สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
วรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ผมนามประจักษ์ สายแสง
ดำเนินรายการ เรื่องก็ยังอยู่ที่เรื่องแมวอยู่นั่นแหละครับ เป็นสัปดาห์ที่
3 ติดต่อกันมาแล้ว
ก็มีเอ่อ เป็นคำที่เกี่ยวกับแมวอยู่หลายคำ ที่จะนำเสนอในที่นี้เสียก่อนที่จะเริ่มเรื่อง
เช่น คำว่า ผมมีที่เท่าแมวดิ้นตาย ที่เท่าแมวดิ้นตายเนี่ยก็แปลว่า มีที่น้อยมากเลย
เพราะแมวนั้นเวลาจะตายมันดิ้นน่ะไม่ดิ้นไปไหนหรอก อยู่กับที่เดิมตรงนั้นแหละนะครับ
แต่อย่าลืมว่าที่เท่าแมวดิ้นตาย ศรีธนนชัยมันเคยขอที่ของพระเจ้าแผ่นดินมาแล้ว
ขอที่เท่าแมวดิ้นตาย พระเจ้าแผ่นดินก็พระราชทาน บอกเอาเถอะถ้าอยากจะได้ก็เอา
ศรีธนนชัยก็เลยจับเอาแมวมัด แล้วก็เดินลากกันไปโอ้โฮได้ที่เป็นร้อยๆ ไร่เลยกว่าแมวจะตายเนี่ย
แต่ในความหมายที่เท่าแมวดิ้นตายในที่นี้
ที่ได้พูดกันสำหรับพวกเราทั้งหลายก็คือ มันเล็กมาก มีที่ดินนิดเดียวไม่กี่ตารางวา
เรียกว่า ที่เท่าแมวดิ้นตายนะครับ
อีกคำนึงคำนี้จะไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก
คือคำว่า มะขามขี้แมว มะขามขี้แมวเนี่ยเป็นคำเรียกมะขามที่สุก สุกแล้วมันก็แห้ง
และนอกจากนั้นแห้งเนี่ยเนื้อข้างในยังจะมีราสีขาวๆ ขึ้นด้วย มันก็จะมีรสหวาน
คนแต่ก่อนเขากินได้ คนปัจจุบันอาจจะรังเกลียดเชื้อรานะครับ เห็นมันเป็นสีขาวๆ
คนแต่ก่อนเขากินและเขาเรียกว่ามะขามขี้แมวเพราะมีลักษณะคล้ายกับขี้ของแมวนั่นเอง
จึงเรียกมะขามขี้แมว
อีกคำนึง
คำว่า แมวขโมย แมวขโมยเนี่ยแต่ก่อนเขาใช้กับแมวที่มันมาขโมย ขโมยปลา ขโมยอะไรก็แล้วแต่
แต่ตอนหลังแมวขโมยก็หมายถึงคนนะครับ ที่ไปเอ่ออาจจะไปลักรอบเป็นชู้กับใครก็แล้วแต่เกิดนะครับ
เวลาเจ้าของเขาไม่อยู่ ก็ให้เรียกคนนั้นว่าแมวขโมย คำนี้ก็ไม่ค่อยจะเรียกอะไรกันมากนะเดี๋ยวนี้
อีกคำนึงคำว่า
ยื่นหมูยื่นแมว อันนี้แปลว่า แลกกัน อ้าเหมือนเป็ดไปไก่มายังงี้ แลกกันก็ไม่เบี้ยวกันนะ
อะไรทำนองนี้แหละ ต้องมีการยื่นหมูยื่นแมว แปลกนะยื่นหมูน่าจะยื่นอย่างอื่นตอบไปยื่นแมว
แสดงว่าแมวเนี่ยก็มีค่ามากทีเดียวแหละ พอจะแลกกะหมูได้
อีกคำนึง
อีกวลีหนึ่งคือ ปิดประตูตีแมว ปิดประตูตีแมวอันนี้ก็เป็นการไม่ให้หนีไปไหนไล่ตีกันอยู่ในนั้นแหละ
ปิดประตูตีแมวเป็นการทำร้ายกันโดยไม่ให้มีทางหนีออกไป เรียกว่าปิดประตูตีแมว
นี่ก็เป็นสำนวนเกี่ยวกับแมวเฉพาะในวันนี้ วันอื่นก็มีสำนวนอีกมาก
มีท่านผู้ฟังได้เขียนเป็นจดหมายมาถึงผม
