วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 50 เรื่อง วรรณกรรมเกี่ยวกับต้นไม้และมนุษย์ 1
ออกอากาศวันพฤหัสบดีท 13 มีนาคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ วรรณกรรมสองแควมาพบกับท่อนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หายไปนาน ที่หายไปนี่ก็เพราะว่าเผอิญผมก็เริ่มเจ็บไข้ได้ป่วย นี่นึกถึงที่เขาเรียกว่าพบเทวฑูต 4 นะท่านนะ ที่พระพุทธองค์ท่านทรงพบนั่นแหละ เทวฑูต 4 ก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างผมนี่ก็เกิดมาแล้ว แล้วก็เริ่มแก่ เริ่มเจ็บ นี่ช่วงนี้เริ่มเจ็บป่วยอยู่เสมอ ตั้งแต่เริ่มแก่นี่มันก็ลำบากนะท่าน

       อะไรๆ แก่นี่ดูมันจะไม่ดีไปทั้งนั้นเลยนะครับ แม้แต่ข้อห้ามอย่างหนึ่งของลูกสาวบ้านใดบ้านหนึ่งที่ทำกับข้าว ก็ยังอุตสาห์ห้ามว่า ....ห้ามร้องเพลงในครัวจะได้ผัวแก่...... เป็นการบอกว่า ผัวแก่เนี่ยทั้งปริมาณและคุณภาพไม่ดี หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คำห้ามนี้ดูจะชะงัดนะครับ เพราะว่ากลัวกันทีเดียวหล่ะ ไม่กล้ารองเพลง

       ก็มีคนเคยถามว่าที่ไม่ให้ร้องเพลงในครัวนี่เพราะอะไร ได้มีหลายคนตอบว่าโดยใช้โบราณอุบาย ซึ่งกระผมเองก็ไม่สู้เห็นด้วยนักหรอก บอกว่าที่ไม่ให้คนทำอาหารร้องเพลงในครัว ก็เพราะว่าน้ำลายมันจะกระเด็นลงไปถูกอาหาร จะทำให้สกปรก คนกินก็ไม่อยากกินแต่ถ้าว่ากันจริงๆ มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าในเวลาที่ทำอาหารก็อยู่คนเดียวหน่ะ น้ำลายกระเด็นลงไป แต่ว่าคนที่กินหน่ะเขาไม่เห็นก็ไม่เห็นจะมีปัญหาเลย มีภาษิตจีนว่าไว้ว่า "ถ้อยอึมก่อ เจียะเซ้งคี" ถ้าไม่เห็นก็กินสะอาด เพราะฉะนั้นที่บอกว่าอย่าร้องเพลงในครัว เพราะน้ำลายจะกระเด็นลงไปถูกอาหาร ถูกกับข้าวที่กำลังทำเนี่ยฟังดูแล้วก็กระไรอยู่

      จะไม่ถูกต้องนักถ้าพิจารณาลึกๆ จริง ก็จะเห็นว่าเพลงไทยนี่ค่อนข้างจะมีทำนองลีลาจังหวะช้า เมโลดี้ก็เพราะ จังหวะลิธึมนี่ก็เพราะเหลือเกินเลย แต่มันค่อนข้างจะช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงมโหรีนี่เขาใช้ขับกล่อม ขับกล่อมนี้เร็วไม่ได้เลย ถ้าเร็วคนที่นอนจะไม่หลับ เพราะฉะนั้นจะช้า เพราะฉะนั้นคนที่ทำอาหารแล้วร้องเพลงไทยนี่เพลงก็ช้า ถ้าร้องช้าด้วยเนี่ยจังหวะการทำอาหาร เช่น การโขลกน้ำพริกนี่จะช้าไปด้วย ก็จะ เออ เออ เอิง เอย ป๊อก เอ้อ หะ เอย ป๊อก กว่าจะได้กินคงลำบาก พ่อแม่รออยู่ไม่ได้กินซะที ก็เลยให้อย่าร้องเพลงเพราะเพลงมันช้า เวลาเราร้องอะไรช้าๆ เราก็จะมีอาการอย่างนั้นด้วยนะครับ

