สวัสดีครับท่านผู้ฟัง
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผม นายประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการครับ ยังอยู่ในเรื่องของพระจันทร์อยู่นะครับ วันนี้ก็เป็นวันพฤหัสบดีที่
23 แล้วก็เรื่องพระจันทร์มันก็ 2 เดือนกว่าแล้วก็ยังมากมาย ธรรมดาครับดวงมันโตหน่อย
มันก็เลยมีมากมาย
ผมนึกถึงนิทานเรื่องศรีธนญชัย
ตอนที่ศรีธนญชัยยืมเงินน้องแล้วบอกว่า 2 เดือนเมื่อไหร่ก็จะชำระคืนเมื่อนั้น
ปรากฏว่าพอถึงกำหนด 2 เดือน น้องก็มาทวงเงิน ศรีธนญชัยบอกว่า "ยังไม่ถึง
2 เดือนหรอก ยังมีเดือนเดียวอยู่" น้องก็เลยจูงมือไปชี้ให้ดูพระจันทร์บนฟ้าดวงหนึ่ง
แล้วบอก"นั่น 1 เดือน" แล้วชี้ให้ดูในน้ำอีกดวงหนึ่ง แล้วบอก"นั่นอีกหนึ่งเดือน
รวมเป็น 2 เดือน เพราะฉะนั้นต้องใช้เงินมาเสีย" ศรีธนญชัยเลยเสียเงินให้น้องไป
เขาเรียกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าเรื่องพระจันทร์มีกี่ดวงก็มีเรื่องเล่ากันอยู่มากมาย
ถกเถียงกัน คนเมา 2 คน เถียงกันว่า พระจันทร์มีกี่ดวง ดวงเดียว 2 ดวงหรือ
3 ดวง คนที่ถูกถามเอาตัวรอดง่ายมาก โดยตอบว่า "ไม่รู้นะ ข้าไม่ใช่คนบ้านนี้
เลยไม่รู่ว่าพระจันทร์มีกี่ดวง"
สมัยก่อนตอนที่ผมยังเป็นหนุ่มมีบุหรี่ตราพระจันทร์
บุหรี่ตราเกล็ดทอง บุหรี่ตราฆ้อง มีเรื่องเล่าขำๆว่า บรรดาพวกนักสูบบุหรี่ทั้งหลายติดบุหรี่พระจันทร์นี้มาก
จนกระทั่งมีคนถามว่า "ถ้าไม่มีพระจันทร์จะทำอย่างไร" เจ้าพวกนั้นก็ตอบว่า"
ใช้เกล็ดทองหรือใช้ฆ้องแทนก็ได้" ถ้าปัจจุบันคนฟังดูแล้วจะไม่เข้าใจ
เพราะเราไม่รู้จักบุหรี่ยี่ห้อพระจันทร์
ในยุคเมื่อประมาณ
50 ปีที่แล้วมา พระจันทร์ในนิทานปรัมปราของจีนอีก ซึ่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระจันทร์มากทีเดียว
มีเรื่องเล่าว่า เสิ่นอี๋ แปลตามตัวว่า เทพแห่งธนู ยิงธนูเก่ง กล่าวถึงเสิ่นอี๋ไว้ว่า
เมื่อประมาณ 2346 ปีก่อนคริสตกาล กล่าวถึงจักรพรรดิ์องค์หนึ่งชื่อ จักรพรรดิ์เหยา
ได้ไปพบนักแม่นธนูคนหนึ่งชื่อว่า โฮ่วอี เป็นคนยิงธนูแม่น สามารถยิงธนูแล้วกระโดดไล่ตามลูกธนูคว้าเอากลับมาได้
ยิงปั๊บกระโดดปึ๊บ คว้าเอาลูกธนูที่ยิงไปกลับมาได้ แปลว่าเก่งมาก จักรพรรดิ์เหยาเลยให้ตั้งฉายาของนักแม่นธนูโฮ่วอีผู้นี้ว่า
เสิ่นอี๋ หมายถึง เทพแห่งธนู เพราะเก่ง ยิงไปแล้ววิ่งตามเอากลับมา


