สืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว
กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ
ในคราวที่แล้วนั้นก่อนวันวาเลนไทน์
1 วัน เราพูดถึงเรื่องวันวาเลนไทน์ และเรื่องดอกไม้ พูดไปถึงดอกกุหลาบดอกเดียวนั่นแหละ
คราวนี้ก็มีคนถามอีกว่า ทำไมเมืองไทยเรามีดอกไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อดีมากเลย
คือ ดอกรักเนี่ย เหตุใดเราจึงไม่ให้กันในวันวาเลนไทน์หล่ะ
ดอกรักทุกท่านคงเคยเห็น
เคยรู้จักกันนะครับ ดอกไม้ซึ่งมีลวดลายไทยสวยมาก ไม่ได้แปลว่าดอกรักมันปรับให้เข้ากับลายไทยหรอก
ลายไทยทางเอ่อ...จิตรกรรมนี่ ได้มากจากดอกรักมากกว่า และบางครั้งดูดี ๆ
ดอกรักนี่มีลักษณะคล้าย ๆ กับ ตัวหัวเสาโรมันนะครับ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเป็นดอริก
หรือ โกธิคอะไรเนี่ยจำไม่ได้พูดไปเดี๋ยวจะผิดนะครับ ไม่มีพูดเนี่ยนะครับ
ดอกรักมันมีลายคล้าย
ๆ ลายไทย ดอกรักความหมายก็บอกชัดเลยว่า เป็นดอกไม้แห่งความรักนะท่านนะ
คนโบราณของเรานี่ใช้ดอกไม้เป็นเครื่องแสดงความรัก เป็นเครื่องบอกรัก นี่ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง
อิเหนา ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่
2 มีข้อความตอนหนึ่งบอกว่า
บ้างเก็บดอกรักซ้อนทำซ่อนเงื่อน
ให้เพื่อนที่สนิทเป็นปริศนา
เห็นไหมฮะจะบอกรักกันใช้เก็บดอกรัก
นะครับเก็บดอกรัก ส่วนในนิราศพระบาทของสุนทรภู่(อะฮึ่ม) เขียนไว้ว่า
| เห็นรักร่วงผลิผละสละใบ |
เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา |
| พี่เวียนเตือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อย |
ให้แช่มช้อยชื่นช่อจึงกอเก่า |
| โอ้รักต้นฤามาต้องกับสองเรา |
จึงใจเจ้าโกรธไปไม่ได้นาน |
นี่ประทานโทษเวลาอ่านตะกุกตะกัก
แล้วจังหวะผมจะไออยู่พอดี อากาศมันกระทบร้อนกระทบเย็น ท่านต้องระวังนะครับ
เพราะว่าเดือนกุมภาพันธ์นี่ มันเป็นเดือนที่จะเข้าสู่ฤดูร้อนนะครับ ในบทกลอนอ่า..ยุคใหม่ยังเขียนไว้เลยเมื่อประมาณ
50 กว่าปีว่า
กุมภาพันธ์หันมาสู่ฤดูร้อน
ทินกรเรืองแรงส่องแสงกล้า
เป็นเวลาเกี่ยวข้าวของชาวนา ขนข้าวปลามาบ้านสำราญใจ
นี่..อันที่เสียงแหบ
ๆ นี่เพราะมันไอ เพราะจะเปลี่ยนจากหนาวเป็นร้อน ร้อนเป็นหนาวนะครับ เมื่อกี้ยกเรื่องดอกรัก
ของท่านสุนทรภู่มาแล้ว ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาแล้ว คราวนี้มาดูดอกรักในนิราศพระแท่นดงรัง
