ขอความสุขสวัสดิ์ดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังที่เคารพทุกท่านครับ
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคมตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ ในวันพฤหัสบดีเดียวกันนี้
ในสัปดาห์หน้าก็จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ทั้งสองวันนี้เป็นวันพระ ทั้งคู่นะครับ
ที่เป็นวันพระกำหนดขึ้นเนี่ยะ กำหนดขึ้นจากดวงจันทร์ครับ เพราะฉะนั้นจึงพูดว่า
วันพระเล็กขึ้น 8 ค่ำ วันพระใหญ่ขึ้น 19 ค่ำ นี่กำหนดจากพระจันทร์ 8 ค่ำนี้พระจันทร์ครึ่งดวงพอดี
ถ้าหากว่า 15 ค่ำก็พระจันทร์วันเพ็ญเต็มดวง แต่ปัจจุบันเค้ามีคนบอกผมว่า
พระจันทร์เต็มดวงจริงๆ นั้นตรงกับแรม 1 ค่ำนะครับ 15 ค่ำยังเต็มไม่เต็มที่
แรม 1 ค่ำนี่จะเต็มเต็มที่ เขาว่าปฏิทินโหรเค้าจะต้องเปลี่ยนแปลงตาม
อา.. ปรากฏการณ์ของพระจันทร์นี้ด้วยเหมือนกัน


วันนี้ก็จะได้ฤกษ์พูดถึงเรื่อง
"พระจันทร์"
ที่จะพูดเรื่องพระจันทร์ในเดือนธันวาคมนี้ก็เพราะว่า เค้าถือกันว่าพระจันทร์ที่สวยที่สุดในรอบปีเนี่ย
คือพระจันทร์ในเดือนธันวาคม ซึ่งภาษาฝรั่งเขาใช้คำว่า "December Moon"
ดิแซมเบอร์ มูน
นี่ก็สวยที่สุด
เรื่องของพระจันทร์เนี่ยะ
เป็นเรื่องที่พูดกันแล้วจะจบยากทีเดียวละครับ ติดต่อกันนาน...มาก เพราะในชีวิตของคนที่อยู่ทางซีกโลกตะวันออกนั้น
ดูจะขึ้นอยู่กับพระจันทร์...มากทีเดียว พอ ๆ กับ...ขึ้นกับพระอาทิตย์
ผมนึกถึงข้อความใน
รูไบยาต
ฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว กล่าวถึงพวกที่อยู่ในทะเลทรายเนี่ยะ เค้ารำพึงถึงพระจันทร์กะพระอาทิตย์เขาบอกว่า
......โอ้จันทร์ขวัญราชสตรี โอ้สุรีย์ศรีขวัญทิวา โอ้บุหลันขวัญเวหา ลาแล้วหนอช่อกุหลาบสวย......
ที่พูดอย่างนี้เค้าเปรียบเทียบให้เห็นว่า
พระจันทร์นั้นเป็นศรี เป็นสิริของกลางคืน เป็นศรีสง่าของเวลากลางคืน พระอาทิตย์เป็นศรีสง่าของเวลากลางวัน
แล้วเค้าก็บอกว่า โอ้บุหลันขวัญเวหา สิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือ พระจันทร์ซึ่งเป็นขวัญของท้องฟ้า
ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าในทะเลทรายนั้นอากาศมันร้อน แต่ถ้าถึงกลางคืนอากาศมันจะเย็น...กลางคืนมีพระจันทร์แล้วอากาศเย็นดูจะเป็นเวลาที่เป็นสุขที่สุด
ฉะนั้นอากาศจึงบอกว่า โอ้บุหลันขวัญเวหา ลาแล้วหนอช่อกุหลาบสวย ช่อกุหลาบสวยในที่นี้ก็คือ
ชีวิตของเรา
ถึงแม้ว่าจะมีพระจันทร์คือความสุข
มีพระอาทิตย์คือความร้อนความทุกข์ก็ตามทีเถอะ เขานั้นชอบพระจันทร์คือชอบความสุข
แต่จะชอบแค่ไหนก็แล้วแต่เถอะในชีวิตนี้ขอลาไปก่อน เพราะเรา อายุของเรานั้นอะ
มันมีอะเวลาเป็นเครื่องกำหนดครับ มันจะอายุเกินร้อยสามสิบห้าไปเนี่ยะ มันก็คงจะยาก
เพราะนั้นจะรักความสุขซักแค่ไหน
รักพระจันทร์ซักแค่ไหนก็คงต้อง ต้องลาไปซะก่อนในชีวิตนี้ ค่อยไปเกิดเอาใหม่หรืออะไรก็ว่ากันไป
