สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครับหนึ่งผมนายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการครับ เมื่อคราวที่แล้วนั้น ดูจะกล่าวถึง นิทาน วรรณกรรมที่เกี่ยวกับต้นไม้
กล่าวไปถึงเรื่องของธัญพืช ในตอนนี้ก็คงจะกล่าวต่อในเรื่องของธัญพืชอีกนะครับ
แต่จะเปลี่ยนไปเป็นธัญพืชในความคิดของอินเดีย
อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่และมีนิทานปรัมปรามากมายเหลือเกิน
จะปรากฏในปุราณะ ในอะไรก็แล้วแต่เถอะ ในอินเดียนี้มีเรื่องเล่ากันว่า จะทางคัมภีร์ใดก็แล้วแต่นะ
แต่ว่าแขกฮินดูเขาเล่าต่อกันมาว่า สมัยที่สร้างโลกใหม่นี่มันยังไม่มีต้นหญ้า
มันคงจะไม่มีจริงๆ นะ ตอนสร้างโลกใหม่ เพราะว่าพระพรหมพระองค์สร้างโลกขึ้น
คือก็ไม่ทราบว่าพระองค์ไปเอาดินมาจากไหน สร้างๆ เสร็จเรียบร้อยก็เป็นโลกที่เราอยู่นี่แหละ
ดินที่ติดมือท่านนั้น ท่านก็สลัดเกิดเป็นดวงดาวบนท้องฟ้ามากมายเลย อีตอนสร้างโลกใหม่ๆ
มันคงจะมีแต่ดิน มันคงไม่มีอย่างอื่น หญ้าก็ไม่มี
แต่เมื่อมีมนุษย์ขึ้นแล้วพอเกิดมนุษย์ขึ้นมา
หลังจากพระพรหมสร้างมนุษย์ขึ้นมาแล้วเนี่ย เทพเจ้าทั้งหลายก็แนะให้มนุษย์ปลูกบ้าน
โดยใช้ใบไม้มุงหลังคา นี่เริ่มแรกจริงๆ นะแม้แต่บ้านในสมัยพุทธกาลก็ใช้นะครับ
บรรณศาลา แปลว่า ศาลาที่มุงด้วยใบไม้ ปัจจุบันก็ยังมีท่านทางลำพูน เชียงใหม่
ลำปาง แพร่ น่าน ก็ยังมีบ้านที่มุงด้วยใบตองตึง ใบตองตึงภาคกลางนิยมใช้แฝกครับ
นิยมใช้หญ้าคา นิยมใช้แฝก ถ้าเป็นหัวเมืองทางทะเลนิยมใช้ใบจากเป็นหลังคา
นี่แหละครับใช้ใบไม้ทั้งหมดนี่มุงหลังคา ก็ชนเผ่าที่ล้าสมัยอย่างผีตองเหลือง
เขายังใช้ใบตองมุงเลย แต่ไม่เป็นบ้านหรอก เป็นเพียงเพิงพัก พอใบตองเปลี่ยนเป็นสีเหลืองก็เปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น
ผมเคยเจอพวกนี้ตอนไปอยู่ที่น่าน เคยเห็น คราวนี้ในระยะแรกนั้น พอมนุษย์ปลูกบ้านแล้วใช้ใบไม้มุงหลังคาเนี่ย
ปรากฏว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นพาหนะของเทพเจ้า จะเป็นพวกวัว พวกนกอะไรพวกนี้กระมังมาจิกมาดึงมาทึ้งมากัด
เอาใบไม้ที่มุงหลังคามากินหมด เพราะตอนนั้นไม่มีอาหารจะกิน
สงสัยว่าตอนนั้นสัตว์ที่เป็นพาหนะของทวยเทพ
เหตุใดจึงมากินเล่น กินหัวเช่นนี้ กินหลังคาบ้านเขาไปหมด ทำยังกะเด็กๆ
ไปกินหลังคาบ้านของยายแม่มดที่เอาขนม เอาลูกกวาดเอา อะไรมาทำหลังคา ปรากฏในเรื่องของแฮนเซล
