วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 41 เรื่อง ความเชื่อทั่วโลกเกี่ยวกับดวงจันทร์ (2)
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

       ขอความสุขสวัสดิ์ดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังที่เคารพทุกท่านครับ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

       วันนี้ตรงกับวันที่สิบ…สิบเก้านะครับ 19 ธันวาคม ขึ้น 15 ค่ำพอดี เราก็ยังพูดอยู่ในเรื่องของพระจันทร์ วันนี้ก็พระจันทร์เต็มดวงครับ 19 ธันวาคม จัดว่าเป็นพระจันทร์ที่สวยที่สุดในรอบปีเป็น December Moon พระจันทร์ในเดือนธันวาคมจัดว่าสวย…นะครับ

       ทางพระพุทธศาสนาเนี่ยะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับพระจันทร์อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ นะฮะ ประสูติ ตรัสรู้ วันปฐมเทศนา วันเสด็จปรินิพพาน เหล่านี้เป็นวันเพ็ญทั้งสิ้น จะเป็นวิสาขบูชา เพ็ญมาฆบูชา เพ็ญอาสาฬหบูชา อะไรก็แล้วแต่เถิดนะครับ จะจัดอยู่ในเรื่องที่มีพระจันทร์เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้นเลย มันเลยมีคำอุปมาอุปมัยว่าพระพุทธเจ้านั้น เป็นดังพระจันทร์ ย่อมปรากฎเหมือนประทับอยู่ตรงหน้าสัตวทั้งหลาย ณ ที่ใดที่หนึ่ง เหมือนพระจันทร์ลอยอยู่ในกลางหาว ย่อมปรากฎแก่ปวงสัตว์ว่า พระองค์อยู่บนศีรษะของเราจะนั้น  ฟัง ๆ ดู ก็ยืดยาวอยู่พอสมควร แต่เทียบพระพุทธเจ้ากับพระจันทร์นะครับ

      ชาวพื้นเมืองแถบแหลมยูคาตานเนี่ยะ มีชื่อเรียกพระจันทร์ตามลักษณะที่เห็น นี่ไม่ใช่เรียกว่าพระจันทร์อย่างเดียว ถ้าพระจันทร์อ่อน ๆ นะ 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ ให้เรียกว่าเดือนจิ๋ว เดือนจิ๋วหรือเดือนเขียว คือยังไม่สุก แล้วก็ยังไม่เต็มดวงเขาเรียกว่าเดือนกลาง เดือนกลาง คือไม่ใหญ่ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ขนาดพอดี๊พอดีเนี่ยะให้เรียกว่าเดือนกลาง แต่ถ้าเต็มเดือนต็มที่ให้เรียกว่าเดือนเต็มหม้อ อ้าวอันนี้ทำไมเที่ยวเรียกอย่างนั้นล่ะเนี่ยะ เดือนเต็มหม้อขึ้นมาได้ยังไงไม่รู้ ไอ้เดือนกลางนี่พอว่าแต่พอเต็มเลยเดือนเพ็ญให้เรียกว่าเดือนเต็มหม้อ

       นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า พระจันทร์มีอิทธิพลทำให้อะไรเล็กอะไรใหญ่ก็ได้ จะทำให้อะไรเล็กอะไรใหญ่นะพระจันทร์เนี่ยะ เช่น ถ้าเค้าต้องการจะปลูกต้นน้ำเต้าให้มีผลเล็ก ๆ เขาจะปลูกตอนเดือนเริ่มหงายใหม่ ๆ จะปลูกน้ำเต้าให้มีผลเล็ก ต้องปลูกในช่วงที่เดือนเริ่มหงายใหม่ ๆ แต่ถ้าต้องการน้ำเต้าผลโต ๆ ก็จะปลูกหลัง…หลังเดือนเพ็ญซัก 3 วันอะ แปลว่าข้างแรมนะฮะ หลังเดือนเพ็ญ 3 วัน ก็ข้างแรม เพราะเชื่อว่าดวงจันทร์จะอยู่ในดินตอนสามวันนี้นี่เชื่ออย่างนั้น เพราะฉะนั้นน้ำเต้าก็จะผลโต เค้าก็เชื่อกันอย่างนั้น ไอ้เรื่องการปลูกเนี่ยะ

       มี โศก โศก ก็คือ โศลก เนี่ยะ ของทางอีสานนะครับ กำหนดเอาไว้เลยว่า ควรจะปลูกอะไรเมื่อไหร่ ปลูกพืชหัวเมื่อไหร่ พืชใบเมื่อไหร่ อะผมมีโอกาสก็จะได้พูดฟังเรื่องนี้อีกต่างหากนะครับ

