วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 42 เรื่อง ความเชื่อทั่วโลกเกี่ยวกับดวงจันทร์ (3)
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

     ขอความเจริญ ความผาสุก จงมีแด่ท่านผู้ฟังนะครับ ตลอดปีเก่าและก็เตรียมต้อนรับปีใหม่ด้วยครับ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นท้ายปีทีเดียวนะครับ คราวนี้ผม นายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ

      ปีใหม่กำลังจะเข้ามาถึง ถ้าเป็นความเชื่อของกรีกก็เชื่อว่า เทพเจ้าเจนุส กำลังจะทิ้งหน้าเก่าของพระองค์ไปสู่หน้าใหม่แล้ว เพราะเจนุสนั้นมีสองหน้านะครับ ส่วนทางกัมพูชาก็มีความเชื่ออยู่ว่า ในช่วงที่จะเข้ามานี้ ก็เป็นเรื่องของความสุขทั้งนั้น ความทุกข์จะไม่มีอีกแล้ว ให้พรกันเลย เป็นภาษาเขมรว่า " ชนัมทมายเมียนแตความสอกเน้อ" ปีใหม่นี้ก็ขอให้มีแต่ความสุขอะไรทำนองนั้น ก็ถึงปีใหม่เข้ามาเนี่ย แต่มันก็ยังอยู่ในเรื่องของพระจันทร์ สองครั้งที่แล้วไปยังพูดเรื่องของพระจันทร์อยู่ และอีกหลายครั้งต่อไปก็เป็นเรื่องของพระจันทร์ เพราะว่าพระจันทร์นั้นดูจะมีเรื่องที่จะพูดกันอย่างมากมายครับ

      ปีใหม่นี่ที่เราขึ้นปีใหม่นั้นก็เป็นการขึ้นปีใหม่ทางจันทรคตินะครับ ไม่ใช่สุริยคติ ถ้าปีใหม่สุริยคติก็จะไปอยู่ที่สงกรานต์ ในตอนนั้นพระอาทิตย์จะยกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ แต่ในช่วงนี้เกี่ยวข้องกับพระจันทร์โดยตรงเลยที่เดียว เพราะฉะนั้นในปีหนึ่งจึงมี 12 เดือน ถ้านับตามแบบของพระจันทร์ ปีใหม่ของไทยก็ปรับเข้าไปมาตรงกับปีใหม่สากล ก็เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม

      ที่จริงนับตามแบบพระจันทร์มันก็เริ่มมกราคมอยู่แล้วนะครับ มันไม่ได้ไปเริ่มเอาที่เดือน 5 หรอกครับ ก็ฟังดูก็รู้ ก็เรียกว่าเดือน 5 อย่างนี้ ใครเขาจะตั้งต้นกันเดือน 5 เราตั้งต้นกันเดือนอ้ายครับ เดือนอ้าย อย่างเช่นขณะที่ผมพูดมันก็เดือนอ้ายแล้ว มันเป็นเดือน 1 เริ่มมาก่อนตั้งแต่ยังไม่ทันสิ้นปีแบบสากลด้วยซ้ำไป เดือนอ้ายเป็นเดือนที่ดาวหัวเนื้อ หัวกวางนี่แหละ ดาวหัวเนื้อสุกใสที่สุดในท้องฟ้า เราจึงเรียกเดือนนี้ว่า มิคเศียรมาส ที่ผมเคยพูดแล้วครั้งหนึ่ง ทวนใหม่อีกก็ได้ มิคเศียรมาส

      ครั้นถึงเดือนยี่ทางจันทรคติเขาเรียกว่า บุษยมาส ถ้าเดือนสามนั้นก็ มาฆมาส มันก็เลยเกิดพิธีบูชาในเดือนสาม ที่เราเรียกว่า มาฆบูชา มาฆ แปลว่า ดาวตางู ท่านยังคงพอนึกออกนะครับ ส่วนเดือนที่สี่เรียกว่า ผัคคุณมาส เดือนที่ห้า จิตรมาส เดือนที่หก ไพสาขมาส ไพสาข เดือนหก จึงเกิดการบูชาในเดือนหก เรียกว่า วิสาขบูชา เดือนเจ็ด เชษฐมาส นะครับ ก็ข้ามกันไปเรื่อยเลยเป็นเดือนต่างๆเข้าไป เดือนแปดก็เรียกว่า อาสาทมาส อาสาทเป็นภาษาสันสกฤต ถ้าหากเป็นภาษาบาลีก็ อาสาฬห ก็เกิดพิธีบูชาในเดือนแปด เรียกว่า อาสาฬหบูชา ก็ข้ามไปเดือนสิบ สาทร เดือนสาทรนะครับ เดือนสิบเอ็ด อาชยุช เดือนสิบสอง กัตติกมาส กัตติกกะ ดาวกัตติกาหรือดาวลูกไก่มีแสงสว่างมากที่สุดในช่วงนั้น กลุ่มดาวลูกไก่ นี่ก็ว่าเป็นแบบของดั้งเดิมของเรา ซึ่งมันก็จะตั้งต้นตั้งแต่ประมาณเดือนนี้แหละ