และเกรเทลนั่นนะ ยังไงยังงั้นแหละ แต่พวกนี้เป็นพวกสัตว์พวกสัตว์พาหนะมากิน
กินใบไม้ที่มุงหลังคาที่กินก็เพราะไม่อะไรจะกินนั่นเอง มนุษย์ก็เลยไม่มีหลังคาก็เลยเปียกฝนพอเปียกฝนเนี่ย
เทพเจ้าก็เลยดึงพระเกศาของพระองค์ออกมา คือเอาเส้นผมนั่นนะโปรยไปรอบโลกเลย
เกษาของพระองค์คงจะมากอยู่หรอกทวยเทพเนี่ย โปรยไปก็เลยกลายเป็นหญ้าคาขึ้นมากมาย
บางทีก็บอกว่าเป็นหญ้าแฝกใช้มุงหลังคา หญ้าแฝก หญ้าคาบางประเภทเนี่ย โดยเฉพาะหญ้าแฝกเนี่ยมาจากเส้นผมของทวยเทพนะ
ฉะนั้นจึงมีความศักดิ์สิทธิ์
หลายคนบอกว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก
เพราะตอนที่กวนน้ำอมฤตนั้น มีน้ำอมฤตหกไปรดหญ้าคาไปด้วย เลยเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์
เดี๋ยวนี้เขาเอารากไปขายนะท่านนะ เอาไปทำเป็นยาอะไรก็ไม่ทราบ อันนี้ต้องไปถามสถาบันการแพทย์บางแห่งเขาดูเนี่ย
เขาใช้หญ้าคา
หญ้าแฝกมุงหลังคา แค่นั้นไม่พอ เทพเจ้านอกจากจะดึงพระเกศาออกมาแล้วโปรยปราย
ยังดึงเอาเคราออกมา ถึงออกมาแล้วกลายเป็นต้นไม้กวาดนี่แหล่ะ ต้นไม้กวาดเนี่ยไม้กวาดตองพงของลับแล
หรือไม้กวาดของชาติตระการ อะไรก็แล้วแต่ ของชัยนาทอะไรก็ตามที มีที่มาจากเคราของเทพเจ้านะนี่
ต้นไม้พวกนี้ต้นไม้กวาดเนี่ย
จากนั้นทวยเทพทั้งหลายดึงขนที่หน้าอกออกมา
ทวยเทพนี่มีขนหน้าอกนะน่ะ ดึงมาโปรยปรายที่ออกมาเป็นหญ้าแพรก นี่หญ้าแพรกที่เราเล่นกันอยู่บนสนาม
นี่รู้ไหมเนี่ยว่าอยู่บนขนหน้าอกของทวยเทพนะ นับจากนั้นมาโลกจึงเกิดต้นไม้มากมายอย่างที่เห็น
อันนี้ก็เกิดแฝก เกิดหญ้าคา เกิดต้นไม้กวาด เกิดหญ้าแพรก เห็นไหมท่าน แต่ในตำนานของอินเดียไม่เคยกล่าวถึงหญ้าโนลน้อยหรือหญ้านวลน้อย
ไม่ได้กล่าวถึง หญ้ามาเลย์ หญ้าญี่ปุ่น หญ้าปากควาย หญ้าชันกะ ไม่มีนะ
คงจะมามีที่หลังหญ้าพวกนี้ นี่เรื่องของอินเดีย
ก็อินเดียอีกนั่นแหละที่จะพูดต่อไป
ในคำภีร์ฎีกาชขินาลังการ คำภีร์นี่ของพุทธนี้ ก็มีเรื่องกล่าวว่าเมื่อมนุษย์รุ่นแรกของโลกเกิดมาเนี่ย
อยู่มาไม่นานเกิดความละอาย เพราะมนุษย์ทั้งหลายไม่มีสิ่งปกปิดร่างกาย ความจริงคงจะไม่ใช่ละอายหรอก
คงจะเริ่มหนาวมากกว่าผมว่านะ แต่ในนี้เขาว่าอายหน่ะ เอาว่าอายก็อายแหล่ะ
ไม่มีอะไรปกปิดร่างกาย ก็เลยอยากจะได้อะไรปกปิดร่างกายที่เขาเรียกว่าเครื่องนุ่งหุ่มเนี่ย
ในตอนนั้นเกิดต้นกับกัลปพฤกษ์ขึ้นพอดีเลย
กัลปพฤกษ์นี่เกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์นะท่านนะ กัลปพฤกษ์เนี่ยแม้แต่ในไตรภูมิพระร่วง
