วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 43 เรื่อง ความเชื่อทั่วโลกเกี่ยวกับดวงจันทร์ (4)
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม 2546 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

     สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ วันนี้ก็เป็นวันที่ 2 มกราคม 2546 นะครับ ปีใหม่ขึ้นมาทุกท่านก็คงได้สดชื่นกันโดยทั่วกันนะครับ เราก็ยังอยู่ในเรื่องของพระจันทร์อยู่นะครับ พระจันทร์นี่ข้ามปีนะครับ เพราะว่าก็อยู่ตลอดปีตลอดชาติอยู่แล้ว ปีใหม่ก็ยังเป็นพระจันทร์

      ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า พระจันทร์หรือดวงจันทร์นี่ มีความเชื่อทั่วๆไปว่า ดวงจันทร์นี่เป็นตะเกียงที่ทำด้วยเงินนะครับ ทำด้วยแร่เงิน ความเชื่ออย่างนี้นั้นมันพ้องกับคติโบราณที่เชื่อว่า พระจันทร์เป็นเจ้าแห่งแร่เงิน ด้วยคติโบราณนี้เชื่อนะครับว่า พระจันทร์เป็นเจ้าแห่งแร่เงิน ส่วนพระอาทิตย์นั้นเป็นเจ้าแห่งแร่ทอง ของพระจันทร์นี่เป็นแร่เงินนะครับ เป็นพวก อาเจนตุ้ม ส่วนของพระอาทิตย์นี่เป็นแร่ทอง พวก ออลุ่ม นะครับ ต่างกัน วิมานพระจันทร์นั้นในคัมภีร์โบราณของไทยก็หุ้มด้วยเงินนะครับ ส่วนวิมานพระอาทิตย์หุ้มด้วยทอง พระจันทร์เป็นเงินพระอาทิตย์เป็นทอง ไดอะน่าที่เป็นจันทรเทวีของกรีก ก็ทรงรถเงิน จะไปไหนก็นั่งรถเงินไปนะเทพีไดอะน่าเนี่ย ไดอะน่าเนี่ยเทพีแห่งพระจันทร์นะครับ

     จันทรเทวีนี่ก็นั่งรถเงิน ส่วนอพอลโล สุริยเทพ นั้นทรงรถทอง อพอลโลซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ นั่งรถทอง ทั้งสองเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน อพอลโลเป็นพี่จึงชักรถพระอาทิตย์ขึ้นก่อนในตอนกลางวัน ส่วนไดอะน่าเป็นน้องจึงขึ้นตามมาตอนกลางคืน จึงเป็นพระจันทร์ อพอลโลเป็นพระอาทิตย์ ไดอะน่าเป็นพระจันทร์ เป็นที่น่าสังเกตว่าสิ่งที่เกี่ยวกับพระจันทร์นั้นเป็นเงิน แสงเงินนะครับแสงเงิน แต่พระอาทิตย์บางทีก็มีแสงเงินแสงทองนะ เขาพูดอย่างนั้น แสงเงินแสงทองนะครับ

      ในบาหลี บาหลีที่เขาเปิดกันไปเมื่อ 2-3ปีที่แล้ว อินโดนีเซียเนี่ย ในบาหลีก็มีวิหารแห่งหนึ่งอยู่ที่หมู่บ้านเป็ดเจ็ง หมู่บ้านเป็ดเจ็งเนี่ยมีกลองโลหะขนาดใหญ่นะครับ เป็นกลองมโหระทึกใบหนึ่ง เรียกว่ากลองหน้าพระจันทร์ นี่ที่บาหลี ท่านที่ไปเที่ยวก็คงทราบดี มีนิทานเล่าว่า แต่ก่อนมีดวงจันทร์ 2 ดวง ส่องสว่างทั้งกลางวันกลางคืน แต่ก่อนนี่อย่าถามนะครับว่าเมื่อไหร่ แต่ก่อนมีดวงจันทร์ 2 ดวง ส่องสว่างทั้งกลางวันกลางคืน

