผีดิบนอนอยู่ มีผ้าหุ้มเต็ม เพราะแขกนี่เขาเอาผ้าพันศพนี่ใช่ไหมท่าน ผ้าโทตี ผ้าสไบ อะไรก็แล้วแต่ ให้พระภิกษุพิจารณาผ้า ผ้าเหล่านี้ก็เปื้อนน้ำเหลือง เปื้อนฝุ่นเต็มไปหมดเลย เรียกว่า ผ้าบังสุกุล ไง พิจารณาทำไม พิจารณาว่าว่าใช้ได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วว่าใช้ได้ ก็ดึงเอาผ้าออกจากตัวศพเลย ศพก็กลิ้งออกไป ก็เอาผ้านั้นมา

      อันนี้ก็เป็นประเพณีจนถึงเดี๋ยวนี้ แต่พระไม่ต้องไปพิจารณาในป่าช้าผีดิบหรอก แต่ไปที่ตรงโลงศพเวลาที่เขาจะฌาปนกิจศพน่ะ ก็ไปตรงนั้น เจ้าภาพก็จะเอาผ้าสีเหลืองที่เรียบร้อยแล้วเนี่ยมาวางตรงใกล้ๆ กับโลง มีที่พาดไว้เขาเรียกว่า ทอดผ้า อันนี้น่าคิดนะ ทอดนี่แปลว่า ทิ้ง นะท่านนะ ทอดผ้าแปลว่า ทอด แล้ว ทิ้ง เลยไม่ต้องไปดูแลอะไร

      แต่ก็ปรากฏว่าทอดไว้เสร็จเนี่ย บางทีเขาก็ยืนดูอยู่นะ คอยยกมือไหว้ เพราะตอนที่พระมา พระท่านก็จะมาจับที่ที่ผ้านั้น แสดงอาการพิจารณาผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เปื้อนด้วยน้ำเหลือง ที่จริงผ้ามันก็ไม่ได้เปื้อนหรอกอันเนี้ย พิจารณาว่ามันยังใช้ได้ ในเวลาพิจารณานั้น ท่านก็จะมีคำกล่าวออกมานะครับ เรียกว่า การบังสุกุล นะครับทำนองนั้นล่ะ บอกว่า อนิจจา วัตตาสัง ขารา พอถึงตรงเนี้ย คนทั่วไปก็ไม่สู้จะเข้าใจนักว่าท่านกล่าวนี้ กล่าวว่าประการใด ผมเคยกราบเรียนถามพระภิกษุทั้งหลาย

      ท่านบอกว่าที่พูดอย่างนั้น อนิจจา วัตตาสัง ขารา หมายถึง ค่านิยมอันเปลี่ยนแปลงไป อะไรที่เกิดขึ้นสิ่งนั้นเปลี่ยนได้ อะไรที่เกิดขึ้นสิ่งนั้นดับได้ อันนี้เขาพูดยาวนะจบไปถึง อูปสุโม สุคโต นั่นน่ะ การเข้าถึงการดับของสิ่งเหล่านี้ เป็นความสุขอย่างยิ่ง ที่พูดอย่างนี้ก็เพื่อให้เห็นว่า ผ้านี้ครั้งหนึ่งก็นิยม พอมาห่อศพก็อาจไม่เป็นที่นิยมกระมัง นี่ผมพูดเองนะ ไม่ใช่การตีความของคนอื่นน่ะ เดี๋ยวถ้าพลาดเนี่ยท่านผู้ฟังกรุณาต่อว่ากันได้นะครับ

      ผ้าที่ศพสวมอยู่นั้นครั้งหนึ่งก็ดีๆ ต่อมาตอนนี้ว่าไม่ดี ถ้าเราเข้าใจเสียว่ามันมีเกิดมีดับได้ มันเปลี่ยนได้ ก็จะเป็นความสุข คล้ายๆ กับอันนี้ยังใช้ได้อยู่ ว่าแล้วก็ชักเอาผ้านั้นไป ชักไปเสร็จนี่ก็นำไปซักนะท่าน สมัยก่อนต้องซักด้วยน้ำขี้เถ้า น้ำพวกด่างเนี่ย ซักจนสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็นของซากศพติดมาแล้ว แล้วจึงนำมาย้อมด้วยดอกกรรณิการ์ โดยเฉพาะก้านดอก