ของนายมีนะครับ นายมี หมื่นพรมสมภัทรศร หมื่นพรมสมภัทร พรมสมภัทรศร ในอ่าใน..ทำเนียบเขาอ่านอย่างนั้น
นายมีก็เขียนว่า
เห็นดงรักริมคลองที่สองฟาก
ยิ่งรักมากมัวจิตรพิศวง
ที่รักกอดรักจูบรักรูปทรง รักจนหลงเหลือรักหนักอุรา
โอ้โห๋..เหลือเกินเลยนะ
ยังดีนะที่ไม่ไปต่ออีกนิราศหนึ่งที่ว่า
จะว่าหนักหนักอะไรที่ในโลก ก็ไม่เท่าโศกทรวงหนักเหมือนรักสมร
อะไรทำนองนั้นนะ
จะว่าโศกโศกอะไรที่ในโลก อุปทานโทษนี่กล่าวผิดอย่างแรงเลย เนื่องจากไม่มีข้อความเขียนนะครับ
จะว่าโศกโศกอะไรที่ในโลก
ก็ไม่โศกใจหนักเหมือนรักสมร
จะว่าหนักหนักอะไรในดินดอน ถึงสิงขรก็ไม่หนักเหมือนรักกัน
นี่ผมเริ่มจำได้แล้วหล่ะครับ
ตะกี้นี้ผมพลาดทางพูดไป ท่านผู้ฟังกรุณาเอ่อ..ฟังนิดหนึ่ง ..สักครู่นะครับ
ว่าอะไรเลยเพราะว่าพูดปากเปล่านะครับ อ่ะนี่ของนายมี
นอกจากดอกรัก..อันนี้ไม่ใช่ของนายมีนะ
ที่เรากำลังพูดนอกจากดอกรักจะหมายถึงความรักความเสน่หาแล้ว ชื่อรักนี่ยังเป็นไม้นามมงคล
เพราะฉะนั้นเขาจึงนิยมเอาดอกรักเนี่ย มาร้อยทำอุบะมาลัย แล้วใช้ในพิธีมงคลต่าง
ๆ หรือจะทำร้อยมาลัยทำเครื่องมงคล ทั้งถวายพระ เช่นใช้ใบดอกรักรองก้นขันสินสอด
และขันเงินทุนในพิธีแต่งงาน ใช้ใบรักนี่ก็ระวังยางมันก็แล้วกันนะครับ เอามารองนะ
ก็ใบรักนะรองขันสินสอดนะเนี่ย และขันเงินทุนในพิธีแต่งงานใช้ใบรัก ดอกก็เอามาร้อยในพิธีมงคลต่าง
ๆ
ปัจจุบันเนี่ยท่านจะเห็นว่า นี่อ่า..ตามถนนนี่เขาจะมีซุ้มเล็ก ๆ ขายมาลัยดอกรัก
เวลารถผ่านก็จะซื้อมาลัยกันเต็ม..ม..ม มีดอกรักดอกไม้อื่น ๆ ด้วย สงสัยเขาก็มีกันอยู่
3 พวง ทำไมขายกันทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่รู้เน๊าะ ..อันนี้ก็ต้องถามกันดูเองเถอะ
หรือว่าความรักมันมากใน เอ่อ...พวงนั้นก็ไม่ทราบหล่ะ ชื่อเป็นมงคลเป็นความเสน่หา
เลยนำมาร้อยมาลัยกัน
ประเพณีของอินเดียนี่นะครับเมื่อมีการแต่งงาน
เนี่ย เจ้าสาวจะนำพวงมาลัยดอกรักมาคล้องคอเจ้าบ่าว เจ้าสาวน่ะเอาดอกรักมาคล้องนะ
เพราะอินเดียนี่แต่งงานเนี่ย ผู้หญิงขอผู้ชายนะท่านนะ ฉะนั้นเจ้าสาวเค้าจะเอาดอกรักมาคล้องคอเจ้าบ่าว
สังเกตให้ดีว่าในเรื่องรามเกียรติ์เนี่ย หนุมานเนี่ยนะ แต่ต้องเป็นหนุมานของอินเดียนะก็คล้องพวงมาลัยดอกรักนะท่านนะ
หนุมานนี่ใช้มาลัยดอกรักนะ
และนอกจากนี้ในอินเดียยังมีความเชื่อว่า ชายใดถ้าพลัดพรากจาก ภรรยาทั้งสองครั้งนั่นคือ
แต่งงานมาขอผู้ชาย นั่นคือ ผู้หญิงมาขอผู้ชายแต่งงาน แล้วผู้ชายก็แต่งกับผู้หญิง
คนแรกภรรยาก็ตาย คนที่ 2 ภรรยาก็ตาย พลัดพรากถึง 2 ครั้ง อย่างเงี๊ยะ หากจะแต่งงานใหม่