      ชาวอาหรับเชื่อว่าพระจันทร์เนี่ยะ เป็นเทพธิดา มี 3 องค์ด้วยกันเนี่ยะ ดวงจันทร์ดวงเดียวเนี่ยะมีเทพถึง 3 องค์นะท่านนะ ชาวอาหรับทางเหนือหรือพวกเซเมติกเนี่ยะ เรียกพระจันทร์ใน ในวันข้างขึ้นที่มีแสงสว่างมากว่า " อันละตะ" ส่วนพระจันทร์วันแรมที่มีสงมืดมัวจะให้เรียกว่า "มันนะกะ" แสงพระจันทร์ที่อยู่ในช่วงกลางระหว่างข้างขึ้นข้างแรมเรียกว่า "เอ้าส์อุตซา"

      แสดงว่าแยกพระจันทร์เนี่ยะออกเป็น 3 ช่วงแล้วแต่ล่ะช่วงก็มีเทพประจำ เทพประจำหนึ่งองค์ เพราะนั้นทั้งสามองค์ก็เป็นเทพธิดาแห่งความเมตตากรุณา พระจันทร์มีเทพธิดาถึง 3 องค์ประกอบอยู่ เป็นเทพธิดาแห่งความเมตตากรุณามีแสงเย็น…ไง

      ส่วนชาวอาหรับทางภาคใต้หรือพวกซาบีน สืบเชื้อสายมาจากชาวอัสซีเลีย ก็ถือเช่นเดียวกันแต่เรียกชื่อต่างกัน คือ เมลล์ ซิลล์ และอิสตร้า… เมลล์ ซิลล์ และอิสตร้าไม่เหมือนเมื่อสักครู่ ซึ่งเรียกว่า อันละตะ มันนะกะ แล้วก็เอ้าส์อุตซาเนี่ยะ อาหรับเหนืออาหรับใต้ก็เรียกพระจันทร์เนี่ยะแตกต่างกัน แต่แตกต่างกันอย่างไรก็แล้วแต่ก็เป็นชื่อของเทพธิดา 3 องค์ ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งความเมตตานะครับ

      ถ้าเรามีโอกาสอ่านพระคัมภีร์ อัลกุรอาน นะครับ ในซูเลาะห์ ที่สอง ซูเลาะห์ที่สอง หรือ บทที่สอง ที่เรียกว่า " อาบอกอเลาะห์" โองการที่ร้อยแปดสิบเก้า จะกล่าวถึงพระจันทร์อยู่ด้วยนะครับ กล่าวถึงพระจันทร์อยู่ เพราะช่วงนั้นเป็นเรื่องของ เรื่องช่วงการถือศีลในเดือนรอมอดอน ถือศีลอดในเดือนรอมอดอน กล่าวถึงพระจันทร์น่ะ นี่ก็เป็นเรื่องทางอาหรับ

      คราวนี้เราจะมาพูดถึงพระจันทร์กับกวี มันจะเริ่มเป็นวรรณกรรมขึ้นมาแล้ว พระจันทร์กับกวี กวีกับนักประพันธ์หลายชาติ หลายภาษา มักจะชอบอ้างถึงพระจันทร์ และพรรณนาความงามต่าง ๆ พรรณนาความงามต่าง ๆ ของพระจันทร์ต่างๆ กัน ในประวัติของศรีปราชญ์ เล่าถึงศรีปราชญ์ซึ่งถูกนางสนมเยาะเย้ย เป็นโคลงมีพระจันทร์มาเกี่ยวข้อง

      อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า โคลงทั้งสองที่ผมจะยกมาเนี่ยะมันเป็นโคลงที่แต่งขึ้นทีหลัง คาดว่าประมาณสมัยอะ...รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 นี่เองละ แต่งขึ้นเพื่อประกอบประวัติของศรีปราชญ์ มันคงจะไม่ใช่โคลงที่ศรีปราชญ์กับนางสนมพูดกันหรอก ทั้งนี้เพราะอะไร… เพราะว่าภาษามันใหม่เกินไปนะครับ กำสรวลศรีปราชญ์น่ะ บอกภาษาชัดเลยว่าเป็นภาษาเก่า แต่นี้ภาษาใหม่

      แต่ใหม่ไม่ใหม่ก็เถอะ เด็กรุ่นใหม่อ่านแล้วจะเข้าใจ อ่านแล้วเข้าใจถึงเรื่องของนางสนมซึ่งสวยงามมากนะครับ เขาเดินมาแล้วศรีปราชญ์ก็มองเขา นางสนมก็เลยว่า ศรีปราชญ์มาเที่ยวมองเค้าโดยไม่เจียมตัว…ทำนองนี้ ศรีปราชญ์เลยโต้กลับไป นางสนมเค้าว่าอย่างนี้ ท่านฟังดูมักเกี่ยวกับพระจันทร์คอยดูนะฮะ

