สืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับ
ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครับ ผม นายประจักษ์
สายแสง ดำเนินรายการครับ
เอ่อ มีจดหมายมาถึง ประการแรกดูจะเป็นการทักท้วงนะครับ อ่า บอกว่าผมนะพูดข้อความเดียวกันเนี่ย
ซ้ำกันตั้ง 3 ครั้ง ตั้งแต่ที่ฟังมาเนี่ย ขอช่วยเช็คด้วย อย่าให้พูดซ้ำ
เพราะมันไม่มีความจำเป็น อันนี้ผมยอมรับนะครับ ผมคือบางทีเรื่องมันโยงเข้าถึงกันผมก็เลยพูดย้อนกลับเข้าไปอีกครับผม
ก็จะพยายามไม่ให้ซ้ำครับ ท่านครับ ขอบพระคุณมากที่กรุณาเตือนมาเป็นอย่างดี
แล้วก็มีคำถามมาอีก 2 คำถาม คำถามนี้มาจาก นี่อันนี้ดูจะเป็นคล้าย ๆ นิสิตนะครับ
บอกว่าเดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก นี่สงสัยจะตั้งเอาเองมั้งว่าเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรักเนี่ย
แล้วก็ถึงวันวาเลนไทน์แล้ว นี่ก็เกือบถึงหล่ะ ที่ผมออกอากาศนี้ก็จะถึงอยู่พอดี
เกือบจะถึงวันวาเลนไทน์ ผมออกอากาศวันนี้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ก็จะถึงอยู่แล้ว
ในวันรุ่งขึ้น ถามว่ามีวรรณกรรมอะไรประกอบ เอ่อ เรื่องวาเลนไทน์หรือไม่
แล้วจากนั้นก็ถามมาอีกว่า "เหตุใดวันวาเลนไทน์จึงต้องให้ดอกกุหลาบ
และก็มีดอกไม้ไทย ๆ อะไรใช้แทนดอกกุหลาบบ้างไหมค่ะ" ที่ถามมานี่นะครับ
ต้องเป็นผู้หญิงแน่ ๆ
วันวาเลนไทน์นี้พูดกันสักหน่อยนะครับ
มันใกล้เข้ามาแล้ว ต้องถามจริง ๆ ว่าปรัชญา ของวันวาเลนไทน์คือ อะไร คำตอบจริง
ๆ ของเค้ามีอยู่นะครับ ปรัชญาของเค้าเนี่ย ก็คือว่า ในหนึ่งปีบอกรักกันได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
อย่าบอกรักพร่ำเพรื่อ มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ปีหนึ่งบอกรักครั้งเดียวพอ
นั่นปรัชญาของฝรั่งเค้า คราวนี้เราเนี่ยบอกรักกันอยู่เสมอเนี่ย เพราะฉะนั้นมันไม่จำเป็นหรอก
ที่จะมีวันนี้นี่นะครับ อยากจะมีก็มีไป ไม่ว่าหรอกแต่มันไม่จำเป็น เพราะว่าเราบอกรักกันอยู่เสมอ
เราทำตามปรัชญาของเราคือ รักกันทุกวัน แต่ฝรั่งนั้นเค้าบอกว่า ปีหนึ่งบอกรักกันครั้งหนึ่งแค่นั้น
ในวันวาเลนไทน์ ก็เห็นว่าวันวาเลนไทน์มันไม่จำเป็นสำหรับเรา แต่ท่านที่เห็นว่า
จำเป็นก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก มันเป็นสิทธิของท่านนะครับ 
คราวนี้ก็อยากจะตอบไปพร้อม
ๆ กันเลยว่า ในเรื่องข้อแรก ถามว่าเดือนแห่งความรักมีวรรณกรรมอะไรเกี่ยวข้องบ้าง
และก็ขอให้เล่าด้วย วรรณกรรมนี้มันเกี่ยวข้องกับดอกไม้อย่างไร ผมรวม 2
คำถามเข้าด้วยกัน มันรวมอะไรเข้ากับดอกไม้บ้าง