บอกว่าผมนั้นออกเสียงภาษาญี่ปุ่นพลาดไปในคำว่าแมวกวักของญี่ปุ่นเนี่ย มาเนกิ
เนโกะ เนี่ยนะครับ ผมก็เลยไปกราบเรียนถามท่านอาจารย์โอบะ ท่านอาจารย์โอบะ
ท่านก็ออกเสียงที่ถูกต้องให้ผมฟัง แต่ผมก็ออกเสียงตามไม่ได้ ตกลงผมก็เลยออกว่า
มาเนกิ เนโกะ ก็จะเป็นอย่างนี้นะครับ
อาจารย์โอบะท่านก็กรุณาอธิบายให้ฟังว่าคำว่า
มาเนกิ เนี่ย ก็แปลว่า เชื้อเชิญ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็ตรงกับคำว่าการเชื้อเชิญ
Invitation ตัวนี้แหละครับ ส่วน เนโกะ แปลว่า แมว เนโกะเนี่ย แปลว่าแมว
มาเนกิ เนโกะ ก็คือ แมวที่ทำหน้าที่เชื้อเชิญ แหม่พอถึงคำว่า มาเนกิ เนโกะเนี่ย
ผมมันอาจเทียบเสียงญี่ปุ่นกะเสียงไทยนะ คำว่ามาเนี่ย มันก้เป็นการเรียกเข้ามาอยู่แล้วนะ
มาเนกิ คล้ายๆ กับ มานะคะ มานะครับ อันนี้ อันนี้ผมพูดเองนะ อย่าไปจับเอาประเด็นนี้เข้า
แต่มาเนกิ มันคล้ายกับมานะคะ เออมันก็เชื้อเชิญเข้ามา เราเลยเรียก มาเนกิ
เนโกะ นี้ว่า แมวกวัก


กวัก
ก็คือเอ่อเรียกให้เข้ามา เรียกว่า กวัก แต่ส่วนใหญ่เราใช้กวักมือ พอพูดถึงกวักนี้
โอ๋ มันมีหลายสิ่งที่กวัก เช่น นกกวัก อันนี้นกกวักนี้จะร้องเสียง เสียงนกอะมันจะร้อง
กวัก กวัก กวัก กวัก จึงเรียกว่านกกวัก นกกวักเนี่ย เขาถือว่าเป็นนกที่เรียกเงินเรียกทองเข้ามานะ
ไปร้องที่บ้านไหนบ้านนั้นก็จะมีเงินทองก็เลยมีการนิยมเลี้ยงนกกวักและก็ไม่ฆ่านกกวักนะครับ
เพราะว่ามันจะกวักเงินกวักทองมาให้ เสียงร้องของเขาเพราะ 
ว่านนางกวักอันนี้ก็เป็นว่านชนิดหนึ่ง
ซึ่งโอ้ถ้าจะอธิบายก็เห็นภาพด้วยวาจานี่ค่อนข้างยากนะครับ แล้วมันก็มีหลายชนิดนะนางกวักเนี่ยครับ
มีกวักเงิน กวักทอง กวักอะไรก็ว่ากันไปเถอะ แต่มีหลายชนิดเป็นว่านนางกวัก
เขาก็นิยมปลูกเอาไว้ คือ คนโดยทั่วไปเนี่ยก็อยากจะให้ตนนั้นมีเพื่อนมีฝูง
มีความร่ำรวย มียศศักดิ์ มีตำแหน่ง เพราะฉะนั้นก็หาทางที่จะต้องหาสิ่งที่มาเป็นตัวบอก
จะให้มันเป็นวัตถุเสียหน่อย ว่าสิ่งที่อยากได้นั้นจะได้ สิ่งที่ต้องการอยากจะได้นั้น
จะได้ก็ต้องมีวัตถุเรียกสิ่งนั้นเข้ามา ก็เรียกว่า กวัก นะฮะ ก็เลยเกิดว่านนางกวัก
เลยเกิดมีการนิยมเลี้ยงนกกวัก ว่านนางกวัก
นกกวัก แล้วมีนางกวัก นางกวักเนี่ยรูปเป็นผูหญิงครับ นั่งเอามือกวักเลยหันหน้าเข้าไป
เอ่อกวักคนที่เดินผ่าน โดยส่วนใหญ่ก็จะวางไว้หน้าร้านขายของ หรือว่าหน้าบ้านบางที่
บางที่ตั้งนางกวักเข้าไปแล้วยังกลัวอีกว่าคนที่เข้ามาจะออกไป เลยเอาไทรดักเอาไว้อีก
ไทรที่ต้องดูดีๆ นะว่ามันเขาทางด้านไหน มันเข้าทางงาไทรเวลาจะเอาออกเนี่ยก็ออกทาง