      ถ้าเราไปดูปีใหม่ของชาวไทยม้ง หรือชาวไทยเย้า ไทยลีซอ ไทยอาข่าอะไรก็แล้วแต่เถอะ จะเห็นว่าเขาเริ่มตั้งต้นประมาณนี้ครับ ตั้งแต่ประมาณมกรา ไปถึงกุมภา มกราคมถึงกุมภาพันธ์นี้ครับ จะอยู่ในช่วงนี้เหมือนกัน จะแสดงว่าบรรดาชาวไทย จะเป็นไทยม้ง ไทยลีซอ ไทยมูเซอ ไทยเย้าพวกนี้ เขาก็ถือเอาปีใหม่คล้ายๆกับของเรา เพราะดูทางจันทรคติเช่นเดียวกัน ดูพระจันทร์เป็นหลักนะครับ ดูพระจันทร์ เราก็คงได้ดูพระจันทร์อีกครั้งหนึ่งหลังจากนี้ ตอนนี้มันข้างแรมอยู่

      ถ้าพูดถึงเรื่องพระจันทร์นี่ วรรณคดีไทยนั้นกล่าวถึงเรื่องพระจันทร์แทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะวรรณคดีใหญ่ๆ มักจะชมความงามของผู้ที่สวยงาม ผู้หญิงน่ะ ว่ามีหน้าเหมือนพระจันทร์ เช่นทศกัณฑ์ก็ยังเคยชมนางสีดาว่า

.....พิศพักตรผ่องพักตรดั่งจันทร       พิศขนงก่งงอนดั่งคันศิลป์
พิศเนตรดั่งเนตรมฤคินทร์       พิศทนต์ดั่งนิลอันเรียบราย....


            นี่ก็เป็นทศกัณฑ์เขาชมนางสีดาว่างามนะครับ ตรงที่น่าคิดก็คือ ผ่องพักตรดั่งจันทร แสดงว่าเทียบเอาความผ่องความใสนะครับ คนญี่ปุ่นก็เหมือนกันนะ

           ญี่ปุ่นสมัยก่อนนี่ก็นิยมผู้หญิงที่มีหน้ากลมเหมือนพระจันทร์ผ่าซีก พระจันทร์นี่กลมเลยนะครับ ผ่าซีกครึ่งหนึ่ง ไอ้ที่ครึ่งหนึ่งไม่ใช่ไปดูหน้าคนญี่ปุ่น ว่าหน้าข้างหน้าเขาเป็นครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่อย่างนั้น ครึ่งหนึ่งนี่ก็ดูด้านข้างนะครับ ดื้านหลังนี่ผมจะเรียบลงไป ส่วนด้านหน้าก็จะออกมาเป็นแบบพระจันทร์ ไม่ใช่หมายความว่าเป็นแบนๆ ไม่ใช่อย่างนั้น อันนี้จำเป็นต้องสอบถามทางสาขาญี่ปุ่นดู ภาษาญี่ปุ่นว่า เขานิยมเช่นนี้เนี่ยมันสมัยไหนนะครับ

           พูดถึงพระจันทร์มานาน วันนี้ก็คงจะเข้าไปมองดูทางในเชิงของศาสนาพุทธกับศาสนาฮินดู ว่าพระพุทธศาสนากับศาสนาฮินดูนั้น กล่าวถึงพระจันทร์ไว้ว่ากระไรบ้าง

