สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ
วรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง
ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการนะครับ
เรื่องแข่งขันออกแบบของที่ระลึกของมหาวิทยาลัย
พิพิธภัณฑ์ผ้า ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็ขอเชิญนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมโครงการประกวดออกแบบของที่ระลึก
ซูเวอร์เนียร์ จูเนียร์ ดีไชน์ เพื่อจัดทำเป็นของที่ระลึกของมหาวิทยาลัยนเรศวร
จำนวนสามชิ้นนะครับ
ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม และจะประกาศผลในวันที่ 16 ธันวาคม
นิสิตที่สนใจ ก็ติดต่อที่พิพิธภัณฑ์ผ้านะครับ นี่น่าสนใจมากเลยนะครับ เป็นข่าวดีมากเลย
ในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์กับภูมิปัญญาไทย และก็ดำเนินการโดย พิพิธภัณฑ์ผ้ามหาวิทยาลัยนเรศวรครับ
ก็กลับเข้าสู่รายการวรรณกรรมสองแคว ซึ่งก็ยังต่ออยู่ในเรื่องของแมว
เออ..ท่านก็คงจะว่าเหมือนกันแหละ ทำไมแมวต่อมาเป็นสัปดาห์ที่ 3 ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า
เราได้ค้นคว้าเรื่องแมวเนี๊ยะนะครับ จากวรรณกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก โดยทางอินเทอร์เน็ตและหนังสือต่าง
ๆ เท่าที่จะค้นได้ ในประเทศไทยขณะนี้
และเหตุที่ทำอย่างนี้ก็เพราะว่า
เรากำลังจะ ไม่ใช่ ไม่ใช่เรา ประทานโทษนะครับ ทางคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เนี๊ยะ
เค้าก็มีโครงการของ อา... ทางวิชาการ ที่จะเปิดสอนในระดับปริญญาเอก ในสาขาคติชนวิทยา
เพราะนั้นก็มีการเตรียมการ
อันนี้ก็เป็นการเตรียมการเหมือนกัน
นั่นคือ ดูว่านิทานต่าง ๆ นิยายต่าง ๆ ความเชื่อต่าง ๆ มีประการใดบ้าง
เราก็เลยทดลองดู เอาแค่เรื่องเดียว เรื่องแมวครับ ก็ปรากฏว่า ค้นคว้ากันอยู่เป็นสัปดาห์สองสัปดาห์
มีเรื่องต่าง ๆ มากมายเลย ที่นำมาออกอากาศในรายการวรรณกรรมสองแควนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งแค่นั้นนะครับ
แต่ก็ให้เห็นว่า อา... ถ้ามีการค้นคว้ากันจริง ๆ ในเรื่องของวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องแมวอย่างเดียวนี่
ก็มากมายเพราะว่ามันทั่วโลกนะครับ
- อ่ะ
ต่อไปก็คงจะพูดถึง ในประเทศอิตาลีเสียบ้าง ประเทศอิตาลี อิตาลี่ในราวคริสต์ศักราชที่