สมัยก่อนเนี่ย คนไทยเค้าให้ดอกอะไรกันหล่ะเวลารัก ทีนี้อาจจะพูดซ้ำกันอีกแหละ
คนไทยแต่ก่อนนี้ ถ้าผู้ชายเขาไปรักผู้หญิงคนใดคนหนึ่งเข้านี่นะครับ เขาจะเวียนไปพบอยู่เสมอ
โอกาสที่จะพบกันก็จะเป็นวันนักขัตฤกษ์ หรือมีการละเล่น ถ้าไม่ใช่วันนักขัตฤกษ์มันก็จะพบได้ยาก
ก็เวียนไปเวียนมา ถ้าผู้หญิงเขาบอกรักผู้ชาย เขารักผู้ชาย เขาจะบอกรักโดยไม่พูดนะคนแต่ก่อนนี่
เขาใช้การกระทำ นะครับไม่พูดเลยนะครับ การกระทำนั่นคือ ส่งพลูให้ผู้ชาย
ส่งใบพลูนี้ให้ อาจจะใส่ซองมาเลยก็ได้ สุนทรภู่เองก็เคยได้รับถึงกับเขียนไว้ในนิราศภูเขาทองว่า
ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง
เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง
อู้หู
พลูใบเหลือง แปลว่าเป็นใบพลูจีนนั่นแหละ แสดงว่าบ่มเอาไว้จนความรักสุกงอม
จนเหลือง ใบพลูนั้นรูปร่างเหมือนอะไรท่านก็ดูเอาเองเถิดนะครับ มันไม่ต่างจากหัวใจเลยใบพลูเนี่ย
และบางครั้งเขาก็จะเอาปูนสีแดงไปบ้าย ตรงกลางเนี่ยนึกออกไหมครับ เป็น เป็น
เอ่อ สัญลักษณ์ของสีแดงเป็นสีของความรัก และบางทีเอายาฝอยโรยไว้อีกด้วยเนี่ย
แสดงว่าเป็นเส้นเลือด เพื่อจะสูบฉีดโลหิตเข้าไป ฉะนั้นการให้พลู ก็คือการให้ความรักกัน
นี่ฝ่ายหญิงให้นะ เป็นสัญลักษณ์ว่าให้หัวใจมา มีทั้งเลือด มีทั้งเส้นโลหิตฝอย
ไม่ต้องไปแยกแบบชีววิทยาหรอก ว่าอันไหนห้องบนห้องล่าง ออทิเคิล เวนทิเคิล
ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น แต่เขาก็ให้พลูมาแล้ว แปลว่าผู้หญิงเขารักหล่ะ
ผู้ชายก็ต้องตอบนะ ต้องตอบแทน เขาบอกว่ารักแล้ว เราก็ต้องให้ทั้งความรักความมั่นคง
เพราะฉะนั้นผู้ชายเขาจะให้สิ่งตอบแทน คือ หมาก หมาก แต่ไม่ใช่เอาไปโยนให้กัน
2-3ลุก ไม่ใช่อย่างนั้นนะ หมากเนี่ยต้องใส่ขันแห่ไป จึงเรียกว่าขันหมาก
ตอนหลังก็พัฒนาจากเอาหมาก ธรรมดามาเป็นขันหมากหลวง ขันหมากอะไรอีกเยอะแยะ
มี ขนง-ขนมใส่ลงไปด้วย นี่เป็นการพัฒนากัน ก็แปลว่านอกจากจะให้หมาก ยังให้ขนม
นี่ แปลว่ารักนะ
นี่เท่าที่ผมทราบ กระทรวงอุตสาหกรรมเนี่ยได้จัดการทำขนมขึ้นมากมายเลย เพื่อใช้ในวันวาเลนไทน์
นั่นคือ ขอให้บรรดาผู้ที่จะบอกรักกันนี่บอกรักด้วยขนมไทย ขนมไทย ไม่ว่าจะเป็นฝอยทอง
ทองหยิบ ทองหยอด หู นี่ชื่อเพราะจะตายเป็นทองหยิบ ทองหยอด ทองม้วน ทองพับเนี่ย
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักทั้งนั้นนะท่านนะ
สังเกตให้ดีนะ
เพราะว่าคำว่าทองพับ นั้นเป็นการแสดงลักษณะของคนที่รักกันในตอนแรก ๆ เริ่มจีบกันใหม่
ๆ นี่ เข้าใกล้นี่โอ้โห! ไฟฟ้าสป๊าค บับ ๆ ๆ ๆ ทั้งหญิงทั้งชายเถอะ เชื่อไหมท่าน
มองเห็นหน้ากันนี่ หวานเยิ้มเลย ตาหยอย้อย แฉะเลย ผู้หญิงนะเป็นอย่างนั้น