นี่ก็เป็นเรื่องของวรรณคดีเรื่องหนึ่งคือ รูไบยาต
ของโอมา คัยยัม
ซึ่งพาดพิงมาถึงพระจันทร์ โอมา..คัยยัม โอมาผู้สร้างเต็นท์นะครับ
อะครับก็เป็นคนที่แต่งหนังสือรูไบยาตนี่ขึ้น
แล้วก็มีการแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็แปลออกมาเป็นภาษาไทย
เรื่องของพระจันทร์เนี่ยะมี
มีในวรรณกรรม แทบจะทุกเรื่องในสมัยโบราณ ทั้งวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณ์
แล้วก็เมื่อไหร่ที่กล่าวถึงพระจันทร์ ก็มักจะกล่าวถึงอย่างเชิดชูซะเป็นส่วนใหญ่
น้อยครั้งที่จะกล่าวถึงโดยไม่เชิดชูเช่นในเรื่อง หิโตประเทศจ ะกล่าวถึงพระจันทร์ว่า
"พระจันทร์นั้นย่อมไม่งดส่องแสงลงไปในบ้านของคนจันฑาล"
เปรียบประดุจจะความเมตตากรุณานั้นให้กะใครได้ทั้งนั้นแหละครับ กะคนเลวเราก็ให้
เปรียบประดุจพระจันทร์ย่อมไม่งดที่จะส่องแสงลงไปในบ้านของคนจันฑาลของคนไม่ดี
แต่พระจันทร์ก็ส่องแสงลงไป
แสงนั้นก็แสงเย็นซะด้วยนะครับ
แสงพระจันทร์เป็นแสงเย็นบางครั้ง เราได้ฟังเสียงเพลงเพลงหนึ่งคือ เพลงโสมส่องแสง
นะครับก็จะนึกถึงพระจันทร์ หรือแม้แต่ฟังเพลงลาว ลาวคำหอม ก็กล่าวถึงพระจันทร์
แต่กล่าวถึงในเชิงไม่เหมือนกับโสมส่องแสง
โสมส่องแสงนั้นกล่าวถึงพระจันทร์ในเชิงของความหวัง
ความเชิดชู แต่ว่าในเพลงลาวคำหอมนั้น กล่าวถึงพระจันทร์ในเชิงของสิ่งที่สูงเกินไปจนกระทั้งเอื้อมไม่ถึง
จนถึงกะในเนื้อเพลงบอกไว้วะ....ไว้ว่า ".....ยามเมื่อลมพัดหวน ลมก็อวลแต่กลิ่นมณฑาทอง....."
แหมกลิ่นดอกมณฑาธรรมดาไม่ว่าหรอก มณฑาทองนี่มันสูงเกินไปซะแล้ว ฟังดูรู้เลยว่าสิ่งที่เค้าคร่ำครวญถึงนั้น
เป็นสิ่งที่เค้าเอามาไม่ได้ซะแล้วแหละ
".....ไม้เอยไม้สุดสูงอย่าสู้ปอง....." นี้บอกไว้ชัดนะครับ แล้วท้ายสุดก็ไปกล่าวถึงพระจันทร์ว่า
"....โอ้อกคิดถึง คิดถึงคะนึงนอนวัน...." แอะคะนึงถึงเวลานอนก็คะนึงถึง
มันจะเป็นกลางวันหรือเปล่าไม่แน่ นอนให้ใฝ่ฝันเห็นจันทร์ส่องฟ้า เวลานอนก็ฝันเห็นพระจันทร์
อันนี้เหลื้อเกินเลย..
"...ทรงกรดสวยสดโสภา
แสงทองส่องหล้าขวัญตาเรียมเอย...." พระจันทร์ทรงกรดสวยอยู่บนท้องฟ้า
แสงทองส่องมาถึงพื้นดิน แล้วสิ่งนี้ก็เป็นได้แต่เพียงขวัญตาเท่านั้นนะครับ
ไม่อาจจะเอื้อมถึงหรอก นี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงอะไรฮะ ความที่หมายปองแต่ไม่ได้
เหมือนกับกระต่ายหมายจันทร์สมัยก่อนเป็นสำนวนที่เขาชอบพูดกันมาก สมัยปัจจุบันคงจะไม่พูดกันมั่ง
กระต่ายหมายจันทร์ เด็กปัจจุบันยิ่งพูดไม่เป็นใหญ่ เพราะไม่ค่อยดูพระจันทร์หรอก
ตอนกลางคืนมัวแต่ดูแสงวูบวาบอย่างอื่น
นี่พระจันทร์นี่ก็เป็นที่หมายปองในยุคนั้น
กวีทั้งหลายต้องกล่าวถึงพระจันทร์ทั้งนั้นแหละ ถึงกะมีภาษิตบทหนึ่งเป็นภาษาฮินดีกล่าวว่า
.....อาคร
จานท มร ยาตาต กโต กยา เต เยซับ กวิ......