      "...หะหายกระต่ายเต้น     ชมจันทร์..."    หะหาย คำนี้เป็นคำอุทาน ฮะฮ่า นั่นเอง อะเฮ้ย ทำนอเนี่ยะ แต่สมัยก่อนใช้คำว่า หะหาย กระต่ายเต้นชมจันทร์     " ...มันบ่เจียมตัวมัน    ต่ำต้อย..." อันนี้ว่ากระทบศรีปราชญ์ ก็คงเปรียบเทียบตัวเองเหมือนกับพระจันทร์มั่ง แล้วก็ว่าศรีปราชญ์นี่เค้าไม่เจียมตัวเลยนะ ตัวต่ำต้อยอยู่แล้ว   " ...นกยูงหากกระสันต์    ถึงเมฆ..." อันนี้เป็นคำเปรียบเทียบแล้ว นกยูง นกยูงเนี่ยะ มันเวลาฝนจะตกมันกระสันต์นะท่านนะ อุ้ยมันกระสับกระส่ายมาก มันกระสันต์เพราะนกยูงเนี่ยะเห็นเมฆฝนไม่ได้ ในนี้เค้าเทียบ นกยูงหากกระสันต์ถึงเมฆ     "...มันบ่เจียมตัวน้อยต่ำต้อย     เดรัจฉาน..." ว่านกยูงไม่เจียมตัวเลยทั้ง ๆ ที่ตัวก็เล็กนิดเดียวยังเที่ยวไปกระสันต์ถึงเมฆ เหมือนกับพระจันทร์เนี่ยะ แหมไปเต้นชมจันทร์ไม่เจียมตัว

      โดยสรุป ก็คือกระต่ายชมจันทร ์กับนกยูงกระสันต์ถึงเมฆ ทั้งสองอย่างเป็นเรื่อง ความไม่เจียมตัวของศรีปราชญ์ นี่เป็นคำเปรียบเทียบของนางสนม ซึ่งไม่รู้ทำไมมาเกิดศรศิลป์ไม่กินกัน ชะตาไม่ถูกต้องกับศรีปราชญ์มั่ง ศรีปราชญ์ก็เลยโต้กลับว่า

      "...ห ะหายกระต่ายเต้น     ชมแข..." ฮะฮ่า หะหาย กระต่ายเต้นชมแข กระต่ายมันโดดแล้วก็ดูพระจันทร์ชมพระจันทร์เนี่ยะ    " ...สูงส่งสุดตา     แลสู้ฟ้า..." ถึงแม้ว่าพระจันทร์จะสูง กระต่ายก็มองไปแล้วเปรียบเทียบมาว่า     " ...ฤดูฤดีแดสัตว์    สู่กันนา..." พอมาถึงฤดูสัตว์มันก็มาสมสู่กัน "...อย่าว่าเราเจ้าข้าอยู่พื้น    เดียวกัน..." อย่าว่าเราคนหนึ่งเป็นเจ้าสูง คนหนึ่งเป็นข้าเป็นไพร่อะไรเล้ย มันก็อยู่พื้นเดียวกันมีความต้องการพอ ๆ กันนั่นแหละ

      นี่ก็เป็นการว่ากระทบกระเทียบกัน ก็ฟังดูก็ที่นำมายกตัวอย่างก็เพราะ มันมีเรื่องของพระจันทร์เข้าไปเกี่ยวข้องนะ ฝ่ายหนึ่งเป็นกระต่ายชมจันทร์ ฝ่ายหนึ่งกระต่ายเต้นชมแขเนี่ยะ กระต่ายเต้น กระต่ายโดด แหมฟังดูดีมากเลย

      ในเรื่องพระอภัยมณ ีก็มีข้อความที่กล่าวถึงพระจันทร์เนี่ยะคล้าย ๆ กันเห็นจะเป็นเรื่องของกระต่ายหมายจันทร์อะ เช่น

"...เมื่อตัวต่ำน้ำใจจะใฝ่สูง       เหมือนนกยูงมุ่งเมฆเมืองสวรรค์
ต้องสู้ผอมกรอมใจด้วยไกลกัน      ด้วยหมายมั่นมุ่งมิตรให้ผิดทาง....."