16 เนี๊ยะ คนอิตาลี่เค้ามีความเชื่ออีกแหละ ความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำ
โอ้แมวดำนี่มาตลอดเลย แมวอื่นไม่ค่อยได้เท่าไหร่หรอก เชื่อว่าถ้าแมวดำนอนอยู่บนเตียงของผู้ป่วย
ผู้ป่วยเค้านอนบนเตียงอยู่ดี ๆ มีเจ้าแมวดำที่ไหน โดดขึ้นไปนอนบนเตียงกับผู้ป่วยนี่นะ
เชื่อแน่ว่าผู้ป่วยนั้นจะตายน่ะ ถึงขนาดนั้น
-
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังเชื่ออีกว่า แมวตัวนั้นจะไม่อยู่บ้านอีกแล้วแหละ
คนนั้นตายแมวนี้ จะ...จะออกไปด้วย เจ้าแมวดำที่ขึ้นไปนอนบนเตียง ทำให้คนไข้ตายเนี๊ยะนะ
หลังจากคนไข้ตายปั๊บ มันก็จะไม่อยู่ด้วย มันจะไม่ยอมอยู่ในบ้านนะครับ
แล้วก็ยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าอยู่ ๆ แมวก็ไม่ยอมอยู่ในบ้าน
นี่อิตาลีเค้าเชื่อ เราไม่ต้องไปเชื่อตามเค้าหรอกนะ อยู่ ๆ แมวอยู่บ้านเรา
มันไม่ยอมอยู่บ้าน มันหนี มันหนีไปอยู่บ้านอื่นน่ะ เค้าถือว่าเป็นลางร้ายนะครับ
นี่คนอิตาลีพูดเป็นภาษาอังกฤษเป็น omen ที่ไม่ดี โอเม่น คือ ลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
อยู่ ๆ แมวหนีไปเนี๊ยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวดำหนีไป นี่ก็เอ้อ... เลี้ยงไว้ก็ไม่ดี
มันดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ ฟังดูละ ก็แล้วแต่จะเชื่อเอานะครับ ประเทศนั้นเค้าเชื่ออย่างนั้น
ประเทศนี้เค้าเชื่ออย่างนี้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปดูตามเค้า ไม่ต้องไปเชื่อตามอ่ะ
ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด
- มีผู้อพยพจากสก็อตแลนด์
และก็นี่อีกพวกหนึ่ง เป็นผู้ที่อพยพมาจากสก็อตแลนด์เนี๊ยะ
พวกนี้ก็เชื่อ เชื่อว่าถ้าแมวเข้าไปในห้องที่มีศพอยู่ เออ มีคนตายอยู่ในห้อง
แล้วมีแมวเข้าไปเนี๊ยะ เค้าบอกว่าใครก็แล้วแต่ ที่ไปแตะต้องแมว ตัวที่เข้าไปในห้องที่มีศพอยู่เนี๊ยะ
คนนั้นจะตาบอด แล้วก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนตาบอดเนี๊ยะ แมวตัวใดที่เข้าไปอยู่ในห้องที่มีศพ
เมื่อออกมา เค้าก็จะฆ่ามันทันที นี่ก็สงสารแมวอยู่ ๆ เข้าไปในห้องคนตาย
ออกมาเลยโดนฆ่าเลย
-
เรื่องแมวกับความตายนี่ ดูมันพัน ๆ กันอยู่ชอบกล แล้วก็ยังเชื่ออีกว่า
ถ้ากระบวนงานแห่ศพ กระบวนแห่งานศพเนี๊ยะ ประทานโทษ กระบวนแห่ศพเนี๊ยะ
กำลังเดินทางไป ถ้าเกิดไปพบแมวดำมันเดินออกมา มันมาดูกระบวนนี่ ก็เชื่อว่า