      นี่แหละกรรณิการ์เข้ามาตอนนี้แหละ ก็จะได้เป็นสีเหลืองฝาดๆ ออกมา แล้วก็ย้อมเสร็จก็นำไปตัดเย็บเป็นสบง จีวร สังคาติ นี่พูดภาษาบ้านเราง่ายๆ ไม่ต้องพูด อัตราวาติ ฟังยากเพราะนั่นเป็นภาษาพราหมณ์ เป็นสบง จีวร สังคาติ กระบวนการอย่างนี้นั้นปัจจุบันเขาเรียกว่า รีไซเคิล นะท่านนะ หรือ รียูส ก็แล้วแต่ ผ้าที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีก นี่เหมาะนะท่าน อย่างเนี้ยเหมาะทีเดียวเลย

      นี่นี่ก็พูดถึงว่าดอกกรรณิการ์มีประโยชน์ตรงนี้แหละ ตรงไหนล่ะครับตรงย้อมนี่แหละตรง เอามาใช้เป็นวัสดุที่ใช้ย้อมสี ทำให้ผ้าออกมาเป็นสีเหลืองฝาดๆ หน่อยหนึ่ง นี่ย้อมได้นะครับ บางคนเขานำไปใช้ทาเล็บนะท่าน สีของดอกกรรณิการ์เนี่ยใช้ทาเล็บ เล็บมือเล็บเท้า

      ใช้เข้าเครื่องยาก็ได้ ถ้าท่านมีโอกาสอ่านตำราสรรพคุณยาซึ่งเขียนโดย กรมหลวงวงศาธิราชสนิทเนี่ย จะมีตอนหนึ่งกล่าวพาดพิงถึงดอกกรรณิการ์ว่า ....ดอกกรรณิการ์นั้นมีรสหวานและฝาด..... รวม ๆ กันอยู่ หวานๆ ฝาดๆ นะฮะ ต้นกรรณิการ์ ......ต้นของกรรณิการ์ใช้แก้ปวดศีรษะ.....ท่าน .....ใบของกรรณิการ์บำรุงดี...... ที่ป่วยเป็นดีซ่านนี่แหละ บำรุงดี .ส่วนดอกกรรณิการ์แก้เวียนศีรษะ. น่าคิดนะ ดอกกรรณิการ์แก้เวียนศีรษะ แก้ไข้ด้วย ในตำราไม่เขียนอย่างนั้น ......ดอกแก้เวียนจักษุและจับไข้...... ก็คือแก้เวียนศีรษะ ในนั้นใช้ว่า แก้เวียนตา เวียนหน้า เวียนตาอันเดียวกันนั่นแหละ .....รากแก้พรรดึก..... พรรดึกนั่นก็คืออุจจาระที่อัดตัวจนแข็ง ไอ้พวกท้องผูกนี่แข็งอย่างกับก้อนหินหน่ะ เขาเรียกพรรดึก ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนใช้หรอกคำเนี้ย .....รากแก้พรรดึกอันผูกเป็นก้อน....... ตำราเขียนอย่างนั้น แล้วจากนั้น ......รากเนี่ยใช้บำรุงธาตุ..... ในนั้นเขียนว่า ......กระทำให้เกิดกำลัง..... เป็นยาบำรุงกำลัง โอยคนไทยนี่ชอบนักหนานะยาบำรุงกำลังเนี่ย มีหลายเหลือเกินตอนนี้ เยอะเยะโฆษณาแข่งกัน ฉลากโฆษณาบางโฆษณาใช้ค่าโฆษณาน่ะนี่ถึง 33 ล้านนะ ไอ้ทำสิ่งโฆษณาขึ้นมา นี่ผมพูดภาษาชาวบ้านนะ  นอกจากนั้นละก็กรรณิการ์ นี่ดอกนี่ใช้แก้ไข้หรือ .....ลดไข้อันเกิดจากลมได้.... .แก้ผมหงอก นี่นี่ตรงนี้แหละ ในนั้นเขียนว่า ....แก้เกศาหงอก.... ก็คือแก้ผมหงอก แก้ผมหงอกอย่างเดียวไม่พอหรอก .....ยังทำให้ผิวพรรณผ่องใส.....