       ทำอะไรช้านี่ก็ไม่ดีเขาว่ากันอย่างนั้น อันนี้มันมีหลักฐานยืนยันนะว่า ถ้าโขลกน้ำพริกค่อยๆ โป๊กๆ เนี่ย คนที่จะแต่งงานกับเราหมายถึงผู้ชายมานั่งฟังผู้หญิงโขลกน้ำพริกช้าๆ เนี่ยเขาไม่แต่งงานด้วยนะ เขาจะแต่งงานกับผู้หญิงที่โขลกน้ำพริกรัว ปังๆๆ ถ้าทำอาหารแล้วก็ดี ทำได้เสร็จเร็วโขลกอย่างนี้จะอร่อยอีกด้วย

      อย่าลืมว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของผู้หญิงคือ การทำอาหาร ถึงกับมีภาษิตของล้านนาที่ลำปางบ้าง เชียงใหม่บ้าง บอกเอาไว้เลยว่า สามีจะรักนั้นด้วยเหตุใดนี่ลองพูดเป็นภาษาล้านนาดูว่า "ยะกับข้าวฮื้อผัวกินลำ ผัวก็ฮัก" เนี่ย ทำกับข้าวให้สามีกินแล้วอร่อย สามีจะรักนะ ลักษณะนี้เรียกว่าเสน่ห์ปลายจวัก ฉะนั้นเสียงตำน้ำพริกนี่จำเป็น ทำแหยะแหยะ เขาไม่รักหรอก "ยะกับข้าวฮื้อผัวกินลำ ผัวก็ฮัก"

      ยังมีต่ออีกว่า "เอาผมเช็ดตีนผัว ผัวก็ฮัก" สามีเดินมาอาจจะอาบน้ำมีน้ำหยดติดอยู่ที่เท้า ภรรยาผมยาวก็ก้มเอาผมเช็ดเข้าที่เท้าสามีก็จะรัก ใช้ในสมัยก่อนนะท่านนะ ถ้าใช้ในสมัยนี้จะไม่มีทางหรอก สามีนอนดู TV อยู่ ภรรยาเดินออกมาจากห้องน้ำเดินผ่านสามีไป อาจจะเปลี่ยนภาษิต เป็น "เอาตีนเช็ดผมผัว ผัวก็ฮัก" อันนี้ไม่จริง อันนี้พูดเล่นนะ เพราะไม่มีใครสอนกันทำนองนี้หรอก

   แต่นี่พูดถึงว่า  ความแก่นี่มันไม่ดีก็นี่แหล่ะครับ พอมันแก่แล้วมันก็เริ่มเจ็บ ความเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ก็เรื่องใหญ่นะท่านนะ บางครั้งผู้ที่มีบุญญาธิการสูงนั้น แม้เจ็บป่วยก็ไม่ทำให้การงานเสียแต่ประการใด จนถึงพระสังฆราชคาดว่าจะเป็นองค์ปัจจุบันนี่นะ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าฟังมานานแล้ว เขาบอกว่า ท่านตรัสว่า "แม้ร่างกายของเราจะกระสับกระส่าย แต่จิตใจของเราไม่กระสับกระส่าย เราก็สามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุข" นี่ก็เป็นภาษาพระว่าอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน

    จะเป็นไข้หวัดอยู่ไปก็เบื่อ ๆ ก็เลยพระราชนิพนธ์เรื่องขึ้นเรื่องหนึ่ง เป็นบทละครชื่อเรื่องว่า เงาะป่า โอ้โห นี่ขนาดพระองค์ประชวรเป็นไข้หวัดนะ พระองค์ใช้เวลาที่ป่วยเขียนวรรณคดีเรื่อง เงาะป่า เป็นบทละครนะ เพราะด้วยดูเหมือน มน. เขาจัดแสดงไปเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี่เองแหละครับ ดีมากเลยเรื่องนี้ ผมชอบตอนหนึ่งนะตอนที่เขาสอนกันตอนแต่งงาน เขาสอนผู้ชายว่า "ลูกรักจงดูเยี่ยงพยัคฆ์เสือใหญ่ ถึงร้ายกาจอาจหาญสักเพียงใด ก็มิได้ทำร้ายแก่ลูกเมีย"