มีที่อะไรฮะ ที่เปิดออกด้านหลังไทรเห็นไหมฮะแต่เวลาเข้าเข้าทางงา ไทรนะเขาใช้ดักปลา
ตอนหลังก็เกิดมีไทรดักเงินดักทอง เอามาร้องเพลงกันเป็นดักคนก็ได้......พอน้ำไหลรี่ปลากระดี่เข้าไทร.....ยังเงี้ยะ
.....ไทรล่อไทรไม่รู้ว่าไทรล่อใคร.... อะไรก็ว่ากันไปเถอะ
นั่นก็เป็นการกวักแล้วก็มา
มาจับเอาไว้ มากักเอาไว้ไม่ให้ไปไหน กวักเข้ามาแล้วก็จับเอาไว้ ก็เป็นการกวักเงินกวักทองกวักคนเข้าร้าน
มีทั้งนางกวัก ทั้งนกกวัก ทั้งว่านนางกวักนะครับ ก็เลยถึงแมวนี่แหละ
แมวกวักของญี่ปุ่นเนี่ย
มาเนกิ เนโกะ เนี่ยมานะคะเนี่ย แมวเนี่ย เนโกะ ก็แมว ผมเองก็แปลกใจว่าคนญี่ปุ่นผู้หญิงเขาลงท้ายด้วยคำว่า
โกะ มีเยอะเนอะ ชื่อเขาเนี่ย ผมมีเพื่อหลายคน ชื่อ มาซาโกะ ทีโกะ ยาซูโกะ
มิชิโกะ ก็เลยเรียนถามท่านอาจารย์โอบะ ท่านบอกว่า โกะ โกะ เนี่ยแปลว่าเด็กหญิง
แปลว่าหญิง แปลว่าผู้หญิงนะ แต่ปัจจุบันนี้จะตั้งชื่อว่าโกะนั้นก็ไม่ค่อยจะมีละ
เพราะว่ามันสมัยใหม่ขึ้นมา ก็เลยไม่ค่อยจะตั้ง ถ้าสมัยก่อนถ้าทำเป็นชื่อผู้หญิงของเราก็ใช้คำว่า
ศรี ต่อท้ายเข้าไปนะ ชื่ออะไรละอรุณก็กลัวว่าจะเป็นผู้หญิงได้ ก็เลยเป็นอรุณศรี
อะไรทำนองนี้ ถ้าเป็นผู้ชายก็ใช้คำว่า ศักดิ์ต่อท้ายเข้าไปนะครับ ของญี่ปุ่นนี้ก็คงต้องมีโกะต่อท้ายแสดงว่าเป็นผู้หญิง
ก็เป็นอันว่า
มาเนกิ เนโกะ ก็คือแมว แมวกวัก คือ แมวกวัก ของเรามีนางกวักของเขามีแมวกวัก
อาจารย์โอบะ ท่านก็บอกว่า มันไม่ใช่เฉพาะญี่ปุ่นนะที่มีแมวกวัก จีนก็มี
มีแมวกวักเหมือนกัน กวักเงินกวักทองเข้าไปเนี่ย แต่ทางคนที่เขาชำนาญเรื่องจีนก็บอกผมว่า
จีนเขาไม่จำเป็นต้องมีแมวกวักกหรอก เพราะอะไร เพราะเขามีเทพอย่างอื่นมาแล้ว
เลยไม่ต้องเอาพวกแมวพวกอะไรนี่มาเป็นตัวกวักเงินกวักทอง ก็เป็นอันว่ามีการกวักก็แล้วกันเถอะ
ของญี่ปุ่นเนี่ยะ
ของไทยเราก็อาจจะเอาแมวมากวักหน้าบ้าน
ผมก็เห็นนะรูปแมวกวักอยู่เนี่ย คราวแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันมาจากญี่ปุ่น
นึกวาไทยทำเองแมวกวัก ยกเท้าขึ้นกวัก มันอยู่ที่ว่าเท้าข้างไหนด้วยนะแล้วเท้าสีอะไร
แมวสีอะไร นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ ถ้าหากแมวยกเท้าซ้ายนะ ตัวนึงยกเท้าซ้าย
แมวที่กวักโดยยกเท้าซ้ายมากวักเป็นการเรียกเชิญแขก เชิญแขกเข้ามาในบ้านเข้ามาในร้าน
เชิญลูกค้าเข้ามาในร้านจะได้มาซื้อของ อันนี้ก็ยกเท้าซ้ายขึ้นกวักเรียกแขกเข้ามาเชิญชวนเข้ามานะ