       โอ้โห .. กรรณิการ์ นี่เขามีชื่อภาษาอังกฤษว่า night flowering jusmine ตัวนี้นะ flowering jusmine หรือ jusmind ก็แล้วแต่ท่านจะอ่านเถอะ เพราะอะไรที่เรียกอย่างนี้ เรียก night flowering jusmine ก็เพราะว่าดอกกรรณิการ์จะบานในยามสายัญฮะสนธยา แปลเป็นอังกฤษก็ twilight zone ไง บานตอนพลบค่ำ คือ แสงเงินแสงทอง เอ้ย! ไม่ใช่แสงเงินแสงทอง แสงต่อแสงกำลังต่อกันน่ะนะ แล้วดอกกรรณิการ์ก็จะมีกลิ่นหอมในเวลากลางคืน

       บางคนก็ไม่เรียกดอกกรรณิการ์ว่าเป็น night flowering jusmine แต่เรียกว่า the sadtree เนี่ยต้นไม้ซึ่งเศร้าโศก เนี่ยเรียกอย่างนี้มั้งคนเลยไม่ค่อยอยากจะปลูกนะ ไอ้ที่เรียกว่า sad tree นี่เพราะอะไรล่ะ sad tree นี่ก็เพราะมันบานเฉพาะเวลากลางคืนไงดอกกรรณิการ์นี่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ดอกก็เหี่ยวล่วงหลุดลงพื้นดินเลย ฟังดูแล้วก็เศร้า เลยทำให้นึกถึงดอกไม้บางประเภทที่กวีจีนเขาบอกไว้ยังไง .....เจ้าออกดอกมา บัดนี้เจ้าล่วงหล่นไปแล้ว เพราะความรักของคนที่มองเจ้านั้นหมดไป.... อะไรทำนองนี้

        อาจจะเป็นอย่างนี้เจ้าดอกกรรณิการ์ก็เหมือนกัน sad tree นั่นคือบานกลางคืน พอพระอาทิตย์ขึ้นดอกก็เหี่ยว ก็ร่วงหล่นลงไปดูเศร้าดี แต่พอตกค่ำก็เริ่มบานส่งกลิ่นหอมตลบอีก หอมเฉพาะกลางคืน อย่างนี้แหละถึงได้มีนิทานของพวกอเมริเดียน กล่าวไว้ว่า

       เศรษฐีคนหนึ่งนะมีลูกสาวสวย สวยยังไงก็นึกเอาแล้วกัน มีลูกสาวสวยมาก สวยจนกระทั่งพระอาทิตย์มาเกี้ยวพาราสี พระอาทิตย์นี่ทำเล่นนะเจอลูกสาวเขาสวยก็ไปเกี้ยวเข้า เธอถูกเกี้ยวพอประมาณมั้ง ก็เลยตกลงปลงใจไปรักพระอาทิตย์เข้าน่ะสิ ต่อมาถูกพระอาทิตย์ทอดทิ้ง พระอาทิตย์นี่ไปจีบแล้วก็ไปทิ้งเขา เรียกว่าไปหักอกภาษาปัจจุบัน ทิ้งเขาไปรักผู้หญิงคนอื่นเสีย ทำให้ลูกสาวสวยคนเนี้ยเศร้าเสียใจจนกระทั่งตรอมใจตาย จะตรอมใจตายเพราะความรักพระอาทิตย์ แล้วพระอาทิตย์ไปมีผู้หญิงอื่น