      นี่เป็นอย่างนี้ ที่ผมอันเชิญพระราชนิพนธ์มานี้ไม่ทราบว่าครบหรือเปล่า เนื่องจากเท่าที่จำได้นะครับ จะฟังดูแล้วเพราะนะ ผู้ชายที่แต่งงานไปมีภรรยา มีลูกเนี่ยถึงแม้ตัวจะเป็นคนดุร้าย แต่เขาจะไม่ทำร้ายภรรยา ทำร้ายลูกเต้าของเราเลย นี่ดูตัวอย่างของ เสือฟังแล้วก็เออดีทีเดียว

      นี่ก็เป็นพูดเรื่องเจ็บป่วยแล้วออกไปไกลเหลือเกิน คราวนี้เมื่อ 2-3 สัปดาห์ ที่แล้วท่านศาสตราจารย์ ดร. วิสุทธิ์   ใบไม้ ท่านได้กรุณามาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผมในเรื่องของต้นไม้ต่างๆ ผมก็เลยกราบเรียนท่านว่า เอาอย่างนี้แหล่ะ รายการวรรณกรรมสองแควที่ผมจัด ผมจะพูดถึงเรื่องต้นไม้ ต้นไร่ ดอกไม้ อะไรต่างๆ เพื่อจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง

       ก็เลยกราบเรียนท่านไว้อย่างนั้น พอมาถึงตอนนี้ก็เลยคิดจะพูดเรื่องดอกมงดอกไม้อะไรขึ้นมา ต้นไม้บ้างดอกไม้บ้าง แต่จะพูดเรื่องต้นที่มันมีดอกนะท่านนะ ถ้าจะพูดแบบภาษาชีววิทยาสมัยก่อนก็กราบเรียนว่า ผมจะพูดเฉพาะพวกพืชดอก อันไหนที่อยู่ในอาณาจักรทิปโตกาเมีย ผมจะไม่พูดถึงอันนั้นเป็นพวก ฟังไจ ไลเคน อะไรไม่รู้เรื่องรู้ราวจะพูดเฉพาะพืชดอกที่มีในเมืองไทย หรือว่าที่มันมาจากที่อื่น แหล่ะแต่เราเอามาปลูกก็ได้ทำนองนี้

        ก็เรื่องมนุษย์กับต้นไม้เกี่ยวพันกันมานานนะท่าน คนที่สุโขทัย ที่คีรีมาศ เขาบอกให้ผมฟังว่า "ถ้าชุมชนที่ไม่น่าอยู่นี่นะ นกไร้ ไม้โหด" โหด แปลว่า ไม่มี น้ำโห ดแปลว่า ไม่มีน้ำ นกไร้ ก็คือ นกก็ไม่มี ไม้ก็ไม่มี หมู่บ้านใดที่นกก็ไม่มี ไม้ก็ไม่มีอย่าไปอยู่เลยท่าน มันไม่น่าอยู่มันไม่มีต้นไม้

        และมนุษย์กับต้นไม้ก็เกี่ยวพันกันอย่างนี้แหละครับ ต้นไม้ ดอกไม้ โอ้ยิ่งตอนนี้เดือนมีนาคมแต่เมษายนนี้ ใบไม้เริ่มผลิเลยนะครับ ว่านหลายชนิดก็ออกดอก ต้นไม้ที่ออกดอกสวยๆ เช่น กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ นี่ก็ออกดอกเต็มต้น ทั้งใบไปหมดมีแต่ดอก ต้องแสงอาทิตย์ในยามเช้า มีน้ำค้างพรมมาเสียหน่อย สวยยังกับเอาเพชรเอาพบพลอยโปรยไว้ ดูแล้วมันสวย เพลินดีครับ หรือแม้จะดูแค่ใบไม้สีเขียวเราก็เพลินแล้ว มันตื่นเต้นนะครับ ชีวิตเรามีความหวังมากเลยในฤดูร้อนที่กำลังมาถึง