ยิ่งได้ยินเสียงโทรศัพท์ยิ่งไม่ได้เลยเนี่ย พึ่งรักกันใหม่ ๆ ในตอนนี้จะพูดอะไรกันก็พูดเพราะนะครับ
มีคุณมีผม มีคำอะไรที่มันไม่เหมาะนี่ ออกมาไม่ได้เลย กริยาไม่เหมาะนี่ก็ออกมาไม่ได้ด้วยนะ
เค้าเรียกว่าทองพับ คือเหมือนพับเอาไว้เรียบ ๆ
ต่อจากทองพับก็เป็นทองม้วน
นั่งจีบกันนี่ ก็อายกัน มีอาการขวน ขวยเขิน แก้มนี่เป็นสีชมพูเลย เนี่ยเคยเห็นเขาไปนั่งจีบกันอยู่แถว
ๆ สนามหญ้าเนี่ยนะ อืม..นั่งไปฝ่ายหญิงเคาก็อย่างนั้นอย่างนี้ไป ฝ่ายชายเค้าก็อย่างนั้นอย่างนี้
เวลาทีพูดกันไปก็ขวย ขวยเขินนะ เอามือถอนหญ้าขวับ ๆๆๆ จนกระทั่งหญ้าเค้าเสียเลย
นี่เจ้าของสนามเค้าออกมาดู หลังจากพวกนี้ไปแล้ว นึกว่าควายมากินหญ้าเค้า
ที่จริงไม่ใช่ เค้าจีบแล้วเค้าก็อายกัน เค้าเรียกว่าทองม้วน เพราะอายกัน
จากทองม้วนก็เริ่มเป็นทองหยิบสิ
คราวนี้เหมือนขนมทองหยิบ เทียบความรักเหมือนขนมเลย ทองหยิบนี่คือเวลาที่จีบกันนี่
มือไม้ไม่อยู่เป็นสุขหรอก มือไม้แตะต้องกันไปเรื่อยเลย บางทีผู้ชานก็เล่านิทานให้ผู้หญิงฟัง
เอามือไปปะที่นิ้วมือเขา แล้วก็เล่าว่า มีมดตัวหนึ่งไต่ขึ้นมาเรื่อย มดไต่มาเรื่อย
ๆ เรื่อยเลย มันก็ไต่มาถึงแขน มาถึงศอก มาถึงบ่า ฝ่ายผู้หญิงชักไม่พอใจ
เอามือตีตุ๊บ นี่แหนะ ตีมดตายแล้วหนึ่งตัว ฝ่ายผู้ชายก็บอกว่ามีมดอื่นมาใหม่
มดมันก็ไต่ไปเรื่อย มันอยากจะพบกันก็ธรรมดา ผู้หญิงผู้ชายรักกันใหม่ ๆ
ก็เหมือนทองหยิบอย่างนี้แหละ ชอบพากันซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปตรงไหนเป็นหลุมเป็นบ่อ
ชอบไปดีนักแล ฝ่ายผู้ชายขี่เบรกไฟแดง กระตุกบึกเลย ทำให้ฝ่ายหญิงมีอาการนั่ง
เอ่อ..ลำบากตรงไม่ได้ ชนตบเข้าให้ก็มี นั่นก็ทองหยิบ
ต่อมาก็ทองหยอด เป็นชื่อขนม อันนี้ไม่จำเป็นต้องให้อรรถาธิบายแต่ประการใด
ก็เป็นทองหยอด และท้ายสุดมันก็ไปจบเอาที่ทองระอา อันนี้มันเบื่อนะนี่นะ
เวลานั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์กันนี่ฝ่ายที่ขี่คือผู้ชาย ก็อยากจะให้ชาวบ้านร้องเพลงว่าแฟนของใครมอเตอร์ไซด์ทำหล่น
ทำนองนี้ หล่นตุ๊บลงไปก็ธรรมดา ความรักก็เป็นอย่างนี้แหละ เริ่มต้นประดุจเทพบุตร
เทพธิดา จุมพิตกันในวสันต์ฤดู แล้วก็จบกันด้วยตะแก่คนหนึ่งหัวล้านเหน่ง
ฝ่ายผู้หญิงก็นั่งอยู่ข้าง ๆ อ้วนเผละ จนแร้งไม่ยอมทึ้ง ตาแก่และยายแก่ก็ช่วยกันใช้รีโมทเปลี่ยนทีวีช่องที่จะดู
ตามใจชอบ นั่นจุดจบของความรัก
ไอ้ที่พูดไปเลอะ
ๆ เยอะๆ ทั้งเลอะทั้งเยอะนี่ ถามว่ามีดอกไม้อะไรก็บอกว่ามี แต่ว่าสมัยก่อนคนไทยเขาให้พลู
ผู้หญิงให้พลู ผู้ชายให้หมาก จะทำเป็นขันหมาก แล้วในขันหมากก็มีขนม เราก็เลยมาพูดถึงเรื่องขนม
