สืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ ฉายแสงดำเนินรายการครับ
วันนี้ตรงกับวันที่ 16 มกราคม พุทธศักราช 2546
เป็นวันครูนะครับ ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำพอดี วันนี้พระจันทร์ก็จะเต็มดวง
เรายังคงพูดถึงพระจันทร์อยู่ เรื่องพระจันทร์ที่พูดเป็นวรรณกรรมว่าถึงเรื่องพระจันทร์รอบโลกทีเดียวละครับ
ในวันนี้เราจะย้อนกลับมาที่ฟิลิปปินส์
ในฟิลิปปินส์มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งบอกว่า สมัยดึกดำบรรพ์นานมาแล้ว พระจันทร์กับพระอาทิตย์นี้มีแสงแรงกล้ามากเลย
พระจันทร์ชอบขึ้นก่อนพระอาทิตย์จะตกเสมอ ของเราก็ยังเป็นอยู่พระจันทร์ขึ้น
พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกเลย ก็เลยทำให้ประจันแสงกันเจิดจ้าในตอนเย็น เป็นเหตุให้ผู้คนเดือดร้อน
ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เล่นขึ้นตลอด แล้วตอนเย็นก็ชิงกันขึ้นอีก ฝ่ายหนึ่งยังไม่ทันตกอีกฝ่ายหนึ่งก็ขึ้น
ทุกคนก็ยังไม่มีโอกาสได้พักผ่อนกันเลย พระอาทิตย์นั่นบอกว่าขอให้ตัวลงจากท้องฟ้าก่อน
แล้วพระจันทร์ค่อยขึ้น แต่พระจันทร์ไม่ยอม เพราะทะนงว่ามีแสงร้อนแรงเท่ากับแสงพระอาทิตย์
เพราะฉะนั้นบอกไม่รู้แหละ
ขอขึ้นไปแข่งกันแหละ ต่างคนก็ต่างไม่ยอมกันเลยเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้น
พระอาทิตย์ก็โมโหจัดเลยควักเอาโคลนโปะไปบนหน้าพระจันทร์เข้าเต็มที่เลย
ทันใดนั้นโลกก็มืดมัว พระจันทร์พยายามล้างหน้าเท่าใดรอยเปื้อนก็ไม่หาย
ก็ทำให้แสงอ่อนลง และมีรอยด่าวติดจนทุกวันนี้ ถูกโคลนปะเข้าไปที่หน้า แสงก็เลยอ่อนลงแล้วก็ไม่ร้อนเป็นรอยด่างอยู่
ถามว่าใครทำให้เกิดรอยด่างบนพระจันทร์ คำตอบคือพระอาทิตย์ ขอร้องกันไม่ฟังเลยทะเลาะแล้วเอาโคลนสาดกัน
ก็มีสำนวนสาดโคลนเข้าหา สาดโคลนเข้าใส่กันอะไรทำนองนี้ นี้ก็ของฟิลิปปินส์
คราวนี้ในฟิลิปปินส์มีนิทานอีกเรื่องหนึ่ง
มีวรรณกรรมอีกเรื่องหนึ่ง เขาก็เล่าว่า ครั้งหนึ่งมีชาวนาคนหนึ่งร่ำรวยมาก
วันหนึ่งชาวนาคนนี้ออกไปทำนาก็พบว่า ทุ่งนาของเขาถูกน้ำท่วมกลายเป็นสระน้ำสีทอง
เขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลง เขาจึงแอบซุ่มดูก็จึงเห็นสาว ๆ หลายคนลงเล่นน้ำในท้องนาของเขา