ครั้งที่ 3 เนี่ย ก็ให้แต่งงานกับต้นรักซะก่อน อันนี้เป็นเคล็ด แต่งงานกับต้นรักนะจะจัดพิธีอย่างไรก็แล้วแต่เถอะ
แต่งงานกับต้นรักซะก่อน เป็นเคล็ดเพื่อป้องกันภรรยาคนที่ 3 ตาย โหถ้าแต่งแล้วภรรยาตายมา
2 คนนี่น่าคิด ใครจะกล้าแต่งต่อ หรือว่าการทำสถิติ กล่าวเอาไว้ว่า เอ่อ..ถ้าแต่งงานแล้วภรรยาจะตายแค่
2 ใน 3 คนที่ 3 ย่อมไม่ตาย อันนี้เป็นความจริงทางสถิติหรือเปล่าก็ไม่รู้เน๊าะ
แต่ถ้าจะให้ดีนี่ต้องไม่ใช่สถิติอันนี้หรอก ไปแต่งงานกับต้นรักซะก่อนเถอะ
เอ่อ..เป็นการแก้เคล็ดภรรยาคนที่ 3 ก็จะไม่ตาย
ของไทยเราไม่ได้ว่าอย่างนี้หรอก
ส่วนในคัมภีร์จตุรมาศมหา..มหาตมะยะ กล่าวว่าต้นรักเนี่ย เป็นภาคหนึ่งของพระสุริยะเทพนะ
ต้นรักนี่เป็นภาคหนึ่งของพระสุริยะเทพ ของพระอาทิตย์เนี่ย
กิ่งของต้นรักใช้ทำยาสีฟัน
เอ่อ..อันนี้พึ่งเคยได้ยินนะท่านนะ อันนี้ต้องทานที่มาทางสาย ทางสาย นี่เอ่อ..ทันตแพทย์ดีเถอะครับ
หรือทางสายเภสัชก็จะต้องดูเหมือนกันว่า ไอ้กิ่งต้นรักมาทำแปรงสีฟันได้รึ
ยางมันออกน่าดู คงจะเมาซะหละมั้ง แต่แขกเขาใช้นะ ส่วนกิ่งแห้งนี่ใช้บูชาไฟนะครับ
กิ่งแห้งของต้นรักนี่ใช้บูชาไฟ ใช่ในการเอ่อ..โหมกองกูลนะท่าน มันไม่ใช่เล่น
ๆ นะนี่ บ้านเราเอาเฉพาะดอกมาใช้ ของเค้าใช้กิ่งด้วย ไอ้ที่น่าแปลกประหลาดก็คือกิ่ง
มาทำแปรงสีฟัน บ้านเราใช้แต่เปลือกข่อยนะ สมัยก่อนเนี่ย แล้วก็มายาฝอย
ใช้ 2 อย่าง
เอ้าคราวนี้ในทางไสยศาสตร์นี่ย
เขาใช้ใบดอกรักมาทำเสน่ห์นะท่าน และในเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนเถรขวาด เขาทำพิธีลงรูปฝังรอยเนี่ย
เสน่ห์ยาแฝดที่เถรกวาดเขาทำเนี่ย เขาทำไง
แล้วปั้นรูปสร้อยฟ้ากับพระไวย เอาใบรักซ่อนใส่กับเลขยันต์
อันนี้วิธีทำเสน่ห์ยาแฝดสมัยก่อน แล้วเอาดินอันมงคลมามัดรูป ผู้หญิงผู้ชายที่จะทำให้เขารักกัน
ปั้นให้หันหน้าเข้าหากัน กอดกันนะครับ เขียนชื่อผู้หญิงผู้ชายลงไปประจำตัวเอาไวเลย
จากนั้นเอาใบรักเอาใบสวาทเนี่ยมาพันให้รอบ แล้วก็เอาขึ้นแท่นบูชาไว้ ก็เชื่อแน่ว่าเขาจะรักกัน
อันนี้ก็เป็นวิธีที่เอ่อ ..อธิบายวันหลัง เรื่องทำเสน่ห์นี่ค่อยพูดกันอีกทีหนึ่งนะ
อันนี้มันพันอยู่กับต้นรักนี่ซะก่อน ใบรักนี้เอามาใช้ทำเสน่ห์ได้ นั่น
เห็นไหมนอกจากจะเอาใบรักไปรองขันหมาก และยังเอามาทำเสน่ห์อีก
บางตำนานกล่าวกันว่า มีภิกษุชาวพม่ารูปหนึ่ง บวชมานานแล้ว แต่ราชการไม่ค่อยมีมาเลยน่าสงสาร
พระพม่านี้ จึงเอารากของต้นรักซ้อนขนาดใหญ่มาสร้างเป็นรูปพระควปติ หรือพระควัน