เผอิญมันมาพ้องกับทางกระทรวงอุตสาหกรรมเค้าเนี่ย เค้าจัดการทำขนมออกมากมาย
ผลิตขนมออกมามาก นี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ก็ไข่ไก่ล้นตลาด หลังจากจำหน่ายแม่ไก่ไปตั้ง
3 ล้านตัว ฉะนั้นขนมที่เอามาทำฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด มีส่วนประกอบของไข่ด้วยนะ
ก็นำมาทำได้อะไรทำนองนั้นแหละ และก็จะเป็นการช่วยให้น้ำตาลในเมืองไทยขายดี
ก็เป็นแนวคิดที่ดี
ด้วยเหตุนี้จะให้ขนมกันก็ไม่มีใครห้ามหรอกในวันวาเลนไทน์
คนแก่คนเฒ่าจะให้พลูให้หมากก็เพื่อให้คิดถึงความหลัง สมัยยังเป็นหนุ่มสาวอยู่ก็ไม่มีใครว่าอะไร
ให้กันได้ทั้งนั้นแหละนะครับ แต่ถ้าไม่มีอะไรจะให้ กำนัลกันด้วยปากก็คงไม่มีใครว่ากระมัง
นึกถึงท่านสุนทรภู่ ท่านกลับมาท่านบอกว่า
มาครั้งนี้มีแต่รักมาฝากน้อง มากกว่าของอื่น
ๆ สักหมื่นแสน
นี่อันนี้กำนัลด้วยปากนะ มีความรักมาฝากเต็มเลย เหมือนกับเวลาเราพบกัน
บางคนก็บอกแฟนตัวว่ารักเท่าฟ้า รักเท่าฟ้านี่ท่านชอบนัก กำนัลด้วยปาก ต้องถามจริง
ๆ ว่า ระหว่างฟ้ากับดินนี้ อันไหนมันใหญ่กว่ากัน ถ้าเทียบกับพงศาวดารสมัยก่อนเนี่ย
จะทราบว่าอะไรใหญ่ ก็เติมคำว่าเจ้าเข้าไปข้างหน้านะครับ เจ้าฟ้ากับเจ้าแผ่นดิน
แผ่นดินย่อมใหญ่กว่าฟ้าท่าน ฉะนั้นอย่ามาพูดกันให้ยาก ไม่ว่ารักเท่าฟ้านะ
รักสัก 2 ไร่ยังจะดีกว่ามั้ง เอาให้มันเป็นรูปเป็นร่าง เป็นรูปธรรมขึ้นมาสักหน่อยเหอะ
รักเป็นที่ดินนี่แหละนะครับ นี่ก็ว่าไปเรื่อย ใครจะรักกันเป็นที่ดิน เป็นขนมเป็นหมัด
เป็นพลูเป็นดอกไม้ก็ว่ากันไปเถอะ
คราวนี้ถ้าถามว่าเค้าให้อะไร
ดอกไม้อะไรกันบ้าง ในวันวาเลนไทน์นี่ ส่วนใหญ่ก็ให้กุหลาบสีแดง นี่จำจะต้องพูดต่อไป
ว่าทำไมมันมาอย่างไร ไอ้กุหลาบเนี่ย ไม่ใช่กูหลาบนะ กุหลาบเนี่ย แหม..ประทานโทษนี่ใช้ภาษาไม่ดีเลย
ทางออกอากาศ กุหลาบเนี่ยเป็นไม้ดอกนะ เค้านิยมปลูกกันแต่โบราณ ปลูกเพื่อเอาดอก
จึงเรียกว่าไม้ดอกนะครับ ไม่ใช่ปลูกไว้เอาเป็นไม้ผล ไม่ใช่อย่างนั้น
เค้าประมาณว่า
กุหลาบนี้มีกำเนิดมากว่า 70 ล้านปีมาแล้วนะครับ มันคงจะประมาณนั้น ก็มีบางตำรากล่าวว่า
กุหลาบนั้นมีกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่เทือกเขาคอเคเซิส เทือกเขาคอเคเซิส ในประเทศเปอร์เชียก็คือ
อิหร่าน ปัจจุบันนี้นะครับ ที่จริงคอเคเซิสเทือกเขามันยาวนะท่านนะ มันพาดมายาวมาก
มันเป็นที่อยู่ของชนเผ่าหนึ่ง ซึ่ง อ้อ..(อะฮึ่ม) ผิวขาว จมูกโด่งด้วย
เผ่าคอเคซอยไง ฝรั่งเอย แขกขาวเอย เชื้อสายคอเคซอย ไม่เหมือนพวกเราซึ่งเผ่ามองโกลอยด์มันคนละพวก
อะอ้า..เดี๋ยวมันจะเลยไปไกล