สมาชิกคนต่อไป คนอื่น ๆ ในครอบครัวเนี๊ยะ จะตายนะในไม่ช้า เพราะนั้นเวลามีกระบวนแห่ศพผ่านไป
แล้วมีแมวดำออกมาเนี๊ยะ สมาชิกในครอบครัวอาจจะตายได้ด้วย เนี๊ยะก็เป็นความเชื่อในเขตสก็อตแลนด์
เชื่ออย่างนั้น อา... ก็ดีเชื่อกันไปเถอะ
ที่ว่าดีก็เพราะเค้าเชื่อกันอย่างนั้น เราไม่ต้องไปเชื่อตาม เราก็ดีของเราไปต่างหาก

-
ในญี่ปุ่นย้อนกลับมาดูเอาใกล้
ไม่ใกล้ไม่ไกลบ้านเรา ในญี่ปุ่นเนี๊ยะก็มีนิยายปรัมปราเล่ากันว่า แมวเนี๊ยะอ่ะนะ
เมื่อตายแล้วมันจะกลายเป็น มันจะเกิดเป็นวิญญาณที่มีอภินิหารนะ แมวนี่นะ
พอมันตายมันก็วิญญาณมันมีอภินิหาร คนที่นับถือพุทธศาสนาในญี่ปุ่นนั้น
ครั้งหนึ่งเค้าเชื่อว่า ร่างกายของแมวเนี๊ยะ เป็นที่พักชั่วคราวของดวงวิญญาณของพระโพธิสัตว์
นี่ล่ะครับพอมาถึงตรงนี้ ก็เริ่มมองเห็นเค้าว่า เออ.... ทำไมจึงถือว่า
ฆ่าแมวเหมือนฆ่าเณรนะ ตามความเชื่อของคนทางโคราช ของคนทางชัยภูมิอย่างงี้
เชื่อว่าฆ่าแมวเหมือนกับฆ่าเณร
พอมาดูความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่า เค้าเชื่อว่าร่างกายของแมว เป็นที่พักพิงวิญญาณชั่วคราว
ดวงวิญญาณของพระโพธิสัตว์ นี่ชาวพุทธญี่ปุ่นเชื่ออย่างนั้น มันก็เลยมีเหตุผลที่เชื่อมโยงกัน
ไม่ใช่เหตุผลนะ เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน ในเรื่องของการไม่ให้ฆ่าแมว
เพราะแมวนั้น ร่างกายของแมวนั้น เป็นที่พักชั่วคราวของดวงวิญญาณของพระโพธิสัตว์
-
บางคนก็ยังมีความเชื่อว่า แมวนั้นมีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับ การเดินทางของดวงดาวของชีวิต
อา... นี่ก็มาทางหลักโหราศาสตร์ทีเดียวเลยอ่ะนะ บอกว่าแมวนั้นเกี่ยวข้องกับการเดินทางของดวงดาวของชีวิต
เชื่อว่าก็แมวมันอุปถัมภ์เราเนี๊ยะนะ มันจะพักอยู่กับเราตลอดไป แม้ว่ามันจะตายแล้ว
สมมุติว่าเรามีแมวอยู่ตัวหนึ่ง แล้วมันอยากจะอุปถัมภ์ค้ำชูเรา ที่จริงเราค้ำชูมันมากกว่านะ
แมวน่ะ ให้มันกิน แต่เค้าบอกว่า ถ้ามันจะอุปถัมภ์เราเนี๊ยะ มันจะอยู่กะเราไปตลอด
ถึงแม้ตายแล้ว วิญญาณของมันก็ยังอยู่กะเราด้วย นี่แมวเป็นอย่างนี้นะครับ
ทั้งที่ตายไปแล้ว แต่วิญญาณก็ยังมารับอุปถัมภ์เจ้าของ

-
บางคนเชื่อว่าแมวนี่ สามารถเห็นกลิ่นไอของมนุษย์ ซึ่งเป็นสนาม... สนามพลังงานที่ล้อมรอบแต่ละคน
มัน... แมวมันเห็นพลังงานล้อมรอบแต่ละคน ซึ่งเราไม่เรียกจะเรียกว่ากลิ่นไอของมนุษย์
ก็เกรงว่าจะคิดว่าสัมผัสทางจมูก แต่ที่จริงไม่ใช่แมวนี่ เค้า เค้า...