ในอุตรกุรุทวีปก็มีกัลปพฤกษ์เกิดขึ้นทั้ง 4 มุมเมืองนะท่านนะ นี่ในฎีกาชินาลังการก็มีต้นกัลปพฤกษ์เกิดขึ้น
มนุษย์คนไหนอยากได้อะไรก็ไปหยิบฉวยมาจากต้นกัลปพฤกษ์นั้น มนุษย์ก็เดินไปต้นกัลปพฤกษ์
อยากได้อะไรก็ดึงมาตรงนั้นแหละ
งั้นก็คงจะคล้ายกับห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ
เนี่ยเดินไปก็ได้เลย อย่างเช่นที่ผมเคยเห็นเนี่ยในมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็มีกัลปพฤกษขึ้นมามีอยู่ต้นหนึ่งนะ
ตรงมิ่งขวัญอันนั้นสำหรับรูดเงินออกมาได้เป็น ATM กัลปพฤกษ์ขึ้นทางตึกเภสัชก็มีนะหลายต้นทีเดียว
กับปพฤกษนี่จะเป็น ATM ก็คงจะได้เป็นห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาเก็ต ก็คงจะเป็นอะไรทำนองนั้น
มนุษย์ก็ไปหยิบฉวยมาจากนั้น
นอกจากนี้ก็มีไม้ผลที่กับปพฤกษนี่มีไม้ผลเกิดขึ้นด้วยนะ
เกิดขึ้นในกัลปพฤกษเนี่ยไม้ผลเกิดใหม่ๆ ก็เช่นมะม่วง มะม่วงนี่มนุษย์ชอบเหลือเกิน
แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว อัมพะเนี่ย เกิดกล้วยกัทลี เกิดข้าวสาลี ข้าวสาลีนี่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์
นี่ก็ว่าตั้งแต่เริ่มแรกเลย พอมนุษย์อยากจะได้เครื่องนุ่งห่มก็มีของพวกนี้ขึ้นมา
มนุษย์ก็เลยเอาของพวกนี้ไปทำเครื่องนุ่งห่ม อยากจะได้ก็ไปได้ที่ต้นกัลปพฤกษ
แสดงว่าไอพวกตัวหมงตัวไหมนะท่านนะ ต้นไม้ใหญ่ๆเราก็นับถือต้นเล็กเราก็นับถือ
นับถือว่ามันจะให้อะไรแก่เรา บางบ้านนี่มีว่านเลย ว่านชนิดต่างๆ มีอภินิหารว่าน
ร้อนแปดชนิด ใส่เอาไว้ให้เต็ม ปลูกไว้เต็มบ้านอ้างว่าจะก่อให้เกิดศิริมงคล
คราวแรกว่านะบางชนิดก็ว่าดี ปลูกไปปลูกมาว่าไม่ดีก็มี อย่างเช่นว่านนางพญาหงสาวดีเนี่ย
เดิมก็เข้ามาใหม่ๆ ราคาแพงนะนั่น ปลูกไว้เป็นมงคล ตอนหลังบอกว่ามันมีผีประจำอยู่
เอาออกนอกบ้านกันหมด สงสารว่านจริงๆ เลย นี่นับถือต้นไม้ต้นนั้นก็ดี ต้นเศรษฐีเรือนนอก
ต้นเศรษฐีเรือนใน ต้นว่านเศรษฐีเป็นต้นไม้ที่เขามาแล้วมีเงินมีทองเยอะแยะ
ต้นผู้เฒ่าเฝ้าบ้านเนี่ยขโมยเข้ามาตกใจเกิดว่าคนแก่นั่งอยู่เพราะดูในที่สลัวๆ
แล้วไอใบไม้ที่โผล่ขึ้นมายังกับคนแก่นั่งอยู่อะไรทำนองนั่นกระมั้ง นี่ที่คนเขานับถือ
แต่นับถือต้นไม้ใหญ่นี่คนเขานับถือกันมาก
ต้องนับถือจริงๆ นะเพราะว่าอายุเขาเยอะนี่ ต้นไม้บางต้นนี่เขารู้อะไรๆ
มาตั้งเป็นพันๆ ปีมั้ง ก็เขาอยู่มานานแล้ว ใครไปฟันเข้าก็น่าดูหล่ะ นับถือต้นไม้ใหญ่ๆ