คือพระนั่งปิดตา เอ่อ เนี่ยคล้ายพระกัจจายนะ หรือพระปิดทวาร อืมพระองค์เดียวกันนะครับ
นำเอารากของต้นรักซ้อน ขนาดใหญ่สร้างเป็นรูปภควัมปติ เมื่อนำมาบูชาก็เกิดโชคลาภขึ้น อ่า..อ่ะนี่คนที่อยากมีโชคลาภก็ไม่ต้องไปทำตามพระพม่าหรอกนะ
หรือจะเที่ยวไปขุดเอารากต้นรักขึ้นมาทำ เป็นภควัมปติ เดี๋ยวต้นรักตายหมด
นี่ก็นำมาบูชา ก็เลยมีคนนำมาใช้ทางเมตตามหานิยม นำเอาต้นรักนี่แหละ
บ้างก็เอารากต้นรักมาแกะเป็นนางกวัก
พวกพ่อค้าแม่ค้านับถือว่าให้ลาภทางค้าขายนะนางกวักเนี่ย บ้างก็เอาต้นรักมาแกะเป็นรูปเด็ก
เข้าคู่กับรูปเด็กที่แกะมาจากรากมะยม แกะเป็นเด็ก 2 คน คนหนึ่งเอารากมะมาแกะ
อีกคนหนึ่งเอารากดอกรักมาแกะเรียกรวมกันว่า รักยม อ่า..นี่เรียกรวมกันดี
นี่เอามัดติดกันนะครับ แล้วก็ใส่ขวด แช่น้ำมันจันทน์เอาไว้ ก็เชื่อว่าเป็น
เมตตามหานิยม มีโชคลาภ เพราะอะไร เพราะเขาเชื่อว่าเป็นมงคล
อืมอันหนึ่งเอามาจากรากต้นรัก
อันหนึ่งเอามาจากต้นมะยม ก็มีทั้งคนรักคนนิยม แล้วก็มัดติดกันใส่ไว้ในน้ำมันจันทน์
ซึ่งมีกลิ่นหอม แช่ไว้เนี่ยเอาไว้ตรงไหน ก็มีคนนิยมชมชอบ นี่ก็คิดไป เอ้า..ถ้าใจคิดอย่างนั้นสบายใจ
เขาก็ทำไป เขาก็สบายใจ มีโชคลาภ
เดี๋ยวนี่มาใหม่อีกหละนี่ผมพึ่งได้รับเมื่อเร็ว ๆ นี้เองหล่ะ มีคนนำเอากาฝากที่เกาะกับต้นรักเขามาให้ผม
เค้าบอก..อาจารย์นี่ทราบไหม นี่กาฝากรักนะ ฉะนั้นดีมากเลยกาฝากรัก คือกาจะมาฝากรัก
นี่ถ้ากามันมาจริง ๆ เค้าคงไม่ชอบนะ แต่มันดีที่ว่ามันติดกับต้นรัก
ในบทกวีจีนสมัยโบราณ
เค้าเปรียบความรักเหมือนต้นรักนะท่านนะ เพราะยางรักนั้นมีพิษ ผู้ที่ถูกเข้าจะแพ้เป็นผื่น
อันตรายต่อผิวหนัง หากถูกตานี่ตาก็จะบอดนะครับ ยางรักเนี่ย เช่นเดียวกับความรัก
ผู้ถูกพิษรักเข้าจะมีแต่ความเศร้า ชีวิตมืดมน นี่ถูกความรักชีวิตอ่า..ถูกความรักเข้าเหมือนถูกยางรักนะนี่จีนนะครับ
ในบางตำรากล่าวว่า
อินเดียเรียกดอกรักว่า อรัก คือ ไม่รัก อรัก ทางอินเดียตอนใต้นี่ ใช้ดอกรักร้อยมาลัย
คล้องคอนักโทษประหาร เอ่อ ๆ ดูสิ คล้องคอนักโทษประหาร ของเราใช้ดอกชบานะครับนะท่านนะ
นอกจากจะคล้องคอนักโทษประหาร ยังคล้องคอผู้หญิงที่มีโทษ เพราะนอกใจสามี
ขณะพากันแห่แประจาน นี่ของอินเดีย นี่ก็เรื่องของดอกรัก
เอ้าคราวนี้มาพูดถึง
อีกดอกหนึ่ง เนื่องในวันแห่งความรัก ดอกอโศก กล่าวถึงดอกรักนะอินเดียเขาพูดว่า
อรัก ไทยมาตัดอะออก จึงเรียกว่าดอกรัก พอ ๆ กับอินเดีย เรียกไม้ชนิดนี้ว่า