อ่า.. สามารถที่จะจับพลังงาน ที่อยู่รอบกายของเราได้ มันมีลักษณะพิเศษอะไรของมันสักอย่างหนึ่งกระมัง
นี่เป็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนะครับ
-
ในราชวงศ์ทเวนตีเอาท์ ในราชวงศ์หนึ่งของกษัตริย์โอซอกอน เค้าจะวางแมวเอาไว้ที่
ศูนย์กลางของโบสถ์อันสง่างาม และก็ทำพิธีกรรมสังเวยด้วยพลังอันสูงสุด
ก็แปลว่าแมวนั้นได้รับการนับถือเป็นแบบทางการ ถึงกับกษัตริย์์ในเขตหนึ่ง
ของทาางยุโรปเนี๊ยะ ก็ได้นำแมวไปไว้ที่กลางศูนย์ ไปไว้ที่ศูนย์กลางของโบสถ์ที่สวยสง่า
และทำพิธีสังเวยด้วยพลังอันสูงสุด นี่เป็นความเชื่อว่าแมวจะให้โชคลาภได้จึงทำเช่นนี้
- และก็ระหว่างการขุดค้นซากปรักหักพังของเทวาสต้าหรือบูบัว
บูบัมติสเนี๊ยะ ที่สุสานนี่ล่ะครับ เค้าค้นพบมัมมี่แมวเนี๊ยะ ถึงสามแสนตัวนะท่านนะ
มัมมี่ของแมวเนี๊ยะ ค้นพบกันตั้งสามแสนตัว จำนวนมากส่งไปอังกฤษ ก็ปรากฏว่าอะไร
เอาไปขายไปเลยก็มี ที่เหลืออยู่ก็ส่งไปพิพิธภัณฑ์ เป็นมัมมี่แมว ก็หมายความว่า
เมื่อแมวตายแล้วนี่ เค้าก็ยังต้องการให้แมวนั้นยังคงอยู่ จึงเอาแมวไปทำเป็นมัมมี่
ปกติเค้าทำกันเฉพาะคน นี่ก็ทำกับแมวด้วยแปลว่า แปลว่าแมวต้องมีนี่ มีอะไรพิเศษเป็นบางอย่าง
สัตว์ประเภทนี้
- อันนี้ที่จริงทางชีววิทยาก็น่าจะตรวจดูว่า
มันมีอะไรพิเศษ ผมก็จำได้ว่า แมวนี่มันอยู่ในพวกคานิโวล่า รึเปล่า สัตว์กินเนื้อเนี๊ยะ
แมว คานิส คานิโวล่า คานิส คานุส คานิสเมเจอร์ ดาวหมีใหญ่ ดาวหมาใหญ่
อะไรทำนองนี้ แมวมันน่าจะอยู่ในพวกเดียวกัน เพราะมันกินเนื้อเหมือนกัน
มันมีอะไรพิเศษถึงต้อง เค้าถึงได้นับถือมันขนาดนี้ ชีวะอาจจะดูลำบากเหมือนกันนะ
เพราะเค้าดูเฉพาะทางด้านของความเป็น อา... เฉพาะโครงสร้างของสัตว์ อันพวกนี้อ่ะ
แต่พวกทางอืม...คติชน ทางวรรณคดีนี่ อาจจะดูไปไกลมากว่า แมวมันมีอะไร
- มีตำนานกล่าวไว้ว่า
อ่า....พระมะหะหมัด มันอาจจะ
มันไม่น่าจะมีถึงขนาดนี้นะผมว่า พระมะหะหมัดเนี๊ยะ ท่านวางมือเบา ๆ ไว้บนตัวของแมวตัวโปรดของพระองค์
อ่า..พระองค์วางมือทรงวางพระหัตถ์เบา ๆ ลงบนแมวตัวโปรดของพระองค์ แค่นั้นแหละมันก็กลายเป็นรูปตัวเอ็ม
ตัวเอ็มใหญ่นะฮะ เอ็มในภาษาอังกฤษ เอ็ม เอ็น โอ เป็นรูปตัวเอ็มเนี๊ยะ
วางบนหน้าผากของแมว นี่แปลกนะนี่ ท่านศาสดาพยากรณ์ ท่านมุหะหมัดเนี๊ยะ
ท่านได้เป็นมุหะหมัดซอลรึเปล่า
ในนี้ไม่ได้กล่าวไว้ กล่าวแต่ว่าเป็นศาสดาพยากรณ์มุหะหมัด ก็น่าคิดนะ
พอพระองค์วางหัตถ์ลงบนหน้าผากของแมว