นี่ยุโรปเขานับถือต้นโอ๊คนะท่านนะ โอ๊คนี่เขานับถือว่าเป็นต้นไม้ของเทพเจ้าในอิตาลีเนี่ย
ประเทศอิตาลี สมัยโบราณเขาเชื่อว่าต้นโอ๊คเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าจูปีเตอร์นะท่านนะต้นโอ๊คเนี่ย
ในพม่าก็เหมือนกัน ในบางตำบลมีคนนับถือต้นมะขามใหญ่ว่า เป็นที่สิงสถิตย์ของเทพแห่งฝน
เทพแห่งฝนมักอยู่ในต้นมะขามใหญ่ ชื่อก็น่ากลัวนะ มะขามก่อให้เกิดความเกรงขามนะ
ในอินเดียถ้าใครตัดฟันต้นไม้ จะต้องขอขมารุกขเทวดาที่คุ้มครองต้นไม้นั้น
หรือขอขมานางไม้นั้น ไม่งั้นถือว่าบาปหนัก บางพวกเช่น พวกคอนเนี่ยห้ามเขย่าต้นไม้ในเวลากลางคืนนะท่านนะ
ห้ามเด็ดดอกไม้ ห้ามปลิดผมไม้ในเวลากลางคืน เพราะอะไร เพราะถือว่าในเวลากลางคืนนั้นเป็นเวลาที่วิญญาณของต้นไม้กำลังหลับอยู่
เพราะฉะนั้นห้ามรบกวน นี่ท่านดูสิครับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
มนุษย์กับพืชพันธุ์สัมพันธ์กัน ไม่ใช่สัมพันธ์ในแง่ประโยชน์ใช้สอยอย่างเดียว
แต่สัมพันธ์กันในเรื่องการยอมรับนับถือกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ไม่รบกวนกัน อันนี้เขาเรียกว่าเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง ถ้าเราคิดอย่างนี้
ต้นไม้ไม่ถูกทำลายนะท่านนะ แต่ถ้าเราคิดอย่างอื่นต้นไม้ก็โดนตัดฟันไปเป็นกันมาก
ไอ้นี่แค่ไปปลิดผลไม้ในตอนกลางคืนยังห้ามทำเลย เดี๋ยววิญญาณของต้นไม้ที่กำลังหลับอยู่มันจะถูกรบกวนเลยห้ามรบกวน
คนไทยเรานี่ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงสมัยนี้นะ
ในสมัยนี้ก็ยังมีคนนับถือต้นไม้ใหญ่ๆ โดยเฉพาะต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
เช่น ต้นโพธิ์ เขาถือว่าต้นโพธิ์นี่อยู่ในตระกูลต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้
พระองค์ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์นะครับ พวกพราหมณ์เองก็เชื่ออย่างนั้น
ไม่ใช่เฉพาะพุทธนะท่านนะ
พราหมณ์เนี่ยก็เชื่อว่าพระวิษณุ อวตารมาเป็นต้นโพธิ์นะ ทำเป็นเล่นไปนี่
พระวิษณุอวตารมาเป็นต้นโพธิ์ อยู่ห้อยๆ ย้อยๆ เอ๊ะไม่ใช่ที่อยู่ตรงโคนหน่ะ
เป็นสายจนเต็มหน่ะ คือ พระพรหมนะท่านนะ ส่วนเปลือกของต้นโพธิ์นั่นคือพระวิษณุ
กิ่งของต้นโพธิ์ก็คือพระศิวะ ด้วยเหตุนี้แหละครับพวกพราหมณ์ทั้งหลายจึงมีประเพณีว่าเมื่อเผาศพจะต้องเอาหม้อดินใส่น้ำเต็มไปแขวนไว้ใต้ต้นโพธิ์
พอค่ำก็จุดธูปเทียนถวายที่ใต้ต้นโพธิ์นั้น เก็บอิฐฐิใส่ห่อผ้าใส่หม้อดินเก็บไว้ใต้ต้นโพธิ์
