วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 44 เรื่อง ความเชื่อทั่วโลกเกี่ยวกับดวงจันทร์ (5)
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

     สวัสดีครับท่านฟังที่เคารพ วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2546 หรือตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ เรายังพูดอยู่ในวงของพระจันทร์ขึ้นแรมอยู่นะครับ แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องพระจันทร์นี้ก็มีจดหมายมาถึงผม เขียนมาสรุปง่าย ๆ ตั้งคำถามมา 2 คำถาม จริงๆ ก็อยากจะให้บรรยายอะไรทำนองนั้น

     โดยคำถามที่ 1 เขาเขียนมาว่า คำพูดที่กล่าวว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" นั้นมีวรรณกรรมประกอบหรือไม่? อันนี้ที่จริงมันก็อยู่ในสำนวนไทย แต่ท่านถามมาผมก็พยายามจะตอบนะครับ สำนวนนี้มันไม่มีวรรณกรรมประกอบนะครับ เพราะความหมายจริง ๆ ของสำนวนนี้นั้น ถ้าจะแปลหรือตีความให้ได้ความ เราจะต้องมีความรู้ทางภาษาถิ่นของเราทางภาคล้านนาโบราณคำว่า "แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร" นั้น แท้จริงแล้วคำจริง ๆ เป็น "แพ้เป็นพระชนะแก่มาร" คำว่า "แพ้" ในภาษาเราแปลว่า สู้ไม่ได้ แต่ในภาษาล้านนาตั้งแต่ แพร่ น่าน ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา อะไรพวกนี้ เขาถือว่าคำว่า "แพ้" นั้นแปลว่า ชนะ ยกตัวอย่าง "แป้" "ไก่เฮาแป้แล้ว" แปลว่า ไก่ของเราชนะแล้ว ฉะนั้นแพ้เป็นพระ หมายถึงชนะก็เป็นพระ ซึ่งมีชัยชนะแก่มาร ชนะตัวหลังเป็นภาษาไทยกลาง เป็นคำล้อระหว่างภาษาโบราณกับภาษาไทยกลาง ก็คือแพ้เป็นพระ หมายถึงว่า ชนะจึงจะเป็นพระ ซึ่งมีชัยชนะแก่มาร พระย่อมไม่มีแพ้โดยเด็ดขาดนะครับ ไม่มีทางที่พระจะแพ้หรอก ชนะชนะแก่มาร เราอย่าไปแปลว่า ยอมแพ้แล้วเป็นพระ นั้นไม่ใช่ "แพ้" แปลว่าชนะในที่นี้ อันนี้ถ้าจะถามว่ามีวรรณกรรมประกอบ ผมยังไม่พบเรื่องนี้นะครับ แต่ถ้าจะย้อนกลับเข้าไปในพุทธประวัติ ก็คงจะเป็นตอนที่พระพุทธองค์นั้น ท้ายที่สุดก็ชนะมารที่มาผจญ โดยที่พระแม่ธรณีมาบีบมวยผมทำให้กองทัพของมารนั้นถูกน้ำท่วมตายนะครับ นี้ก็คาดว่าตอบเช่นนี้ ไม่ทราบว่าท่านจะพออกพอใจหรือไม่ ถ้ายังไงก็เขียนถามมาได้อีกครับ