     ต่อมามีพวกหัวขโมย นี่นิสัยไม่สู้ดีนักเนี่ย หัวขโมยนี่เกิดอาการโมโห โมโหเพราะอะไร เพราะว่ามันไม่มีเวลามืดให้ขโมยของเลย มันสว่างทั้งกลางวันกลางคืน อย่างนี้ก็แย่หน่อย มันไม่มีเวลามืดเลย มันก็เลยขึ้นไปบนกลองนั่น เอ๊ย ! ขอโทษมันขึ้นไปบนฟ้าแล้วก็ถ่ายปัสสาวะรดดวงจันทร์ตกลงมาดวงหนึ่ง กลายเป็นกลองใบนี้ นี่ที่มาของจันทร์อันนี้เกิดจากว่าแต่ก่อนมีพระจันทร์ 2 ดวง พวกหัวขโมยมันไม่ชอบ มันไม่ชอบเพราะอะไร เพราะสว่างทั้งกลางวันกลางคืน มันไม่มีเวลาได้ขโมยเลย ในบาหลีนี่นะ มันก็เลยขึ้นไปบนฟ้าเลย ถ่ายปัสสาวะลงไปรดพระจันทร์ซะดวงหนึ่ง นี่ปัสสาวะร้ายกาจนะเนี่ย ถ่ายรดพระจันทร์ พระจันทร์ดับไปเลย ดับไม่พอตกตุ้บลงมาเลย มากลายเป็นกลองใบนี้อยู่ที่บาหลีเนี่ย ที่หมู่บ้านเป็ดเจ็งนี่นะครับ บาหลีที่เราเปิดไปเมื่อไม่นานมาเนี่ย

      พวกนิกริโต นิกริโตนี่ก็เป็นพวกเงาะป่าที่อาศัยอยู่ทั้งในมาเลเซีย ภาคใต้ของไทยก็มี และก็อยู่ในฟิลิปปินส์ด้วย นิกริโตนี่เขามีนิทานของเขานะครับ เรื่องเกี่ยวกับพระจันทร์ เขาบอกว่า ครั้งหนึ่งสองสามีภรรยา คนชายชื่อว่า อักอัก แหม! ทำไมชื่อน่ากลัว อักอัก อย่างกับโดนทุบอย่างนั้นแหละ อักอัก ผู้หญิงชื่อ กลาง ทั้งคู่มีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่า ตานง มีลูกชายนะ ตานง นี่เป็นลูกชายของ อักอัก และกลาง อักอักนั้นพ่อ กลางนี้แม่ วันหนึ่งตานงกระโดดโลดเต้นเล่นอยู่ใต้ถุนบ้าน เออ นี่มีใต้ถุนบ้านนะนี่ นิกริโตแปลว่า บ้านเสาสูงอย่างกับชนเผ่าไทย เผ่าลาวเลยนะ เล่นอยู่ใต้ถุนบ้าน เหลือบไปเห็นบ้านลอยขึ้นไป บ้านมันลอยขึ้นฟ้าเนี่ย แม่ของเขาโผล่ออกมาที่ประตู ตกใจ พลัดตกลงในอากาศ กลายเป็นเหยี่ยว ส่วนพ่อนั้นชะโงกลงมา ตกใจที่บ้านลอยสูงขึ้นพลัดตกลงไปอีกคนหนึ่งเหมือนกัน แต่กลายเป็นกา ส่วนตานงนั้นลอยขึ้นไปพร้อมกับบ้าน กลายเป็นพระอาทิตย์ กับพระจันทร์ เมื่อดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ตกก็จะเข้าไปในถ้ำใต้ดิน และก็ผ่านทะลุไปออกอีกด้านหนึ่งในตอนเช้า ตกลงตานงเนี่ยแกเป็นทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์นะครับ นี่คือแกผลัดเข้าไปในถ้ำ ถ้ำก็คงเป็นบ้านนั่นแหละ โผล่มาตอนเช้า พอตอนเย็นก็เข้าไปในถ้ำเสีย ชาวบ้านแต่ก่อนเขาก็เคยเล่าให้ผมฟังนะว่า ตะวันนี่ตกดินนะท่านนะ บางคนบอกว่าพระอาทิตย์เข้ารู ว่าไปถึงขนาดนั่น ทำยังกะตานงนี่แหละเป็นพระอาทิตย์ เป็นพระจันทร์เข้าไปในถ้ำ นี่ของพวกนิกริโต พวกเงาะทั้งหลายที่อยู่ในมาเลย์บางถิ่นที่ไม่เจริญนะครับ อยู่ในฟิลิปปินส์ก็มี ใต้ของไทยก็มี ยังไม่ได้ตรวจสอบดูว่ามีเรื่องเล่าอย่างนี้ไหมของไทยเราเนี่ย

     ในพระคัมภีร์ไบเบิล ว่าทางคริสตศาสนาละ ในตอนที่กล่าวถึงภาคที่กำเนิดสรรพสิ่ง ซึ่งมีศัพท์เฉพาะว่า เจนเนซิโอ ในภาษาละติน หรือ เจนเนซิส ในภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษนี่แหละครับ เจนเนซิส กำเนิดสิ่งต่างๆ เจนเนซิส ที่กลายเป็น gene ตัวถ่ายทอดพันธุกรรม นี่ตัวเดียวกันนะ ในภาษาวรรณคดีมีคำว่า จอง แปลว่า ประเภท มาจาก เจนเนซิส แปลว่ากำเนิดสรรพสิ่งนั่นแหละ ศัพท์คำนี้ในคัมภีร์ไบเบิลภาคเจนเนซิส หรือภาคกำเนิดสรรพสิ่งนั้น กล่างถึงว่าพระยะโฮวาห์ ได้สร้างพระจันทร์ขึ้นมาในวันที่ 4 หลังจากสร้างโลกแล้ว นี่ในพระคัมภีร์ไบเบิล