ถ้าแม้นว่าพระจันทร์ตายไป
กวีจะทำฉันใดหนอ นี่กวีในยุคก่อนนะ เพราะกวียุคก่อนถือว่าพระจันทร์นั้นมีความสำคัญ
ประดุจจะผู้หญิงซึ่งอ้างว่าสะไบมีความสำคัญ นั่นคือไปไหนก็มีสะใบไปด้วย
กวีก็เหมือนกัน ไปไหนก็ต้องมีเรื่องของพระจันทร์ไปด้วยนะครับ
บางทีก็กล่าวถึงพระจันทร์ในเชิงที่เชิดชูจนเกินไป
โดยเอาความงามของพระจันทร์มาเปรียบเทียบกับใบหน้าของสตรีเพศ ความงามของพระจันทร์
ความใส ความสุข ความเย็น มาเปรียบกับใบหน้า ไม่ได้เอาหลุมอุกาบาตขรุขระอะไรของพระจันทร์มาเปรียบ
รึความกลมบ๋องเหอะไม่ใช่เอาอย่างนั้นมาเปรียบ เพราะฉะนั้นหน้างามดั่งจันทร์เนี่ย
งามแล้วดูมันใสมันสวยมันมีรัศมี มันมีความเย็น มีความสุขอยู่ในตัว เราจะดูอย่างนั้น
ในนิทานเรื่องหนึ่งกล่าวถึงว่า
นี่แหนะเจ้าผู้นี้เจ้าผู้มีหน้างามดั่งดวงจันทร์ บัดนี้เป็นเวลาจันทรคราส
บัดนี้เป็นเวลาจันทรคราสพระราหูกำลังจะเข้าจับ...พระจันทร์แล้ว เจ้าจงรีบเข้าไปในเรือนเจ้าเถิด
มิฉะนั้นพระราหูจะสำคัญว่าเป็น... ว่าหน้าของเจ้าเป็นพระจันทร์ จะจับเจ้าไปเสียะเนี่ยะ
แสดงว่าผู้หญิงคนนี่หน้างามอย่างกับพระจันทร์ ขนาดเวลาเกิดจันทรคราสเนี่ยะพระราหูจับผิดก็แล้วกัน
จะมาจับเอาหน้าของแม่คนนี้แทนนึกว่าเป็น... นึกว่าเป็นพระจันทร์
พระจันทร์บางทีเราก็เรียกว่าดวงจันทร์นี่ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อมนุษย์เรา...มาก...เหลือเกินไม่ใช่จะมีอิทธิพลเฉพาะน้ำขึ้นน้ำลงเท่านั้น
แต่เราใช้แต่เราใช้วัน ใช้เดือน ใช้ปีตามแนวของจันทรคติเนี่ยะสังเกตจากพระจันทร์นะครับ
เริ่มสว่างจนเต็มดวงได้ 15 วันจากนั้นค่อย ๆ มืด...ลงทีล่ะน้อย ๆ จนมืดสนิทนะครับ
อย่างนี้เต็มดวง 15 วันแล้วก็มืดถึง 15 วัน นี่รวมนับว่าเป็น 1 เดือนซึ่งจริง
ๆ ก็อยู่ประมาณสัก 28 วันอะไรทำนองนั่นนะ
สาเหตุนะเพราะพระจันทร์มีวงรอบแน่นอน
คือมีความสว่างความมืดที่เรียกว่าข้างขึ้นข้างแรมมี มีแน่นอนไม่ใช่ว่ามีสะเปะสะปะ
ในภาษาอังกฤษ เขาก็เลยเรียกเดือน เดือนว่า "MONTH" คำว่าเดือนเนี่ยะ
ก็คือคำว่าพระจันทร์เนี่ยะ ดวงเดือนเนี่ยะ คำว่า "MONTH" ซึ่งคาดว่ามันจะมาจากคำว่า
"MOON" เช่นเดียวกัน อะอันนี้ไม่ต้องคาดว่าหรอก MONTH กับ MOON
เนี่ยะมันก็เป็นคำที่มีรากมาจากคำเดียวกันนั้นแหละ คือคำว่าเดือน...นะครับ
เดือนก็มาจากพระจันทร์มาจาก MOON มูน ก็แปลว่า พระจันทร์ ก็แปลว่า เดือน
เหมือนกัน
คนไทยแต่ก่อนไม่ได้ใช่คำว่าพระจันทร์หรือดวงจันทร์หรอกแต่เราเรียกของสิ่งกลม
ๆ ที่เป็นแสงสว่างบนท้องฟ้าสวยงามมากเวลากลางคืนเนี่ยะ เราเรียกว่าเดือน