คนไทยเองก็เคยทำอย่างนี้นะครับ
ทำเนียมไทยเราก็เคยเอาอย่าง อย่างนี้ เอาอัฐฐิไว้ใต้ต้นโพธิ์เนี่ย จนกระทั่งถึงในสมัยรัชกาลที่
1 ทรงเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นการเคารพผู้ตาย จึงโปรดให้เว้นเสียไม่ทำ
ฉะนั้นถ้าเราไปเจอพวกหม้อดินที่ไปฝังอยู่ใต้ต้นโพธิ์ก็แสดงว่าฝังมาก่อนสมัยรัชกาลที่
1 นะครับ อันนี้น่าคิด
ถ้าพูดถึงในเชิงของโบราณคดีโดยอาศัยเรื่องเล่าเป็นตัวชี้ไขก็น่าจะบอกว่าเป็นอย่างนี้ได้
ต้นโพธิ์นี่ก็ถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยนับถือ แต่ก็แปลกนะเขาบอกกันว่าชาวบ้านบอกกันว่าต้นโพธิ์นี่มีดีก็จริง
แต่กาฝากที่อยู่บนต้นโพธิ์เนี่ยมีพิษร้ายนะนั่นนะ ก็เกิดเรื่องเล่าลือกันมาสัก
20 ปีว่าใครก็แล้วแต่ที่หลงไปกินกาฝากต้นโพธิ์ หรืออาจจะมีใครแกล้งเอามาใส่ในอาหาร
ถ้ากินเข้าไปแล้วจะทำให้อวัยวะเพศลดขนาดลงไปเยอะเลย อันนี้น่าคิด อันนี้ผู้ชายนะไม่ใช่ผู้หญิงนะท่านนะ
สมัยก่อนยังเล่าลือกันทางอุตรดิตถ์เนี่ยผมยังเก็บข้อมูลเอาไว้ มันไปเกี่ยวอะไรกับกาฝากต้นโพธิ์ก็ไม่ทราบ
เพราะเรื่องจากกาฝากนั้น เราทราบแต่เรื่องกาฝากของต้นมะม่วง ซึ่งเขาบอกว่ามันมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตก็ว่ากันไป
ใช้กันมากันไปก็ว่าไม่มีก็มีแล้ว ท้ายสุดที่พูดไว้ก็เรื่องกาฝากของต้นรัก
ก็เรียกว่ากาฝากรักนะนี่ครับ ดีทีเดียวล่ะ
ต้นไม้บางชนิดนี่ก็ถือว่าเป็นต้นไม้ของเทพเจ้าไม่ใช่ต้นไม้ของเรา และก็ใช้บูชาเทพเจ้าด้วย
เช่น ผู้ที่นับถือพระอิศวร หรือพระศิวะ เนี่ย เขาจะบูชาพระอิศวรหรือ พระศิวะด้วยดอกลำโพงนะท่านนะ
นี่ไม่ใช่ต้นไม้ของเรานะ ลำโพงเนี่ย เป็นต้นไม้ใช้บูชาพระศิวะ ผมเคยเห็นลำโพงหน่ะมี
2 ประเภทนะ ลำโพงดอกสีม่วง กับลำโพงดอกสีขาว ลำโพงดอกสีม่วงนี่ก็ค่อนข้างจะมีพิษร้ายทีเดียวท่าน
ใครที่นำเอาดอกหรือเอาใบมันมาหั่นทำยาสูบหรือยากิน กินเข้าไปเนี่ยถึงเมานะครับ
เมาอยู่จนหลายวัน เขาไม่เรียกเมานะท่านนะสมัยก่อนคนกินลำโพงเมา เรียก บ้าลำโพงนะท่านนะ
บ้าอยู่หลายวัน
เมื่อสัก 3 ปีที่แล้ว ปรากฏว่ามีฝรั่งชาติใดก็ไม่ทราบได้ ไปที่ภาคใต้แล้วเขาก็ทำอาหารให้กิน
คือเจ้าตัวคนอยากกินหน่ะ ทำไข่เจียว เอาไข่เจียวแล้วหั่นใบลำโพงใส่เข้าไป
กินเข้าไปก็เลยตายไปด้วยทั้งหมดทั้ง 3 คน ไม่รู้จักลำโพงมันของเมา อย่าได้ไปกินของพรรณนี้
แล้วเป็นไงล่ะไอ้ที่เมาก็เพราะเขาใช้บูชาพระศิวะ