       อะฟังดูน่าคิดนะ นะฮะ เห็นจะเป็นเช่นกระต่ายที่หมายจันทร์ .....เมื่อตัวต่ำน้ำใจจะใฝ่สูง   เหมือนนกยูงมุ่งเมฆเมืองสวรรค์   ต้องสู้ผอมกรอมใจด้วยไกลกัน    ด้วยหมายมั่นมุ่งมิตรให้ผิดทาง....นี่ก็เปรียบเทียบกันว่ามันมันหวังยาก

       เพลงไทยที่กล่าวถึงพระจันทร์ก็มีหลายเพลงนะฮะ เพลงไทยปัจจุบันนี่แหละ ดวงจันทร์ จันทร์เจ้าขา จันทร์พยัพ จันทร์แจ่มฟ้า จันทร์โลม จันทร์แ½งหมอก แสดงว่าบรรดาผู้แต่งเพลงทั้งหลาย ก็ผูกพันธ์กับพระจันทร์มากมาย เพราะเมื่อสักครู่นี้ผมก็พูดถึง อ่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็พูดถึงโสมส่องแสง พูดถึงลาวคำหอม ว่ามันก็มีส่วนเกี่ยวกับพระจันทร์นะครับ หรือแม้แต่…ลาวดวงเดือน อันนี้โดยตรงเลย

       ลาวดวงเดือนนี่ท่านฟังดี ๆ นะ ท่านฟังดี ๆ แล้วมันก็มันเป็นผู้หญิงที่ชื่อดวงเดือนนะท่านนะ ผู้หญิงคนนี้นะมันชื่อเหมือนพระจันทร์เนี่ยะ "... โอ้ละหนอ..ดวงเดือนเอย.." นี่ดวงเดือนเอย แหมคำว่าดวง โอ้ละหนอเนี่ยะฟังดูนะ มันก็ไม่ค่อยจะเป็นเพลงทางเหนือเท่าไหร่นะ โอ้ละหนอเนี่ยะ ที่จริงเพลงนี้เนี่ยะคนชื่อดวงเดือนนี่ก็เป็นคนทางเหนือคือทางเชียงใหม่

         คนแต่งเพลงนี้อยู่ทางภาคกลาง ชื่ออะไรเดี๋ยวก็…ท่านก็ทราบกันอยู่แล้วละครับ ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพียงแต่ว่าอือ คนแต่งอยู่ภาคกลางแต่เวลาแต่งนั้นไปใช้ศัพท์ซึ่งมันสับสนนะไปใช้เป็นภาคอีสานนะ "...โอ้ละหนอดวงเดือนเอย พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง..." เว้า นี่เป็นภาษาทางอีสานนะ ทางเหนือเป็นเป็น อู้นะเนาะ พี่มาอู้ อันนี้พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง

        แต่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็น เป็นภาษาไทยหมด "... โอ้ว่าดึกแล้วหนอ พี่ขอลาล่วง..." โอ้ว่าดึกแล้วหนอ ไอ้นี่แปลกเว้ย ผู้ชายเป็นคนบ่นนะ ไม่ใช่บ่น ผู้ชายเป็นคนพูดว่าดึกแล้วหนอ จะต้องกลับ ปกติไอ้ที่ว่าดึกแล้วหนอนี่ ผู้หญิงน่าจะเป็นคนพูดนะ หรือผู้หญิงเค้าพูดมาก่อนแล้วก็ไม่รู้ พี่ขอลาล่วง ผู้หญิงเค้าคงจะบอกว่า จีบไม่มีพัฒนาการ จีบอยู่จนดึกเนี่ยะหน้าเบื่อหน่ายมาก ตีสองตีสามแล้วผู้ชายเลยขอลาล่วงนี่ลาครั้งที่หนึ่ง

         ลาครั้งหนึ่งก็เดินกลับไปสักครู่ กลับมาใหม่ ผู้หญิงก็ถามว่า กลับมาทำไม เจ้านี้ก็ตอบว่า "...เพราะพี่เป็นห่วงรัก เจ้าดวงเดือนเอย..." นะ ไปครั้งที่หนึ่งมันกลับมา กลับมาบอกว่า เพราะพี่เป็นห่วงนะรักเจ้าดวงเดือนเอย "...ขอลาแล้ว เจ้าแก้วโกสุม..." ลาแล้วอันนี้เป็นลาครั้งที่สอง second time ว่างั้นเถอะ

         ลาครั้งที่สอง good night เรียบร้อย สักครู่มันกลับมาอีก… "...เพราะพี่นี้รักเจ้าหนา ขวัญตาเรียม จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอย..." มันกลับมา พอผู้หญิงถามว่า กลับมาทำไม มันบอกว่าก็มันรักอะ แล้วจากนั้นจึงเดินทางต่อไปไปครั้งที่สามถึงจะได้