ส่วนถ้าตัวที่ยกเท้าขวา อันนี้ถึงแขกไม่เข้ามาแต่เขากวักเพื่อจะเชิญเงินเชิญทอง
เชิญความโชคดีเข้ามาในบ้าน เนี่ยแมวยกเท้าขวานี่จะเชิญเงินเชิญทองเชิญความโชคดี
ถ้ายกเท้าซ้ายจะเชิญแขกเชิญลูกค้าเข้ามาถ้ายิ่งยกเท้าสูงเท่าไร ก็เชิญได้มากเท่านั้น
เพราะฉะนั้นเวลาแมวรูปของแมวกวักนี่ก็จะยกอันที่กวักนั้นขึ้นสูงทีเดียว
ก็อย่าได้ถามนะว่าถ้ายกทั้งสองมือละก็อันนี้ไม่ไม่เห็นนะ ถ้านางกวักกวักสองมือเลยก็ดี
แมวกวักนี่ก็เท่าที่เห็นก็มีแต่ยกมือยกเท้าขึ้นเท้าเดียว ถ้ากวักสองเท้านี่ก็ไม่เคยเห็น
แต่ถ้าให้แปลก็แปลตีความได้ว่า เชิญทั้งแขกเข้ามาในบ้าน เชิญทั้งลูกค้าเข้ามาในราน
แล้วก็จะได้เชิญเงินเชิญชวนทอง เชิญชวนความโชคดีเข้ามาด้วย ไปยกสองเท้าพร้อมกันเรื่องนี่ก็เรื่องแปลก
ยกสองเท้าบางทีเขาก็ไม่ค่อยทำ
ยังนึกถึงว่าเคยมีเรื่องเล่า อันนี้ผมก็คงจะเคยเล่ามาครั้งหนึ่งจะเล่าใหม่อีกสักครั้ง
เรื่องเล่าเรื่องที่ตลาดจตุจักรเนี่ยเขามีนกมาขาย สมัยก่อนเขาให้ขายนกได้นะ
เดี๋ยวนี้นกต้องเป็นบางชนิดไม่งั้นผิดนะผิดกฎหมาย ของกรมป้าไม้เขา นกที่นำมาขายมันมีอยู่ตัวหนึ่งนะเป็นนก
นกแก้ว ไอ้ที่แปลกกว่านกแก้ว ตัวอื่นที่นำมาขายก็คือว่า นกแก้วตัวนี้เนี่ยเท้าข้างซ้ายของนกมีโซ่ทองผูกอยู่ด้วยเนี่ย
ทองคำแท้ๆ นะเอาไปผูกเท้านกไว้เสนหนึ่งโซ่ทองคำเนี่ย ส่วนอีกข้างหนึ่งนั้นผูกโซ่เงิน
คนก็ไปยืนดูกัน
มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางอยากจะซื้อนกทีเดียวแหละ ท่าทางแกเป็นคนรวย
มั่งมีเด็กผู้หญิงคนนี้แกเองคงไม่มั่งมีหรอกคุณพ่อคุณแม่แกมั่งมีอะ แกไปถามราคานกเขา
เขาบอกว่าสองแสน แกก็ถามว่าแล้วนกตัวนี้มันมีอะไรพิเศษ จึงสองแสน ราคาแพงถึงสองแสน
คนขายเป็นเจ้าของอยู่ก็เลยบอกว่า ถ้าเราดึงโซ่ข้างขวาที่ด้านที่เป็นทองคำนี่นะ
ดึงโซ่ขึ้นนกที่เท้าถูกดึงไปเนี่ยะ นกตัวนี้จะร้องเพลงชาติได้เลยแหละ แน่นกนี่เก่งทีเดียว
ดึงโซ่ข้างขวาปั๊บรองเพลงชาติ แต่ถ้าดึงโซ่ข้างซ้ายเนี่ยะ นกจะสวด อิติปิโสได้ด้วย
นี่นกตัวนี้เก่งมาก 
เด็กผู้หญิงคนนั้นก็อยากได้นกมาก
ก็เลยถามว่า แล้วถ้าดึงสองข้างพร้อมกันละคะ เจ้าของไม่ได้ตอบว่าประการใด
แต่นกตอบแทนว่า "โอยายโง่เอ๋ย ดึงสองข้างฉันก็หกคะเมนนะสิ ทิ่มลงมาเลยแกไม่น่าจะถามเลย"
อันนี้ว่าด้วยนกอะนะ นี่ก็แมวก็เหมือนกันที่ว่าเมื่อกี้ แมวกวักเขาก็กวักเท้าเดียวละ
ถ้ากวักสองเท้านี่ก็แปลว่าเรียกทั้งคนเรียกทั้งทรัพย์สิน แต่เขาทำไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ
ส่วนสีของแมวนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญนะ
สีของแมวเนี่ยแมวตัวที่ยกขึ้นกวักนี่แหละถ้าเป็นแมวสามสี ยกเท้าซ้ายถือว่าเป็นโชคดีที่สุด
ยกเท้าซ้ายแล้วเป็นแมวสามสีซะด้วยเนี่ย จะเรียกเงินเรียกทองเข้ามาได้มากมายเลย
ก็ถือว่าเป็นสีที่ยากมากแมวสามสีไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่นัก เรียกว่าโชคดีและถ้าใครมีแมวประเภทนี้
ผมก็เคยเห็นอยู่หลายตัวนะ แต่คนไทยอาจจะไม่คิดมากก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็คงจะคิดมั้งว่าถ้ามีแมวสามสีจะทำให้โชคดีนะครับ
แต่ถ้าเป็นแมวสีดำล่ะ
ก็จะถือว่าเป็นเครื่องลาง ของขลังที่ปกป้อง ปกป้อง ผู้ที่มีไม่ให้ได้รับภัยอันตรายหลายอย่าง
ฉะนั้นถ้ามีแมวกวักสีดำ เอานี่ก็เชื่อว่าแมวกวักสีดำที่ยกเท้าซ้ายเนี่ย
จะช่วยให้สตรีทั้งหลายรอดพ้นจากพยันตรายนานาประการ นี่ก็เป็นความเชื่อ
เรื่องแมวกวักของญี่ปุ่นนะฮะ เรื่องของ มาเนกิ เนโกะ หรือ มานะคะ นี่เองละ
แมวมานะคะ มานะครับเนี่ยก็แล้วแต่เรียกเอา
มีตำนานมากมาย
เกี่ยวกับต้นกำเนิดของแมวกวักเรื่องหนึ่งที่จะเล่า คือ หญิงชราใน Imado
มีหญิงชราซึ่งอยู่ใน Imado ทางทิศตะวันออกของ Tokyo แม้ว่าเธอจะเลี้ยงแมวที่เธอรักมาก
แต่เธอยากจนเกินกว่าจะเลี้ยงมันต่อไป เธอบอกแมวว่า "ฉันเสียใจ แต่ต้องทอดทิ้งเธอเพราะความยากจน
ฉันไม่สามารถเลี้ยงเจ้าได้อีกต่อไป" หญิงชราเสียใจ เธอร้องไห้แล้วร้องไห้อีก
คืนนั้น
แมวปรากฏในฝันของเธอ และบอกว่า "โปรดปั้นรูปของฉันด้วยดินเหนียว มันจะนำโชคดีมาให้คุณอย่างแน่นอน"
เมื่อหญิงชราตื่น เธอปั้นแมวด้วยดินเหนี้ยวตามที่ฝัน วันนั้นมีแขกมาและต้องงการที่จะซื้อรูปปั้นแมว
ยิ่งหญิงชราปั้นแมวมากเท่าใด แขกก็ต้องการซื้อเท่านั้น และเขาสามารถจ่ายเงินได้
รูปปั้นแมวช่วยเธอจากความยากจน ทำให้เธอสามารถจะเลี้ยงแมวที่เธอรักได้
นี่คือต้นกำเนิดของแมวกวัก
อีกเวอร์ชั่นหนึ่ง
นานมาแล้วนักบวชผู้น่าสงสารอาศัยอยู่ในวัดเก่าเป็นผู้ดูแลวัดนั้น เป็นวัดที่ยากจนมาก
และเขา มีความลำบากในการซื้ออาหารมาให้พอสำหรับตัวเองและแมวของเขา วันหนึ่ง
ขุนนางผู้มั่งมีคนหนึ่งขี่ม้ามา เขาหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ สังเกตเห็นแมวนั่งบนขั้นบันไดวัด
มันดูเหมือนกำลังกวักมาที่เขา เขาเข้าไปดูแมวใกล้ ๆ ขณะนั้นมีกิ่งไม้ใหญ่ตกจากต้นไม้
ถ้าเขายังอยู่ตรงนั้นเขาอาจจะตายได้ ด้วยความกตัญญูเขาจึงตัดสินใจสนันสนุนวัดอย่างมโหฬาร
จากนั้นมานักบวชและแมวก็ไม่เคยกังวลเกี่ยวกับอาหารมื้อต่อไปของพวกเขาอีกต่อไป