          ตามตำนานโบราณของไทยที่มีกล่าวไว้ในวรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิโลกวินิจฉัย เรื่องนี้ก็กล่าวว่า เดิมทีเดียวนี่พระอาทิตย์กับพระจันทร์เป็นเพียงวัตถุที่มีแสงสว่างเท่านั้นเอง เป็นวัตถุธรรมดานี่ มีแสงสว่าง เมื่อครั้งอดีตที่มีเทวดามีแสงสว่างอยู่เสมอ เทวดาแต่ก่อนมีแสงสว่างนะท่านนะ มีแสงออโรร่าออกจากตัว เทว นี่แปลว่ามีแสงสวางไสวนะครับ ภาษาสันสกฤตคำว่า เทว ไทว นั้น แปลตามตัวแปลว่า มีแสงสว่างไสว

         ในครั้งอดีตเทวดามีแสงสว่าง เทวทั้งหลายนั้นได้ลงมากินง้วนดิน ที่ลงมากินง้วนดินนี้สาเหตุก็เกิดจากน้ำท่วมโลก เกิดจากไฟไหม้โลกก่อน ประทานโทษ สับสน และไฟไหม้โลก เพราะมีพระอาทิตย์ขึ้น 7 ดวง ไหม้จนเรียบเลย จากนั้นก็เกิดฝนตก 7 วัน 7 คืน น้ำฝนก็ดับไฟหมด พอดับไฟ น้ำท่วมโลกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นน้ำงวดลงไป ที่เป็นดินก็โผล่ขึ้นมา ที่เป็นน้ำก็ไปขังรวมกัน ไอ้ที่เป็นดินน่ะจะมีกลิ่นหอมลอยขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นต่างๆ เป็นเหตุให้ทวยเทพเนี่ย เทวผู้มีแสงสว่างไสวทั้งหมดได้กลิ่นดินก็อยากกินดิน ก็ลงมาเนี่ยมากินดิน

        พอมากินเข้าไปเท่านั้นแหละครับแสงสว่างภายในตัวของเทวก็หายไปเลย มืดเลย มีข้อความที่ปรากฏในลิลิตโองการแช่งน้ำ ตอนที่กล่าวว่า " ......ตนเขาเรือง ร่อนหล้า ฤๅหาว....." ตนเขาก็คือเทวเนี่ย เทวดาเนี่ยเรืองแสงเลย ลงมาจากสวรรค์ " .....ฤๅหาว หาวันคืน ไป่ได้......" ลงมาจากสวรรค์หลังจากนั้นกลับขึ้นไปไม่ได้

       ไม่ได้เพราะอะไร ".....ไป่ได้จาว ชิมดิน แสงหล่น...." ที่ไม่ได้นี่ก็เพราะไปกินดินเข้า รัศมีที่เคยเรืองรองก็หมดไป และพอจะเหาะกลับไป นี่โดดขึ้นไปเท่านั้นฏตกตุ้บลงมาเลย เพราะถูกแรงโน้มถ่วงของโลก หรือ Law of gravitation ของนิวตันเนี่ยดึงเอาไว้นะครับ

       ".....แสงหล่น เพียงดับไต้ มืดมน....." แสงก็เลยหม่นไป หน้าตาก็เลยมืดไป เหมือนพวกเราในปัจจุบันเนี่ย ที่พูดอย่างนี้นี่แสดงว่าพวกเรามีเชื้อนะครับ มีเชื้อเทวลงมากินดินพร้อมกัน ไปว่าอะไรกันไม่ได้หรอก บรรพบุรุษเรามาจากสวรรค์ทั้งนั้นแหละ ลงมากินดิน  นี่ก็พูดมาถึงว่า เทวทั้งหลายนี่ลงมากินดิน แล้วแสงสว่างก็หายไป โลกเลยมืดเลย ก็เดิมทีตอนลงมามันจะมืดได้ไงล่ะเทวดาสว่างเลย โลกมืดหมด เทวดาทั้งหลายก็หวาดกลัวกันมาก

       ในตอนนั้นก็มีวัตถุทรงกลมดวงหนึ่ง มีแสงเจิดจ้า ขจัดความมืดหมดไป ทำให้เทวดาที่ตอนนี้มากลายเป็นคนธรรมดานั่นแหละเห็นแสงสว่าง พอเห็นแสงสว่างความกลัวก็หายไป เกิดความกล้าขึ้น เทวดาเหล่านั้นหายกลัวเกิดความกล้า จึงเรียกดวงที่สว่างนั้นว่า สุริยะ สุริยะ แปลว่า ดวงที่ก่อให้เกิดความกล้าแก่ตน ความหมายของมัน ดวงที่ก่อให้เกิดความกล้าแก่ตน ก็เพราะเห็นปั๊บมันเห็นความกล้าทันที มันสว่าง เหมือนพวกเรากลัวผีพอแสงสว่างปั๊บก็หายกลัว เหมือนกันแหละ