         ไอ้นี่ก็เป็นลักษณะของคนรักกันอะนะ ลากันนี้ก็ไม่รู้กี่รอบ ๆ ก็ไม่รู้กว่าจะไปได้ตั้ง 3 ครั้งนะ ตติยัมปิ เนี่ยะถึงจะพอไปได้บ้าง นี่ก็ว่าถึงเพลงลาวดวงเดือนหน่อยหนึ่งหรอก มันไม่เกี่ยวกับพระจันทร์วันเพ็ญอะไร แต่ชื่อเค้ามันเป็นชื่อพระจันทร์นะดวงเดือนน่ะ

         ส่วนทางเกาะนิวกินีนี่ ชาวเกาะนิวกินีเขามีเพลงพื้นบ้านของเค้า…พอจะพูดเป็นภาษาไทยเพราะ ๆ งี้เขาบอกว่า ".... โอ้จันทร์ ท่านทำผิดสิ่งใดในสวรรค์ พระเจ้าจึงซ่อนหน้าจันทราไว้ หวังว่าในไม่ช้าคงได้รับการยกโทษและสว่างสดใสดังเดิม...." เพราะนะเนี่ยะ ของเกาะนิวกินีเค้านะ พระจันทร์เอ๋ย ท่านทำผิดอะไรไว้ในสวรรค์นะเนี่ยะ เค้าถึงได้ลงโทษเจ้า พระเจ้าจึงซ่อนหน้าเจ้าเอาไว้ ซ่อนหน้านี่ก็คือตอนที่แรมไงฮะ ข้างแรมเราไม่เห็นพระจันทร์…ไม่ช้าคงได้รับการยกโทษนะแล้วสว่างไสวดังเดิม
นี่ก็เพราะพระจันทร์เริ่มมีขึ้นมีแรมนี่ล่ะครับ

         ในมัทธนะพาทา จึงมีการเปรียบเทียบเอาไว้ว่าอย่ามาเอ่ยเรื่องของความรักแล้วเปรียบเทียบกับพระจันทร์เลย เพราะอะไร

ณ ข้างขึ้นสิหงายแจ่ม       กระจ่างสดและกรดทรง
ณ ข้างแรมบ่เห็นองค์       พระจันทร์เจ้า ณ ราตรี


           พอข้างขึ้นก็สวย พอข้างแรมก็ไม่สวย ถ้าเปรียบเทียบกับความรักล่ะก็ ความรักมีขึ้นมีแรม เนี่ยะคงจะไม่ดีแน่เลย

           ในญี่ปุ่นเนี่ยะ เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นชอบร้องเพลงในคืนเดือนเพ็ญ น่าจะเป็นญี่ปุ่นสมัยก่อนนั้น สมัยนี้เขาจะร้องหรือเปล่า เดี๋ยวจะต้องเรียนถามท่านอาจารย์โอบะดูอะ ในญี่ปุ่นเนี่ยเด็ก ๆ ชอบร้องเพลงในคืนเดือนเพ็ญ เพลงที่แพร่หลายก็มีเพลงหนึ่งมีคำแปลเนื้อร้องว่า "....ตำไปเอย กระต่ายในดวงจันทร์ อยู่บนสวรรค์สูงสุดมอง ตำข้าวด้วยครกทอง บริสุทธิ์ผุดผ่องดี...." นี่เป็นของญี่ปุ่นนะญี่ปุ่นก็มองดูเป็นกระต่ายตำข้าวในดวงจันทร์นะ จนถึงกับเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่นนะบอกว่าตำไปเอย ตำไปเถิดกระต่ายใจดวงจันทร์ อยู่บนสวรรค์สูงสุดมอง ตำข้าวด้วยครกทอง บริสุทธิ์ผุดผ่องดี  เออมองดูอะแนวคิดดีตำข้าวด้วยครกทอง เพราะแสงของพระจันทร์มันแสงสีทองนี่ใช่ไหมครับ อะตำข้าวด้วยครกทองจะได้บริสุทธิ์ผุดผ่องดีอะไรทำนองนี้

            กวีเอกของจีนในสมัยราชวงค์ถังชื่อหลี่ไป๋ ได้มองพระจันทร์แล้วก็บังเกิดความโศกเศร้า เอ้านี้เป็นกวีเอกเที่ยวได้มองพระจันทร์แล้วก็โศกเศร้านะ หลี่ไป๋เนี่ยะก็เลยเอ่ยออกมาเป็นบทกลอน เดี๋ยวเอèยออกมาเป็นบทกลอนว่า