จากเกาะญี่ปุ่นเราก็ข้ามไปที่อังกฤษซะหน่อยก็แล้วกัน
ก็มีแมวชื่อว่า แมว มานน์ Mann บางทีก็เขียน Manx มันเป็นชื่อเกาะนะ เกาะ
มานน์เนี่ย Mann ถ้าจะอ่านว่า แมน ก็อ่านแบบอเมริกัน เกาะมานน์ แมวที่อยู่เกาะมานน์เนี่ยเป็นแมวลักษณะพิเศษ
กว่าแมวที่อื่น คือ เป็นแมวหางด้วน คือ ถ้าจะเรียกอีกภาษาเก่าๆ ก็แมวหางกุด
ถ้าจะเรียกภาษาปัจจุบันไม่เรียกแมวหางด้วน ไม่เรียกแมวหางกุด ก็ให้เรียกว่าแมวไม่มีหาง
นี่เป็นลักษณะเด่นของแมวประเภทนี้ คือ ไม่มีหาง
ก็จะถามว่าเหตุใดมันจึงไม่มีหางล่ะ แมวที่เกาะเกาะนี่เนี่ยนะ เฮ้ยต่างจากแมวที่อื่น
ก็มีเรื่องเล่ากันต่อมาถึงปรากฎการณ์ว่าทำไมแมวจึงไม่มีหาง ก็มีเรื่องเล่ากันว่า
ในสมัยที่โรมันเข้าครอบครองเกาะอังกฤษนะ แถวเกาะอังกฤษเนี่ย แม่แมวทั้งหลายบนเกาะมานน์เนี่ยนะ
จะกัดหางของลูก เกาะมานน์บางทีก็เรียกว่า เกาะมานซ์ Manx เนี่ย มันจะกัดหางลูกของมันที่เกิดมาใหม่ทุกตัว
เพื่ออะไรล่ะ เพื่อโรมันจะได้ไม่นำลูกแมวไปตัดหางเลย ไอ้ตัดหางไม่ว่าฆ่ามันก่อนนะซิ
แล้วก็ตัดเอาหวงมันไปทำภู่หมวก แม่แมวทั้งหลายนั้นย่อมเกรงกลัวว่าลูกของตัวจะถูกฆ่า
เผ่าพันธุ์ของตัวก็จะหมดไป เพราะฉะนั้นพอคลอดลูกออกมา แม่แมวจะจัดการกัดหางลูกทันที
แมวที่เกาะมานน์ นี้จึงไม่มีหางเพราะถูกแม่แมวกัดทั้งหมด กัดนานๆ เข้าก็เลยหางแมวก็เลยหายไปมั้ง นี่ก็เป็นเรื่องที่เล่ากันทางเกาะมานน์ของอังกฤษ
เป็นการอธิบายเหตุผลว่าเหตุใดแมวในเกาะมานน์ของอังกฤษจึงไม่มีหาง
แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องอื่นๆ
เล่ามีอีกนะไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ ถ้าเล่าท้าวความไปถึงสมัยโน้น ตั้งแต่สมัยท่านเซนโนอาร์
ท่านนักบุญโนอาร์เนี่ย ท่านนักบุญโนอาร์เนี่ยก็เรียกตามพระคัมภีร์ไบเบิลนะฮะ
แต่ถ้าหากในคัมภีร์อัลกุรอานก็เป็น นะบีนูหะอาลัยอิสลาม แหน่ะ แต่เรื่องราวของทั้งสองท่านใกล้เคียง
ผมใช้คำว่าใกล้เคียงนะครับ ท่านนักบุญโนอาร์ กับท่านนะบีนูหะอาลัยอิสลาม
คือ มีเป็นเรื่องของเรือ ท่านนักบุญ โนอาร์เนี่ยะ ท่านสร้างเรือขึ้น ตามคำบอกของพระผู้เป็นเจ้า
สร้างเรือขึ้นแล้วก็เรียกสัตว์เข้าไปในเรือเป็นคู่ๆ กันเลย เวลาน้ำท่วมสัตว์เหล่านี้จะได้ไม่ตาย
เพราะตอนนั้นน้ำจะท่วมโลก ท่านได้สร้างเรือชื่อเรืออาร์ค
ก็ปรากฎว่าในตอนที่เรียกสัตว์ขึ้นไปในเรือเนี่ย
มีนางแมวตัวหนึ่งออกไปจับหนูแล้วก็เลยไป ได้ยินเสียงเรียกแก แกก็ไม่ได้ยินเสียง