     ส่วนนิทานปรัมปราของจีนนี่ก็มีเรื่องเล่าไปว่า เมื่อสรรพสิ่งยังไม่กำเนิดนั้น จักรวาลเราจะมีไข่ฟองหนึ่ง นี่จักรวาลเรานี่แหละครับมีไข่ฟองหนึ่ง ภายในไข่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น เมื่อชีวิตเติบโต สิ่งนั้นก็ใช้ขวานผ่าไข่ออกมา สิ่งมีชีวิตนั้นผ่าไข่ออกมาเนี่ยนะครับ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในไข่นี้ชื่อว่า ผานกู่ นี่เป็นภาษาจีน ผมออกเสียงไม่ชัดแน่เลยเนี่ย ผานกู่เสียงจีนกลางซะด้วย ออกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เท่าที่ควร ผานกู่เนี่ยใช้สิ่วและค้อนแกะสลักพระอาทิตย์ พอแกออกมาจากไข่ได้แค่นั้น แกเอาสิ่วเอาค้อน เครื่องมือช่างเลยเนี่ย สลักเป็นพระอาทิตย์ เป็นพระจันทร์ เป็นดวงดาว และสรรพสิ่งต่างๆ ใช้เวลาสลักเนี่ย 18,000 ปี แสดงว่าอายุแกก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ สลักพระอาทิตย์ สลักพระจันทร์ สลักดาว 18,000 ปีเนี่ย นายผานกู่นี่แหละ ที่ออกมาจากไข่เนี่ย จากนั้นฟ้าก็ลอยขึ้น ดินก็แผ่ขยายออก ร่างของผานกู่สูงขึ้นวันละ 6 เชียะ 6 เชียะเนี่ย 1 เชียะ ก็ประมาณ 10 นิ้ว ก็เลยได้ยืนเป็นเสาค้ำฟ้ากับดินเอาไว้ เดี๋ยวนี้ผานกู่เป็นตัวค้ำฟ้ากับดินเอาไว้นะ ก็นี่ตามปรัมปราของจีนนะครับ เอ๊ะ! จะพูดทางภาษาเราว่า Mythology ของจีนอะไรทำนองนี้นะครับ

     ส่วนตำนานของญี่ปุ่น ใกล้เคียงกันในเอเซียซะก่อน กล่าวว่ามีเทพองค์หนึ่งชื่อ อิซานางิโน มิโกโตะ อันนี้แปลว่าชายผู้พึงเคารพ อันนี้ออกเสียงญี่ปุ่นชัดหรือเปล่าก็ไม่รู้ เทพอิซานางิโน มิโกโตะ แปลว่าชายผู้พึงเคารพ คนผู้นี้ก็เป็นผู้ชานคนแรกของโลกทีเดียวล่ะ ผู้ชายคนนี้แหละได้ล้างหน้า เมื่อล้างหน้าเนี่ย ล้างดวงตาซ้ายก็บังเกิดเป็นเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ ส่วนเมื่อล้างดวงตาข้างขวาก็บังเกิดเป็นเทพแห่งดวงจันทร์ เพราะฉะนั้นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์เนี่ย เทพทั้งหมดเนี่ยเกิดจากการล้างหน้าเทพอิซานางิโน มิโกโตะตามความเชื่อของญี่ปุ่น

     นิทานพื้นบ้านของแอฟริกา อันนี้เข้าไปในกาฬทวีปซักหน่อย ไม่ค่อยได้พูดถึง เดี๋ยวก้น้อยอกน้อยใจ วรรณกรรมก็เยอะอยู่หรอก นิทานพื้นบ้านของแอฟริกา คราวนี้จะเป็นของพวกพูดภาษาซาวาฮีรี รึอะไรก็แล้วแต่เถอะ เขากล่าวว่าสมัยก่อนเนี่ย พระอาทิตย์กับพระจันทร์เนี่ย เป็นสามีภรรยากันนะ สองสามีภรรยากันนะพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ยังอยู่บนพื้นโลก มีเพื่อนสนิทคือน้ำ พระอาทิตย์ พระจันทร์เนี่ย เป็นสามีภรรยา อยู่บนโลกเรานี่แหละ และมีเพื่อนสนิทคือ น้ำ พระอาทิตย์นี่มักจะไปเยี่ยมบ้านของน้ำซึ่งเป็นเพื่อนอยู่เสมอ แต่น้ำไม่เคยไปเยี่ยมบ้านเพื่อนเลย มีแต่พระอาทิตย์ไปเยี่ยมน้ำ น้ำไม่ไปเยี่ยมเลย พระอาทิตย์จึงชวนน้ำไปเยี่ยมบ้านของตน ชวนน้ำนี่แหละ water นี่แหละ ให้ไปเยี่ยมบ้านของพระอาทิตย์ น้ำบอกว่าบ้านของท่านเล็กเกินไป หากเราไปเยี่ยมท่านจะเดือดร้อน