     สำนวนที่ 2 สำนวนที่ว่า "ปลาหมอตายเพราะปาก" อันนี้มีวรรณกรรมประกอบหรือไม่? ไม่มีวรรณกรรมประกอบหรอกท่าน สำนวนที่ว่า "ปลาหมอตายเพราะปาก" คือถ้าเราจะเอาไปนับกับเรื่องปลาแดก ปลาสมอ ซึ่งเป็นวรรณกรรมของภาคอีสาน และวรรณกรรมของลาวมันก็เป็นคนละเรื่องกัน เพราะเรื่องนั้นกล่าวถึงเจ้าชาย ซึ่งทำปลาแดกไปถวายเจ้ากรุงพาราณาศรีมันอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนคำว่า "ปลาหมอตายเพราะปาก" มันเป็นคำ 2 คำที่ไม่ได้มารวมกัน เพราะฉะนั้นเวลาอ่านต้องอ่านแยกกันซะหน่อย ถ้าไม่อย่างนั้นจะเข้าใจยาก สำนวนนี้ก็คือ ปลา และหยุดหายใจนิดหนึ่ง หมอ ตายเพราะปาก คำว่า "ปลา" หมายถึงรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ รู้แบบปู ๆ ปลา ๆ นั่นคือรู้ไม่ค่อยจริงนัก คำว่า "หมอ" นั้นแปลว่า รู้ดีมาก เก่งมาก คนที่เก่งเราจะเรียกคนนั้นว่าหมอ เช่น เก่งลิเก เขาเรียกว่าหมอลิเก เก่งด้านการรำแบบอีสาน รำเต้ย รำชิงชู้ รำตีหมากกู๋วะอันนี้ก็เรียกว่า หมอลำ คนเก่งจึงจะเรียกว่า "หมอ" ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Doctor เป็นคำเดียวกันนะครับ

      ด้วยเหตุนี้ความหมายจริง ๆ ของสำนวนที่ว่า "ปลา หมอ ตายเพราะปาก" ก็หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นคนรู้น้อย รู้จริง รู้ไม่จริง หรือรู้จนกระทั่งเชี่ยวชาญก็แล้วแต่เถอะตายเพราะวาจาทั้งสิ้น คำพูดนั้นก่อนเราพูด เราเป็นเจ้านายคำพูด แต่พูดไปแล้วคำพูดเป็นเจ้านายเรา ถ้าพูดไม่ดีก็ย่อมจะลำบากโดนกันมากแบบนี้ เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดอะไรพึงทราบว่า ปลานั้นคือ รู้แบบงู ๆ ปลา ๆ กับ หมอนั้นคือ แบบรู้จริง จะรู้จริงรู้ไม่จริงก็ตายเพราะวาจา ผมจะยกตัวอย่าง บางทีเราใช้วาจาพลาดไป คำพูดพลาดไป ทำให้สะเทือนใจคนก็มี ทั้ง ๆ ที่เราไม่เจตนา

     ผมยกตัวอย่างเรื่องการสอนคณิตศาสตร์ของคุณครูโรงเรียนประถม ท่าสอนคณิตศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ท่านจะเรื่องการลบเลข นั้นก็คือทำให้จำนวนเหลือน้อยลง คราวนี้วิธีสอนของท่าน ท่านไปสอนเอาแบบสถานการณ์ที่มันเห็นในโรงเรียน แต่พอพูดเสร็จมันไม่เหมาะสมทำให้สะเทือนใจกัน ท่านสอนบอกว่า "โรงเรียนเรามีครู 6 คน" เด็กก็นั่งฟัง ใช่มีครู 6 คน นับได้เลย 6 คน จะทำเป็นเลขลบ ท่านก็บอกว่า "ครูใหญ่ตายไป 1 คน" ไปยกตัวอย่างอันนี้เข้า ครูใหญ่ท่านเดินผ่านห้องพอดี มันก็เสียซิ ทำไมจะต้องไปยกว่าครูใหญ่ตาย 1 คนจะเหลือกี่คน ยกอย่างอื่นน่าจะดีกว่านะครับ นี้ก็การยกวาจาแท้ ๆ เลย ทำให้เกิดความสะเทือนใจซึ่งกันและกัน

     พูดเพราะไม่เพราะพูดดีไม่ดีอันนี้สะเทือนใจกันมาก ภาษิตบทหนึ่งถึงว่า "อ่อนหวานมานมิตร เหลือหลาย" คนที่พูดจาเพราะอ่อนหวานนั้นจะมีเพื่อนฝูงมาก "หยาบบ่มีเกลอกลาย เกลื่อนใกล้" ถ้าหากว่าพูดหยาบไม่มีเพื่อนฝูงอยากเข้ามาใกล้ "ดุจดวงศศิฉาย ดาวดับ ประดับนา" ราวกับพระจันทร์ พระจันทร์นั้นแสงเย็น ฉะนั้นจะมีดาวเข้ามาอยู่ล้อมเต็มไปหมด "สุริยะดาราไร้ เพื่อร้อน แรงแสง" ส่วนพระอาทิตย์นั้นดาวไม่เข้าใกล้เลย เพราะร้อนแรงแสงมากเกินไปเลยไม่มีเพื่อนไม่มีฝูง พูดมาอย่างนี้เพื่อจะโยงเข้าเรื่องพระจันทร์ได้ซักที หลังจากตอบคำถามไปแล้ว 2 ข้อเมื่อซักครู่