มันไม่ใช่ต้นไม้ของพวกเรา แม้แต่พวกที่เขาไปตีผึ้งนะท่านนะ พวกตีผึ้งทั้งหลายเล่าให้ผมฟังว่า
ในฤดูที่ลำโพงออกดอกมากๆ เนี่ย เขาจะไม่ตีผึ้งที่เรียกว่า มิ้ม ที่อยู่บริเวณนั้น
เพราะมิ้มเหล่านั้จะไปเอาเกษรของดอกลำโพงเนี่ย มาทำเป็นน้ำผึ้งแล้วคุณกินเข้าไปก็จะมีอาการบ้าตามไปด้วย
เขาเรียกว่า บ้าลำโพง เพราะไปกินน้ำผึ้งในดงดอกลำโพง น้ำผึ้งในดงของดอกลำโพงนี่เราไม่กินกัน โดยปกติไอ้หน้าดอกลำโพงมันก็ออกบ่อยซะด้วยสิ
แล้วหน้านี่ก็เป็นหน้าที่ผึ้งกำลังเริ่มทำรังเป็นอย่างดีนะครับนี่ เดือนสาม
เดือนสี่นี่ พอถึงเดือนห้าปั๊บ ก็มักมีการตีผึ้งกันแล้ว นี่คือต้นลำโพงไม้ศักดิ์สิทธิ์
ไม้ที่ใช้บูชาทวยเทพนะครับ
บางที่ไม่ใช้ดอกลำโพงบูชาพระศิวะ
ให้ใช้ดอกดาวเรือง ดาวเรืองนี่ก็สำคัญ ดาวเรืองนี่ก็มีคนนำมาทำอะไรหลายอย่างนะครับ
บางคนก็นำไปทำอาหารนะท่านนะ เอาดอกมันไปชุบแป้งทอด แต่เขาบอกว่าถ้าปลูกดาวเรืองแทรกในแปลงผักเนี่ยทั้งแมลงก็จะกลัว
สัตว์ที่กินพืช เช่น กระต่าย ก็กลัวดอกดาวเรือง นี่ก็น่าคิดเลย ดาวเรืองเนี่ยนะครับ
ดาวเรืองนี่เขาก็ใช้บูชาพระศิวะหรือพระอิศวร เราก็เคยสังเกตไม่ว่าคนที่มีชื่อเสียงเช่น
ส.ส. หรือ สว. ไม่ว่าจะไปพูดบรรยายที่ไหน มักจะมีชาวบ้านเอาดอกดาวเรืองนี่ร้อยสวยเลยนะสีเหลืองอร่ามเลย
เป็นพวงมาลัยไปคล้องคอ อันที่จริงก็เอาบูชาก็เหมาะอยู่แล้วแหละ แต่ปกติเขาเอาไว้บูชาพระศิวะคู่กับต้นลำโพง
หรือมะเขือบ้าอันนั้นแหละที่เอาบูชา
ส่วนพวกที่นับถือพระนารายณ์ จะบูชาพระนารายณ์ด้วยดอกมะลินะท่าน พระนารายณ์นี่เขาบูชาด้วยดอกมะลิสวย
สีขาว มะลินี่เป็นพืชที่สวยออกดอกหอมเลยงามทั้งหอม ทั้งงาม ดอกมะลิสมัยก่อนนี่
เขาเทียบกับผิวของผู้หญิงที่ผิวสวยเนียจะต้องมีผิวสีเหมือนดอกมะลิถึงกับรัชกาลทีค่
6 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า "....พิศผิวซินวลละอองอ่อน
มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น...." เนี่ยมองดูผิวของเธอสิช่างสวยงามเหลือเกิน
หันไปมองดองมะลิซึ่งมีสีขาวอยู่แล้ว ปรากฏว่ามะลิดูดำปี๋ไปหมดเลยเมื่อเทียบกับผิวของเธอ
แสดงว่าผิวสวยกว่ามากนะ คนแต่ก่อนมีวิธีเทียบนะ เทียบผิวขนาดมะลิยังอายเลย
ยังนึกถึงบทประพันธ์อีกอันหนึ่ง
มาทำเป็นเพลงของสุนทราภรณ์ไว้แล้ว ชื่อเพลง เสียดายบัว นั่นแหน่ะ อันนั้นบอกไว้เลยว่า
"....เสียดายดอกบัวงาม แลดูทรามเสื่อมศรี ความแฉล้มของแก้มเทพี ข่มสีบัวสดหมดงาม....."