      พระอาทิตย์ก็เกิดทิฐิชักโมโหน่ะ บอกว่า เราจะสร้างบ้านใหม่ให้ใหญ่จนต้อนรับท่านได้ น้ำก็ได้ยินดังนั้นก็ขัดไม่ได้ ก็เดินทางไปบ้านเพื่อน ในที่สุดน้ำในโลกมีมาก ก็ไหลเข้าบ้านสองสามีภรรยาพระอาทิตย์พระจันทร์นี่จนท่วมเลย ทั้งคู่ต้องไต่ไปอยู่บนหลังคาเนี่ยพระอาทิตย์ กับพระจันทร์ ไต่ไปอยู่บนหลังคา แต่ก็ยังยืนกรานจะต้อนรับเพื่อนคือ น้ำ อยู่ ในที่สุดไม่ช้าน้ำก็ท่วมบ้านมิดไปเลย พระอาทิตย์กับพระจันทร์ ก็ต้อนรับเพื่อนคือ น้ำ มากเกินไป เลยต้องลอยขึ้นไปอยู่บนฟ้าในปัจจุบัน

      เนี่ยเพราะอยากให้เพื่อนไปเยี่ยม เพื่อนเป็นน้ำชวนเพื่อนไป เพื่อนก็บอกแล้วว่าเรานี่ใหญ่โตเกินไป เข้าไปในบ้านรับเราไม่ได้ ท้ายสุด สองสามีภรรยาพระอาทิตย์พระจันทร์ ถูกน้ำท่วมก็เลยต้องลอยไปอยู่บนฟ้า นี่เป็นนิทานพื้นบ้านของแอฟริกาเขา เขาเล่าของกันอย่างนั้น

      ก็ยังมีนิทานพื้นบ้านของแอฟริกาบางเผ่าอีก นี่จะเป็นเผ่าวาตูซี่ หรือเผ่าอะไรก็ว่ากันอีกทีหนึ่งเถอะ บอกว่าครั้งหนึ่งเกิดทุพภิกขภัย ทุพภิกขภัย แปลว่า อดข้าว อดอาหาร อดน้ำ ที่เกิดก็เพราะมีมังกรไปจับสัตว์ไปหมด มังกรนี่ก็เหลือเกินเลยเนี่ย มาจับสัตว์เขาไปหมดเลย ผู้คนอดอยากไม่มีอะไรกิน ในตอนนั้นก็เกิดมนุษย์ สองพ่อลูก ชื่อว่า อนันสิ และเกวสุสิน สองพ่อลูกนี่ออกล่าสัตว์ ออกได้กวางตัวหนึ่ง ล่าได้กวางมา นี่คือเรื่องของแอฟริกานะครับ อนันสิที่เป็นพ่อเนี่ย ให้ลูกเฝ้ากวางไว้ ส่วนตนเองไปเอาตะกร้ามาใส่เนื้อกวาง แล้วอนันสิก็เดินทางหายไป ไปเอาตะกร้าหายไปนานมาก  จนลูกชายเห็นพ่อหายไปนานก็เลยเดินออกไปตามหาพ่อ พอออกไปตามหาพ่อเนี่ย มังกรตัวหนึ่งแกล้งทำเสียงขานตอบเสียงของเกวสุสิน คือว่าเกวสุสินตะโกนเรียกไง ตะโกนเรียกอนันสิๆ มังกรตัวหนึ่งมันก็แกล้งทำเสียงตอบรับ ก็เลยทำให้ลูกเขาเนี่ยนึกว่าพ่อเขา ก็เข้าไป ก็เลยติดกับของมังกร เสร็จเลย ถูกจับเอาไปพร้อมทั้งพ่อทั้งลูก โดนหมดเลย ผู้คนในหมู่บ้านรวมทั้งสัตว์ที่ มังกรจับมาเอาไปขังไว้รวมกันหมด ส่วนมังกรออกไปหาเหยื่อต่อ