        ชีวิตเรามีความหวังมากเพราะอะไร ความหวังนั้นเกิดเพราะอะไร ความหวังนั้นเกิดจากการเห็นต้นไม้ เห็นดอกไม้ แสดงว่า ต้นไม้ ดอกไม้เกี่ยวพันกับคนเหลือเกินมันจึงมีนิทาน เกี่ยวกับพืชพันธุ์ต่างๆ ขึ้นมากมาย นิทานต่างๆ นี้ก็หลายประเภท นิทานอาจจะตอบคำถามว่า ต้นไม้มาจากไหนอะไรทำนองนี้ อันนี้ต้องอ้างทฤษฎี วิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็คงจะว่ากันไป อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นเรื่องพืชเรื่องสัตว์ ก็น่าจะเกี่ยวกันหมดนี่แหละ

        ถ้าไม่อ้างหลักชีววิทยา ไม่ดูทฤษฎีวิวัฒนาการละก็มาดูทางด้านนิทานละก็มีมากมายเลย ต้นไม้แต่ละต้นจะมีรุกขเทวดาประจำก็มี ถ้าเป็นไม้ใหญ่ รุกขเทวดา ชื่อน่าจะเป็นผู้ชายอยู่นะ ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นนางไม้ประจำ และทั้งรุกขเทวดาและนางไม้ก็อยู่ร่วมกับเจ้าป่า ผีป่า โดยพูดง่ายๆ ว่าต้นไม้แต่ละต้นมีวิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำอยู่

        พูดอย่างนี้น่ารักนะท่านนะ มันทำให้ไม่อยากจะตัดไม้ทำลายป่า เพราะดูไม่ใช่ไปตัดไม้อย่างเดียว เพราะรุกขเทวดบ้าง นางไม้บ้าง เจ้าป่าบ้าง ผีป่าก็อยู่ไม่ได้ สมัยก่อนเขาเชื่อกันอย่างนั้น ต้นไม้จึงอยู่เยอะสมัยก่อนเขาไม่กล้าทำร้ายกันหรอก ต้นโพธิ์ นี่มีพระโพธิ์อยู่ด้วย พระโพธิ์นะ ต้นไทรก็มี พระไทรไพรพฤกษเทวา เนี่ย

        ทั้งพระโพธิ์ พระไทรนี้ก็แปลกประหลาดแฮะ ถ้ามีชายหนุ่มรูปหล่อไปนอนใต้ต้นเข้าละก็ไม่ว่าพระโพธิ์ พระไทรนะ มักจะอุ้มชายผู้นั้นนะให้ไปอยู่กับผู้หญิงสวยๆ แสดงว่าพระโพธิ์ พระไทรนี่ไม่ได้ประจำที่ต้นไม้นะ ท่านไปเที่ยวรู้หมด ผู้หญิงแถวไหนที่สวยๆ โดยเฉพาะพวกพระธิดาอะไรต่างๆ ที่เขายังไม่ได้อภิเษกสมรสเนี่ย สวยๆ งามๆ แล้วมีผู้ชายไปนอนอยู่แล้วเป็นพวกโอรสจากไหนก็แล้วแต่ พระโพธิ์ พระไทร ก็มักจะอุ้มไปสมกัน จึงเรียกว่า อุ้มสม

        กระบวนอาการอุ้มสมนั้นก็คือ อุ้มไป ให้เขามีความรักกันแล้วก็อุ้มกลับมา ไม่ใช่ไปทิ้งไว้ไม่ได้นะ อุ้มกลับมานอนที่เดิมแล้วที่สำคัญก็คือ กติกาของการอุ้มสมนั้น ทั้งผู้หญิง ผู้ชายพูดกันไม่ได้นะ ไปเจอกันแสดงความรักเสร็จเรียบร้อย อุ้มกลับ จบเลย อย่างกรณีของพระสมุทรโฆษกับพระนางพินธุมวดี โอ้โห้เรื่องใหญ่นะนั่นรุกขเทวดา อุ้มพระสมุทรโฆษไปนอนกับพระนางพินธุมวดีหน่ะ

 

        อุ้มสมเสร็จเรียบร้อยก็อุ้มกลับมา ตื่นเช้าขึ้นมาเท่านั้นแหล่งนางพินธุมวดี มีร่องรอยเต็มแก้มไปหมดเลย เพราะคนแต่ก่อนเวลาแสดงความรักเขากัดแก้มกันนะท่านนะ ไม่ธรรมดานะเอาฟันนี่แหละกัดกันเข้าไปเลย เป็นรงเป็นรอยออกมาหมดเลยแหล่ะ ด้วยเหตุนี้ตัวละครที่แสดงเป็นตัวนางจึงต้องมีแก้มยุ้ย ให้เหมาะสมกับรสนิยมสมัยก่อน มีแก้มยุ้ยเอาไว้สำหรับกัดสำหรับตัวละครตัวพระนั้นจะแก้มตอบนะ