ผู้ชายคนนี้ชื่อ กาตาน เขาทำนาอยู่ดี ๆ ปรากฏว่ากลายเป็นน้ำสีทองท่วมไปหมดในนา
และยังมีผู้หญิงลงไปเล่นน้ำเต็มเลย กาตานก็โมโหตะโกนไล่ว่า "ฉันจะตัดหัวพวกแก
แกทำให้นาข้าวของฉันกลายเป็นสระน้ำ" พวกสาว ๆ ได้ยินดังนั้นก็ตกใจพากันสวมเสื้อสวมผ้า
ผ้าก็มีสีแดงมีปีกบินขึ้นฟ้าไปเลยอย่างกับนางมโนราห์ สงสัยนางพวกนี้จะเป็นกินรีบินขึ้นไปได้
แต่สาวนางหนึ่งปีกไปเกี่ยวกับกิ่งไม้จึงบินไม่ขึ้น
ก็เลยถูกกาตานจับตัวได้ นางก็ขอร้องว่า "อย่าฆ่าฉันเลย ฉันเป็นลูกสาวของราชา
กาปิกะ" (คงเป็นภาษาตากาล็อก) ราชานี้เป็นราชาแห่งเทพธิดาผู้สิ่งสถิตอยู่ในกลุ่มเมฆ
กาตานก็เลยบอกว่า อย่างนี้ไม่ฆ่า ให้นางดูแลบ้ายเป็นการไถ่โทษ นางก็เลยต้องทำงานที่บ้าน
แต่อยู่มาไม่นานก็ได้แต่งงานกัน เพราะเห็นอกเห็นใจกันก็เลยมีลูกสาวชื่อ
บูกาน
วันหนึ่งบูกานเข้าไปในห้องเก็บของก็ไปพบเสื้อผ้า
และปีกของแม่เธอซึ่งซ่อนเอาไว้ บูกานก็เลยนำออกมาถามแม่ว่านั้นคืออะไร
ส่วนนางคนนี้พอเห็นเสื้อผ้าก็สำนึกผิดคิดถึงพ่อ จากพ่อมานานมัวมาอยู่ที่นี้ไม่ได้กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อเลย
คิดเช่นนั้นก็เลยเสียอกเสียใจหนีไป หนีโดยพาลูกสาวขึ้นฟ้าไปด้วย กาตานวิ่งตามไปไม่ทันก็แลเห็นแต่เป็นดวงจันทร์มีรูปผู้หญิงกำลงอุ้มลูก
แล้วที่กำลังอุ้มอยู่นั้นก็กำลังร้องไห้ แล้วเขาก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาของเขา
เรื่องนี้ก็เล่ากันเหลือเกิน
ท้ายสุดแม่คนนี้ก็บินขึ้นไป
แต่ขึ้นไปอยู่บนพระจันทร์นู้นแนะ อุ้มลูกลูกก็กำลังร้องไห้ ด้วยเหตุนี้คนฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่งจึงมองดูพระจันทร์
แล้วก็บอกว่ารอยด่าง ๆ นั้นเป็นรูปของผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกแล้วลูกกำลังร้องไห้
ข้ามจากฟิลิปปินส์ไปหน่อยคือ
อินโดนีเซีย ที่อินโดนี้เซียมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระจันทร์คล้าย ๆ กัน
คล้าย ๆ กับเรื่องเมื่อสักครู่ แต่ว่านางฟ้าไม่ได้นำลูกสาวไปด้วยหรอก แต่นางฟ้าสัญญาว่าจะกลับมาในคืนก่อนแต่งงานของลูกสาว
ของฟิลิปปินส์นั้นแม่คนนั้นแกใส่ปีกใส่เสื้อผ้าเสร็จก็อุ้มลูกขึ้นไปบนดวงจันทร์