เพราะมัวแต่ไล่ล่าหนูอยู่ ขณะที่กำลังไล่ล่านั้นแมวตัวนี้ก็ตัดสินใจว่า
เอ้ายังไงก็ไม่ขึ้นละว่ะ ไม่ขึ้นเรือละถ้าหากจับหนูไม่ได้ โนอาร์ก็เรียกสัตว์ทุกตัวขึ้นเรือไปแล้ว
เพราะเห็นฝนจะเริ่มตกแล้ว แมวก็ไม่มา ท่านเซนโนอาร์ก็ตะโกนว่า ใครอยู่ข้างนอกอยู่ไปนะ
ใครจะอยู่ข้างในก็ตามใจ พอพูดเสร็จท่านก็ปิดประตู ปิดประตูเรือเลย แมวกำลังวิ่งเข้ามา
แมวนั้นวิ่งอย่างเต็มที่เลยตกไปในน้ำครึ่งตัวเนี่ย ตกน้ำปั๊บ แมวเลยยิ่งเกลียดน้ำใหญ่เพราะกลัวจะไม่ทัน
นี่ก็เป็นคำตอบว่าทำไมแมวจึงเกลียดน้ำ เพราะรีบวิ่งแล้วก็ตกลงไปในน้ำจะขึ้นเรือไม่ทัน
แต่ก็ขึ้นทันนะเนี่ยแมวตัวบรรพบุรุษแมวเนี่ยขึ้นเรือทัน แต่ขึ้นทันในขณะที่ท่านโนอาร์
ท่านปิดประตูดังปังเข้าให้แล้วประตูเลยงับหางของแมวขาดไปเลย เนี่ยเหตุการณ์นี่เกิดขึ้นที่เกาะมานนินะ
ในสมัยท่านเซนโนอาร์เนี่ย เหตุนี้แหละแมวก็เลยไม่มีหางเพราะถูกประตูงับ
ก็ยังเหลือเด็กเหลือเพลง เพลงพื้นบ้านนะ เป็น folksong นี่นะ อาจจะเรียกพื้นเมืองก็ไม่ว่าอะไรหรอก
แต่บ้านกับเมืองมันก็ต่างกันเหมือนกันนะ มีเพลงพื้นบ้านหรือ folksong ของเด็กที่อังกฤษที่เกาะมานน์ชอบฟัง
ที่ชอบฟังนี่ก็ผู้ใหญ่ร้องให้ฟังตอนขู่ให้กลัวแมวแล้วก็ปลอบด้วย อะไรทำนองนี้แหละ
แต่ไม่ใช่เพลงกล่อมเด็กนะ แต่ว่าเพลงกล่มเด็ก ก็ ก็ ก็ อาจจะนำเพลงขู่เพลงปลอบมามากล่อมของเราอะ
กล่าวถึง แมวนะ ใครนอนไม่หลับแมวจะมากิน อะไรทำนองนี้ ก็กลัว เด็กก็เลยหลับ
อันนี้ก็เหมือนกัน จะใช้เป็น ลาลาบาย คือ เพลงกล่อมเด็กก็ได้ แต่ปกติเขาไว้เป็นเพลงปลอบเด็กและขู่เด็ก
ร้องเกี่ยวกับแมว นี่เนื้อร้องก็บอกว่า
.....Bee
bo bend it, ..... นี่เป็นเสียงขู่ทำนองนั้นนะฮะ My tail's ended หางของฉันนะมันหมดไปแล้ว
ถึงจุดจบเสียแล้ว And I 'll go to Mann แล้วฉันจะไปที่เกาะมานน์ And get
copper nailsl แล้วไปนำตะปูทองแดงมา And mend it แล้วก็ซ่อมมัน จะซ่อมอะไรเนี่ย
ซ่อมหางที่มันหายไปหรือประการใด แต่ก็เป็นเพลงที่เขาร้อง สำหรับบอกเด็กให้ทราบประวัติของแมวที่เกาะนี้ซึ่งไม่มีหาง
นั้นก็น่าดูทีเดียว ในขณะที่ร้องไปก็จะเป็นเพลงที่ใช้ขู่เด็กด้วยก็ได้
คล้ายๆ กับว่า ระวังนะ แมวมาแล้วนะ ทำนองนี้กระมัง
แล้วแมวนี่มันไม่มีหางนะ เพราะแมวที่เกาะนี้มันไม่มีหาง ก็เป็นอันว่า แมวที่เกาะมานน์เนี่ย
ไม่มีหางเพราะอะไร เพราะว่าประการที่ 1 อธิบายว่าแม่แมวกัดหางลูกแมวทุกตัวทิ้งเสีย
เพื่อไม่ให้ทหารโรมันฆ่า ลูกแมวแล้วเอาหางไปทำภู่หมวกเหล็ก ส่วนประการที่