       หลังจากนั้นพ่อเขาเศรษฐีนี่ก็ฌาปนกิจลูกสาวของเขา ฌาปนกิจลูกสาวเสร็จเรียบร้อยก็เกิดเหตุประหลาดขึ้นนะท่านนะ คือ มีต้นไม้งอกงามออกมาจากกองขี้เถ้า พูดง่ายๆ เผาศพลูกสาวเสร็จตรงขี้เถ้านั้นมีต้นไม้เกิดขึ้น ดอกของต้นไม้นี้เป็นตระกูลของต้นกรรณิการ์ สังเกตได้ว่ากรรณิการ์นี่เขาไม่ชอบพระอาทิตย์ มาหักอกเขา เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบานเฉพาะตอนกลางคืน พอพบแสงอาทิตย์เข้าก็เหี่ยวไปเสีย หล่นลงมาเสีย หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนโคนต้นของต้นกรรณิการ์เนี่ย มีรูปร่างลักษณะคล้ายร่างของหญิงสาวนะท่านนะ บ้านใดที่ปลูกกรรณิการ์เอาไว้สังเกตให้ดีนะครับว่า ส่วนล่างเนี่ยคล้ายๆ รูปร่างผู้หญิงนี่

       ชาวฮินดูบางพวกเขาก็นับถือว่าดอกกรรณิการ์นี่เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ เขาจะปลูกไว้ตามวิหารของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าก็อาจจะเป็นพระนารายณ์ อาจจะเป็นพระศิวะ อาจจะเป็นพระพรหม พระลักษมี พระสุรัสวดี หรือพระอุมาก็ตามแต่เถอะ เขาก็ใช้ดอกไม้ชนิดนี้แหละบูชาเทพเจ้าด้วย

       นี่ก็ดอกกรรณิการ์ มีทั้งกลิ่นหอม สรรพคุณทางการอุตสาหกรรมคือ ใช้ย้อมผ้า ให้เป็นสีเหลืองฝาดๆ ได้ ใช้เป็นสมุนไพรก็ได้ ใช้เป็นเรื่องของความสะเทือนอารมณ์ เพราะมีวรรณกรรมประกอบก็ได้ นี่คือความหลากหลายของดอกกรรณิการ์ ผมก็คิดว่าน่าจะมีการปลูกดอกชนิดนี้ไว้ในสถานศึกษานะครับ แล้วก็เล่าให้นักเรียนฟังเล่าในเชิงของวรรณกรรม ให้ศึกษาในเชิงของอุตสาหกรรมการย้อมผ้า ให้ศึกษาในเชิงของเภสัชกรรมการสมุนไพร ให้ศึกษาในเชิงของวรรณคดี ให้ศึกษาในเชิงของอะไรได้หลายอย่างทีเดียว แม้แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ก็อาจจะนำเรื่องกรรณิการ์เข้ามากล่าวถึงได้เช่นเดียวกัน

       อ่ะ..ดอกไม้ประเภทที่ สองที่จะพูดถึงเรายังมีเวลาเหลืออยู่นี่ ก็จะพูดถึงดอกของ ต้นกระทุ่ม พวกเราคงเคยได้ยินทรงผมดอกกระทุ่ม เออ..มันเป็นยังไงทรงผมดอกกระทุ่มของผู้หญิงแต่ก่อนนี่ฮะ มันจะยาวไม่ถึงหู หรือยาวมาถึงหูอย่างไร ลองตรวจสอบดูนะครับ ยัยคนนี้ไว้ทรงผมดอกกระทุ่ม