ส่วนอินโดนีเซียนี้ไม่หรอก แกทิ้งลูกเอาไว้กับผู้ชายคนนี้ที่เป็นสามี แต่แกสัญญาว่าจะกลับมาในคืนก่อนแต่งงานของลูกสาว
จากตำนานนี้ก็เลยกลายเป็นความเชื่อว่า ในคืนก่อนแต่งงานเจ้าสาวจะต้องคอย
วิโดดารี ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งความงาม เธอจะมาอวยพรให้สาว ๆ ทั้งหมดก็คิดอย่างนั้น
ส่วนในบาหลีมีเรื่องเล่ากล่าวถึงเจ้าชาย
อินทรปัตร ได้พบกับสาวงามในป่า สาวงามเมื่อก่อนนี้อยู่ในป่า ปัจจุบันก็อยู่ในศูนย์การค้าอะไรก็ว่าไปเถอะ
พบสาวงามในป่านั้นก็หลงรักสาวงามนั้น สาวงามคนนั้นได้ไปอยู่บนดวงจันทร์
ก็ไม่ได้บอกทำไมจึงไปอยู่ได้ แต่เธอไปอยู่บนพระจันทร์เจ้าชายที่หลงรักมากจึงขี่นกทองคำบินตามไป
ตามสาวสาวแต่ไปไม่ถึง แล้วเจ้าชายนี้ก็เลยหายสาบสูญไปด้วย ด้วยเหตุนี้ในพิธีแต่งงานของชาวบาหลีจะต้องมีนกทองคำร่วมในพิธีด้วย
เอาทองคำมาทำเป็นนก ปัจจุบันทองคำราคาแพงไม่ไหวก็เอาอะไรมาทำเป็นนกแล้วทาสีทองเข้าใส่ร่วมในพิธีด้วย
เพื่อนให้นึกถึงเจ้าชายอินทรปัตร ซึ่งตามหญิงสาวที่ตัวเองพบในป่า และหญิงสาวนั้นขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์
เรื่องนี้ก็จบลงอย่างน่าเศร้าทีเดียว
ชาวเกาะพวกเมาลี
เกาะฮาวาย เกาะซามัวในมหาสมุทรแปซิฟิก เขาจะมองในเงารูปพระจันทร์เป็นรูปคน
เป็นรูปต้นไม้ แล้วก็มีเรื่องเล่ามีวรรณกรรมแบบเดียวกันเลยทั้ง 3 หมู่เกาะ
แต่ชื่อคนไม่เหมือนกัน พวกเมาลีเรียกคนในพระจันทร์ว่า "โรนา"
พวกเมาลีนี้อยู่ในนิวซีแลนด์เป็นชื่อชนเผ่าของเขา พวกนี้เรียกคนในพระจันทร์
พระจันทร์เขาถือว่ามีคนอยู่รอยด่าง ๆ นั้นแหละ เขาเรียกเขาคนในดวงจันทร์ว่า
"โรนา" ชาวเกาะฮาวายเรียกคนในพระจันทร์ว่า "ฮีนา"
ถ้าซามัวเรียกว่า "ซีนา" มีเรื่องเล่าเหมือนกันแต่มีชื่อคนไม่เหมือนกัน
ลองเล่าตามแบบของเมาลี
เมาลีเล่าว่า เช้าวันหนึ่ง โรนาออกไปตักน้ำที่ลำธารให้ลูก ๆ ในมือถือตะกร้าบรรจุขวดน้ำเต้าแห้งที่ใช้ใส่น้ำ
ใช้เปลือกน้ำเต้ามันกลวงข้างในเขาก็เอาไปใส่น้ำ ขณะเดินไปตามทางปรากฏว่าพระจันทร์ถูกเมฆบัง
แล้วทางเดินตรงนั้นก็แคบด้วย มองไม่เห็นมันมืดเพราะพระจันทร์ถูกเมฆบัง
ตรงนั้นเต็มไปด้วยรากไม้ พุ่มไม้ ทำให้โรนาสะดุดรากไม้เข้าตรงพุ่มไม้พอดี
เธอก็โกรธพระจันทร์หาว่าพระจันทร์ไปมัวซุกหัวอยู่ไหนไม่ออกมาส่องแสง พอโกรธปั๊บพระจันทร์ก็เลยไม่พอใจโรนา