       ไอ้ที่เราเห็นมันเป็นแสงไฟ เขาไม่เรียกว่า สุริยะ แต่ถ้าเป็นแสงอาทิตย์เราเรียกว่า ดวงที่ก่อให้เกิดความสว่าง นั้นว่า สุริยะ หมายถึงดวงที่ก่อให้เกิดความกล้าแก่ตน ผีทั้งหลายกลัวสุริยะ เช่น แดรกคูล่า เป็นต้น เคาท์ แดรกคูล่า ของ ทรานซิลเวเนีย ไม่ออกมานะเนี่ยตอนกลางวัน พบแสงอาทิตย์เข้าไปนอนในโลงเลย พอพระอาทิตย์ตกแค่นั้น บรรดาแดรกคูล่าทั้งหลายก็ออกมา สุริยะ แปลว่า ดวงที่ก่อให้เกิดความกล้าแก่ตน และก็ยกย่องให้ดวงอันนี้เป็นเทวดา ก็เลยแทนที่จะเรียกว่าดวงอาทิตย์ ก็เรียกซะว่า พระอาทิตย์ เป็นเทวดาละ ใส่พระเข้าไปข้างหน้าเลย

       สุริยะนี่ก็ส่องแสงอยู่ตลอดวัน แต่พอตกค่ำแค่นั้นก็ลับหายไป ความมืดก็กลับเข้ามาอีก บรรดาเทวทั้งหลายนั้นเป็นคนธรรมดา ก็เกิดตกใจกลัวความมืด นี่เป็นนิสัยของมนุษย์เลย กลัวนี่กลัวความมืดนะท่านนะ กลัวความมืดและปรารถนาให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นอีก

       ขณะนั้น นี่มันลูกฟลุกรึเปล่าก็ไม่รู้เนี่ย ขณะนั้นก็มีวัตถุทรงกลมส่องแสงสว่างนวลเกิดขึ้น นวลเลย ไม่ร้อนด้วยอันนี้ ไม่เหมือนกับสุริยะ ซึ่งเป็นดวงที่ก่อให้เกิดความกล้าแห่งตน อันนี้เป็นดวง ที่เป็นดวงขึ้น สว่างนวล เย็นเลย บรรดาเทวที่กลายเป็นคนธรรมดาเหล่านั้นก็ชื่นชมยินดีเกิดความพออกพอใจเลย เลยตั้งชื่อว่า ฉันทะ แปลว่า พอใจนะครับ เรียกนาน ๆ ก็เป็นพระฉันท์

       เห็นมั๊ย พระฉันทะ เพราะว่าเป็นเทวดาไปซะแล้ว ฉันทะ แปลว่า ดวงที่ได้สมดังใจไม่เหมือน สุริยะ ที่แปลว่า ดวงที่ก่อให้เกิดความกล้าแก่ตน ส่วนฉันทะ แปลว่า ดวงที่ได้สมดังใจ ก็เป็นที่พอใจ แต่เรียกนาน ๆ ไปก็ไม่เป็นฉันทะ หรือ พระฉันท์ซะแล้ว กลายเป็นพระจันทร์ และเป็นเทวดาอีกองค์หนึ่ง

         อย่าไปสงสัยนะว่าเป็นพระจันทร์ได้ไง จากพระฉันท์เนี่ย ก็ธรรมดาแหละเสียง ฉ ฉิ่ง นี่นะครับ ฉ ฉิ่ง ถ่ายเสียงออกไปมันก็เป็น ฉ ฉิ่ง มันเป็นเสียงที่เขาเรียกว่าเสียงธนิตนะท่านนะ มีเสียงหนัก มีลมตามออกมานะครับ ต่อไปมันคงเปลี่ยนมาเป็นเสียง จ ธรรมดาที่เป็นเสียงสิถิล อะไรทำนองนี้แหละนะครับ