เรื่องก็มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งจักรพรรดิ์เหยา โปรดให้เสิ่นอี๋ไปแก้ไขระงับน้ำท่วมที่เกาเหลียง
โดยการยิงธนูปราบพญามังกรที่ทำให้น้ำท่วม เสิ่นอี๋ก็ไปที่ตำบลเกาเหลียง
พอไปถึงก็ไปยิงพญามังกร เลยทำให้พญามังกรสู้ไม่ได้ก็เลยหนีไป ในสมัยที่เสิ่นอี๋ยิงพญามังกร
สมัยนั้นมีพระอาทิตย์อยู่ 10 ดวง ผลัดกันมาให้แสงสว่าง โดยผลัดกันมาทีละดวง
ทีละดวง ผลัดกันมาให้แสงสว่างแก่โลก
แต่วันหนึ่งทั้ง
10 ดวงเกิดนึกสนุกจึงมาพร้อมกันทั้งหมด ส่องแสงกล้าทั้งกลางวันกลางคืน
ทำให้โลกร้อนลุกเป็นไฟ สัตว์ก็ล้มตายกัน เสิ่นอี๋จึงยิงธนูไปถูกวงอาทิตย์ตก
กลายเป็นอีกาดำตัวใหญ่ 9 ตัว 10 ยิงเสีย 9 พระอาทิตย์ส่องแสงดี ๆ ถูกเสิ่นอี๋ยิงจนกลายเป็นอีกาดำ
เหลือไว้เพียงดวงเดียวเพื่อให้แสงสว่างแก่โลก นี่ถ้าเสิ่นอี๋ยิงพระอาทิตย์จนหมดโลกคงมืดหมด
นับว่าเซิ่นอี๋เก่ง เสิ่นอี๋มีภรรยาชื่อนาง ฉางเอ๋อ ซึ่งเป็นภาษาจีน ไม่ใช่นางฉางเป็นเอ๋อนะท่าน
มีประวัติความเป็นมาว่า ตอนที่ฉางเอ๋ออายุได้ 7 ขวบ แม่ของนางถูกเสือกัดตาย
ฉางเอ๋อจึงต้องอยู่กับพ่อเพียง 2 คน พอฉางเอ๋ออายุได้ 10 ขวบ เกิดเหตุวิปริต
มีพระอาทิตย์ขึ้นบนฟ้าถึง 10 ดวง พืชผักล้มตายมาก แม่น้ำแห้งเหือดไปหมด
ทั้งฉางเอ๋อกับพ่ออดน้ำหลายวัน
วันหนึ่งพ่อของนางไปพบแหล่งน้ำ
เลยตักน้ำใส่กระบอกเอามาให้ลูกดื่ม ลูกไม่ยอมดื่มจะให้พ่อดื่ม พ่อก็ไม่ยอมดื่มจะให้ลูกดื่ม
เรื่องนี้เป็นการแสดงความรักระหว่างพ่อกับลูก ต่างคนต่างเป็นห่วงซึ่งกันและกัน
ต่างคนต่างเกี่ยงกันกิน ท้ายสุดฉางเอ๋อสลบไป พ่อจึงเอาน้ำป้อนใส่ปากให้นางจนนางฟื้น
ฉางเอ๋อสลบเพราะกระหายน้ำจัด แต่พอสลบไปพ่อก็ป้อนน้ำจนฟื้น แต่พ่อก็เสียชีวิตเพราะความกระหายน้ำ
พอน้ำหมดพ่อก็ตาย ฉางเอ๋อเสียใจมาก เธอจึงนุ่งขาวห่มขาวไว้ทุกข์
หลังจากเซิ่นอี๋ยิงพระอาทิตย์ตกหมดแล้วจึงรับเอานางฉางเอ๋อมาเป็นภรรยา
ในตอนนั้น มีเจ้าแม่ตะวันตกชื่อ ซีหวังหมู่ เจ้าแม่คนนี้บางเรื่องเล่าว่า
มีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก มีฟันยาวคมเหมือนฟันเสือ มีหาง 9 หาง ชอบทำยาด้วยใบหญ้าและดอกไม้
นอกจากนี้ซีหวังหมู่ ยังมีสวนท้อซึ่งพันปีจะออกครั้งหนึ่ง จึงนำเอาท้อมาเป็นส่วนประกอบทำให้ทำยาอายุวัฒนะได้
เมื่อผลท้อสุกก็จะมีงานเฉลิมฉลองเชิญเหล่าเทพทั้งหลายมาเลี้ยงกัน