     มาเริ่มเรื่องพระจันทร์เข้าไปซักหน่อยหนึ่ง นิทานหรือวรรณกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องพระจันทร์ส่วนมาก มักเป็นเรื่องนิทานคติ ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Fable นั่นคือมุ่งหมายที่ให้ความคิดทางการสั่งสอนธรรมะ หรือในการบอกกล่าวจริยธรรมอันควรปฏิบัติ เป็น Fable เป็นนิทานคติ แต่คราวนี้นิทานคตินั้นเล่ากันตรง ๆ ก็ไม่สนุกก็ต้องผูกเรื่องขึ้น เรื่องที่ใช้กันมากคือเรื่องพระจันทร์ ทั่วโลกหมดใช้พระจันทร์เป็นส่วนประกอบในการสอนพวกคติเลยออกมาในรูปของวรรณกรรม

      ยกตัวอย่าง ชาวตะวันตกทางยุโรป คนตะวันตกเขาเห็นเงาในรูปดวงจันทร์ในเงาดำ ๆ เป็นเด็ก 2 คนถือถังน้ำ เราพูดมาคราวที่แล้วเป็นตากับยายตำข้าว อย่างไรก็แล้วแต่ แต่คนทางโน้นเห็นเป็นเด็ก 2 คนถือถังน้ำ ก็มีวรรณกรรมประกอบว่า คืนวันหนึ่งขณะที่ มานี เป็นคนขับรถของพระจันทร์ เป็นสารัตถีของพระจันทร์ ชื่อ มานี ที่สะกดว่า Mani เป็นสารัตถีกำลังขับรถข้ามขอบฟ้าอยู่ ขณะที่ขับไปนั้นก็เหลือบเห็นเด็ก 2 คนบนโลกมนุษย์ เด็ก 2 คนนั้นชื่อ ฮิวกิ คนหนึ่งชื่อ บิลล์ เด็ก 2 คนนี้พ่อของเขาค่อนข้างจะดุร้าย พ่อใช้ให้ตักน้ำอยู่ทุกคืน โถ ! สงสารเด็กมัน มันก็ตักอยู่ทั้งคืนนั้นแหละครับ มานีก็รู้สึกสงสาร สงสารก็ขับรถเอาเด็กนั้นขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ด้วยกัน ก็เลยเกิดเป็นคนถือถังน้ำอยู่บนดวงจันทร์ด้วยกัน

      นิทานเรื่องนี้ก็มุ่งให้เห็นถึงว่า เราถ้าไปเบียดเบียนใครมากเกินไป คล้าย ๆ กับกินแรงเขามาเกินไป ต่อไปเขาก็ไม่อยู่กับเราหรอกแล้วเขาก็จะไปอยู่ในที่ที่ดี ๆ เหมือนกับพ่อคนนี้ใช้ลูกเกินไปตักน้ำกลางดึกกลางดื่นไม่หยุดหย่อน เป็นเหตุให้คนขับรถของพระจันทร์สงสาร ก็เลยนำไปอยู่บนดวงจันทร์ด้วย แล้วเด็กนั้นก็ถือว่าเป็นเด็กขยันเพราะใช้เขาทำอยู่ตลอด เด็กขยันก็จะได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีงาม ท้ายสุดก็ขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์อย่างภาคภูมิ