        ก็เลยจากพระฉันท์ก็กลายเป็นพระจันทร์ อันนี้ต้องเรียนถามอาจารย์ทางภาษาศาสตร์ ว่ามันกลายเสียงกันมาประการใด หรือจะถามอาจารย์ที่สอนทางนิรุกติศาสตร์ก็ได้ นิรุกติวิทยาก็ได้นะครับ จะเป็น Philology หรือ Etymology ก็ลองถามกันดู จากพระฉันท์ กลายเป็นพระจันทร์ แต่มันกลายได้ทั้งนั้นแหละ มันเป็นเรื่องที่เขาเล่ากันมา ผมคิดเอาว่า อย่างนั้นนะ

       คราวนี้มาดูตำราโหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์ ฟังชื่อนี้ก็รู้ได้ว่าไม่ใช่ไทยแท้ ๆ หรอก โหราเนี่ย รากศัพท์ภาษากรีก ภาษาละติน โหรา มาจาก HORA แปลว่า การกำหนดวัน ตำราโหราศาสตร์ไทยก็กล่าวว่า พระศิวะได้ร่ายพระเวทย์ให้นางฟ้า 15 นาง มีนางฟ้า 15 นางสลายตัวลงมาเป็นผง พอนางฟ้า 15 นางสลายตัวลงมาเป็นผงเนี่ย พระองค์ก็หอบผงที่เกิดจากการสลายตัวของนางฟ้า 15 นางนี้ ห่อด้วยผ้าสีเหลืองอ่อน แล้วก็พรม ประพรมด้วยน้ำอมฤต ก็เกิดเป็นพระจันทร์ขึ้น เพราะฉะนั้นพระจันทร์นี้ดูๆก็เพศหญิงนะตามนี้นะ เกิดจากนางฟ้าถึง 15 องค์ นี่แหละครับ คนเกิดวันจันทร์จึงมีจิตใจกระเดียดจะค่อนข้างละมุนละไมละเมียดทีเดียวแหละ

         ส่วนในวรรณคดีของทางฮินดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณคดีสันสกฤตเนี่ย กล่าวไว้ในเรื่อง นารายณ์สิบปาง ตอนที่เทวดากับอสูรกวนน้ำอมฤต เรื่องนี้ผมพูดไปแล้วครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าจะให้ทวนมันจะยาว เดี๋ยวจะไม่เกี่ยวกับพระจันทร์มาก ตัดออกไปก่อนก็แล้วกัน เป็นอันสรุปว่าตอนที่เทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้น้ำอมฤตเนี่ย มันมีของวิเศษเกิดขึ้นมากมายในช่วงนั้น จะเกิดแพทย์ เกิดโคอุสุภราช อะไรก็ตามแต่เถอะ เกิดสุรา เกิดอะไรขึ้นเนี่ย

          พระจันทร์เกิดขึ้นเป็นลำดับที่ 5 ก็เป็นอันว่าพระจันทร์นี่เกิดขึ้นตอนที่กวนน้ำอมฤตก็แล้วกัน เป็นลำดับที่ 5 พระศิวะก็ได้ฉวยพระจันทร์ไว้ประดับมวยผมแทนปิ่น ทำให้พระศิวะมีชื่อหนึ่งว่า จันทรเสขร ผู้ทัดจันทร์เป็นปิ่น พระศิวะก็เอาพระจันทร์มาทัดเป็นปิ่น นอกจากนั้นยังกล่าวอีกว่า ตอนที่พระจันทร์เนี่ยเกิดขึ้นมาเป็นลำดับที่ 5 เนี่ย เผอิญเหลือเกินใบหน้าของพระจันทร์ไปกระแทกกับเขามัณทร

          เขามัณทรนี่ก็เป็นไม้พายที่ใช้กวนน้ำอมฤตเนี่ย เอาเขามัณทรมา เอายอดจิ้มลงไปนะครับ เอาตรงที่ฐานเขาขึ้น จากนั้นเอาพระยาวาสุกรีมาพัน แล้วเทวดาดึงฝ่ายหาง อสูรดึงฝ่ายหัวนาค เลยเกิดพระจง พระจันทร์ขึ้นนี่แหละ เผอิญเหลือเกินพระจันทร์ดันโผล่ขึ้นมาเนี่ย เขามันทรที่เป็นไม้กวนน้ำอมฤตเนี่ยไปโป้งเข้าให้ที่หน้า พระจันทร์ก็เลยเกิดรอยตำหนิจนถึงปัจจุบันนี้

          เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง แต่ถ้ามองขึ้นไปจะเห็นรอยตำหนิติดอยู่ มันไม่ได้เป็นสีเงินตลอดหรอกครับ แต่มีสีกระดำกระด่างติดอยู่ นั่นเกิดเพราะภูเขานี่เองแหละ ถูกไม้พายนี่แหละครับ เรื่องก็ยังกล่าวกันอีกว่า เรื่องพระศิวะคว้าพระจันทร์มาประดับมวยผม มันก็เป็นอันว่าที่ไปติดที่มวยผมพระศิวะนี่ก็หมดเรื่องกันแค่นี้

         แต่หลายคนก็บอกว่ามันไม่ใช่หรอก ไอ้หลายคนที่มาอ้างอิงกันเนี่ยก็มาเล่าตำราแตกต่างกัน ก็เพราะไม่มีใครไปเห็นตอนนั้นหรอก ก็เล่ากันว่าเมื่อพระจันทร์ทำพิธีราชสูยะ พิธีราชสูยะนี่ก็คล้ายๆการเสริมบารมีผู้ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันอย่างนี้นะครับ พระจันทร์ทำพิธีเสร็จจนมีบุญญาธิการมาก พระจันทร์ทำพิธีนี้ก็เกิดบุญญาธิการเรียกว่าอำนาจสูง พูดภาษาปัจจุบันก็เรียกว่ามี power มากว่างั้นเถอะ

        พระจันทร์เนี่ย พอมีอำนาจสูงก็คิดการมิดีมิร้าย อันที่จริงมิดีมากกว่า มิร้ายนี่คงไม่ใช่ล่ะ คิดการกำเริบนะ ไปลักพานางดารา หรือนางดารกา ชายาพระพฤหัสบดีไป ลักพาเมียครู เรื่องนี้ผมเคยเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งละ จะตัดตอนนะครับ ไปลักพามเหสีหรือชายาพระพฤหัสไป ก็เป็นเหตุให้เกิดสงครามเรียกว่าสงคราม ดารกามย หมายถึงสงครามอันเนื่องด้วยนางดารกา  เหตุครั้งนั้นทำให้เทวดาแยกกันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเข้าข้างพระจันทร์ ฝ่ายหนึ่งเข้าข้างศัตรูของพระจันทร์

       พระพรหมเห็นเทวดาแตกแยกสามัคคีก็เข้าห้ามเสีย และบังคับให้พระจันทร์คืนนางดารา หรือ นางดารกาเนี่ยให้พระพฤหัสบดี พระจันทร์ก็จำเป็นต้องทำ ด้วยเหตุนี้พระจันทร์จึงเป็นที่รังเกียจไม่อาจเข้าสมาคมกับพวกเทวดาได้ เพราะมีพฤติกรรมไม่ดี

      พระลักษมีซึ่งเป็นชายาของพระวิษณุหรือพระนารายณ์เนี่ย ก็ช่วยวิงวอนพระอุมาให้ขอร้องพระศิวะ ให้ช่วยพระจันทร์กลับขึ้นสวรรค์เถอะสงสาร พระศิวะจึงไปเอาพระจันทร์มาติดเหนือนลาฏ เสด็จเข้าเทวสมาคม

       พระพฤหัสบดีที่เป็นอาจารย์ของเทพเห็นก็ขุ่นเคือง ไม่ชอบให้พระศิวะทำอย่างนั้น ที่ขุ่นเคืองก็เพราะพระจันทร์นั้นขโมยชายาของพระพฤหัสบดีไป แล้วยังอุตส่าห์ได้เข้าที่ประชุม พระพรหมจึงไกล่เกลี่ย ไกล่เกลี่ยโดยให้พระจันทร์ออกไปนอกสวรรค์ และให้เป็นเจ้าแห่งดาวและพฤกษชาติทั้งหลาย เพราะจันทร์ก็ออกไปนอกสวรรค์ซะ

        เนี่ยเทพอื่นเขาอยู่ในสวรรค์ เทพนี้ออกไปนอกสวรรค์เป็นเจ้าแห่งดาว ดาราทั้งหมดบนท้องฟ้าและพฤกษชาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้นบรรดาใบไม้ทั้งหมด พอถูกแสงจันทร์ก็งามผิดปกติ แสดงความดีอกดีใจ เพราะว่าพระจันทร์เป็นเจ้าแห่งตัว