กุหลาบเนี่ยมันมีกำเนิดมาจากเทือกเขาคอเคเซิส ทางประเทศเปอร์เชีย หรือ
อิหร่าน นี่แหละ ในตอนนั้นเขาเรียกชื่อของดอกไม้ชนิดนี้ว่า กูล กูล หรือ
โกลด์ เป็นภาษาเปอร์เชีย แปลว่าสีแดง กูล หรือ โกลด์เป็นภาษาเปอร์เชียแปลว่า
สีแดง และก็จากนั้นเนี่ย ดอกไม้ประเภทนี้ก็แพร่เข้ามาทางอินเดีย ท่านอย่าไปสงสัยนะว่ามันแพร่มาอย่างไง
มันเป็นเส้นทางการค้า และก็สำคัญคนอินเดีย กับคนอิหร่าน เป็นพวกอารยันทั้งคู่นะครับ
พวกหนึ่งเป็นอารยันแห่งอิหร่าน พวกหนึ่งเป็นอารยันแห่งอินเดีย เค้าติดต่อกันอยู่เสมอนะครับ
เพราะฉะนั้นดอกไม้ชนิดนี้ ก็แพร่มาจากเปอร์เชีย เนี่ยเข้ามาสู่อินเดีย
หลักฐานนั้นในภาษาฮินดี
ซึ่งเป็นภาษาของอินเดียในปัจจุบันเนี่ย ภาษาฮินดีมีคำว่า คูล กูล กูล แปลว่าดอกไม้
แล้วก็ใช้คำว่ากุละ คู จาก คู ก็เติมอั๊บ เข้าไป จากคูอั๊บ คูลับ หมายถึงดอกกุหลาบนะครับ
ฉะนั้นอันนี้ฮินดี เรียกดอกกุหลาบว่ากุหลาบ ไทยเราน่าจะรับอันนี้มาก็เป็นได้
แล้วแต่ท่านนักภาษา นักนิรุกติศาสตร์ที่มีหลักฐานเพิ่มเติม จะได้ช่วยกันพูดในเรื่องนี้
เพราะจากคำว่า คูล ในภาษาเปอร์เชียมาอยู่ในอินเดียเป็น กูล เป็น คูละ กุละ
มาถึงไทยก็เป็น กุหลาบ คำว่า
กูล นั่นแปลว่า ดอกไม ้ในภาษาฮินดี แต่ถ้าในภาษาเปอร์เชีย กูล แปลว่า สีแดง
นะครับ คำเดียวกันเสียง G เสียง กึ ออกเสียงเป็นเสียงโฆษะซะด้วย กูล กุหลาบ
ดอกกุหลาบนี่ก็เข้ามาในไทยแต่เข้ามาเมื่อใดนี่ไม่ทราบแน่ชัดนะท่านนะ
แต่ในจดหมายเหตุของซีมอน เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา
สมัยของสมเด็จพระนารายมหาราชเนี่ยบันทึกเอาไว้ ซีมอน เดอ ลาลูแปร์บันทึกเอาไว้ว่า
ได้เห็นดอกกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา แปลว่าอยุธยานี้กุหลาบเข้ามาเป็นไม้ของไทยแล้ว
แล้วที่แน่นอนที่สุดว่าในสมัยอยุธยาตอนปลายเนี่ยมีดอกกุหลาบอยู่แล้ว ก็คือ
ข้อความที่ปรากฏในกาพย์ห่อโครงนิราศธารโศก ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศธ์มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า
| กุหลาบกลิ่นเฟื้องฟุ้ง |
|
เนืองนอง |
| หอมรื่นชื่นชมสอง |
|
สังวาส |
| นึกกระทงใส่พานทอง |
|
ก่ำเกล้า |
| หยิบรอจมูกเจ้า |
|
บ่ายหน้าเบือนหนี |
นี่แหละครับก็มีข้อความอันนี้อยู่
ผมเข้าใจว่าข้อความอันนี้คงจะคลาดเคลื่อนสักเล็กน้อยนะ มันน่าจะเป็น
| กุหลาบกลิ่นเฟื้องฟุ้ง |
|
เนืองนอง |
| หอมรื่นชื่นชมสอง |
|
ก่ำเกล้า |
| นึกกระทงใส่พานทอง |
|
สังวาส |
| หยิบรอจมูกเจ้า |
|
บ่ายหน้าเบือนหนี |
เนี่ยก็พิมพ์
ทางสำนักพิมพ์พิมพ์ผิดมาหรือเปล่า ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะ ที่ผมอ่านเอามาดูเนี่ย