       มังกรนี่มันรวบรวมเหยื่อเอาไว้เยอะเนาะ จับเอาทั้งอนันสิ จับเอาทั้งนี่ไปหมดเลย ลูกชายเขาด้วย เกวสุสินเนี่ย จับคนอื่นๆ จับสัตว์อะไรหมด และก็จับไปขังรวมกันเอาไว้ มังกรตัวนั้นแหละก็ออกไปหาเหยื่อต่อไป แต่อีตอนไปหาเนี่ยก็ให้คนคอยดูแล ดูแลนักโทษ ต้องเรียกพวกนี้ว่านักโทษเนี่ย เพราะว่ามังกรจับไปขังไว้ ดูแลสัตว์ที่จับไปเนี่ย  ไอ้คนดูแลนี่เป็นไก่นะ ไก่สีขาว เป็นไก่ขาว ไก่ขาวเป็นคนดูแล ส่วนมังกรออกไป เกวสุวินเนี่ยฉลาดครับ ก็ออกอุบายให้เอาข้าวหว่านให้ไก่กิน หว่านไปเรื่อย ไอ้ไก่ขาวตัวนั้นก็กินข้าวไปเรื่อยเลย กินไปเรื่อยจนกระทั่งลืมขันเรียกมังกร ปกติต้องขันเรียกนะ

        เกวสุสินกับชาวบ้านก็เลยช่วยกันฟั่นเชือก ฟั่นเชือกเนี่ย เหวี่ยงปลายเชือกขึ้นไปบนฟ้า เป็นบันไดเพื่อไต่หนีขึ้นไป เหวี่ยงเชือกไปบนฟ้าให้เป็นบันไดแล้วตัวก็ไต่ขึ้นไป ไม่รู้ว่าเชือกมันขึ้นไปได้ไง มันเป็นนิทานของแอฟริกาเนี่ย มันต้องขึ้นได้แหละของพรรค์นี้ ไต่หนีขึ้นไป  ขณะหนีก็ให้ชาวบ้านฆ่าวัวควายกินแล้วเก็บกระดูกไว้ ชาวบ้านที่ถูกจับก็ฆ่าวัวฆ่าควายกินแล้วเก็ยกระดูกไว้ อย่าทิ้งนะ เอาติดตัว เอากระดูกติดตัวมาด้วย เกวสุสินเนี่ยไต่ขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย ชาวบ้านที่เก็บกระดูก เก็บแล้วก็ไต่ขึ้นไปก่อน ลูกชายก็ขึ้นไปละ ไต่เป็นคนสุดท้าย ก่อนจะขึ้นไป ขโมยซอของมังกรไปด้วย

        ในนั้นไม่ได้กำหนดว่าเป็นซอรูปร่างอย่างไร ซอของแอฟริกาเนี่ยมันจะเหมือนซอเรามั๊ยล่ะ มันจะเหมือนซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย หรือ สะล้อของภาคเหนือหรือไม่นี้ อันนี้ผมตอบไม่ได้เพราะอันนี้เป็นนิทาน ไม่ได้ไปถามพวกแอฟริกันเขา แกขโมยเอาซอของมังกรมาด้วย มังกรกลับมาเห็นว่าพวกนี้หนีไปหมดแล้ว ไอ้ไก่ขาวมันก็เล่าให้ฟังสิ มันมัวแต่เพลินกินข้าวไม่ได้ขันเนี่ย เสร็จเลย มังกรก็ไล่ตามเลย พอมังกรไล่ตามเข้าไป เกวสุสินก็โยนกระดูกลงไปให้ มังกรกำลังหิวก็ไต่ลงมากินกระดูกที่พื้น เห็นมั๊ยครับ มันหิว โยนกระดูกวัว กระดูกควายลงมาให้ มันมาไต่กลับมากิน ทำให้ตามไม่ทัน มังกรนั้นกินกระดูกจนหมด แล้วมันก็ตามมาอีก