ในตอนนั้น
แม่เฒ่าซีหวังหมู่ผู้น่าเกลียดน่ากลัวแต่ปรุงยาอายุวัฒนะ ได้มอบรางวัลให้แก่เสิ่นอี๋
เพราะได้ช่วยเหลือโลกในการยิงพระอาทิตย์ตก 9 ดวง โดยประทานถ้วยหยกใส่น้ำอมฤต
ซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะ แต่สั่งเสิ่นอี๋ไว้ว่า เจ้าจะต้องเก็บยานี้ไว้ปีหนึ่งถึงจะกินได้แล้วอย่ากินก่อนอย่างเด็ดขาด
เสิ่นอี๋จึงนำยานั้นไปซ่อนใต้หลังคาบ้าน ไม่ให้ใครเห็น
แต่ยานั้นเป็นยาวิเศษ
ยามีแสงสว่างออกมาทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้ฉางเอ๋อไปเห็นแสงสว่างบนหลังคา
จึงเอาบันไดพาดหลังคาไต่ขึ้นไปพบถ้วยหยกอยู่ ไม่ได้รู้เลยว่าในถ้วยหยกมีน้ำอมฤตอยู่
นางก็เลยกินเข้าไป ตัวนางก็ลอยขึ้นทันที นางตกใจกลัวเลยตะโกนให้สามีช่วย
ส่วนเสิ่นอี๋เห็นภรรยาลอยขึ้นจึงหยิบธนูขึ้นมา เพื่อจะยิงนาง เพื่อจะช่วยเหลือ
แต่ก็สงสารหากยิงถูกฉางเอ๋อแล้วฉางเอ๋อตาย เสิ่นอี๋ก็ได้แต่มองภรรยา มองนางลอยขึ้นไปบนฟ้า
ฉางเอ๋อลอยขึ้นไปถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งใสเหมือนกระจกและเย็นมาก
นางรู้สึกเหงาและว้าเหว่คิดถึงสามี แต่นางกลับโลกไม่ได้ ที่นั่นไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยนอกจากต้นอบเชย
ตอนนั้นนางเริ่มไอและอาเจียน นางเลยเอาเม็ดยาทิพย์ออกมา ยาทิพย์กลายเป็นกระต่ายหยกสีขาว
ชาวจีนเลยเชื่อว่า ฉางเอ๋อกลายเป็นคางคกอยู่บนดวงจันทร์ ตอนนั้นนางลอยขึ้นไปนางใส่ชุดสีขาวแสงสว่าง
หลังจากกินยาทิพย์เข้าไปนางกลายเป็นคางคก บ้างก็ว่านางไม่ได้เป็นคางคก
แต่นางกลายเป็นกบ 3 ขา ซึ่งเรียกเป็นภาษาจีนว่า เซี้ยมซู่ซาคา หรือกบ 3
ขา



นิทานเรื่องนางฉางเอ๋อมีมากมายหลายสำนวน
รายละเอียดไม่ค่อยตรงกัน มีการต่อเติมเสริมแต่งจนพิสดาร นี่ก็เป็นธรรมดาของนิทาน
นักคติชนวิทยาที่ศึกษาเรื่องนิทาน จะทราบดีว่า นิทานนั้นมีการตัด เติม
เสริม ต่อ ย้ายที่ มีอยู่ตลอด นักจิตวิทยาเลยทำการวิจัยเรื่องที่เล่ากัน
โดยให้คน 50 คน ยืนเรียงกัน คนที่ 1กระซิบนิทานซึ่งมีความยาวประมาณ 50
ประโยค กระซิบไปให้คนที่ 2 ฟัง คนที่ 2 ก็ไปกระซิบคนที่ 3 คนที่ 4 จนกระทั่งไปจนถึงคนที่
50 กลับมาเล่าอีกไม่ค่อยมีเค้าเรื่องเดิม เพราะเล่าต่อกันมา
คนจีนที่เป็นจีนกวางตุ้ง นิยมนำเรื่องนางฉางเอ๋อมาแสดงเป็นงิ้ว งิ้วกวางตุ้งชอบแสดงเรื่องฉางเอ๋อ