เรียกว่าเดือนนะฮะ ดวงเดือนชื่อนี้เพราะมาก ภาษาไทยสมัยโบราณเนี่ยะ เรียกสิ่งนี้ว่าสิ่งที่กลม
ๆ ว่าดวง สิ่งที่เป็นรูปกลม ๆ บนท้องฟ้าเวลากลางคืน จึงเรียกว่าดวงเดือน
นี่ก็ตรงกับภาษาจ้วง ซึ่งก็เป็นไทยเผ่าหนึ่งในประเทศจีน อันนี้เขาก็เรียกว่าดวงเดือนเหมือนกัน
คำว่า เดือน
ที่จริงแล้วเสียงตัว ด กับเสียงตัว ล ลิงมันคล้าย ๆ กัน เดือน
เลือนนะฮะ ลูนน่ะ ลูนน่ะในภาษากรีก กรีก โรมันเรียกพระจันทร์ว่า ลูน่า
LUNA เดือน มียานอวกาศชื่อลูน่าก็มี เพราะนั้นเดือน ลูน่ะ
คนที่นั่งดูเดือนนาน
ๆ นะ นั่งจ้องตอนกลางคืนเนี่ยะ จ้องไปจ้องมาเกิดอาการชนิดหนึ่ง เขาเรียก
โรคบ้าเดือน โรคบ้าเดือน นั้นภาษาทางจิตวิทยา เรียกว่า ลูเนติก
ลูเนติก
คือ บ้าเดือน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องดูเดือนกันก็เป็น
นั่งซึม
มองอะไรเมอไปเลยเงี่ยะ เขาเรียกว่า
ลูเนติก โรคบ้าเดือน
นะครับ
มันเคยมีเพลงเพลงหนึ่งชื่อเพลง
ไส้พระจันทร์ ฟังดูก็ดูพิลึกกึกกือพระจันทร์อะไรจะมีไส้ ก็เคยสอบถามเขาดู
ท่านครูทางดนตรีเขาบอกว่า เดิมทีเดียวเพลงนี้ชื่อเพลง ไส้เดือนฉกจวัก แต่ต่อมาเขาบอกว่าไส้เดือนมันไม่มีจวักหรอก
ก็เลยเอาจวักออกเหลือเพียงไส้เดือน นานๆ เข้าก็ไม่มีใครอยากจะบรรเลงเพลงนี้
ได้เปลี่ยนเดือนเป็นพระจันทร์เลยชื่อว่าไส้พระจันทร์
อ่าของเรานี้เรียกพระจันทร์ว่าเดือน
เพลงนี้ก็เปลี่ยนจากเดือนเป็นพระจันทร์ เป็นของธรรมดาล่ะครับ ขุน
วิจิตร มาตรา เนี่ยะ เคยสันนิษฐานไว้ว่า คำว่าเดือนอาจจะเป็นคำเดียวกับเทพธิดาจันทรา
จันทรเทวี ของของกรีกที่มีชื่อว่า " ไดอะน่า " เดือนกับไดอะน่า
แหมนี่ก็รากศัทพ์ ทีเดียวนะฮะ ไดอะน่าจันทรเทวี เทพีแห่งจันทร์เนี่ยะ
ไดอะน่า
ซึ่งหมายถึงพระจันทร์คนนี้เขาเป็นพี่น้องฝาแฝดกับอพอลโลซึ่งเป็นสุริยเทพ
นอกจากนี้ก็ยังได้ตรวจสอบอีกกว่า
ในหมู่ชนทาสชาติไทยเนี่ยะ เรียกพระจันทร์เป็นอย่างเดียวกันทั้งนÑéนน่ะ
แต่สำเนียงต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ไทยสยาม ไทยเหนือ ไทยเขิน ไตยลื้อ
ไตยกวางสี เรียกว่า เดือน เรียก the moon เรียก พระจันทร์ ว่า เดือน
ส่วนไทยใหญ่ทางพม่า ที่จริงไปเรียกไทยใหญ่เนี่ยมันก็ไม่เชิงใหญ่เยยอะไรหรอก
เรียกว่าไทยนี่แหละ ไตทางพม่าเนี่ยะฮะแถว ๆ เมืองตองยี เมืองเคงตุง เมืองราเชียว
อะไรก็แล้วแต่เถอะ ไตทางพม่านี้จะเรียกว่า "เลือน" เอาออกเสียง
เสียง ด เขาไม่มีไง เสียงเดอะ ด เด็กเนี่ยะไม่มี จะเปลี่ยนเป็นเสียง เลอะ
เสียง ล ลิง ฉะนั้นจึงเรียกเออ
เดือนว่าเลือน