โอ้โหสีบัวสวยๆ เนี่ย ดอกบัวงามๆ เนี่ย พอไปเทียบกับแก้มเธอเท่านั้น สีของบัวนี้หมดเลยถูกข่มจนเสียดายบัวไปเลย
นี่ก็เปรียบเทียบดี
เอานี่ก็ว่าถึงดอกมะลินี่นา
เขาใช้บูชาพระนารายณ์นะครับ พระนารายณ์หรือพระวิษณุ ปัจจุบันก็ปลูกมะลิกันเยอะ
ใบมะลิเขาก็ใช้นะท่านนะ ใบมะลินี่ผมจำได้ในสมัยที่เป็นเด็กๆ เนี่ย ใครที่เป็นอีสุกอีใสนั้น
เขาจะนำเอาใบมะลิไปตำกับข้าวสารนะท่าน แล้วเอาไปพอกตรงแผลที่เป็นอีสุกอีใส
แผลก็จะหาย
มันหายจริงๆ
ด้วยแล้วมันก็เป็นความเชื่อด้วยรวมกัน นั่นคือมันคงจะมีโอสถสารในเชิงสมุนไพรี่มีสรรถคุณทางยา
ในขณะเดียวกันมันคงจะเป็นเรื่องของจิตใจด้วย ร่วมกันทั้งยาทั้งใจ มีทั้งยากายยาใจผสมกันเข้าไปก็เลยดีขึ้น
อีสุกอีใสก็เลยหายเนี่ย จะเป็นอย่างไรก็รอให้ทางคณะเภสัชเขาตรวจสอบก็แล้วกันอันนี้
เราไปตัดสินอะไรไม่ได้หรอก แต่คนโบราณเขาก็ใช้อย่างนั้น
แม้แต่ดอกมะลิก็เถอะครับ
คนที่ออกอีสุกอีใสเนี่ย เขานำมะลิที่ตากแห้งนะท่านนะ ไปแช่น้ำนะท่าน แช่น้ำฝนแล้วนำข้าวสารแช่ลงไปในนั้นด้วย
แล้วก็มียาเขียว ยาเขียวนี่ต้องถามพวกยาไทย เขารู้ มันก็ป่นๆ เอาใส่ลงไปในน้ำนั้น
เอาดอกมะลิใส่ไปด้วย แล้วก็กินเข้าไปเยอะๆ เขาบอกว่ามันกระทุ้งให้แผลอีสุกอีใสออกมา
เออจะจริงปานใดอันนี้ก็ต้องรอการตรวจสอบในเชิงเภสัชนะครับ ของเรามันก็พูดตามชาวบ้านเขาว่ามามันก็ได้แค่นี้แหล่ะ
แต่เขาว่าเขารักษาอย่างนี้มานานแล้วในเรื่องของอีสุกอีใส ก็เป็นส่วนหนึ่งล่ะครับ
เพราะอะไร เพราะว่าดอกมะลิก็ใช้บูชาทวยเทพไง ดอกไม้ที่บูชาทวยเทพ ขนาดพระวิษณุหรือพระนารายณ์เนี่ย
ก็น่าจะมีสรรพคุณในทางด้านยาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ส่วนผู้ที่นับถือพระอุมาตอนที่เป็นเจ้าแม่กาลีนะ พระอุมานี่นะเป็นผู้หญิงสวยเป็นชายาของพระศิวะนี่แหละ
แต่เวลาพระนางดุร้ายขึ้นมาเนี่ย เรียกปางดุร้าย พอเธอดุขึ้นมานี่นี้ไม่น่ารักเลย
เธอแปลงไม่ใช่แปลงแต่รูปหน้าตาเปลี่ยนไปหมดเลย บางทีก็เป็นพระนางทุรคา
พระนางทุรคานี่ก็น่ากลัวนะครับ แปลตามตัวได้ว่า เข้าถึงได้ยาก ทรงดุมาก
บางทีก็เรียกว่า เจ้าแม่กาลี กาลี แปลว่า ชนะเวลา กาละ แปลว่า เวลา กาลี
แปลว่า ถ่วงเวลาได้ นี่ก็น่าดูเลย เทวรูปเจ้าแม่กาลีเนี่ย เวลาเขาสร้างจะมีลิ้นยาวเหยียดออกมาถึงสะดือเลยท่าน
เพื่อรอรับการบวงสรวงด้วย เลือดของมนุษย์เลือดสดๆ นี่ดุมากๆ เลย เจ้าแม่กาลีนี่นะ