        คราวนี้มันตามมาใกล้ เกวสุสินจึงสีซอ สีซอนี่ก็ทำให้มังกรเนี่ยมีความ... มังกรนี่ฟังเสียงดนตรีไม่ได้นะ เป็นผู้มีดนตรีในหัวใจนะนี่นะ พอได้ยินเสียงซอก็ลงไปเต้นรำบนพื้น ไอ้นี่ก็สี ไอ้นี่ก็เต้นรำ ก็เป็นเหตุให้พวกนั้นไต่ขึ้นไปจนถึงสวรรค์ ถึงสวรรค์ก็ตัดเชือกขาดเลย ตัดเชือกขาดมังกรก็ตามไปไม่ได้ ด้วยความฉลาดและความกล้าหาญของสองพ่อลูกนี่ พระผู้เป็นเจ้าก็ตั้งให้เขาเป็นพระอาทิตย์นะครับ และก็ตั้งให้อนันสิพ่อของเขาเป็นพระจันทร์ ลูกของเขาเป็นพระอาทิตย์ พ่อนี่เป็นพระจันทร์ ส่วนชาวบ้านที่ไต่ขึ้นสวรรค์มาพร้อมกันก็กลายเป็นดวงดาว นี่พวกแอฟริกันเขาก็เล่ากันอย่างนี้ มันเป็นพ่อลูกนะที่มาเป็นพระอาทิตย์พระจันทร์เนี่ย ลูกนั้นเป็นพระอาทิตย์ พ่อนี่เป็นพระจันทร์ ส่วนชาวบ้านที่เขาช่วยนั้น ขึ้นไปเนี่ย ก็ได้เป็นดวงดาว ส่วนยายไก่ขาว เอ๊ย! ตาไก่ขาวสิ ยายไม่ได้ ไก่ขาวที่คอยขันเนี่ยต้องเป็นไก่ตัวผู้ใช่มั๊ย นั่นก็คอยขันไปในตอนกลางคืนกลางวัน บอกเวลงเวลาไปเรื่อยเลย ให้มังกรรู้ตัว เดี๋ยวนี้มังกรก็ไม่รู้อยู่ตรงไหนแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องของแอฟริกา นิทานพื้นบ้านของเขา

       ดวงจันทร์เนี่ยมีแสงนวลนะครับ แสงนวล เวลามองก็จะมีความสุข บรรดาผู้คนทั้งหลายเนี่ย สมัยก่อนเนี่ย สมัยนี้ไม่ได้ดูพระจันทร์กันแล้ว สมัยก่อนชอบดูพระจันทร์วันเพ็ญ แล้วก็มักจะเห็นภาพเงาต่างๆ ก็จินตนาการไปเป็นรูปต่างๆ เห็นเงาในรูปพระจันทร์ก็จินตนาการไป ในบทเห่กล่อมพระบรรทมตอนหนึ่งกล่าวว่า "เห่เอยวันเพ็ง" วันเพ็งก็คือวันเพ็ญเนี่ย "พระจันทร์ก็เปล่งปลั่งลอย เหลืองแฉล้มแช่มช้อย คล้อยลอยลม แจ่มแจ้งแสงส่อง สว่างห้องพระบรรทม น้ำค้างลงพร่างพรม ชำเลืองชมพระจันทรา ที่กลางเดือนเหมือนกระต่าย คล้าย ๆ ยายกับตา ลอยเลื่อนเคลื่อนคลา ทุกเพลาราตรี" เนี่ยยายกับตานะ เห่กล่อมพระบรรทมนะครับ ฟังแล้วก็น่าหลับตามทีเดียว

      พม่ากับไทยเนี่ยเห็นเงาในดวงจันทร์คล้ายกันนะ เงารูปในดวงจันทร์ กระต่ายเนี่ย เอ๊ย ! ยายกับตาเนี่ย คนไทยเห็นเป็นรูปยายกับตาตำข้าว แต่ไม่มีนิทานเล่าประกอบ ส่วนพม่านี่เขาเห็นเป็นคนแก่ตำข้าว พม่าว่าอย่างนั้น หม่องทั้งหลายว่าเหมือนคนแก่ตำข้าว มีกระต่ายนั่งกินข้าวข้างๆ มีนิทานพม่าเล่าว่า ชายชรากับกระต่ายอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง ชายชรานั้นรับจ้างตำข้าว เมื่อมีแกลบก็โยนให้กระต่ายกิน คืนเดือนหงายคืนหนึ่งชายชราก็เปรยขึ้นว่า หากมียายแก่สักคนมาฝัดข้าว ช่วยแยกแกลบก็คงดี และช่วยแก้เหงาด้วย เจ้าแม่จันทราได้ยินอย่างนั้น พระจันทร์นี่เป็นผู้หญิง เจ้าแม่จันทราได้ยินอย่างนั้นก็สงสาร จึงแปลงกายมาเป็นหญิงแก่มาช่วยฝัดข้าวในตอนกลางวัน และก็กลับไปส่องแสงในตอนกลางคืน หลายวันต่อมา ชายชราสงสัยจึงถามว่าเจ้าเป็นใครรึ ? หญิงแก่ก็บอกว่าเราเป็นเจ้าแม่จันทรา ชายชราได้ฟังดังนั้นก็ขอว่า ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปอยู่กับนางได้ไหมล่ะ ก็เลยขอไปอยู่กับนางบนดวงจันทร์ด้วย นี่นิทานพม่า ตกลงของพม่าก็เลยมีคนแก่ตำข้าว มีกระต่ายนั่งกินข้าวอยู่ข้าง ๆ