ก็เลยฉุดโรนาขึ้นไปบนท้องฟ้า โรนาก็คว้าต้นไงโอ แปลว่าอะไรไปถามพวกเมาลีที่นิวซีแลนด์ดู
โรนาก็คว้าต้นไงโอแต่ต้นไม้ทานแรงไม่ไหวได้ถอนติดมือไปด้วย
บรรดาเพื่อนของนางก็ตามหานางเป็นเวลานานก็ไม่พบ
ไม่รู้เลยว่านางหายไปไหน แต่ในคืนที่ท้องฟ้าแจ่มใสพระจันทร์เต็มดวง ทุกคนมองเห็นโรนายืนพิงก้อนหินถือตะกร้าที่ใส่เปลือกน้ำเต้าแห้งสำหรับเอาไปบรรจุน้ำ
แล้วถือต้นไงโออยู่จนทุกวันนี้
และเรื่องเดียวกันถ้าชาวฮาวายเล่าชื่อ
"ฮีนา" ถ้าซามัวเล่าชื่อว่า "ซีนา" แต่ละหมู่เกาะเล่าเรื่องเดียวกัน
แนวคิดเหมือนกัน โครงเรื่องเหมือนกัน เนื้อเรื่องเหมือนกัน แต่ตัวละครต่างกัน
เพราะว่าเมาลีเรียก โรนา ฮาวายเรียก ฮีนา และซามัวเรียก ซีนา แต่ 3 คำนี้มาดูในเชิงนิรุกติศาสตร์
โรนาเสียง "ร" (เรอะ) มันเปลี่ยนเป็นเสียง "ห" (เหอะ)ได้
เมืองไทยก็เปลี่ยนเยอะอย่างคำว่า "รัก" ของภาคกลาง ทางล้านนาและอีสานเปลี่ยนเป็น
"ฮัก" จาก ร เป็น ฮ ไร่ เป็น ไฮ่ จากโรนา เป็นฮีนา ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดเลย
แต่ชาวซามัวเรียก "ซีนา"
เรามาดูคำว่า ฮีนา มันมาเป็น ซีนา ได้ไหม เสียง ห เป็นเสียงเสียดแทรกลำคอ
Glottal Fricative มันก็จะเป็นเสียงเสียดแทรกที่เกิดจากปุ่มเหงือก Alveolar
Fricative ก็กลายเป็น ซีนา ได้เพราะฉะนั้น 3 คำเป็นคำเดียวกันนั้นเอง แต่เพี้ยนเสียงกันไป
ของเราเสียง "ห" เป็นเสียง "ส" ก็มี ไม่ใช่ไม่มีอย่างเช่น
"เอาไปเสีย" ก็กลายเป็น "เอาไปเหีย" คำว่า "ฮั้น"
เป็นภาษาโบราณ เป็น "นั้น" ในภาษานี้เดี๋ยวนี้ แล้วก็กลายเป็นภาษาอีสานว่า
"สั้น" เพราะฉะนั้นเสียง ห เสียง ส เสียง ร มันกลายกันได้ เขาเรียกว่ากลายกันตามแบบนิรุกติศาสตร์
คือเปลี่ยนเสียงแทนกันได้ ด้วยเหตุนั้นนิทานของชาวเมาลีก็ดี ฮาวายก็ดี
และซามัวก็ดีในเรื่องเกี่ยวกับพระจันทร์จึงเหมือนกัน แต่ว่าชื่อตัวละครแตกต่างกันนั้น
มันก็ต่างกันเพราะว่าเสียงมันกลายกันได้อีกนั้นแหละ นี้ก็พูดในเชิงของภาษาหลายท่านฟังจะรู้สึกเหนื่อยใจแทน
จากชาวเกาะข้ามมาถึงประเทศจีน
คนจีนมองเห็นเงาในรูปพระจันทร์เป็นกระต่ายตำยา บางตำราว่าครกที่ใช้ตำยาเป็นหัวคางคก
ยาที่ทำก็เป็นเปลือกอบเชย อบเชยบ้านเราเนี้ยะ ....อบเชยเชยชื่นชี้ เฌอปรางค์.....