เวลาบูชาเขาบูชาด้วยดอกชบานะ บูชาดีของดอกชบาสีแดงนี่แหละ คาดว่าท่านคงจะโปรดของท่าน
ส่วนพระลักษมีซึ่งเป็นชายาของพระวิษณุ
หรือ พระศิวะ อันนี้บูชาด้วยดอกบัว พระลักษมีนี่เขาโปรดดอกบัว ดอกบัวนี่เขาก็นำมาทำเป็นยา
ผมเห็นเขาออกโทรทัศน์กัน เมื่อไม่นานมานี้ว่า มันไม่เห็นมันจะมีคุณค่าอะไร
แต่ผมว่าคนแต่ก่อนเขาก็ทำกันมานานนะ ดอกบัวเนี่ยนำมาทำยาส่วนหนึ่งในการทำให้คนมีครรภ์เขารับประทาน
หรือว่าจะมีมะพร้าวอ่อน มีอะไร ดอกบัวเนี่ยเขาบอกว่าจะทำให้คลอดง่าย แล้วเด็กก็จะมีสุขภาพดี
อันนี้ก็ต้องค้นคว้าทางด้านเภสัช
แต่โบราณทำกันมาอย่างนั้น
อาจจะทำเพราะดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ใช้บูชาเทพ บูชาพระ ก็เลยเอามาทำเป็นยานี่ก็จะคิดถูกคิดผิดก็ว่ากันไป
ไม่มีใครว่ากันหรอกของพรรณนี้นะครับ คนที่เคยใช้พาเขาก็บอกเขาได้ผลก็ใช้ไป
คนไม่ได้ผลก็แล้วแต่ในเรื่องของการเอาดอกไม้มาทำยาเนี่ย เพราะมันลางเนื้อชอบลางยาหน่ะท่าน
แต่ถ้ามันเป็นสารสกัดที่ออกมาเลย มันก็จะเป็นอะไรที่ยืนยันได้อย่างแน่ชัดก็จะดีขึ้น
นี่ก็เป็นเรื่องการบูชาดอกบัว
ที่จริงดอกบัวนี่ทางพระพุทธศาสนาเขาก็ใช้กันมาโดยตลอดนะท่านนะใช้มาโดยตลอดเลย
ใช้บูชาพระบัวที่มีหลายชนิดท่าน โอ หลายสิบชนิด แต่บัวที่แต่งไว้ในตำราของพระพุทธศาสนานั้น
ก็ดูจะมีอยู่แค่ 7 ชนิดก่อน เรียกว่า สัตตบงกชนะครับ เขาถึงจะพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งอย่างมากๆ
เลย สัตตบงกชเนี่ยมีหลายชนิดก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นโกมุท คือ บัวแดง เสสัมทต
คือบัวขาว หรือสีน้ำเงิน คือ บัวขาว บัวอะไรค่อยว่าอีกทีนะครับผม
ข้อสำคัญก็คือว่ารากของบัวเนี่ย
ถ้าเป็นรากของบัวหลวงเนี่ยเขานำมาทำเป็นน้ำดื่มนะท่านนะ ก็เป็นน้ำปาณะใน
8 ชนิด ที่พระสมัยก่อนใช้ น้ำปาณะ เขาเรียก อัถบาล มีต้นโมจบาล โตตบาล
มธุจบาล อะไรพวกนี้ น้ำมะซาง น้ำอะไรก็แล้วแต่ แล้วมีน้ำเหง้าอุบล เหง้าอุบล
ก็คือรากบัวหลวง ท่าน เขาคงจะนำมาคั้นแล้วผสมอะไรซักอย่าง เป็นน้ำดื่มเข้าไปตั้งแต่สมัยพุทธกาล
น่าคิดนะเดี๋ยวนี่มีน้ำแครอทน้ำอะไรเยอะแยะเลย แต่ยังไม่มีน้ำเหง้าอุบลนะท่าน
ถ้ามีท่าจะดี ก็มาว่าถึงเรื่องนี้ ก็พอดีแหละครับ ก็หมดเวลานะครับ สำหรับในสัปดาห์นี้ผม
นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนจนกว่าจะพบกันครับ สวัสดีครับผม