     ชาวไอนุในญี่ปุ่น เขาก็เห็นรอยดำ ๆ บนพระจันทร์ เป็นรูปเด็กถือถังน้ำเหมือนกัน และมีวรรณกรรมประกอบ วรรณกรรมบอกว่ามีเด็กคนหนึ่ง ไม่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ชาวไอนุเล่ามาอย่างนี้ เด็กผู้ชายฟังเสร็จจะต้องนั่งเงียบเลย เพราะตัวเป็นคนดื้อรั้นไม่อยู่ในโอวาทพ่อแม่ วันหนึ่งแม่ใช้ให้ไปตักน้ำ เขาก็ไม่ยอกไป พระเจ้าเห็นเช่นนั้นจึงสาปให้เขาไปอยู่บนดวงจันทร์ สาปซะเลยเป็นการเตือนให้รู้ว่า ถ้าไม่เชื่อฟังพ่อแม่แล้วต่อไปจะต้องถูกสาปให้ไปอยู่บนนั้น นี้ต่างจากเจ้าเด็ก 2 คนที่อยู่ในยุโรปนั้นนะ 2 คนนั้นสารุตถีรับไปอยู่เพื่อเป็นการเชิดชู แต่เด็กไอนุไม่เชื่อพ่อเชื่อแม่ในญี่ปุ่น เขาก็เลยเอาไปอยู่สาปขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ก็เลยกลายเป็นเด็กถือถังตักน้ำ นี้ความเชื่อของญี่ปุ่น

     นิทานพื้นเมืองของอินเดียแดงในอเมริกาเหนือ เล่าถึงพี่น้อง 2 คน ซึ่งพ่อแม่ถูกหมีกัดตาย พี่สาวคนโตเป็นคนฉลาด ส่วนน้องชายเป็นคนอวดดี เป็นคนดื้อ วันหนึ่งน้องชายก็เตรียมธนูออกล่าสัตว์ พี่สาวคล้ายเป็นคนรู้อะไรล่วงหน้าก็ห้ามว่า "อย่าไปเลย อย่าไปล่าสัตว์มันไม่ดีหรอก" แต่น้องชายก็หาได้เชื่อไหม น้องชายก็ไม่เชื่อพี่สาวเข้าไปในป่าเลย ไปพบหมีเข้า 2 ตัว พอพบเข้าก็ถ้า คงจะโกรธแค้นที่พ่อแม่ถูกหมีกัดตาย เขาเลยถ้าหมีเลย หมีมันฉลาดมันชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วบอกว่า "ต้นไม้นี้แข็งแรงเหมือนหมี ลองต่อสู้ดูซิ" ชายคนนั้นก็เลยยิงต้นไม่ออกเป็น 2 ซีก แสดงว่าเจ้านี้ฝีมือน่ากลัวมาก ยิงธนูธนูผ่าต้นไม้เป็น 2 ซีก หมีก็เลยชี้ไปที่ก้อนหินแล้วบอกว่า "ลองยิงก้อนหินดูซิ ก้อนหินมันแข็งแรงเหมือนหมีอยู่แล้ว" เขาก็ยิงก้อนหินแตกกระจายออก หมีพอมันพบเข้าอย่างนั้นมันก็ตกใจ วิ่งหนีไปเลย เขาก็ไล่ตามหมีไป ท้ายสุดเขาก็ฆ่าหมีได้ เขาก็กลับมาบ้าน เขาก็คล้าย ๆ กับบอกว่าพี่สาวคนนี้ห้ามก็อย่างนั้น ๆ แหละ ไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่มีความเชื่อฟัง

     วันหนึ่งพี่สาวเตือนน้องชายว่า ห้ามมองพระจันทร์นะถ้าไม่เชื่อมันจะเกิดเรื่องร้าย เพราะพระจันทร์ช่วงนั้นมองจะเกิดเหตุร้าย ช่วงไหนก็ไม่ได้บอก เผอิญคืนหนึ่งพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างเลย พี่สาวขอให้น้องชายไปตักน้ำที่บึง ในคืนเดือนหงาย วันนั้นพอไปตักน้ำที่บึงก็เห็นเงาสะท้องของดวงจันทร์ในน้ำ มองดูเสร็จก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย มองดูเงาแค่นั้น เขาก็เลยคิดว่าพี่สาวเขาพูดจาอะไรลม ๆ แล้ง ๆ เหลวไหล เขาเลยขัดคำสั่งพี่สาว แหงนหน้ามองพระจันทร์บนฟ้า แต่นั่นเองเขาก็รู้สึกว่าพระจันทร์นั้นขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แสงสว่างจ้า คล้ายมีเสียงเรียกออกมาจากพระจันทร์นั้นด้วย แล้วทันใดนั้นร่างของเขาก็ลอยขึ้นไป คล้าย ๆ ถูกลากเข้าไปอยู่ในพระจันทร์ทุกวันนี้