เพราะว่ามันผิดสัมผัสของโคลงของเค้าอยู่นะท่านนะ ก็นี่ก็ไม่ได้ไปหนักนะ
พอดีมีตัวเขียนเอาขึ้นมาให้ เป็นการสนับสนุนว่าให้พูดให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์
ตัวเขียนนี่ดูจะคลาดเคลื่อนนะ เอ้า
เอามากลับมาของผมใหม่
 
กุหลาบนี่เป็นไม้ดึกดำบรรพ์นะครับ
ก็ได้มีนิทานประกอบมากมายหลายเรื่องทีเดียว ..อะยกตัวอย่างสักเรื่อง ก็เช่นวรรณคดีไทยเรื่อง
มันธนพาธา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า
รัชกาลที่ 6 นะครับ อันนี้ก็เล่าเรื่องถึงตำนานกำเนิดดอกกุหลาบ ว่าเกิดจาก
เอ่
ผู้ที่ผิดหวังในความรักแล้วจากนั้นก็ถูกสาปให้เป็นดอกกุหลาบ นี่ข้อนี้ถ้าท่านอยากจะอ่านก็ไปอ่านนะเรื่องมันทนพาธา
อู้ย
เพราะมากเลยที่เดียวแหละท่าน เอ่ยถึงความรัก เพราะ ๆ ทั้งนั้น
อ้าอรุณอะแร่มระเรื่อรุจี
ประดุจมโนภิรมย์รตี
ณ แรกรัก
แสงอรุณวิโรจน์นภาประจักษ์ แฉล้มเฉลาวโสภีนักนะฉันใด
เนี่ยฉันท์อิธิสังข์
อธิบายเรื่องความรัก อันรุนแรงนะครับ อันมากมาย อันนี้จะเอาไว้กล่าวต่อไปถ้ามีเวลา
อันนี้เรามักจะมุ่งเข้าไปทางวรรณกรรมมุขปาถะ ซะเป็นส่วนใหญ่
ทางด้านของพวกมุสลิม เนี่ยเค้าเชื่อว่า
กุหลาบเนี่ยเกิดจากหยาดเหงื่อของ พระนาบีมูหมัด ซอร์ นี่มุสลิมมีความเชื่ออย่างนี้
อยู่ ส่วนทางด้านคริสต์ศาสนิกชนนั้นเขาก็เชื่อว่า เมื่อพระเยซู จีซัสไครสต์
ซึ่งเป็นพระบุตรเนี่ย ถูกตรึงกางเขน ที่จริงไม่ได้ถูกตรึงหรอก พระองค์แบกกางเขนไปให้เขาตรึงเพื่อไถ่บาปให้มนุษยชาติเองเนี่ย
แต่พอเขาตรึงพระองค์เนี่ย
พระโลหิตได้ไหลหยดลงไปบนหญ้ามอส บังเกิดเป็นต้นไม้ 1 ต้น มีดอกสีแดงสดเรียกว่า
มอสโรส ก็คือ กุหลาบนี่เอง เนี่ย
กุหลาบตามความเชื่อของคริสต์นี้มาจากพระโลหิตของพระเยซู
เพราะฉะนั้นจึงมีสีแดง ส่วนของ เอ่อ..ทางมุสลิมนั้นเชื่อว่าเกิดจากหยาดเหงื่อของพระนาบีมูหมัด
ซอร์ล
ส่วนในนิทานกรีกเนี่ย เค้าก็เล่าว่า เทพธิดาแห่งดอกไม้ มีชื่อว่า คอรีส
คอรีส คอร่า นี่คอรีสเนี่ย ได้บันดาลให้ร่างนางไม้ คนหนึ่งกลายเป็นต้นกุหลาบ
และก็ยกให้เป็นราชินี แห่งดอกไม้ นะ กรีกเนี่ยถือว่ากุหลาบเป็นราชินีแห่งดอกไม้นะครับ
พอต่อมาอโฟร์ไดรท์ หรือฟีนัสได้มอบต้นกุหลาบนี้ให้แก่เอรอส เอรอส หรือ
อีรอส ก็คือ คิวปิสลุกชายซึ่งเป็นเทพแห่งความรักนี่นะฮะ
มอบต้นกุหลาบให้แก่เอรอส หรือคิวปิส หน่า..ท่านที่อยู่จังหวัดแพร่ คงจะเห็นนะครับว่าอ่า..อ่า..สถานเริงรมย์แห่งหนึ่งชื่อว่าอีรอส
E R O S อีรอส เป็นชื่อลูกชายของอโฟร์ไดร หรือ ฟีนัส นะฮะ แปลว่าความรัก
หลายท่านเคยบอกกับผมว่าเอรอส กลายเป็นฮีโร่ได้ นี่ก็ไม่ผิดอะไรหรอก แต่เพราะเสียง