อบเชยนี้กลิ่นหอมมาก ยาที่ตำก็เป็นเปลือกอบเชย ผสมกับน้ำหน่อไม้และมันสมองกบ
พูดกับเรื่องสมองเขากำลังวิจัยอยู่
ผลวิจัยออกมาเมื่อปี 2545 เดือนกว่า ๆ เมื่อเดือนธันวาคม เขาบอกว่ามันสมองของสัตย์มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งและทำให้คนฉลาด
ผลวิจัยของที่ไหนผมก็จำไม่ได้ อันนี้ไม่กล้ายืนยัน จะเป็นผลวิจัยของมหาวิทยาลัยที่รัฐเพนซิเวเนียรึเปล่าไม่แน่ใจ
แต่ถ้ามันสมองมันทำให้ไม่เป็นมะเร็งและฉลาดจริง รับรองได้เลยว่า ข้าวคลุกมันสมองหมูของทางล้านนาและลำปาง
แถวเชียงราย เชียงใหม่คงขายดี เขาไม่ได้เรียก ข้าวคลุกมันสมองหมูหรอก เป็นภาษาถิ่นว่า
ข้าวคลุกอ่องออหมู
แต่ในของจีนไม่ได้เอามันสมองหมู
เอามันสมองกบผสมกับน้ำหน่อไม้แล้วก็เปลือกอบเชยตำไปเลย ไอ้ที่ตำ ๆ ในพระจันทร์มาตำบ้านเราไม่รู้จะได้ผลไหม
แล้วบอกว่าใครกินครบ 7 ปีจะสามารถเดินบนน้ำได้ เขารู้เดินน้ำดำดินเหาะบินไปได้หรือไฉน?
ไอ้เดินบนน้ำได้เพราะไปกินอันนี้เองครบ 7 ปี
ต้นอบเชยจะออกดอกตอนเทศกาลไหว้พระจันทร์พอดี
ท่านที่อยู่แถวเขาหลวงสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ แถวทุ่งแสลงหลวงก็ดูซิว่าอบเชยมันออกดอกไหม
แต่ต้นอบเชยนั้นคนทางคีรีมาศไม่ได้เรียกว่า "อบเชย" เรียกว่า
"ต้นสุรามฤต" แล้วเขาเอารากจากต้นสุรามฤตมาต้มกับน้ำเป็นสีแดง
ๆ เวลาดื่มเข้าไปก็จะทำให้ตาสว่าง ส่วนเปลือกของสุรามฤตมีกลิ่นหอมมาก เขาเอามาใส่ในเครื่องแกง
อันนี้ล่ะคืออบเชย
อันนี้ตามคติของจีนเขาบอกว่าบนดวงจันทร์มี ต้นไม้ที่ชื่อว่า cinnamon ก็อบเชยเหมือนกันที่เอาใส่ขนมปัง
มีกลิ่นหอม ๆ ขนมปังกรอบ ๆ บางทีเขาเรียกว่า cassia เขาเรียกว่าอบเชย บางทีเขาเรียกว่า
osmanthus อันนี้ก็คือต้นอบเชยเหมือนกัน เปลือกของมันเป็นยาวิเศษ เพราะอะไร
เพราะมันออกดอกในเทศกาลไหว้พระจันทร์พอดี ก็เลยมีสิริมงคลเป็นยาวิเศษ
คนจีนเชื่อว่าต้นอบเชยเป็นยาวิเศษ
มีเรื่องเล่าว่าชายคนหนึ่งชื่อว่า หวู่กัง เป็นคนอวดดี เป็นคนยโสเหย่อหยิ่ง
แกไปขอเล่าเรียนวิชาจากเซียนท่านหนึ่ง เซียนนั้นสอนขั้นตอนจากง่ายไปยาก
แต่ว่าหวู่กังไม่มีความอดทน ไม่อยากเรียนตามขั้นตอน อยากจะเรียนลัดขั้นตอนเพราะถือว่าตนเองเก่ง