ไทยใหญ่ ไทยทาง ไทยใหญ่ทางตะวันออกเขาเรียก ไทยใหญ่อีกแล้วเอาน่ะ ไทยน่ะ
ทางตะวันออกเนี่ยะ ไม่เรียกเลือนแต่เรียกว่า "โลน" โอ้อันนี้ฟังดูระวังอย่าให้ไปปนกับอาการคันอะไรบางประเภทนะ
แต่ว่าทางโน้นเขาเรียกว่าโลนนะครับ
ส่วนไทยจีนทางลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงเนี่ยเรียกว่า
"ลื่น" ลื่น ลื่นกะลูน่าแหมมันใกล้เหลือเกิน
ส่วนไทยดำไทยโท้ในตังเกี๋ยเรียกว่า ปึ๊ บื้น บื้น เรียกพระจันทร์ว่า บืน
แต่ภาษาอีสานซึ่งอยู่ทางนั้น
เรียกพระจันทร์ว่าอีเกิ้งนี่คนละอย่างกันนะ อีเกิ้งเนี่ยพระจันทร์อันนี้
บืน
ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่งเนี่ยะ
มีคำว่า เดือนดับ เดือนโอก เดือนดับ หมายถึง ข้างแรม เดือนโอก โอก ก็ ออก
เนี่ยะหมายถึง ข้างขึ้น ต่อมาจารึกหลักหลัง ๆ มาคำว่า เดือนเพ็ญ เพิ่มขึ้นมา
แสดงว่าคำว่าเดือนของไทยเนี่ยะเป็นคำที่เก่าแก่มากเลย เก่าแก่กว่าคำว่าพระจันทร์เป็นคำไทยค่อนข้างแท้หรือจะแท้เลย
ผมว่าแท้ทีเดียวนะ เพราะอะไร
เพราะว่ามันเป็นคำพยางค์เดียวอะ แยกไม่ออกนั้นประการหนึ่ง
ประการที่สองมันไม่ต้องแปลอะไรมากมาย ไม่เหมือนกับภาษาที่รับออกมามันจะหลายพยางค์
นี่ก็ว่าไปนะครับเพื่อให้เห็นว่าคำว่าเดือนเนี่ยะมันเป็นคำไทยแท้
ๆ ถ้าเดือนเป็นคำไทยแท้แล้ว ไส้เดือน ก็คำไทยแท้เหมือนกันละ แต่เป็นคำประสม
หลายคนถามว่าแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับไส้เดือน หลายคนบอก
ไส้เนี่ยไม่ได้แปลว่าไส้แปลว่าไช
นะฮะ
ไชลงไปแล้วมันไปเกี่ยวไงกับเดือนก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่คำว่าเดือนเนี่ยะ
ถ้าเป็น ถ้าเป็นโรคชนิดหนึ่งเค้าเรียกว่า เอือนนะท่านนะ
ท่านคงได้ยินคำว่ามะพร้าวเดือนกินหรือมะพร้าวเอือนกิน เอือนหรือเดือน มะพร้าวที่ถูกที่ถูกโรคชนิดหนึ่งกินเข้าไป
เนื้อในมะพร้าวจะขรุขระไม่สวยมาก เขาเรียกมะพร้าวเดือนกิน บางทีเรียกมะพร้าวเอือนกิน
คำนี้น่าคิดมันมีคำว่า
เดือนเข้ามายังกับคำว่าไส้เดือนเพราะด้วยเหตุนี้ล่ะครับ เวลาที่เกิดจันทคราสจึงมีหลายคนไปเคาะลูกมะพร้าว
เคาะต้นมะพร้าว กลัวเอือนจะกิน กลัวเดือนจะกินเค้าก็ไม่ได้เคาะเฉพาะมะพร้าวอย่างเดียวหรอก
เค้าไปเคาะไอ้พวกต้นไม้ผลต่างๆ ตอนหลังเค้าบอกว่าถ้าเคาะแล้วลูกจะดก ก็เลยมีคนไปบอกว่างมงาย
ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น
เขาไปเคาะต้นไม้เหล่านี้เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจว่า อะไรที่เกิดแปลกประหลาดขึ้นมานั้นไม่นานนักก็จะหายแล้วนะ