        นางพินธุมวดีนี่ถูกกัดจนนางทารีซึ่งเป็นพี่เลี้ยงถามว่า ".....แก้มน้องพระพ้องใด    หรือมาต้องพี่แลดู รอยทันต์ตระอันตร    คือกุทันตสายสลาย...." พูดเป็นภาษาบ้านเราง่ายๆ ก็ "แก้มน้องเป็นอะไรล่ะมีรอยฟันงามๆ กัดเป็นรอยอยู่ตั้งเยอะ" นางพินธุมวดีก็ขอเล่า "เมื่อคืนมีเจ้าชายมานอนด้วย ก่อนกลับไปเขากัดไว้เป็นรอยอย่างนี้ แหล่ะ" นางวารีต้องวาดรูปให้ดูว่าคนไหน กษัตริย์องค์ไหนมานอนด้วย วาดไปวาดมาเจอพระสมุทรโฆษ

         โอ้คนนี้แหล่ะ ท่านที่สนใจก็อ่านได้จากสมุทรโฆษคำฉันท์นะครับ ซึ่งมีกวีถึง 3 ท่าน เป็นผู้ประพันธ์เป็นผู้รจนาขึ้น แล้วก็วรรณคดีเรื่อง สมุทรโมษคำฉันท์นี่ แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ท่านกรุณาตรวจสอบเถอะว่าใครแต่งนะครับ 2 คนเลย แต่งในสมัยนั้นแต่ไม่จบ มาจบในสมัยรัตนโกสินธ์ ผู้ที่แต่งจบได้ก็คือ สมเด็จพระมหา สมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ที่ทรงแต่งต่อจนจบ ที่พูดมาจนยืดยาวก็มาจากต้นไทรต้นโพธิ์นี่แหละ

          ก็เป็นอันว่า เรื่องของต้นไม้กับมนุษย์มีความสัมพันธ์กันมาก จนมีวรรณกรรมเกิดขึ้นมากมาย เมื่อตอนจัดวรรณกรรมสองแควในตอนแรกๆ ผมพูดถึงเรื่องของท้าวปาจิตกับนางอรพินนะ ท่านผู้ฟังที่ติดตามมาตลอดพอจะนึกออกในเรื่องมีต้นไม้มากมายที่น่าสนใจ เช่น ตอนที่นางอรพินถอดหน้าอกแปะติดไว้กับต้นไม้ แล้วเกิดต้นไม้ที่ชื่อต้นนมอรพินไง หรือต้นงิ้ว นึกออกไหมครับ

           แล้วจากนั้น นางอรพินปลอมตัวเป็นชาย โดยดึงเส้นผมของตัวโยนไปเลย แล้วบอกว่าขอให้เกิดเป็นต้นไม้ แล้วจะมานำกลับไป ก็เกิดเป็นต้นฝอยทอง เป็นพืชพาราไซด์ชนิดหนึ่ง เด็กๆ ไม่ค่อยจะรู้จักหรอก วันก่อนผมนั่งรถไปเชียงใหม่แถวๆ สถานีแม่ตาลน้อยนี่ ผมเห็นต้อนฝอยทองเยอะเลย แล้วนางอรพิณก็ดึงเอาเส้นขนมาทำเป็นไหมข้าวโพดด้วยเนี่ย

          แล้วยังถอดอวัยวะบางอย่างติดไว้กับต้นไม้ อันนี้กล่าวเป็นภาษาไทยกลางก็จะหยาบ กล่าวเป็นภาษาบุรีรัมย์ก็แล้วกัน ชื่อต้น ขนุยโขมด นะครับ ถ้าท่านมีโอกาสไปบุรีรัมย์ก็ไปที่เขากระโดง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับมาเป็นล้านปี แล้วนะหรือไม่ก็ไปปราสาทหินพนมรุ้ง ก็จะเจอต้น ขนุยโขมด ก็ไปดูเถอะว่าลูกมันรูปร่างเหมือนอะไร ที่กรุณาตรวจสอบเอาก็แล้วกัน