อันนี้ไม่เอารู้แล้วอยากลัดขั้นตอน เซียนบอกว่าไม่ได้มันต้องเรียนจากง่ายไปยาก
มันมีขั้นตอนของมัน หวู่กังเฝ้าแต่ขอให้อาจารย์สอนวิชาขั้นสูง อาจารย์ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้หวู่กัง
ถ้าแม้เจ้าอยากเรียนวิชาขั้นสูง เจ้าจงไปตัดต้นอบเชยบนพระจันทร์มาให้สำเร็จก่อน
เราจึงจะสอนวิชาชั้นสูงให้ หวู่กังก็ไปตัดต้นอบเชยบนนั้น
จนปัจจุบันก็ไม่สำเร็จ
ตอนนี้หวู่กังก็ตัดอยู่ เดือนหงายลองมองขึ้นไปบนนั้น หวู่กังก็ตัดต้นอบเชยบนนั้น
ตัดไม่สำเร็จเพราะอะไร เพราะต้นไม้สูงขึ้นตลอดเวลา หวู่กังก็ตัดไปเรื่อนบนดวงจันทร์
บางเรื่องก็เล่าว่าเหตุที่ตัดต้นไม้ไม่สำเร็จไม่ใช่เพราะต้นไม้มันสูงหรอก
แต่เพราะมีสุนัขมาคอยขโมยอาหาร ทำให้หวู่กังหันไปไล่สุนัขอีก จะกลับมาตัดต้นไม้ต้นไม้ก็งอกกลับใหม่เวียนมาอยู่เสมอ
ก็เลยตัดไม่เสร็จจนเดี๋ยวนี้ วันนี้วันที่
16 ท่านดูตอนกลางคืน ยิ่งคืน 17 ยิ่งชัดเลยกำลังตัดต้นไม้อยู่บนดวงจันทร์
ญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าเหมือนกัน
ญี่ปุ่นก็เล่าเรื่องทำนองนี้ แต่ไม่ได้เรียกหวู่กัง เขาเรียกอะไรก็ไม่ทราบ
แล้วเขาก็ไม่เรียกต้นอบเชย เขาเรียกต้น "กัตสุระ" ซึ่งมีความสูงประมาณ
500 ฟุตขึ้นไป ญี่ปุ่นเขาเรียกอย่างนี้ และมีชายยังตัดต้น กัตสุระอยู่ในดวงจันทร์
เพราะฉะนั้นญี่ปุ่นกับจีนมองค่อนข้างใกล้เคียงกัน
เรื่องของวู่กังคล้าย
ๆ กับนิทานพื้นบ้านของจีนอยู่เรื่องหนึ่ง นิทานเล่าแบบมุขปาฐะ ก็มีเรื่องเล่าว่า
มีหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนรักและเมตตาสัตว์มาก (หมู หมา แมว นก) ชายหนุ่มคนนี้ไปพบนกนางแอ่นบาดเจ็บอยู่ข้างทาง
ก็เลยนำนกนั้นไปรักษา เมื่อนกนั้นหายดีแล้วก็บินจากไป วันหนึ่งนกนางแอ่นตัวที่บินจากไปก็บินกลับมาหาเขา
ไม่ได้กลับมาเปล่า ไปคาบเอาเมล็ดฟักทองมาหนึ่งเมล็ด เป็นการขอบคุณที่ช่วยรักษาพยาบาลตอบแทนเด็กหนุ่มผู้มีนิสัยใจคอเมตตา
กรุณาสัตว์ ปรากฏว่าเด็กหนุ่มก็นำฟักทองไปปลูก ไม่ช้าฟักทองก็งอกงามขึ้นแล้วก็มีลูก
เมื่อฟักทองแก่เข้าเขาก็เก็บมาผ่า ปรากฏว่าข้างในฟักทองนั้นเป็นเงินเป็นทองทะลักออกมามากมาย