นั้นคือพระจันทร์เคยสว่างอยู่ดี ๆ แต่พอมืดขึ้นมานะ อีกไม่นานก็จะหายแล้วนะ
มันเป็นอนุสติเตือนกันว่าถ้ามีสว่างก็มีมืดมีมืดแล้วก็มีสว่าง มันไม่ได้ไปเป็นการงมงายอะไรหรอก
เพียงแต่ที่เราว่าเค้างมงายก็เพราะเราตีความเค้าไม่ออก ความจริงเราก็งมงายมากกว่าซะกระมัง

ต่อมาเนี่ยะตอนที่ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตเข้ามาใน
ในภาษาไทยมาก ๆ เข้า คำว่าดวงเดือนก็ค่อยเลือนไปค่อย ๆ ไม่ถึงกะหาย แต่เลือนไป
ไปใช้คำว่าดวงจันทร์แทน ที่ใช้ดวงจันทร์ก็เป็นการยกย่องพระจันทร์ตามชื่อเทวดาของฮินดู
พระจันทร์เราเนี่ยะเขายกย่องมากทีเดียว
ต่อมาเมื่อจะเรียกเดือนเต็มดวงจึงเอาภาษาเขมรเข้ามาร่วมด้วยเรียกว่า
เดือนเพ็ญ เพ็ญ ภาษาเขมรก็แปลว่า เต็ม ทางไทยทางพายัพ
เขาเรียกว่า เดือนเพ็ง เพ็ญเดือนยี่ เพ็ง = เดือน ยี่เป็ง อะ ยี่เป็ง วันยี่เป็งก็คือ
วันเพ็ญในเดือนยี่ ก็คือ วันลอยกระทง เพราะทางเหนือนั้น เดือนเค้าเร็วกว่าเราสองเดือน
เดือนจันทรคติเนี่ยะของเราเป็นเดือนสิบสอง ของเค้าเป็นเป็นเดือนยี่ซะแล้ว
เพราะฉะนั้นวันเพ็ญเดือนสิบสองก็เลยกลายเป็นเดือนยี่เป็งคือ วันเพ็ญเดือนยี่
เค้าลอยกระทงกันเดือนยี่เนี่ยะทางเชียงใหม่เนี่ยะ
จากนั้นทางเหนือเขาเรียกเดือนหงายว่า เดือนแจ้ง ก็ได้ นอกจากนี้ยังเรียกพระจันทร์ว่า
แข อันนี้ไปยืมมาจากภาษาเขมร แขไข เงี่ยะแปลว่า พระจันทร์ส่องแสงสว่าง
น่ะ แข เพ็ญแข เงี่ยะชื่อเพราะ แม้แต่นิราศนรินทร์ก็ยังเขียนถึงพระจันทร์ว่า
มองดูพระจันทร์มองดูเพ็ญแขพระจันทร์เต็มดวงแล้วก็
คิดดู มันก็ไม่เหมือนกับหน้าของน้องเพราะอะไร
เพราะว่าดวงเดือนเนี่ยะดวงจันทร์เนี่ยะมันมีตำหนิตรงกลาง
ต่ายแต้มคือ เป็นรูปกระต่ายมาอยู่ ส่วนหน้าของน้อง ไม่ได้มีกระต่ายกระเต่ยอะไรมาติดอยู่สักหน่อยหนึ่ง
ยกเว้นไปเอาไอ้ที่สักยันเป็นรูปกระต่ายมาติด อันนั้นก็ช่วยไม่ได้
ตามปกติเดือนเพ็ญนี่จะมีทุกเดือน
แต่เดือนที่พระจันทร์สว่างที่สุดในรอบปี คือวันเพ็ญเดือนสิบสอง เนี่ยะที่ผ่านมาเนี่ยะ
วันเพ็ญเดือนสิบสองจะสว่าง ท้องฟ้าใสไม่มีเมฆหมอก แต่ปีนี้มีเพราะฝนยังมีอยู่
คนไทยสมัยก่อนเนี่ยะ ในคืนวันลอยกระทงตกเที่ยงคืนเค้าจะพายเรือออกไปกลางคลอง
ตักน้ำมาอาบกินเชื่อว่าเป็นสิริมงคล อะเป็นมงคลมันเป็นเวลาที่น้ำกำลังนิ่ง
กระทบกับแสงจันทร์สวยดูแล้วสุขภาพจิตดีน่ะ สุขภาพจิตดีก็ถือว่าสิริมงคล
ก็ไปตักเอาน้ำกลางลำคลองนั้นนะฮะมา
อาบมาดื่มเชื่อว่าเป็นสิริมงคล นั่นมันสมัยก่อนสมัยที่ในน้ำยังไม่มีไอ้ของสิ่งสกปรกสารพิษ