     ชาวอินเดียแดงพวกนี้ ก็ยังเห็นชายคนนั้นยืนอยู่ที่นั้น ในมือยังถือหม้อน้ำอยู่เลย คนอินเดียแดงมองอย่างนี้ อันนี้เป็นนิทานประกอบเรื่องให้เห็นว่าการหัวดื้อ ไม่เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่มันไม่ดีหรอก ที่จริงแล้วในท้ายบทสวดมนต์ของเรายังบอกไว้ว่า อภิวา ทนสี ริสสนิจจํ วุฒาปจาญิโน จตตาโร ธมมา วตทน ติ อายุ วนโน สุขํ พลํ ซึ่งเป็นพร 4 ประการนั้น ย่อมเกิดจากการเคารพนบน้อมผู้ใหญ่อยู่เป็นนิจ เราเองก็สอนในเรื่องราวความเชื่อฟัง นิทานที่ไหน ๆ มันก็สอนแต่ความเชื่อฟังทั้งนั้นแหละ นิทานเกี่ยวกับพระจันทร์ของชาวไอนุในญี่ปุ่น ชาวอินเดียแดงในอเมริกาเหนือ เมื่อสักพักนี้ก็เช่นเดียวกัน

     คราวนี้มาดูชาวพื้นเมืองในอเมริกาใต้บ้าง คนพื้นเมืองในอเมริกาใต้เขามองดูดวงจันทร์ เขาบอกว่าสีดำ ๆ ด่าง ๆ บนดวงจันทร์ ที่เราเรียกว่าเป็นกระต่าย เป็นอะไรทำนองนี้ เขามองเป็นรูปหน้าคน แล้วก็มีนิทานมีวรรณกรรมเล่าว่า เมื่อโลกเกิดใหม่ ๆ มีพระอาทิตย์ชื่อว่า แมร์ แมร์แปลว่าพระอาทิตย์ อย่าเอาไปปนกะละแมของฝรั่งเศส แมร์เป็นชื่อพระอาทิตย์ พระอาทิตย์จะเดินทางข้ามท้องฟ้าจากตะวันออกไปตะวันตกทุกวัน แล้วครั้นถึงเวลากลางดึก พระอาทิตย์ก็จะไปอยู่ใต้โลก โลกก็จะมืด แล้วตอนเช้าก็จะโผล่ทางตะวันออกอีก นี้ก็เป็นเรื่องของแมร์ซึ่งเดินทางอย่างนี้ บางทีแมร์ หรือพระอาทิตย์ก็จะปรากฏร่างเป็นเสือดาวจากัวร์วิ่งเร็ว บางทีปรากฏตัวเป็นงู บางทีมีเสือติดตามไปใต้โลกด้วย ตอนที่พระอาทิตย์เดินทางไปยังทิศตะวันตก มีเสือ มีงูตามลงไปด้วย เพราะฉะนั้นพระอาทิตย์ หรือแมร์นี้บางทีก็ปรากฏเป็นเสือ เป็นงู เด็ก ๆ ฟังก็ฟังดูน่ากลัว เป็นเสือ เป็นงู ในช่วงนั้นยังไม่มีพระจันทร์ ถ้าไม่มีพระจันทร์ ในเวลากลางคืนโลกก็จะมืดไปหมด เพราะแมร์ หรือพระอาทิตย์อยู่ใต้โลกแล้ว