          นิทานแบบนี้มีอยู่มากมายเลย มันมากจนกระทั่งเราอยากจะสรุปเอาว่าจะเป็นต้นไม้หรือดอกไม้ ไม้ดอกทั้งหลายเนี่ยมีความเชื่อว่ามันเกิดจากตัวมนุษย์ เอาเกิดจากซากศพของมนุษย์ นี่เชื่ออย่างนี้ ก็มีบางพวกก็เชื่อว่า มันเกิดจากเครื่องประดับของมนุษย์ จากอวัยวะของมนุษย์ หรือจากเครื่องประดับของเทพเจ้าก็มี

           ความเชื่ออย่างนี้จากวรรณกรรมพื้นบ้าน หรือนิทานพื้นบ้านที่เขาเล่ากันทั่วโลกมันบอกชัดเลยว่า มนุษย์กับพืชพันธุ์ไม้มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นตั้งแต่โบราณกาล ถ้ามนุษย์ขาดพืชมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ไม่ไดหรอกนะครับ มีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะพืชนั้นหลายชนิดที่นำมาทำเป็นอาหาร หลายชนิดที่นำมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม หลายชนิดนำมาเป็นยารักษาโรค หลายชนิดนำมาทำเป็นเครื่องใช้ เป็นที่อยู่อาศัยอะไรทั้งนั้น พูดง่ายๆ ว่ามนุษย์เนี่ยอยู่ใกล้เพราะพืชว่ากันอย่างนั้น

           มนุษย์เมื่ออยู่ได้เพราะพืช เขาเกี่ยวกับพืชอย่างใกล้ชิด เกี่ยวพันกับพันธุ์ไม้อย่างใกล้ชิด มนุษย์ก็อยากจะทราบว่า พืชพันธ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดจาอะไร ความสงสัย เราสงสัยทั้งนั้นแหละ ทำไมมันถึงได้มีต้นไม้แปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย บางต้นรูปร่างเหมือนกันเลย อันไหนคือ ขี้เหล็ก อันไหนคือ แสมสาร บางคนสงสัยถึงขี้เหล็กอเมริกัน กับขี้เหล็กไทย สับสนกันมาก หลายคนดูต้นกระถินกับกระถินวิมานก็แยกไม่ออกว่าอะไรมันแตกต่างกันอย่างไร ต้นมะขามป้อมกับต้นมะขาม บางคนยังดูไม่ออก อันนี้ช่วยไม่ได้นะท่านนะ เพราะคนเอาใจใส่จริงๆ เขาถึงจะทราบ เพราะถ้าไม่เอาใจใส่ก็แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร พืชพันธุ์ต่างๆ อะไรเป็นอะไร มนุษย์พยายามตอบนะครับเนี่ย

           คำตอบนั้นในเมื่อวิทยาศาสตร์สมัยก่อนยังไม่เจริญทางด้านชีววิทยา biology สาขาทางพฤกษศาสตร์ หรือ botany ยังไม่เจริญถึงขนาด มนุษย์ก็ต้องตอบโดยใช้วรรณกรรมนี้แหละครับ เป็นของธรรมดา เรื่องของวรรณกรรมก็เป็นเรื่องแต่งขึ้น สมมุติขึ้นมาเพราะมันหาสาเหตุไม่ได้ ก็ต้องตอบแบบนี้ไปก่อน ค่อยค้นกันทีหลัง

           หรือพืชพันธุ์ไม้เกิดจากเทพเจ้า อันนี้ก็ดีในเมื่อพืชพันธุ์ไม้เกิดจากเทพเจ้า ก็ย่อมต้องศักดิ์สิทธ์ไปด้วย ประดุจไม้กวาดอยู่กับเซียน ไม้กวาดก็ต้องศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย อะไรทำนองนี้ พืชศักดิ์สิทธิ์จึงมีขึ้นมากมายเยอะแยะเลย เพราะอะไร เพราะเกิดจากเทพ ยังความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สั่งสมกันมาตั้งแต่โบราณ