k กับเสียง e ใกล้กันมากนะครับ ก็เป็นได้แต่ฮีโร่นั้นมันมาจากอะไรครับ
มาจากกล้าหาญ แต่ก็บอกไม่ใช่ผู้กล้าหาญหรอก เป็นผู้ที่มีผู้รัก ผู้ที่มีคนรัก
ฮีโร่รากศัพท์จริงก็มาจากเอรอส เอาได้ทั้งนั้นแหละ
ก็เป็นอันว่าตอนนี้เอรอส เนี่ยได้ดอกกุหลาบไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ กุหลาบสีแดงจึงมีความหมายถึง
ความรัก และความปรารถนา กามเทพเนี่ยจะนำโชคมาสู่หญิงที่ได้รับ กามเทพหรือคิวปิส
จะนำโชค กามเทพนำโชคมาสู่ผู้หญิงผู้ได้รับกุหลาบแดง นี่เป็นความเชื่อทางยุคกรีกนะครับ
ผู้หญิงคนไหนได้ดอกกุหลาบสีแดงผู้หญิงคนนั้นเนี่ยจะมีโชคนะ
ในปัจจุบันเนี่ยนะ
วันแห่งความรัก หนุ่มและสาว หนุ่มสาวนะ เด็ก ๆ หรือ เฒ่า ๆ แก่ ๆ นี้จะเกี่ยวข้องกันไหมหนอเนี่ยหนุ่มสาวมักจะใช้ดอกกุหลาบสีแดง
ให้แก่กันผู้หญิงก็ให้ผู้ชาย ผู้ชายก็ให้ผู้หญิง เป็นการแทนความรักนะ
ถ้าผมนึกถึงกวีอังกฤษท่านหนึ่งก็จำชื่อไม่ได้
บังเอิญวันนี้
ทุกทีก็จำได้อยู่หรอก นี่เค้าแต่ง เอ่อ
คำประพันธ์ที่บอก
My Love is life a red rose อะไรทำนองนี้ นี่จะต้องเรียนถามท่านอาจารย์ทางวรรณคดีอังกฤษอีกที
จำได้แต่ว่าความรักของฉัน ใช้แต่กุหลาบสีแดงเนี่ย
ก็เป็นอันว่าวันวาเลนไทน์ซึ่งเชื่อว่าเป็นระยะเวลาที่นกมาจับคู่กัน นกจับคู่เพราะหิมะเริ่มละลายนะท่าน
ฤดูหนาวอันยาวนานกำลังจะหมดไปนกก็ออกกันมา ดอกเรดบลัด ก็ออกดอก เพราะฉะนั้นนกก็ออกมาจับคู่สนุกสนานเลย
ก็เป็นวันหาคู่ของนก ของไทยเราเลย เอ่..ของฝรั่งเค้าเนี่ยเป็นวันที่อาจจะได้รักกัน
วันแรกที่นกออกมาหาคุ่ คนก็เลยจะมาหาคู่ตามนก แหละมั้ง อย่างนี้เค้าเลยให้ดอกกุหลาบแดงแก่กัน
ดอกกุหลาบแดงก็เป็นดอกไม้ซึ่งเชื่อว่าใครที่ได้รับ ผู้หญิงที่ได้รับ ก็จะได้พรจากกามเทพ
นี่คงจะเชื่อกันอย่างนี้แหละ
บ้างก็เล่ากันว่า วันนี้วันวาเลนไทน์วันนี้ ที่ผมพูดมายังไม่ถึงมันเป็นวันพรุ่งนี้
วันวาเลนไทน์เนี่ย มันเป็นวันที่นักบุญวาเลนไทน์ถูกพวกโรมันตัดศีรษะ เนื่องจากปฏิเสธที่จะละทิ้งความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า
เซนส์วาเลนไทน์มีความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า โรมันนี่ให้ทอดให้ทิ้งซะความรักนั้น
เซนส์วาเลนไทน์ไม่ยอมทิ้งความรัก ความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า จึงถูกตัดศีรษะ
อันนี้ก็กระแสมีมาก นะที่เล่ากันมา ไม่มีใครเคยเกิดในยุคนั้นหรอก
บ้างก็สันนิษฐานว่าชาวโรมันในสมัยโบราณเนี่ย
มีการฉลองเทพลูบากูส ฉลองเทพองค์หนึ่งชื่อ ลูบากูส ฉลองในวันที่ 15 กุมภาพันธ์
เป็นวันเทศกาลก่อนวันเทศกาล 1 วัน หลังวันเทศกาลเป็นเทศกาลก่อนวันเทศกาล