      เรื่องมีอยู่ว่า ชาวยูรูบูคนหนึ่ง ชาวยูรูบูเป็นชนเผ่าหนึ่งของอเมริกาใต้ ยูรูบูคนหนึ่งเขามีลูกชายเกิดใหม่ เขาจึงจัดพิธีเลี้ยงเพื่อเลือกชื่อลูกชายจะเลือกชื่ออะไรดี ชื่อให้เหมือนพวกเราอย่างนี้ จะชื่อกบ ชื่อเขียด ชื่อประจักษ์อะไรก็ว่าไป นี้ก็จัดพิธีเลี้ยงเพื่อเลือกชื่อลูกชาย และจะถวายให้เป็นผู้รับใช้พระอาทิตย์ ให้รับใช้แมร์ ชาวยูรูบูเขาจัดงานเลี้ยงเพื่อเลือกชื่อลูกผู้ชาย และจะถวายให้เป็นผู้รับใช้พระอาทิตย์ งานเลี้ยงก็เริ่มตั้งแต่ตอนพระอาทิตย์ลับฟ้า ลับไปทางตะวันตกก็จัดงานเลี้ยง ครั้นพอรุ่งเช้ารุ่งอรุณก็จะตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่

      ทั้งนี้ในวันนั้นมีหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งไม่ได้มาร่วมพิธี แต่บอกว่าจะมา พอถึงจริง ๆ ไม่มาโดดร่มไม่เข้าพิธี ไม่มาธรรมดาไม่พอ แอบไปจีบกันอยู่ที่กระท่อมแห่งหนึ่ง ฝ่ายหญิงก็เอาสีป้ายหน้าฝ่ายชาย โดยใช้สีดำวงรอบตาทั้ง 2 ของฝ่ายชาย ใช้หมิ่นหม้อหรือสีอะไรไม่รู้ป้ายตาผู้ชายเล่นถึงได้ลวดลายขนาดนั้น แล้วก็ป้ายเส้นตรงสันจมูกลงมาด้วย เป็นเส้นตรงดำตรงสันจมูก และป้ายเส้นตรงพาดยาวไปทางริมฝีปาก เขียนหน้าเขียนตาเขียนจมูกของผู้ชายหมดเลย โดยใช้สีดำเขียน ทำไปพูดคุยหัวเราะกันตลอดคืนไม่สนใจใคร

      พอรุ่งเช้านึกถึงพิธีหน้าที่ที่จะต้องเข้าร่วมพิธีเลือกชื่อเด็กตามประเพณี ตัวต้องเข้าร่วมเลือกชื่อเด็กตามประเพณีก็เลยรีบออกไป ฝ่ายชายไปล้างสีออกจากหน้าแต่ล้างไม่ออก เวลาไปในงานคนในเผ่าก็พากันหัวเราะเยาะ ไม่พอไม่อนุญาตให้คนทั้ง 2 เข้าร่วมพิธีอีกด้วย ทั้งสองคนเกิดความละอายก็วิ่งหนีไปที่ทุ่งนาโล่งแห่งหนึ่ง ฝ่ายชายนั้นก็เลยยิงธนูขึ้นไปบนท้องฟ้าหลายลูกทีเดียว ปรากฏว่าธนูนั้นเสียบต่อไปเรื่อย ๆ กลายเป็นสะพานธนูขึ้นไป ทั้งคู่เลยปีนขึ้นไปหายไปบนท้องฟ้า

      จน 3 วันต่อมา พวกอินเดียก็เห็นใบหน้าซีดขาวบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน แสงไม่สว่างจ้าร้อนเหมือนพระอาทิตย์หรอก เป็นแสงมัว ๆ พวกเขาเห็นดวงจันทร์ครั้งแรกเป็นรูปเสี้ยว แต่เมื่อผ่านไปหลายเดือนดวงจันทร์เป็นดวงกลม พวกเขาเห็นเป็นวงกลม 2 วง เส้นสันจมูกและเส้นปากเหมือนใบหน้าญาติของเขาที่ไต่ลูกธนูขึ้นไป เขาก็เลยเชื่อว่าชายหนุ่มได้กลายเป็นพระจันทร์ไปซะแล้ว ส่วนหญิงสาวที่ไต่ตามไปนั้น กลายเป็นดาวตามพระจันทร์เพื่อคอยลบรอยเปื้อนสีดำออกจากหน้าของเขา ในเหตุนี้ถ้าเรามองเห็นพระจันทร์ลอยไปบนฟ้า ขึ้นไปบนฟ้าแล้วมีดาวประดับ ดาวนั้นคือผู้หญิงซึ่งคอยลบรอยเปื้อนใบหน้าของพระจันทร์ออก นี้ก็เป็นความเชื่อของชาวยูรูบูซึ่งอยู่ในอเมริกาใต้

     จากอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ จากญี่ปุ่น คราวนี้ก็ข้ามมาทางนี้ มาถึงตำนานของชาวปันจาบ เข้าสู่บริเวณเอเซียของเราแล้วในเขตอินเดีย เขตปากีสถานแถบนี้ ตำนานของปันจาบนี้ คนปันจาบนั้นมองเงาในรูปพระจันทร์ว่าเป็นรอยด่างที่หน้าเช่นเดียวกัน และเขาก็มีวรรณกรรมเรื่องเล่าว่า พระอินทร์แอบมาเป็นชู้กับนางอหิลยา (อะ-หิ-ละ-ยา) ซึ่งเป็นชายาของฤาษีโคดม โดยที่แอบเป็นชู้ได้สมรู้ร่วมคิดกับพระจันทร์ ให้พระจันทร์แปลงเป็นไก่ไปขันในตอนดึก ฤาษีได้ยินเสียงไก้ขันก็นึกว่ารุ่งเช้าจึงออกจากอาศรมไปอาบน้ำ ในช่วงที่ออกไปพระอินทร์ก็เข้ามาเล่นชู้กับชายาของฤาษี

     ฝ่ายฤาษีไปอาบน้ำ พอถึงท่าน้ำก็รู้ว่ายังไม่เช้ารีบกลับมา ก็พบพระจันทร์แปลงเป็นไก่ยืนเฝ้าต้นทาง ฤาษีก็โมโหจึงเอาผ้าขาวม้า แต่บางแห่งบอกว่ารองเท้า ฟาดโครมเข้ากลางแสกหน้าของพระจันทร์ที่ปลอมเป็นไก่ ก็กลายเป็นกระดำกระด่างติดอยู่บนพระจันทร์จนปัจจุบันนี้

      เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นมันคล้ายกับรามเกียรติ์ของเรา ในตอนที่พระอินทร์แอบมาเป็นชู้กับนางกาลอัจนา ซึ่งเป็นชายาของฤาษีโคดม ต่อมาพระอาทิตย์ก็มาสวมรอยบ้าง ทั้งพระอินทร์และพระอาทิตย์ก็มาอยู่กับนางกาลอัจนา แต่ครั้งนี้ต่างจากฉบับอื่น

       ถ้าเราไปดูบทความชื่อว่า Stage Transport Preview ซึ่งเขียนเมื่อเดือนมกราคม ปี 1959 เขียนที่บอมเบย์ เรื่องเก่าเรื่องแก่ของอินเดีย เขาเล่าว่าพระอาทิตย์แปลงเป็นไก่ไปขันหน้าอาศรมฤาษี ฤาษีได้ยินเสียงไก้ขันก็นึกว่ารุ่งเช้า ลุกไปอาบน้ำ ไก่ก็แปลงเป็นฤาษีเข้าไปหานางอหลยา (อะ-ห-ล-ยา) เมื่อฤาษีกลับมาพระอาทิตย์หนีไม่ทันจึงถูกสาป เป็นอะไรก็ว่าไปถึงพันอัน ต่อมาขอเปลี่ยนเป็นตาจึงได้ชื่อว่าท้างพันตา เรื่องนี้เรารู้กันมานานแล้วแต่ก็เป็นเรื่องเล่าในปันจาบอยู่

       นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าชาวอินเดียทั้งหลาย คนอินเดียทั้งหลายก็เล่าว่า กวางตัวหนึ่งถูกนายพรานไล่ล่า กวางจึงร้องขอให้พระจันทร์ช่วย แต่พระจันทร์ปฏิเสธ กวางจึงโกรธเตะพระจันทร์เข้าที่แสกหน้าจึงเป็นรอยด่าง พระจันทร์จึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาฮินดีว่า มฤคานกะ (Mrganka) แปลว่าผู้มีรอยที่เกิดแต่กวาง หรือผู้มีรอยที่เกิดจากกวาง กวางเตะหน้าพระจันทร์ที่ไม่ช่วยในเวลาที่นายพรานล่าเขา

       นี้ก็หมดเวลาพอดีครับ ผมนายประจักษ์ ฉายแสง ผู้ดำเนินรายการก็ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>