2 ก็อธิบายปรากฎการณ์นี้ว่าที่แมวที่เกาะนี้ไม่มีหางเนี่ย เกิดจากท่านเซนโนอาร์ท่านปิดประตูงับเอาหางแมวขาดไป
เพราะแมวตัวนั้นก็รีบวิ่งแล้วก็ตกเข้าไปอีกด้วยกว่าจะขึ้นเรือได้ พอดีเขาปิดประตูงับ
นี่ก็เป็นเรื่องของแมว นะฮะที่เกาะมานน์ หรือเกาะมานซ์ ของอังกฤษก็แล้วแต่เถอะ
ทีนี้ก็มีเรื่องของแมวที่เป็นนิทานชาวบ้านอีกหลายเรื่องเลย
อันนี้เราสืบค้นได้จาก Internet นี่แหละครับ ก็จะพบว่า ทั่วโลกนี้มีนิทานเรื่องเกี่ยวกับแมวมากทีเดียวล่ะ
ก็จะเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เรื่องแมวโชคดี อันนี้จะเล่าจบหรือเปล่านี้
กลัวว่าเวลาจะหมดเสียก่อนกระมัง ก็จะเล่าเรื่องแมวให้ฟังเรื่องหนึ่งนะครับ
เป็นเรื่องลูกแมวที่เข้าไปอยู่ในรองเท้า รองเท้านี่ก็ควรจะเป็นรองเท้าบู๊ตนะ
เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของฝรั่งนะ รองเท้าบู๊ตเนี่ยะ ปกติลูกแมวอยู่รองเท้าธรรมดาของเราก็จะไม่มีหรอก
ก็มีเรื่องเล่าว่า
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้าของโรงสีเนี่ยก็เรียกว่าร่ำรวยเถอะ เจ้าของโรงสีนี้ก็จะตาย
พอจะตายก็เลยจัดการแบ่งมรดกให้ลูก ลูกก็มีสามคน คนที่หนึ่งนั้นก็แบ่งโรงสีให้
ยกโรงสีให้อะโรงสีก็เก่าๆ แล้วแหละ แต่ยังไงก็ยังให้ลูกไว้ได้ ส่วนคนที่สองนั้นให้ลาตัวหนึ่ง
แล้วคนที่สามก็ให้แมวตัวหนึ่ง คนที่ได้แมวมาเป็นมรดกนี่ก็เสียใจ คนที่ได้ลาก็ยังไม่อะไรนักเพราะลายังเอาไปทำงานได้
คนได้โรงสีก็ถือว่าตัวรวยหน่อย
ก็ปรากฎคนได้แมวก็นั่งซึมเซาไปเลย
แมวก็เลยพูดว่า "โออย่าเสียอกเสียใจไปเลย ฉันนี่ไม่ใช่แมวธรรมดานะ
ที่พ่อของนายให้ฉันมาเนี่ย เป็นมรดกให้เธอเนี่ย ฉันนี่มันเป็นแมวสำคัญนะ
ถ้าหากว่าอยากจะรู้ว่าฉันสำคัญยังไงละก็ ไม่ยากหรอกเนี่ย หาเสื้อคลุมหลวมๆ
ให้แก่ฉันซักตัวซิ หมวกขนนกให้แก่ฉันสักใบหนึ่ง กระเป๋าและรองเท้าบู๊ตคู่หนึ่ง
แล้วจะรู้ว่าฉันทำอะไรได้"
ชายผู้นี้ก็ให้รองเท้าบู๊ตคู่หนึ่ง
ให้กระเป๋านกไป ให้หมวกนก ให้เสื้อคลุมหลวมๆ ไป อ้าให้แมวของโทษไม่ใช่ให้นก
ให้แมวก็บอกว่า " เออเนี่ยทราบไว้เถอะว่าฉันมีค่ามากกว่าเจ้าลาตัวนั้น
ลาขี้เรื้อนสู้ฉันไม่ได้หรอก แล้วก็โรงสีผุๆ ที่พี่นายได้ไปสู้ฉันไม่ได้หรอก
คอยดูนะฉันจะทำให้ดูว่าฉันจะทำประการใดนะครับ" นี่แมวตัวนี้มันเป็นแมวเจ้าเล่ห์นะนี่นะ
มันก็คิดอ่านหาทาง แต่ว่าพอดีวันนี้หมดเวลาซะก่อนนะครับก็ไว้ต่อในคราวต่อไปก็แล้วกันนะครับ
สำหรับวันนี้
ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ สวัสดีครับผม