       ฟังชื่อก็ดีชื่อใกล้ๆ กับกระท่อมนะแต่อันนั้นใน พรบ. พระราชบัญญัติยาปี 2487 ว่าเป็นยาเสพย์ติด โทษเถอะคงจะมีพวกแอมเฟตามีนรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่กระทุ่มนี่ไม่น่าจะใช่นะท่านนะ กระทุ่มเนี่ยมันเป็นไม้ยืนต้นนะท่าน ภาษาฝรั่งเขาเรียกกระทุ่มว่า Kadam tree ทางภาคกลางของไทยเรียกว่า กระทุ่ม บางทีไม่เรียกกระทุ่มก็เรียก กระทุ่มบก แต่ถ้าแถว จ.พิจิตรกับสุโขทัยเรียกว่า ต้นตะก ูนะท่านนะ ที่พิจิตรนี่มีบ้านวังตะกูด้วยท่าน ตะกูในที่นี้ก็คือต้นกระทุ่มนั่นแหละ คนพิจิตรบอกมันไม่ใช่นะอาจารย์ อย่าสับสนมันคนละต้น แต่พิจิตรกับสุโขทัยเรียกว่า ตะก ูหลายคนยืนยันว่าคือ กระทุ่มนะท่านนะ

       ส่วนทางเขตล้านนามีชื่อเรียกหลายชื่อท่าน ถ้าเป็น เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เชียงราย นี่เรียกกระทุ่มว่า ตุ้มหลวง ก็มี ตุ้มเหนียว ก็มี ตุ้มก้านยาว ก็มี ตุ้มก้านซ้วง ก็มี โอ้โห ตุ้มก้านซ้วง ตุ้มก้านยาว ตุ้มเหนียว ตุ้มหลวง ก็เป็นกระทุ่มทั้งนั้นแหละ แต่นี่เรียกกันในภาษาของล้านนา

       ถ้าเป็นทางขอนแก่น แถวอีสาน ขอนแก่นเรียกว่า กระทุ่มพราย อีสานนี่มีหลายชื่อนะต้นกระทุ่ม ขอนแก่นเรียก กระทุ่มพราย ชัยภูมิเรียกว่า โกส้ม โกส้ม โกคล้ายๆตะโกเนี่ย โกส้ม ชลบุรีเรียกว่า แคแสง นี่ไปทางภาคตะวันออกเรียก แคแสง เรียก ตะโกส้ม ก็ได้นี่ไปภาคตะวันออก ทางตราดเรียกว่า ตะโกใหญ่

       ทีนี้เราไปดูทางต่างประเทศบ้าง อย่างทางหลวงพระบางของลาวนี่เรียกว่า ต้นกว๋าง ทางภาคใต้เรียก กระทุ่มขี้หมู ก็มี แถวตรังเรียกว่า โก้หว่า ทางยะลาเรียกว่า กรองประหยัน นี่ชื่อเรียกเยอะกระทุ่มนี่นะ แสดงว่าเป็นต้นไม้ที่มีขึ้นทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งประเทศใกล้เคียงโดยเฉพาะลาว นี่ผมยังไม่เคยตรวจสอบดูในพม่าในกัมพูชามีรึเปล่า กัมพูชานี่คงตรวจสอบยากเพราะเขาปิดด่านแล้ว

      ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ของพระยาลิไทเนี่ยกล่าวถึงว่า ไม้กระทุ่มนี่เป็นไม้ใหญ่นะท่านนะ ไม้ใหญ่ประจำอมรโคยานีทวีป ทวีปนี่ก็มีสี่ทวีปไงท่านมี ชมพูทวีป, บูรพวิเทหทวีป, อมรโคยานีทวีป พอๆ กับต้นหว้าหรือต้นชมพูเป็นต้นไม้ประจำชมพูทวีป ต้นหว้าเนี่ยเขาว่าป่าทางล้านนา ทางเชียงใหม่ ลำพูน เขาเรียก บ่าเกี๋ยง แต่ถ้าเป็นต้นหว้าจะเป็นหว้าป่าหรือหว้าธรรมดาก็แล้วแต่ ทางอีสานจะเรียกว่าต้นซมพู เนี่ยเพราะฉะนั้นชมพูทวีปคือ ต้นไม้ที่มีต้นหว้าขึ้น