        ในคัมภีร์ต่างๆของอินเดีย ในศาสนาฮินดูนี่ กล่าวกัน มีสาระต่างกัน บ้างก็บอกว่า พระจันทร์เป็นโอรสสของพระอัตริมุนี กับพระนางอัญสูญา อัญสูญานี่ก็เป็นบุตรีของพระทักษะ วันนี้พูดเทววิทยามันจะนานไปนะ บุตรีพระทักษะ พระทักษะนี่ก็ดูเหมือนหัวจะเป็นแพะนะ หน้าเป็นแพะนะนี่ บางแห่งก็ว่าพระจันทร์เป็นรัตนะที่เกิดหรือออกมาจากดวงตาของพระอัตริ ไอ้บางแห่งที่ว่านั่น คือบางตำราก็เขียนขึ้นมาเพื่อเสริมว่าพระจันทร์มีอภินิหาริย์ประการใด

         แต่วรรณคดีของอินเดียบางเรื่อง ในบางแห่งก็กล่าวว่าเมื่อพระปรมาตมันสร้างโลก ก็สร้างนางราทาขึ้นเป็นชายา โดยสร้างจากก้อนดิน นี่สบายใจดีเหมือนกันเนาะ และทุกอย่างเกิดจากดินนะ โลกก็เกิดจากดิน นางราทาซึ่งเป็นชายาของพระพรหมเองก็เกิดจากดิน ดินที่เหลืออีกเล็กน้อยจึงนำมาสร้างพระจันทร์ แล้วสลัดดินที่เหลือตามนิ้วไปบนฟ้ากลายเป็นดวงดาวนับโกฏิดวงทีเดียว หลาย ๆ ล้านดวง นี่ก็สร้างโลกเสร็จก็สร้างชายาด้วยดิน สร้างชายาเสร็จเหลือดินหน่อยหนึ่งก็สร้างเป็นพระจันทร์ส่วนดินที่ติดตามนิ้วก็สลัดกลายเป็นดวงดาว นี่ก็ว่ากันไป

        เรื่องของวรรณกรรมนี่ท่านอย่าเพิ่งเอาความจริงเข้าไปจับเขานะครับ เรื่องของวรรณกรรมนั้นต้องดูว่า หน้าที่ใหญ่ของมันเป็นเรื่องของความเพลิดเพลิน ทำให้เกิดสบายอารมณ์ ส่วนจะได้สติปัญญาอะไรขึ้นมานั้น มันแทรกอยู่ทีหลัง เราจะดูวิธีคิดของเขา แล้วเราก็จะเห็นว่าเขาคิดอย่างไร ก็ทันความคิดของคนในยุคก่อน นี่ก็เป็นคุณค่าทางสติปัญญา แต่คุณค่าส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ที่คุณค่าทางอารมณ์ นั่นคือถ้าฟังหรืออ่านก็จะไม่เกิดความเครียด ความเครียดค่อยหายไป

        นิทานพื้นเมืองของอินเดียบางเผ่า อินเดียนี่หลายเผ่า เฉพาะภาษาก็สองร้อยกว่าภาษานะครับ ภาษานั้นแคว้นปัญจาบเขาจะเรียกภาษาปัญจปีย์ ภาษาในแคว้นกัสมีระ หรือ แคชเมียร์ เขาเรียกภาษากัสมีรี ภาษาในแคว้นมคธ เขาเรียกภาษามาคธี มันหลายภาษาหลายเผ่าพันธุ์ และมีนิทานพื้นเมืองมากเกี่ยวกับพระจันทร์

        บางเผ่าก็เล่าว่า หลังจากพิธีแต่งงานของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง บรรดาแขกเหรื่อก็ไปวักน้ำในถาดโลหะล้างเท้าคู่บ่าวสาว ต้องวักน้ำในถากโลหะล้างเท้าให้คู่บ่าวสาว เป็นพิธี พิธีกรรมแต่งงานของเขา หลังจากนั้นก็อุ้มทั้งสองเข้าบ้าน อุ้มเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าบ้าน เจ้าสาวได้ยกถาดน้ำสาดขึ้นไปบนหลังคา แต่เผอิญถาดลื่นหลุดมือลอยไปบนท้องฟ้า ถาดนั้นกลายเป็นพระจันทร์