อโศกะ หรือ อติ ชื่อทางพฤกษาศาสตร์นี่เขาก็มี เหมือนกันนะครับ Janeciasoka
ส่วนไทยเรานำมาใช้ ให้ชื่อว่าต้นโศก อ่า..นี่ทำไมมาใช้อย่างนั้นก็ไม่รู้
ในอินเดียถือว่าอโศก เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ใช้ถวายพระกามเทพ เมื่อมีดอกไม้ในช่วงเดือน
เมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม มักจะนำดอกมาถวายเทวาลัย ของเรานี่ใครเห็นต้นโศกเราไม่เข้าใกล้
ถึงกับสุนทรภู่กล่าวไว้ว่า
เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง
ทั้งรักแซมแซงสวาทประหลาดเหลือ
เหมือนโศกที่นี่ช้ำระกำเจือ เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคราดคราว
ในวรรณคดีอีกหลายเรื่องนะครับที่กล่าวถึง
ต้นอโศกว่ามีบทบาท ให้ช่วยสมหวังในความรัก เช่นในเรื่องกามนิต-วาสิฐี กล่าวว่า
วาสิฐียกมือขึ้นบูชา ต้นอโศกที่อยู่ตรงหน้า กำลังมีดอกออกไสว แล้วกล่าวคำดังที่นางทมยันตี
ถามต้นอโศกว่า ถามเป็นภาษาสันสกฤษนะ
.....อาโหวาตะยัมอคัม
สีมนอัสมา พันวนันตะเร......
............อ้าดูอโศกนี้ สีไสววิไลตา อยู่หว่างกลางพนา
เป็นสง่าแก่แนวไพร
ชุ่มชื่นรื่นอารมณ์ ลมเอยพัดสะบัดไป ดูสุขสนุกใจ
เหมือนแลดูจอมภูผา
อโศกดูแสนสุข ช่วยดับทุกข์ด้วยสักครา โศกเศร้าเผาอุรา
โอ้อโศกโรข้าร้าย...
นี่เชื่อว่าอโศกช่วยให้ความโศกหายนะ
ในเรื่องพระนลเนี่ย เป็นเหตุให้นางวาสิฐี เวลาที่นึกถึงกามนิต ถึงกับบูชาต้นอโศกนะท่านนะ
ไอ้ที่ความคิดนี้แขกอาจจะตรงกันข้ามกับเรานะ อินเดียเนี่ย ของเราต้นโศกไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย
เราเปลี่ยนเป็นชื่อต้นอโศกยังจะดีนะครับ
อย่าลืมว่า คำว่าอโศกนี้เป็นชื่อของ จักรพรรดิองค์ใหญ่มาก ของอินเดียนะครับ
คือพระเจ้าอโศกมหาราชเนี่ย องค์เนี่ยผู้ที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมาก
ก็แต่เดิมพระเจ้าอโศกพระองค์ดุร้ายมาก เคยยกกองทัพเข้าตีแคว้นกลิงคราช
ฆ่าชาวกลิงคราชไปตั้ง 2 แสนคนนะครับ กลิงคราชที่เหลือ ชาวกลิงคราชที่เหลือนี่กลัวนะครับ
นั่งเรือหนีขึ้นมาทางฝั่งของเบงกอล มาอยู่บริเวณอ่าวเบงกอลนี่ฮะ ติดทางเขตพม่า
อีกหลายส่วนก็เข้ามาในพม่า พวกนี้เรียกตัวเองว่า แขกกลิง หรือแขกกเลง เรียกนานเข้ากลายเป็น
ตะเลงนะฮะ ตะเลงก็คือพวกมอญ ไทยเราเรียกตะเลง ที่จริงพวกนี้มาจากกลิงคราช
ทั้งนั้นแหละ อ่ะนี่อธิบายข้ามไปหน่อย
ในบางความเชื่อก็กล่าวว่า
ศรกามเทพ 1 ใน 5 ดอกนั้น มีดอกอโศกเป็นหนึ่งในนั้น กามเทพมีศร 5 ดอกนะท่านนะ