ผู้หญิงกวางตุ้งเองก็นิยมไหว้พระจันทร์ ส่วนไหหลำกับจีนแคะไม่นิยม เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้พระจันทร์
แม้แต่ในเมืองจีนก็มีเรื่องเล่าหลายเรื่อง วรรณกรรมจีนเรื่องหนึ่งเล่าว่า
ในสมัยเลียดก๊ก ประมาณ 343 ก่อนพุทธศตวรรษ ที่เมืองจีนมีจักรพรรดิ์เมืองจิ๋น
มีพระธิดาชื่อนางหลั่งอวี้ เวลาเกิดมามีขลุ่ยหยกติดมาด้วย ซึ่งเป็นธรรมดาของนิทานทั่วโลกที่ตัวเอกเกิดมาแล้วมีของวิเศษติดมาด้วย
นางเกิดมามีขลุ่ยติดตัวมาและเป่าขลุ่ยได้ไพเราะมาก บรรดาราชบุตรก็หมายปอง
อยากแต่งงานกับนางหลั่งอวี้ แต่นางไม่ยินดีกับใครทั้งนั้น พอมีคนอยากจะแต่งมากๆ
นางก็ประกาศว่า จะให้แต่งก็แต่งได้แต่ว่าคู่ครองของนางจะต้องเป่าขลุ่ยได้ไพเราะกว่า
นางก็จะแต่งกับคนนั้น
ปรากฏว่ามีบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า ซิวสื่อ มีขลุ่ยไม่ไผ่มาเป่าให้นางฟัง
ไพเราะมากกว่านางหลั่งอวี้ เป็นเหตุให้นางหลั่งอวี้หลงใหลมากจึงอภิเษกกับบัณฑิตหนุ่ม
อยู่กันมาถึง 3 ปี มีอยู่วันหนึ่ง เป็นคืนวันเพ็ญเดือน 8 ทั้งสองนั่งเป่าขลุ่ยกันอยู่บนหอสูง
มีหงส์ทองคู่หนึ่งบินพาทั้งคู่ขึ้นไปบนสวรรค์
ต่อมาจักรพรรดิ์จิ๋นสละราชสมบัติขึ้นไปบนหอสูงเพื่อบูชาดินฟ้าและดวงจันทร์เป็นนิจสิน
หงส์ทองก็เลยบินลงมาพาจักรพรรดิ์จิ๋นขึ้นไปบนสวรรค์เช่นเดียวกัน ชาวจีนจึงถือเอาวันเพ็ญเดือน
8 เป็นวันดี จัดพิธีไหว้พระจันทร์ที่จัดขึ้น โดยหวังว่าจะได้ขึ้นไปบนพระจันทร์ตามจักรพรรดิ์จิ๋น
หลั่งอวี้และซิวสื่อ
ตามคติเดิมของจีน
ถือว่าพระจันทร์เป็นเทพผู้ประทานพืชพันธุ์ให้แก่มนุษย์ จีนจึงเรียกวันเพ็ญเดือน
8 ว่า สารทตงชิว เป็นวันสารทชื่อว่าตงชิว คำว่า ชิว แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง
สรท ของสันสกฤต แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง ตรงกับภาษาอังกฤษว่า autumn ตรงกับภาษาอเมริกันใช้คำว่า
fall ตั้งแต่โบราณก่อนยุคประวัติศาสตร์ คนจีนทำกสิกรรม จึงสักการะเทพเจ้าแห่งกสิกรรมซึ่งเทียบกับไทยคือ
เจ้าแม่โพสพ เป็นเทพีแห่งข้าว
แต่ชาวจีนโบราณเชื่อว่า
มีกระต่ายในดวงจันทร์ แล้วถือว่ากระต่ายเป็นผู้ก่อให้เกิดพืชพันธุ์ธัญญาหาร
ส่วนพระจันทร์นั้นเป็นกำลังเป็นอำนาจ บังคับความเป็นความตายของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้คติความเชื่อเรื่องพระจันทร์จึงเกี่ยวข้องกับกระต่าย