     ส่วนของไทยนั้นว่าไม่มีนิทานประกอบนะ แต่ที่จริงผมแต่งให้ก็ได้เรื่องนี้น่ะ ไม่ใช่ผมแต่งประทานโทษ ผมไปหาชาวบ้านถามดูคงจะทราบอยู่หรอก กระต่ายของไทยเนี่ยมันตรงกับพวกธิเบตนะครับ พวกธิเบตมองพระจันทร์แล้วเขาบอกว่า เห็นกระต่ายนั่งอยู่ นี่จินตนาการเหมือนเรานะพวกธิเบตเนี่ย

     แต่อินเดียนี่ คนอินเดียมองเห็นเป็นกระต่ายกำลังวิ่ง ธิเบตเห็นกระต่ายกำลังนั่ง อินเดียว่ากระต่ายกำลังวิ่ง ตามชาดกเล่าว่า ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตย์ เสวยพระชาติเป็นกระต่ายอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ตอนนั้นก็เป็นกระต่ายมีศีลธรรมนะ พระโพธิสัตย์เนี่ยไม่ล่วงละเมิดสิ่งของของคนอื่น ไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่หญ้าแพรก วันหนึ่งกระต่ายจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้ามียาจกมาขอทานกับตน จะเอาหญ้าให้กินคงไม่ได้ เพราะยาจกไม่กินหญ้ายาจกคงคิดจะกินเนื้อกระต่ายแน่ กระต่ายก็คิดว่าถ้าเขาขอเนื้อก็จะบริจาคเนื้อให้เป็นทาน ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะกระต่ายพระโพธิสัตย์ เขาเป็นพระโพธิสัตย์

      พระอินทร์ก็คิดจะลองใจกระต่าย พระอินทร์จึงแปลงเป็นพราหมณ์มาขออาหารกระต่าย กระต่ายก็ตอบว่า เราจะให้สิ่งที่เราไม่เคยให้แก่ใครมาก่อน แต่ท่านเป็นผู้มีศีล ก็คงไม่ทำบาป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฉะนั้นขอให้ท่านไปเอาฟืนมาก่อนเถอะ เราไม่มีอาหารอย่างอื่นให้ท่าน เราจะกระโจนเข้ากองไฟ เมื่อเนื้อเราสุก ก็เชิญท่านกินตามสบายเถิด เพราะเขาก็เชื่อว่าพระอินทร์นี่ไม่ฆ่าสัตว์ งั้นกระต่ายก็จะฆ่าตัวเอง นี่กระต่ายจะฆ่าตัวตายนะเนี่ย ฆ่าตัวตายเพื่อให้ตาแก่นี่ได้กิน พระอินทร์ที่แปลงมานี้ก็ไปหาฟืนมา แล้วก็ก่อไฟ ก่อไฟเสร็จ พอไฟลุกโชนนี่ กระต่ายก็กระโดดเข้าไปในกองไฟ แต่ปรากฏว่าไฟนั้นไม่ทำอะไรกระต่าย เพราะว่าอะไร เพราะว่ากระต่ายเป็นผู้ทรงศีล และเป็นผู้ที่บำเพ็ญทานบารมี แม้แต่ไฟก็ทำอะไรไม่ได้ จึงมีคำกล่าวเสมอว่า คนดีนั้นตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เหมือนกระต่ายนี่ไง กระต่ายทำแต่ความดี เขามาขออยากจะกินยังอุทิศตัวให้เขากิน โดยให้เขาก่อไฟแล้วโดดลงไป แต่ไฟก็ทำอะไรไม่ได้

      พระอินทร์ก็ปรากฏร่างเป็นพระอินทร์ สรรเสริญความสัตย์ของกระต่าย ความมีสัตย์ซื่อของกระต่าย ความที่รักษาคำพูด ความที่เป็นคนตั้งมั่นจะบริจาคทาน พระอินทร์ก็สรรเสริญแล้วพระอินทร์ก็ไปหักเอายอดเขามา เขียนเป็นรูปกระต่ายไว้ที่ดวงจันทร์ นี่พระอินทร์เขียนนะกระต่ายนี่ ไปเขียนเอาไว้เลย สรรเสริญกระต่ายโดยที่ทำความดีความงาม บำเพ็ญทานบารมีแล้วก็มีสัตย์ซื่อ ซื่อสัตย์ นิทานชนิดนี้เขาก็นิยมเล่า เพื่อจะให้เห็นอานิสงส์ของการที่บำเพ็ญทานบารมี ของความที่เป็นคนสัตย์ซื่อ ใช้กระต่ายเป็นตัวเอก ลักษณะของการเล่าเรื่องอย่างนี้ เขาเรียกนิทานเรื่องสัตว์นะครับ ตรงกับภาษาอังกฤษทางคติชนว่า Animal Tail เรื่องอย่างนี้มีมาก