มีชื่อโดยเฉพาะ ถ้ายังมีเวลาเหลือ อีกต่อไปนี่จะนำมา อ่า..นำเสนอว่าศรนี่มีชื่ออะไรบ้างนะครับ
มีทั้ง 5 ดอก แต่ 1 ในดอกนั้นเนี่ยนะครับมีดอกอโศกนะครับ
คือศรกามเทพนี่มันถ้าเป็นกามเทพทางเขตพวก
กรีก คิวปิสเนี่ยมันคงคล้าย ๆ ศรกามเทพของแขกรึเปล่าก็ไม่ทราบ ของแขกนั้นเนี่ยนะครับ
ตัวศรทำด้วยต้นอ้อ นะฮะ ส่วนสายของตัวศรทำด้วยตัวผึ้งติดต่อกัน ลูกศรนั้นทำด้วยดอกไม้
แบบที่ว่านี่แหละ แล้วอโศกดอกหนึ่ง แสดงว่ายิงไปแล้วจะไม่ทุกข์ไม่โศก และท่านกามเทพเนี่ยนะท่าน
คนที่โดนกามเทพแผลงศรเข้า
กามเทพในปัจจุบันเราไม่เห็นตัวท่านหรอก เพราะท่านชื่อซะใหม่ว่า "อนงค์"
แปลว่าไม่มีตัวตน ที่เรียกว่า "อนงค์" ก็เพราะว่าถูกพระศิวะ
เนี่ยลืมตาที่สาม เผาเสีย ในตอนที่ไปยิงศรใส่พระศิวะ ตอนที่พระศิวะกำลังบำเพ็ญพรต
ตั้งหลายโกศปี เรื่องมันมีอยู่ว่า บำเพ็ญพรตหลายโกศปีทำให้เทวดาสงสารพระอุมา
ซึ่งตอนนั้นรอเฝ้าอยู่ นางภารปตี เฝ้าสามี สามีก็ไม่ยอมออกมาจากการบำเพ็ญพรต
ก็เลยขอให้กามเทพช่วย
กามเทพไม่กล้าไปองค์เดียว เมื่อไรล่ะไม่กล้าหรอก พาพระวสันต์ ไปด้วย วสันต์ตรงกับฤดู
spring ฤดูใบไม้ผลิเนี่ย พระวสันต์ก็ไป อ่า...จะทำให้พระศิวะ พระศิวะรักพระอุมา
ก็เลยจัดการเนรมิตฉากให้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤด ูspring เนี่ย ให้เกิด spring
fever ให้ฤดู spring ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก เนี่ยนะฮ้า พระศิวะอู้ฮู้....ได้กลิ่นดอกไม้อะไรห๊อม
หอม ท้ายสุดพอนั่นปั๊บ กามเทพก็ยิงศรใส่เข้าให้ พระศิวะก็เสียวไปทั้งร่างนะครับ
จึงลืมตาขึ้นก็เห็นพระกามเทพ
แค่นั้นล่ะ
ก็รู้ว่ามีคนมาทำลาย อ่า.. การบำเพ็ญพรตของตัวก็เลยลืมตาที่สามเผาพระกามเทพหมดไปเลยทั้งร่าง
แต่ท่านกามเทพเนี่ยท่านเป็นทวยเทพ ย่อมไม่ตายเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นจึงยังอยู่ปัจจุบันก็ถือศรเที่ยวไล่ยิงใครต่อใครเขา
ตามศูนย์การค้าบ้าง ตลาดบ้าง หนามบินมั่ง ในมหาวิทยาลัยบ้าง ยิงไปอุตลุดไปหมดเลย
อ่ะ ก็เป็นอันว่าดอกอโศกเป็นหนึ่งในห้าของศรกามเทพ ความหมายของดอกอโศกก็คือ
ไม่มีความโศก จึงถือว่าเป็นสิ่งที่กามเทพเนี่ย อวยพรให้กับผู้ที่มีความรัก
ฉะนั้นอโศกจึงเป็นเครื่องหมายของความรักเช่นเดียวกันนะครับ
ก็สำหรับในสัปดาห์นี้ก็คงจะขอ เอ่อ.....ยุติรายการไว้เท่านี้ ก็ใคร่พบกันในสัปดาห์หน้าอีกครั้งนึงนะครับ
ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ สวัสดีครับผม
กลับขึ้นบน |