        "ฉวงเฉียน หมิงเยว่ กวง" แปลเป็นไทยว่า เหนือเตียงนอน แสงจันทร์ส่องอำไพ อันนี้เสียง เสียงผม เสียงจีนนี่มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่มันไม่ชัดนัก บางทีอาจจะต้องขอท่านอาจารย์ทางภาษาจีน
เนี่ยะออกเสียงให้แต่วันนี้ไม่มี ไม่ได้ไปถามผมเลยออกเองนะ อันนี้เป็นอันว่าหลี่ไป๋กวีเอกของจีนสมัยราชวงค์ถัง มองพระจันทร์แล้ว แล้วก็บังเกิดความโศกเศร้าเลยเอ่ยเป็นบทกลอนที่ว่าเมื่อกี้
"ฉวงเฉียน หมิงเยว่ กวง" เหนือเตียงนอนแสงจันทร์ผ่องอำไพ "อี๋ซื่อ ตี้ซั่ง ซวง" เหนือผืนแผ่นดิน หยาดน้ำค้างจับตัวแข็ง "จวี้โถว วั่ง หมิงเยว" แหงนหน้า คิดถึงจันทรา "ตีโถว ซือ กู่เซียง" ก้มหน้าคิดถึงบ้านเกิด
 โอ้อันนี้ กวีจีนเค้าพูดมีพอจะมองดูพระจันทร์แล้วก็เกิดอารมณ์อะไรไปต่าง ๆ ขึ้นมาละครับเนี่ยะ

        การพรรณนาใบหน้าหญิงว่าเหมือนพระจันทร์เป็นที่นิยมกันมากในภาษาฮินดูคำว่า จันดะ จันทรมุข หมายถึงหน้าใสงดงามเหมือน พระจันทร์ มุข แปลว่า หน้า ก็ได้ แปลว่า ปาก ก็ได้เนี่ยะนะครับ
ในภาษาฮินดูเนี่ยะ จันดะมุข หมายถึง หน้างาม หน้าใส งามเหมือนพระจันทร์ ถ้าจะพูดภาษาให้เพราะหน่อยก็ จันทรมุข ล่ะคำเดียวกัน

        ในทานเวตาล พรรณาถึงความงามของหญิงสาวว่า นางนั้นมีหน้างามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ มีผมดังเมฆสีนิลโลหิตซึ่งอุ้มฝนห้อยอยู่ในฟ้า นี่นางคนนี่พวกเราคงนึกออกนะครับ ถ้าท่านที่เคยอ่าน นิทานเวตาล คงนึกออกถึงว่า พระเจ้าภรรตฤราชมาหลงพระนางคนนี้ ที่จริงเรี่องมันเล่ามันมีอย่างนี้ เล่าสักนิดคงไม่เสียหายอะไรหรอก เรื่องก็มีอยู่ว่า

         พระเจ้าวิกรมาทิตย์พระองค์เสด็จออกจากเมือง ให้พระเจ้าภรรตฤราชเนี่ยะ ดูแลราชสมบัติแทน พระเจ้าภรรตฤราชนั้นก็มีชายาซึ่งสวยงามมาก วันหนึ่ง พระเจ้าภรรตฤราชเสด็จออกนอกเมืองไปประพาส;ป่า ระหว่างทางได้เห็นหญิงผู้หนึ่งเผาตัวตายตามสามี หญิงผู้นี่อะนะ สามีตายเค้าก็เลยเผ่าตัวตายตามสามี

         พระเจ้าภรรตฤราชก็กลับมา มาถึงในพระนครก็เข้าไปคุยกับพระมเหสีว่า มีหญิงผู้หนึ่งเผ่าตัวตายตามสามี นี่ถ้าเรานี่นะตายเนี่ยะ เจ้าจะเผ่าตัวตายตามไหม พระชายาก็ตอบว่า ไม่จำเป็นต้องเผ่าตัวตายตามหรอก ความเศร้าโศกย่อมจะทำให้ตาย เผาใจตายอยู่แล้ว พระภรรตราชฟังเสร็จก็ไม่พูดว่าประการใด

        พระชายาก็พูดคมนะ ไม่ต้องเอาไฟเผาตัวหรอก ความทุกข์จะทำให้นาง ความโศกจะทำให้นางตายตามไปอยู่แล้ว พระภรรตฤราชไม่ว่าอะไร อีกประนานนัก เสด็จออกประภาศป่าออกประพาสป่า แล้วก็ไปเอาเลือดอะไรมาใส่เครื่องทรงของพระองค์ไม่ทราบ แล้วก็ให้ทหารเชิญเครื่องทรงกลับเข้าไปถวายพระชายา บอกว่าพระเจ้าภรรตฤราชสวรรคตซะแล้วในป่า