       แต่กระทุ่มนี่เป็นต้นไม้ประจำอมรโคยานีทวีป นี่ก็มีถือว่าต้นไม้ที่ประจำอมรโคยานีทวีปเนี่ยมีอายุยืนอยู่ได้ 1 กัลป์ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ 1 กัลป์ กัลป์เนี่ยถามว่า 1 กัลป์เนี่ยนานสักแค่ไหน มาตราวัดเวลาของกัลป์เนี่ยก็คือ มีแท่งหินแท่งหนึ่งสูง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ กว้าง 1 โยชน์ เป็นลูกบาศก์ หินลูกบาศก์โยชน์นั่นแหละ หิน 1 ลูกบาศก์โยชน์เนี่ยเป็นหินก้อนใหญ่ ถึงเวลา 100 ปีทิพย์ ก็ไม่รู้ว่ากี่ปีล่ะ 100 ปีทิพย์หรือกี่ปีก็แล้วแต่เถอะ จะมีเทวดานำผ้าทิพย์ ผ้าก็ผ้าทิพย์ซึ่งบางยังกับควันไฟเนี่ย มาลูบแผ่นหินนั้น ถ้าแผ่นหินนั้นหมดไปเมื่อไหร่ ให้เรียกว่าเวลานาน 1 กัลป์

       โอ้โห.. คิดดูคงจะยากนะนี่นะ โลกแตกแล้วยังไม่ครบ 1 กัลป์เลยซะล่ะมั้ง ก็ปรากฏว่าต้นกระทุ่มเนี่ยจะมีอายุยืนอยู่ได้ 1 กัลป์ ในในอมรโคยานีทวีปเนี่ย ลำต้นสูง 100 โยชน์ วัดแต่โคนต้นถึงค่าคบวัดได้ 500 โยชน์ แต่ค่าคบถึงยอดได้ 50 โยชน์ วัดรอบลำต้นได้ 15 โยชน์ มีกิ่งใหญ่ 4 กิ่งทอดไป 4 ทิศ แต่ละกิ่งยาว 50 โยชน์ วัดโดยรอบปริมณฑลของต้นซึ่งรากหากินไปถึงได้ 300 โยชน์

       พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย..ที่พูดว่าใหญ่ขนาดนี้นี่นะ ต้องคิดแล้วครับว่าต้นไม้ประเภทนี้ กระทุ่มเนี่ยมันมีอะไร มีคุณสมบัติพิเศษยังไงจนถึงกับเป็นต้นไม้ประจำทวีป เราไม่ค่อยรู้จักต้นนี้นักหรอก เรารู้จักแต่ว่ากระทุ่มนี่เป็นต้นไม้ไม่โตนัก ในเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 17 ไง ตอนที่ขุนแผนตัดพ้อต่อว่านางพิม ย้อนกลับไปถึงตอนที่รักกันใหม่ๆ ตอนยังที่รักกันใหม่ๆ ตอนยังเป็นพลายแก้วกับนางพิมพิลาไลยอยู่เนี่ย ตอนยังไม่ได้เป็นขุนแผนนางวันทองนี่นะฮะ ตัดพ้อกันว่า

เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ           เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย
พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย       แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน

        อูย….นี่ก็น่าดูนะตอนนั้นน่ะนางพิม อายุ 16 พลายแก้ว อายุ 18 น่ะ เที่ยวไปนอนเล่นใต้ต้นกระทุ่ม เคี้ยวหมาก หมากนี่คงเป็นหมากพลู ไม่ใช่ ชิกเค็ท หรือเดนทีนอะไรหมากฝรั่งไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แล้วก็ไปนอนกันใต้ต้นอย่างนี้น่ะนะ น่าคิดมากเลย นี่ก็ว่าด้วยกระทุ่มนะครับ

        มันก็มีเรื่องที่จะต้องพูดเรื่องกระทุ่มอีกมากมายต่อไปอีก แต่ในวันนี้คงจะต้องยุติก่อน พอดีหมดเวลาครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน จนกว่าจะพบกันในคราวหน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>