เกี่ยวข้องกับธัญญาพืช เพราะฉะนั้นตามพิธีจึงมีการเซ่นไหว้เจ้าแม่ เซ่นไหว้ดาวจระเข้
ใช้ข้าวสารใส่กระบุงสี่เหลี่ยม ใส่กระบุงกลางแจ้งเอาตะเกียบ 10 คู่กับรูปเด็กๆใส่กระบุงด้วย
แล้วนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วนำข้าวในกระบุงมาต้มรับประทาน เชื่อว่ากินเข้าไปแล้วอายุยืน
จากนั้นมีการประกวดทำขนมพระจันทร์ที่ทำจากแป้งและน้ำตาลทรายแดง
แล้วประดับประดาอย่างงดงาม แต่ปัจจุบันนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้พระจันทร์เปลี่ยนแปลงไป
มีการนำเอากระดาษเงินกระดาษทอง รูปเทวดาทั้ง 8 รูปแม่พระกวนอิม นำต้นอ้อยมาผูกเป็นซุ้ม
สมมุติเป็นวิมานของพระจันทร์ อธิบายว่า เมื่อถึงฤดูทำนา นางฉางเอ๋อจะนำน้ำอมฤตมาประพรมโลกมนุษย์ทำให้ต้นข้าวออกรวงงาม
แล้วจึงเอาข้าวมาทำขนมโก๋ ทำพิธีสมโภชขอบคุณพระจันทร์ 
พวกสาว
ๆ มักอธิษฐานขอให้สวยเหมือนพระจันทร์ ขอให้มีความสุข บ้างก็อธิษฐานขอให้มีบุตร
ขนมที่ใช้นอกจากจะใช้ขนมโก๋หรือขนมเปี๊ยะแล้ว ยังมีเผือกกับส้มโออีกด้วย
เผือกกับส้มโอ มีเรื่องเล่าว่า สมัยมองโกลปกครองจีน ประมาณ พ.ศ. 1911 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย
เจงกิสข่านออกกฎหมายบังคับให้ชาวจีน 3 ครอบครัว มีหน้าที่เลี้ยงชาวมองโกล
1 คน และให้ชาวจีน 1 ครอบครัวมีมีดได้เพียงเล่มเดียวเท่านั้น ใครมีมากกว่านั้นจะถูกลงโทษฐานเป็นกบฏ
เพื่อป้องกันการแข็งข้อ ชาวจีนที่รักชาติก็นัดแนะกันก่อการกบฏ
โดยใช้พิธีไหว้พระจันทร์บังหน้า โดยการเขียนจดหมายนัดแผนก่อการกบฏใส่ในขนมพระจันทร์ส่งให้กันตามประเพณี
เป็นเหตุให้พวกมองโกลล้มตายเป็นจำนวนมาก เจงกิสข่านจึงยกทัพมาปราบ
พอถึงวันไหว้พระจันทร์
คนจีนจึงรำลึกถึงวันอีกวันหนึ่ง คือวันวางแผนกู้ชาติของจีนไนยุคนั้นที่กู้ชาติจากพวกมองโกล
ส้มโอและหัวเผือกที่ตั้งโต๊ะตอนที่ไหว้พระจันทร์นั้น คือ เครื่องที่ใช้เซ่นไหว้แทนศีรษะของคณะกู้ชาติที่ถูกเจงกิสข่านฆ่านั่นเอง
โอ้ นี่มีประวัติน่าดูนะไหว้พระจันทร์เนี่ย มันหลายกระแสที่เดียวนะ เนี่ยก็เป็นเรื่องของจีน
ก็คงจะหมดเวลาพอดีนะครับท่านผู้ฟังครับ ผม นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนแล้วพบกันอีกครั้งหนึ่งในคราวหน้า
สวัสดีครับผม