         พระชายาเห็นโลหิตติดอยู่กับครื่องเครื่องทรงของพระเจ้าภรรตฤราชเช่นนั้น พระนางก็ล้มลงแล้วก็ตายไปเลยเนี่ยะ สวรรคตไปเลยตายไปเลย ตายไปเพราะความทุกข์ที่นึกถึงสามีซึ่งตาย ความจริงพระเจ้าภรรตฤราชไม่ตาย แต่แกล้งลองใจพระชายาเนี่ยะ ลองใจกันเล่นขนาดถึงตายเนี่ยะน่าเกลียดทีเดียวแหละ

         พอพระชายาตายไปพระเจ้าภรรตฤราชก็เลยมีอาการซึมเซาไปเลย ท่านซึมไม่พูดไม่จาดังนั้นแหละ แต่ไปหายซึมเซาเมื่อพบนางคนนี่เนี่ยะ นางคนที่หน้าเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ มีผมดังสีเมฆมีผมดังเมฆสีนิลโลหิตซึ่งอุ้มฝน ห้อยอยู่ในฟ้าเนี่ยะ แม่คนเนี่ยะ

         แล้วเค้าอธิบายต่อนะ แม่คนเนี่ยะ มีคอดังคอนกเขา มีเอวดังเสือดาว เป็นเสือดาวต้องเป็นเสีอที่ไม่ท้องนะ เอวเสือดาวนี่มันคอดงามทีเดียว พอพระเจ้าภรรตฤราชเจอนางคนนี้เข้าก็หลงเลย เลยเอานางคนนี้มาเป็นชายา

         อยู่กับนางได้ไม่นานในเรื่องกล่าวถึงว่าข้าง ๆ พระราชวังนะมีตายายคู่หนึ่งอดอยากมาก ไม่รู้จะทำอะไรไม่มีอะไรจะกิน ก็เลยบำเพ็ญพรตกล่าวคือ บำเพ็ญตบะนั้นเองแหละ ไม่มีอะไรจะกินก็บำเพ็ญตบะอดข้าวอดน้ำ ก็ไม่มีอะไรกินก็บำเพ็ญไปก็ดีอยู่แล้ว แต่บำเพ็ญไปบำเพ็ญมา เทวดาเบ็ดเตร็ดกลัวนะซิ พอเทวดากลัวก็เลยมาหาตายายคู่นี้ เทวดาก็เลยยื่นผลไม้ ผลไม้ทิพย์ให้ตาแล้วก็บอกว่า กินเข้าไปเถอะ แล้วจะมีอายุอยู่คู่กะฟ้ากับดินเป็นอมตะ

         ตาก็ดีใจรับผลไม้มาพอจะกินแค่นั้น ยายห้ามยายบอกกินไปทำไมล่ะ ความตายนะเป็นทุกข์เพียงเดี๋ยวเดียว แต่ไอ้ความยากจนมันเป็นทุกข์เวลานานนะ เพราะฉนั้นไอ้ผลไม้นี้ไม่มีประโยชน์หรอก เรากินไปแล้วเราก็เป็นทุกข์ตลอดเลย จนไม่รู้จบอย่างนี้จะกินทำไมล่ะ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะตาย แล้วก็จนตลอด

         ตาได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยยาย ติเตียนจะเอาผลไม้นั้นโยนใส่ไฟ ยายบอกอย่าเอาโยนเลย เอาไปถวายพระเจ้าภรรตฤราชดีกว่า ตาก็เลยนำเอาผลไม้ไปถวายพระเจ้าภรรตฤราช บอกว่าถ้าเสวยแล้วจะมีอายุยืนอยู่ชั่วนิจนิรันดร

         พระเจ้าภรรตฤราชก็ให้รางวัลตาเป็นทองคำ เอาไปตรงไหนเอาไปเลย เอาผ้าเพ่อห่อไป ยัดไปในจมูก ในหู ในปาก อมมาหมดเลยทองคำนี่นะ ตาก็รวยไป ส่วนพระเจ้าภรรตฤราชก็นำผลไม้นั้นไปให้พระชายา คนไหนล่ะคนที่มีหน้าเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญนี่แหละ มีผมดังเมฆสีนิลโลหิตซึ่งอุ้มฝนห้อยอยู่ในฟ้า นำไปให้บอกนางจงเสวยสิ่งนี้เถิด แล้วนางก็จะสวยอยู่คู่กับฟ้ากับดิน