ก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หน่มสาวจะเลือกจับคู่กันไปเพื่อทดลอง คนรักกันเป็นเวลา
1 ปี นั่นคือ เทศกาลที่ฉลองเทพลูบากูส เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 15 กุมภาพันธ์
พอวันก่อนเทศกาล 1 วัน เป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์เนี่ย หนุ่มสาวจะไปเลือกคู่จับคู่กันเพื่อทดลองเป็นคนรัก
1 ปี
นี้ต้องทดลองนะ
ไม่ทดลองก็ไม่ได้ ทั้งนี้โดยมีเทพธิดาจูโน ฟอบูต้า จูโน เฟบบูต้า เฟบบลูอะต้า
เฟบบลูอะรี่นี่นะฮะ จูโนเฟบบลูอะต้า เป็นเทพแห่งความรัก เป็นผู้คุ้มครองเทพแห่งความรัก
หรือ จูโนจะเป็นผู้คุ้มครอง เฟบบลูอะรี่ เฟบบลูอะต้า เดือนกุมภาพันธ์เป็นผู้คุ้มครองหนุ่มสาว
ซึ่งทดลองรักกันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยดูแลช่วงทดลอง คำว่ามิตรภาพในเวลา 1
ปีนี้ จะเป็นประการใดนะ เทพนี่ก็เข้ามายุ่งในความรักมากทีเดียว ช่วยดูแลเน๊าะ
หากเข้ากันได้อยู่ด้วยกันได้ก็จะมีงานแต่ง มีการแต่งงานในเวลาต่อมา นี่ความเชื่อของโรมันนะครับ
แต่ต่อมาโรมันก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์
ถึงนับถือศาสนาคริสต์ก็ยังคงประเพณีเดิมเอาไว้ ประเพณีที่ให้โรมันเลือกคู่กันในวันที่
14 กุมภาพันธ์ ให้คงพิธีนี้เอาไว้นะครับ แต่ว่าชาวโรมันที่นับถือคริสต์จะนับถือเทพเจ้าอื่น
ๆ นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้า องค์เดียวนี้ไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเทพจูโน เฟบบลุอะต้านี่ก็คงจะหมดบทบาทไป
ก็เห็นว่าถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าจะให้มีการบูชา เอ่อ..เอ่อเทพอย่างว่าเนี่ย
ก็ให้มาบูชานักบุญแทน ถือว่าผู้ที่จะคุ้มครองผู้ที่จะเอ่อ..มารักกันทดลองอยู่ด้วยกันเนี่ย
ก็ให้นักบุญก็คือ นักบุญวาเลนไทน์เนี่ยแทนเสีย
นี่ก็ที่มาของดอกกุหลาบนะครับ
ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ก็มีการอ่า..เชื่อมโยงกันระหว่างเทพแห่งความรักกับดอกกุหลาบ
สำหรับกุหลาบในเมืองเราที่สวยงามมากก็คือดอกกุหลาบพันธุ์สยามมินทร์นะครับ
ดอกสีชมพู ใหญ่ ๆ มากเลยนะครับ กุหลาบนี้นั้นพระราชชายาดารารัศมี พระราชชายาในสมัยรัชกาลที่
5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนะฮะ ได้ทรงนำมาปลูก โตขึ้นในเชียงใหม่
ดอกโตมาก
นี่ก็พูดถึงดอกกุหลาบ
ในวันวาเลนไทน์ และวันวาเลนไทน์ ส่วนหนึ่งนะครับ ก็คงจะพูดไปอีกในสัปดาห์หน้า
สำหรับวันนี้ กระผม นายประจักษ์ สายแสงก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ
สวัสดีครับผม
กลับขึ้นบน |