        นี่เหลือเกิน ตกลงพระจันทร์นี่ก็เป็นถาดน้ำที่ใส่น้ำล้างเท้าของคู่บ่าวสาวคู่หนึ่ง เพียงแต่แขกเหรื่อเนี่ยวักน้ำนี่ล้างเท้าเจ้าบ่าวเจ้าสาว อุ้มเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าไปในบ้านแค่นั้นเองแหละ เจ้าสาวก็สาดน้ำแต่สาดอีท่าไหนไม่ทราบหลุดมือ ถาดที่ใส่นั้นหลุดมือ ถาดก็เลยกลายเป็นพระจันทร์ พระจันทร์เลยมีรูปร่างแบน ๆ เหมือนถาดใส่น้ำ

        ส่วนในแคว้นโอริสาของอินเดียเนี่ย ก็มีนิทานเล่ากันว่า สมัยดึกดำบรรพ์โลกก็มีแต่ความมืด เจ้าแม่พาสุกิเกิดความสงสารมนุษย์จึงคิดหาแสงสว่าง เจ้าแม่คนนี้ชื่อพาสุกิเกิดความสงสารมนุษย์ ก็โดยส่องแสงจากดวงตาข้างขวาไปที่เด็กชายคนหนึ่ง ปล่อยแสงจากดวงตาข้างขวาของนางเนี่ยเจ้าแม่พาสุกิเนี่ย ไปที่เด็กชายคนหนึ่ง และส่องแสงจากดวงตาข้างซ้ายไปที่เด็กหญิงอีกคนหนึ่ง ทำสองแสงออกมาพร้อมกันเนี่ย ตาคงจะไม่ค่อยตรงเท่าไหร่เนี่ย

        ปรากฏว่าแสงสะท้อนจากเด็กชายมีแสงจ้า ส่วนเด็กหญิงนั้นมีแสงอ่อน จึงตั้งให้เด็กชายเป็นพระอาทิตย์แล้วให้เด็กหญิงเป็นพระจันทร์ ทั้งสองแต่งงานกันแล้วก็มีลูกออกมามากมาย พวกลูก ๆ เนี่ยจะชอบห้อมล้อมแม่ ทำให้พ่อโกรธ พ่อก็คือเด็กชายนั่นแหละ แต่งงานกันแล้วนี่ พ่อโกรธหาว่าไม่ใช่ลูกตน ในที่สุดเลยแยกทางกัน พวกลูก ๆ ไปอยู่กับแม่กลายเป็นดวงดาว เพราะฉะนั้นดวงดาวจะอยู่กับแม่ ซึ่งคือพระจันทร์ ส่วนพ่อนั้นคือพระอาทิตย์ ลูกไม่ไปอยู่ด้วย

        นี่เป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบนะ เขาพูดกันอย่างนี้มานาน เหมือนกับสอนให้คนพูดเพราะ เขาจะบอกให้พูดเพราะ เขาจะบอกว่าให้เป็นคนพูดจาดีเถิด แล้วจะมีเพื่อนมีฝูงมาก เปรียบประดุจกับพระจันทร์มีเพื่อนมีฝูงมาก ถ้าหากพูดไม่เพราะก็จะไม่มีเพื่อนมีฝูง เหมือนพระอาทิตย์ อะไรทำนองนี้ นั่นก็เป็นคำเปรียบเทียบกัน และมีกล่าวไว้หลายแห่งแม้แต่ในโคลงโลกนิติ ค่อยพูดกันอีกทีอันนี้

        อินเดียบางเผ่าเล่าว่า แต่เดิมโลกมืดอยู่จะทำอะไรก็ต้องคลำดู พระผู้เป็นเจ้าจึงรำคาญ จึงเรียกเทพโสนามาสั่งให้ทำตะเกียง เทพโสนาไปทำตะเกียงบนท้องฟ้า ทำตะเกียงด้วยเงิน เอาไขมันจากซีกซ้ายของตนไปทำตะเกียง แล้วก็จุดเป็นปฐมฤกษ์เกิดความสว่างไสวไปทั่ว ต่อมามีเทพองค์อื่นปากไม่อยู่สุขก็เป่าตะเกียงให้ดับ พวกมนุษย์ก็หัวเราะเยาะว่าทำให้สว่างได้ชั่วเดียวเท่านั้น เทพโสนาจึงให้พรว่า "เจ้าจงโชติช่วงในราตรี และหรี่ดับตอนกลางวัน" จึงเกิดดวงจันทร์ขึ้น แหม! นี่เหลือเกิน

        พอดีหมดเวลานะครับ ก็พบกันอีกหลายๆครั้งในคราวต่อไป สำหรับคราวนี้ผม นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ สวัสดีปีใหม่ด้วยเลยครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>