         นางคนนี้ก็แหมทำนัยตาชดช้อยชม้อยชม้ายพร้อมกับบอกว่า จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้าชีวิตหม่อมฉันจะอยู่โดยที่ไม่มีพระองค์อยู่ แหมพูดหวานมากเลย พระเจ้าภราตฤราชไม่ว่าอะไรเสด็จไป นางคนนี้ก็นำผลไม้วิเศษนี้ไปให้อมาตหนุ่ม ซึ่งเป็นชู้ของนาง บอกว่าพี่จงกินผลไม้นี่เถิดจะเป็นหนุ่มรูปงามตลอดไป คนนี้ก็ตอบว่าจะมีประโยชน์อะไร เป็นหนุ่มรูปงามแล้วก็มีชีวิตอยู่คู่กับโลกนี้ แต่ไม่มีเจ้า นางคนนี้ไม่พูดอะไรก็ออกไป ไอ้ชายหนุ่มผู้นี้ ก็นำเอาผลไม้ทิพย์นี้ไปให้นางสนม ซึ่งเป็นแฟนของแกเช่นเดียวกัน

         เอาล่ะซิ นางสนมได้รับผลไม้แล้วก็พูดเหมือนกับพวกนี้พูดนั่นแหละ พูดเสร็จเรียบร้อย พอแฟนกลับไปนางสนมก็นำผลไม้ไปถวายพระเจ้าภรรตฤราช ผลไม้ทิพย์กลับไปถึงพระเจ้าภรรตฤราชตามเดิม พระเจ้าภรรตฤราชก็พูดจาเป็นปรัชญาหลายอย่างเช่นว่า ...สิ่งนี้จะมีประโยชน์ใดเล่า ความรักนี้ไม่มีประโยชน์ใด....เลยเปรียบประดุจจะสุรา เปรียบประดุจจะเหล้าในถ้วยของนักเลงสุรา ดื่มเข้าไปจอกแรกก็จะมีรสชาดดี แต่พอดื่มจอกต่อไปจะมีแต่ความทุกข์.....

         พูดดังนั้นแล้วก็ไม่ว่าอะไรก็นำ ก็นำ ผลไม้นั้นไปถามนางผู้มีหน้าเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ถามเลยว่าเจ้าได้กินผลไม้นั้นแล้วรึ นางนั้นบอกว่า ในเมื่อได้ประทานมา นางก็ได้กินไปแล้ว ทำไมรึข้าพเจ้าสวยน้อยไปหรือเปล่า พระเจ้าภรรตฤราชไม่พูดอะไรเลย ชูผลไม้นั้นให้ดูแล้วก็เรียกเพชฆาตให้เอานางไปตัดหัวเสีย

          จากนั้นพระองค์ก็เลยล้างผลไม้นั้นจนสะอาด เสร็จเรียบร้อยก็เสวยผลไม้นั้นไป ด้วยเหตุที่พระองค์เสวยผลไม้ไปเนี่ยะฮะ เค้าจึงกล่าวว่า เดี๋ยวนี้พระองค์ยังมีชีวิตอยู่นะ พระเจ้าภรรตฤราชเนี่ยะ อยู่แถวภูเขาหิมาลัยเนี่ยะ เพราะพอพระองค์เสวยเสร็จเรียบร้อย ก็ให้ยักษ์หรือครึ่งยักษ์ครึ่งผีมั่ง หรือชื่ออะไรตัวข้าพเจ้าก็จำไม่ได้เหมือนกันล่ะเน๊าะ  ก็ให้รักษาเมืองเมืองนั้นอยู่เอาไว้ คอยพระเจ้าวิกรมาทิตย์ แล้วตัวเองก็เข้าไปในป่าหิมพาน บวชเป็นฤษีเดี๋ยวนี้ยังอยู่เพราะกินผลไม้ทิพย์นั้น

          แหมอันนี้เรื่องมันแตกออกไปจากพระนางผู้มี มีหน้างามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญเนี่ยะนะครับ นี่ก็เป็นเรื่องของอะไรล่ะครับ พระจันทร์ที่มาเกี่ยวข้องในวรรณคดี ในคราวต่อไปนี่ ก็จะได้พูดถึงวรรณคดีที่มีเรื่องของพระจันทร์อีกหลาย…...ตอนด้วยกันนะครับ ซึ่งก็จะพูดในที่นี่ตอนนี่ก็คงจะ…มันจะไม่ต่อเนื่องผมก็คิดว่าเอาไว้พูดตอนปลาย ๆ เดือน เอ้อธันวาคม หลังจากท่านได้ดูพระจันทร์ในคืนนี้แล้วคืนวันที่ 19 เนี่ยะนะ พระจันทร์เต็มดวง December Moon แล้วนี่ ก็พระจันทร์ธันวาเนี่ยะแล้วก็ฟังกันอีกครั้งหนึ่ง ในวันนี้ผม นายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังก่อนครับผมสวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>