ทั้งหลายแต่ปัจจุบันไปตักเอามาก็คงไม่ค่อยจะเป็นมงคลเท่าไหร่กระมัง
นอกจากนี้ในสมัยก่อนยังเชื่อว่า
วันที่ดอกบัวแดงในนาคพิภพบานเนี่ยะ ก็คือวันเพ็ญเดือนสิบสอง บัวแดงโกมุทนะฮะ
ในนาคพิภพก็คือ พิภพของนาค อะมันอยู่ตรงไหนก็ว่ากันไป มันก็ควรจะอยู่ในน้ำล่ะนาคพิภพเนี่ย
นาคมันอยู่ในน้ำนิ


หลายคนบอกไม่จริงเคยเห็นนาคมันไปให้น้ำบนท้องฟ้า
พ่นลงมาเป็นฝนในประกาศสงกรานต์ ก็นาคมันก็ไปได้หลายที่อะ พอ ๆ กับมังกร
มังกรของจีนมันก็ไปได้หลายที่เหมือนกัน
ในเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล กาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลเนี่ยะนะครับ เค้าบอกว่า
แต่เดิมเนี่ยะกาฐมาณฑุเนี่ยะเป็นทะเลสาบ ชื่อว่าทะเลสาบนาคดาฮา(Nagadaha)
นาคดาฮา นา ๆ คะๆ นา ๆ คะนาค นาคดาฮา ยังกับ คันทาระ ยังงั้น แต่ไม่ใช่
เป็น นาคดาระ ทั้งนี้ อันนี้ก็มีภูเขาล้อมรอบ
ต่อมามีนักปราชญ์คนหนึ่ง
ชื่อว่า ภิปัสวิ พุทธ (Bioaswi Buddha) อันนี้คล้าย ๆ กับ วิปัติส จังเลยเนี่ยะ
ภิปัสวิ พุทธิ มาอาศัยอยู่ที่เขาลูกนี้ พุทธะขอโทษนะแหมอันนี้ก็อ่านเหลือเกิน
ฮะ ภิปัสวิ พุทธ คล้าย ๆ กับ ภิปัสวิ พุทธิ ซึ่งเป็นปัจเจกพุทธเนี่ยะ
ผมอ่านดูแล้วมันก็คล้ายกัน บอกว่าเนี่ยะล่ะคนเนี่ยะ นักปราชญ์คนเนี่ยมาอยุ่ที่เขาลูกเนี่ยะ
พอถึงวันเพ็ญก็จะโปรยเมล็ดบัวลงในทะเลสาบ หกเดือนต่อมาเมล็ดบัวนั้นก็โตเป็นต้นบัว
ขึ้นงอกขึ้นกลางทะเลสาบในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง
นี่เหลือเกินเลยโปรยลงมาในคืนวันเพ็ญ
เอ๊ะแปลกนะโปรยเมล็ดบัวลงในทะเลสาบในคืนวันเพ็ญครั้นหกเดือนต่อมา ก็เกิดดอกบัวผุดขึ้นมากลางทะเลสาบ
ในเดือนพระจันทร์เต็มดวงวันเพ็ญเหมือนกันนี่หกเดือนบัวก็โตไง แล้วก็ออกดอก แล้วเมื่อกลีบบัวขยายบานออกก็จะเห็นพระสยัมภู
พระสยัมภู ผู้เกิดขึ้นมาเองเนี่ยะ มีแสงสีแดงส่องสว่างรอบองค์เลยเนี่ยะ
นี่ประทับอยู่กลางดอกบัว 
ที่ก้นทะเลสาบก็มีพระยานาคอยู่หลายตัวนะ
พระสยัมภูเนี่ยะประทับอยู่ที่กลีบดอกบัวส่วนที่ก้นทะเลสาบก็มีพระยานาคอยุ่หลายตัว
ภายหลังมีการขุดสระแห่งใหม่ให้พระยานาค พระยานาคก็เลยย้ายไปนะครับ ย้ายไป
พอพระยานาคย้ายไปเขาก็สร้างเมืองที่เนี่ยะฮะ สร้างเมืองที่นาคดาฮานี่แหละให้ชื่อว่ากาฐมาณฑุ
ของประเทศเนปาลนี่ก็มีการเล่านิทานประกอบ
ไอ้นิทานเรื่องนาคเนี่ยะ มีกันมากมายดูจะเคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่งนะครับ
ในดินแดนของอะ ทั้งเอเชียใต้ ทั้งเอเชียอาคเนย์หรืออุษาคเนย์เนี่ยะ นาคดูจะเป็นสัตว์ที่ปรากฎอยู่เสมอในเรื่องเล่าพื้นเมืองนะฮะ