          ในเรื่องของมนุษย์กับพืชก็ก่อให้เกิดประเพณี ก่อให้เกิดความเชื่อ ก่อให้เกิดพิธีกรรมต่างๆ โดยมีเรื่องราวต้นไม้เข้ามาเกี่ยวข้อง มีเรื่องของใบไม้ มีเรื่องของดอกไม้ เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ลองดูสักประเทศหนึ่งก็ได้ หันไปดูที่ญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นมีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเทพเจ้าแห่งพายุ ซึ่งผมก็จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน ทุกทีจำได้แต่วันนี้นึกไม่ออก เทพเจ้าแห่งพายุสั่งให้เจ้าแห่งอาหารชื่อ ยุเกะโมชิ ให้ทำอาหารถวายแด่พระองค์

           นี่เทพพายุคงอยากกินอาหารก็ เลยให้เจ้าแห่งอาหารทำอาหารให้ พอได้รับคำสั่งนางก็รับทำอาหาร โดยดึงเอาอาหารออกมาจากดวงตา บ้างดึงจากจมูกบ้าง ดึงจากก้นของนางก็มี เป็นเหตุให้เทพแห่งพายุโกรธ หาว่ายุเกะโมชิดูถูกว่าเราอยากกินอาหาร แล้วที่ทำต้องดึงมาจากดวงตา ดึงจากจมูกอย่างนี้ยังพอว่า แต่ดึงจากก้นนี่น่าเกลียดมาก ก็เลยคว้าเอาซามูไรมาฟันเจ้าแห่งอาหารจนตาย โมโหมากจนฆ่ากันตาย ซามูไรฟันซะเสร็จเลย

          ปรากฏว่าร่างของยูเกะโมชิที่ตายไป เนี่ย ล้มลงไปก็มีธัญพืชเกิดขึ้นเลย ก็คือเกิดจากร่างของนางนั่นก็คือ เมล็ดข้าวออกจากดวงตานะท่านนะ ไม่แน่ใจว่าเป็นข้าวอะไรของญี่ปุ่น แต่ถ้าให้ผมเดาญี่ปุ่นนี่เป็นข้าวเม็ดสั้น ข้าวเหนียวนะ เป็น shortgrain ญี่ปุ่นนี่กินข้าวเหนียวนะท่านนะ เม็ดสั้นด้วย เนี่ยเม็ดข้าวก็เอามาจากดวงตาของยูเกะโมชิ คงจะเป็นยูเกะโมชิ บางทีผมลืมเป็นยูเกะ ยูโกะ

         มีถั่วแดงออกมาทางจมูก จากจมูกก็มีถั่วแดงออกมา เราก็เคยกินนะครับ เอามาต้มกินกับน้ำตาล อย่าไปคิดถึงถั่วดำนะ ถั่วแดงก็พอแล้ว จากนั้นมีลูกเดือยออกมาจากหู ก็แปลกดีพอสมควร นอกจากลูกเดือยออกมาจากหูแล้ว ยังมีข้าวสาลีออกมาจากอวัยวะเพศ ช่างพิลึกกึกกือ แล้วท้ายสุดมีถั่วเหลือง งอกออกมาจากทวารหนัก นี่ก็เป็นธัญพืชที่ เดี๋ยวนี้เขานำมาทำอาหารเรียกว่า ชีวจิต นะท่านนะ ว่าไปแล้ว ชีวจิตก็เกิดมาจากร่างกายของยูเกะโมชิ เจ้าอาหารของญี่ปุ่น ที่พิลึกก็ที่ถั่วเหลืองออกมาทางทวารหนัก กับข้าวสาลีออกมาจากอวัยวะเพศของนางก็น่าคิดอยู่หรอก

         ก็เป็นที่มาของธัญพืชซึ่งเป็นอาหารของมนุษย์ก็มีวิธีคิดนะ คิดแบบญี่ปุ่นก็คงจะต่างจากเรา คิดอย่างเราก็คงจะเป็นเรื่องหนึ่งไม่ใช่อย่างนี้ นี่ก็คงจะมีไม่ใช่คงจะมีหรอกมีของชาติอื่นอีกมากมายเลยล่ะ ก็พอดีว่าวันนี้หมดเวลานะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ จนกว่าจะพบกันอีกในคราวต่อไป สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>