       แต่บางเรื่องก็เล่าว่า พระพุทธเจ้าเนี่ยหลงป่าอยู่หลายวัน เรื่องนี้แปลกนะ น่าจะเป็นพระโพธิสัตย์ แต่ในอินเดียนี่เล่าว่า พระพุทธเจ้าเนี่ยหลงป่าอยู่หลายวัน กระต่ายตัวหนึ่งกระโจนเข้ากองไฟ เพื่อถวายตัวเป็นอาหาร แต่พระพุทธเจ้าทรงจับกระต่ายออกมา แล้วก็ให้พรให้กระต่ายไปอยู่ที่ดวงจันทร์ นี่ก็ให้พรบอกว่า เจ้าไม่ต้องเป็นอาหารเราหรอก แต่เจ้าเป็นสัตว์ที่ดีเพราะฉะนั้นก็ให้ไปอยู่ที่ดวงจันทร์ ลักษณะเล่าอย่างนี้ต้องตรวจสอบดูในคัมภีร์มหายาน พอดีผมไม่มีเวลาจะตรวจสอบ แต่ฟังๆ ดูแล้วก็ไม่เห็นมีในชาดกเรื่องใดเลยนะครับ ในเรื่องที่กระต่ายโจนเข้ากองไฟเพื่อถวายเป็นอาหารพระพุทธเจ้าเนี่ย หรืออาจจะมีขอความกรุณาท่านผู้ฟัง กรุณาเขียนมาถึงว่ามีเรื่องพรรค์นี้อยู่ ผมจะได้จัดการค้นดูอีกสักครั้งหนึ่ง

       ในแคว้นปัญจาปเนี่ย ซึ่งพูดภาษาปัญจปีเนี่ย ในแคว้นปัญจาปก็มีเรื่องเล่าว่า พระจันทร์นี่เป็นหญิงแก่นั่งปั่นด้าย นี่พระจันทร์เป็นผู้หญิงนะ แต่แก่นะเนี่ย นั่งปั่นด้าย เมื่อทำเสร็จเข็ดหนึ่งแล้ว ก็โยนลงมาบนโลกมนุษย์ ทำให้เกิดความสว่างก็เป็นรุ่งเช้า

        ส่วนในมาเลเซียโบราณก็มีนิทานเล่าเรื่องชายแก่หลังโกงคนหนึ่ง นี่มาเลย์แล้วนะครับ ข้ามจากปัญจาปของอินเดียมาสู่มาเลย์ กล่าวถึงชายแก่หลังโกงคนหนึ่ง อยู่บนดวงจันทร์นั่งปั่นฝ้าย นี่คนนี้ชายแก่นะ ไม่ใช่หญิงแก่ นั่งปั่นฝ้ายใต้ต้นไทร บ้างก็ว่าไม่ได้ปั่นฝ้ายหรอก แต่นั่งควั่นเชือกจากเปลือกไม้ แต่ด้ายหรือเชือกนั้นปั่นเท่าใด ๆ ก็ไม่สำเร็จสักที เพราะมีหนูตัวหนึ่งมาแทะขาดเสมอ หากจะคอยถามว่าชายแก่หลังโกงคนนี้ ฟั่นเชือกไปทำอะไร ก็ตอบว่าเอาไปทำสายเบ็ดตกปลาแค่นั้นเอง นี่เป็นของมาเลเซียโบราณ

        ส่วนในเยอรมันข้ามไปนิดนึง สักครู่คงจะหมดเวลาละ นิทานพื้นเมืองเรื่องหนึ่งของเยอรมัน ก็กล่าวว่า ในเทศกาลคริสต์มาสเนี่ย ครั้งหนึ่งสองสามีภรรยาครู่หนึ่ง ไม่ยอมหยุดงานกันเลย ชายขนฟืนไปขาย หญิงปั่นด้าย เลยทำให้พระเจ้าโกรธเนี่ย เขาให้หยุดนะอาทิตย์หนึ่งหยุดงานวันหนึ่ง ไอ้นี่ทำงานทั้ง 7 วัน พระผู้เป็นเจ้าทรงพระพิโรธสิ พอถึงผู้ชายก็ขนฟืนไปขายผู้หญิงก็ปั่นด้าย เลยทำให้พระเจ้าโกรธเลยสาปให้สามีไปอยู่บนดวงจันทร์ ส่วนภรรยาไปอยู่ดวงอาทิตย์ ให้ทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องหยุดกันเลย ส่องแสงอยู่นั่นแหละ ดังนั้นชาวเยอรมันจึงเห็นชายยืนแบกมัดฟืนบนดวงจันทร์นี้นะครับ

        ก็พอดีหมดเวลาครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน พบกันใหม่ในครั้งหน้า สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>