อ้าวนี่ก็ว่าถึงว่าถ้า
อะ นักปราชญ์คนนี้เอาเมล็ดบัวหว่านลงไปในทะเลสาบ
หกเดือนก็เกิดเป็นดอกบัวขึ้นในคืนวันเพ็ญนั้น ในกลีบบัวก็จะมีพระสยัมภูอยู่ในนั้นด้วยนะฮะ
ผู้เกิดเองเนี่ยะนะครับ นี่ก็ในเนปาลที่กาฐมาณฑุ
ส่วนพม่านั้นจะเรียกเดือนสิบสองเนี่ยะ กติกมาศ เดือนสิบสองเดือนลอยกระทงเนี่ยะ
เดือนสอบสองที่มีดวงจันทร์พระจันทร์สว่างแจ่มใสที่สุดของปีนี้ ๆ พม่านี่จะเรียกว่า
" ต๊ะซ่วงมอญ" นี่ผมออกเสียงพม่าชัดไหมนี่ นี่ ๆ จะต้องไปเรียนถามท่านอาจารย์วิรัตน์
ท่านอาจารย์อรนุช แล้วเนี่ยะของสาขาวิชาพม่า ต๊ะซ่วงมอญนี่ก็มีเพลงพื้นบ้านพม่าบทหนึ่งแปลได้ความว่า
"...
พ่อเฒ่าหลังคุ้มเอย อย่าเพิ่งตายเลย ขอพ่อเฒ่าจงอยู่ดูงานตาซ่วงมอญก่อนเถิดนะ....
" นี่เป็นการบอกว่าแก่แล้วก็อย่าตายนะ คอยดูงานในเดือนสิบสองก่อน
งานลอยกระทงนี่มั่ง แสดงว่างานลอยกระทงในพม่านี่คงไม่ใช่เล่นนะ หรือจะไม่ลอยกระทงจะมีงานอื่นใดประกอบใน
ในวันเพ็ญเดือนสิบสองก็ไม่ทราบเนี่ยะในวันของตาซ่วงมอญเนี่ยะ แม้แต่คนแก่คนเฒ่าหลังงอแล้วก็จะตายอยู่แล้ว
ก็บอกอย่าเพิ่งตายเลยรอดูงานซะก่อนแล้วค่อยตาย เพราะงานมันสนุกเนี่ยะ
คนญี่ปุ่นเนี่ยะเห็นพระจันทร์งามอยู่ 2 ระยะ นี่ในประเทศเค้าคือ ระยะประมาณระหว่างวันที่
15 สิงหาคมกับ 13 กันยายนเนี่ยะ เค้าก็เลยจะทำขนมกลม ๆ 15 ก้อน เป็นสัญลักษณ์ของวันขึ้น
15 ค่ำ พร้อมด้วยผักผลไม้ที่มีอยู่ในฤดูนั้น และนำมาไหว้พระจันทร์นี่ญี่ปุ่นนะครับ
ญี่ปุ่น
ส่วนคนอินเดียนั้นถือว่าพระจันทร์ที่สวยที่สุด
คือพระจันทร์ในฤดูศารท ฤดูศารท ศาระทะ ศาระทะนี่ก็ตรงกับ autumn ในภาษาอังกฤษตรงกับ
fall ในภาษาอังกฤษอเมริกัน แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูของฮินดูเขามันแปลกว่าทางเรานะ
เขามีฤดูศาระทะ หรือศารทใบไม้ร่วง และจากนั้นจึงเข้าสู่ สิศิระ สิศิระก็คือ
ฤดูหนาว และจากนั้นจึงจะถึง เหมันตะ คือ ฤดูที่มีหิมะตก จากนั้นจึงมาถึงคิมหันต์
ก่อนจะมาถึงคิมหันต์ มันถึงมันผ่านฤดูวสันตะมาก่อนนะ วสันตะก็คือ ฤดูใบไม้ผลิ
บ้านเรามาเทียบเป็นฤดูฝน แต่วสันตะในนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิเพราะฉะนั้นจึง
อะ
มีกาพย์ชื่อ อะ มีขอโทษมีฉันท์ชื่อ วสันตดิลกฉันท์ ก็คือ ฉันท์ที่บรรยายความงามของฤดูใบไม้ผลิ
นี่ก็เป็นเรื่องของสันสกฤต
ในคราวต่อไปผมคงพูดเรื่องทางศาสนาพุทธที่เกี่ยวข้องกับพระจันทร์
ในวันนี้ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ผู้ดำเนินรายการสวัสดีครับผม