ข่าวนี้แพร่กระจายทุกคนก็พากันยินดีกับเด็กหนุ่มผู้มีความเมตตา
รักษานกนางแอ่นหายป่วย ขณะเดียวกันก็มีเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งอยากร่ำรวยบ้าง
ก็เอาไม่หวดนกนางแอ่นตัวหนึ่งซึ่งกำลังเกาะอยู่บนหลังคาเพื่อหวังจะรักษา
แต่คนนี้ทำให้เจ็บแล้วเอาไปรักษา พอรักษาหายนกนางแอ่นก็เอาเมล็ดฟักทองมาให้เหมือนกัน
เมื่อเขาเอาเมล็ดฟักทองที่ได้มาไปปลูกก็ได้ฟักทองที่แก่
พอฟักทองแก่เขาก็เอาไปผ่าปรากฏว่าไม่มีเงินมีทองไหลออกมาเลย
แต่กลับมาชายชราออกมาจากฟักทองแทน ชายชราผู้นี้ก็บอกว่า "ถ้าเจ้าอยากได้เงินก็ตามเรามาเถิด"
แล้วชายชราก็ไต่ขึ้นตามเถาฟักทอง เด็กหนุ่มก็รีบตามเถาฟักทองขึ้นไปด้วยความอยากร่ำอยากรวย
เถาฟักทองพุ่งสูงขึ้นไปบนฟ้า ถึงสถานที่ที่หนึ่งซึ่งถนนทำด้วยหยกฝั่งอยู่ในพื้นเงิน
ถนนเป็นเงินมีหยกฝั่งอยู่ แล้วก็มีวังเป็นสีทองส่องแสงสุกสว่างสวยมาก
ที่นี้ก็คือดวงจันทร์นั้นเอง ที่นี้มีต้นอบเชยทองคำชูกิ่งก้านเป็นแก้งมณีมีค่าสูงมาก
ชายชราก็ชี้ให้ดูเห็นไหม นี้มีต้นอบเชยเป็นทองคำ มีลูกเป็นแก้วมณี มีใบเป็นแก้วมณี
พื้นดินก็เป็นเงินเป็นหยกอีก ชายชราก็ชี้ให้เด็กคนนั้นด ูแล้วก็ให้ขวานแก่เด็ก
เอาเถอะเจ้าเอาขวานไปแล้วกัน เด็กหนุ่มก็คิดว่าถ้าเราโค่นต้นไม่นี้ลงได้และเอากลับไปบ้าน
เราก็คงจะร่ำรวยไม่ต้องทำมาหากินตลอดชีวิต นี้ก็เกิดความโลภขึ้นมาด้วย
ความโลภก็ทำให้เขาพยายามตัดต้นอบชย ตัดให้ได้จะเอาลงมาโลกมนุษย์ แต่ก็ยังฟันอบเชยไม่สำเร็จเพราะมีไก่ขาวตัวหนึ่งแต่สีเงิน
ขาวแบบขาวเงิน บินมาจิกหัวไหล่เขา ทำให้เขาไม่สามารถที่จะฟันต้นอบเชยได้
มันเป็นอุปสรรคมันเจ็บ มัวแต่ปัดไก่อยู่ก็เลยไม่สำเร็จซักที เขาก็เลยต้องตัดต้นอบเชยกันอยู่ทุกวันนี้
ฉะนั้นถ้าเรามองไปบนดวงจันทร์ก็จะเห็นว่า
มีชายคนหนึ่งกำลังตัดต้นอบเชยอยู่ ทั้งคนดีคนชั่วก็ขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์หมดเลย
เป็นของคู่กันแท้ ๆ เลย นี้ก็เป็นเรื่องของพระจันทร์ นี้ก็ยังไม่จบอีกครับ
คงอีกนานทีเดียวกว่าจะจบเรื่องเกี่ยวกับพระจันทร์
สำหรับวันนี้ก็หมดเวลา
ผมนายประจักษ์ ฉายแสง ก็ขอลาไปก่อนครับ สวัสดีครับจนกว่าจะพบกันอีก