ก็มีรูปตัวเอ็มอยู่บนนั้นเลย เป็นเครื่องหมายที่ดี นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า
เออ..มันมีอะไรยังไง มันถึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับศาสดาพยากรณ์ โปรเฟรต
ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

-
ส่วนในบางตำนานนั้น แมวเนี๊ยะมันถูกสร้างขึ้นนะ เดิมทีเดียวไม่มี ตอนที่น้ำท่วมโลกเนี๊ยะ
ตอนที่พระพรหม
พระเป็นเจ้า
ขอให้ท่านเซ็นต์สโนอาร์
นำเอาสัตว์ตัวผู้-ตัวเมีย นำไปรวมกันไว้บนเรืออาร์ค ท่านก็พอจะนึกออกนะ
น้ำจะท่วมโลกเนี๊ยะ ตามพระคัมภีร์ไบเบิลเนี๊ยะ
พระผู้เป็นเจ้าก็โปรดให้เซ็นต์สโนอาร์สร้างเรือขึ้นชื่อ
เรืออาร์ค และก็ให้นำเอาสัตว์ตัวผู้-ตัวเมียอย่างละคู่ ไปไว้ในเรือนั้น
จะได้มีชีวิตอยู่ทั่วไป ปรากฏว่าแมวไม่มีนะตอนนั้นท่าน สัตว์ชนิดอื่นเอาขึ้นไปหมดเลย
แมวไม่มีหรอก แมวมีก็ตอนสิงห์โตเนี่ยะมันจามบนเรือ ไม่ได้บอกว่าสิงห์โตตัวผู้
สิงห์โตตัวเมียหรอกครับ มันจามขึ้นมา แมวก็กระโดดออกมา
กระโดดออกมาจากการจามของสิงห์โตนั่นแหละ และแมวตัวนี้ก็ทำหน้าที่ ไม่ให้เรือของโนอาร์เนี๊ยะ
ถูกหนูรบกวน เพราะเจ้าหนูนี่มันชอบเจาะนั่น เจาะนี่ เพราะนั้นต้อง ...
ต้องเอาแมวออกมาปราบหนู โดยที่แมวตัวนั้นก็ออกมาในขณะที่สิงห์โตนี่จาม
แหมเรื่องเล่าอย่างนี้เนี๊ยะ ก็เพิ่งเคยเห็นทางอินเตอร์เน็ตคราวนี้ ฟังมาตั้งนาน
ก็ยังไม่เคยได้ยิน


- และก็มูหะเหม็ด
คนนี้ไม่บอกว่าเป็นใครนะครับ คงไม่ใช่ท่านมะหะหมัดนี่หรอก มูหะเหม็ดนี่ตัดแขนเสื้อคลุมของเค้า
เค้าบอกว่าตัดแขนเสื้อคลุมของเค้า ยังดีกว่าที่จะรบกวนแมวของเค้า ไปให้แมวพักผ่อน
นั่นคือแมวเค้ากำลังหลับอยู่นี่นะ ถ้าเราไปกวนแมวของเค้าให้ตื่นเนี๊ยะ
เค้าบอกตัดแขนเสื้อคลุมของเค้าซะดีกว่า
แปลว่าเค้ารักแมวมากกว่าแขนเสื้อคลุม แขนเสื้อคลุมของเค้า อยู่ในทะเลทรายนี่สำคัญนะครับ
เพราะมันป้องกันความร้อน ป้องกันอะไรได้มากทีเดียว
นี่ก็แสดงว่าแมวมันต้องเป็นสัตว์ที่มีค่าสูง จะมีค่าสูงในเชิงของ อา
เป็นตัวโชคลาภ
เป็นตัวอะไรก็ตามแต่เถอะ แต่ทั่วโลกก็จะเชื่อ เชื่ออย่างนั้น นี่ก็เป็นเรื่องของสัตว์ที่นำความเคราะห์ร้ายมาก็มี
นำโชคดีมาก็มี
- ตำนานความเชื่อของไทยส่วนหนึ่ง
อันนี้เล่ากันว่าแมวเนี๊ยะ เคยปกป้องโบสถ์ในพระพุทธศาสนา จากการรุกรานของพม่า
นี่ก็คงจะสงครามครั้งไหนก็ไม่ทราบหรอกครับ พม่าเนี๊ยะจะเข้าไปในโบสถ์
นี้แมวก็ปกป้อง แมวเหล่านี้รักษาทรัพย์สมบัติในโบสถ์เอาไว้ ในโบสถ์ก็คงมีทรัพย์สมบัติที่ชาวบ้านนำไปไว้เนี๊ยะ
พอพม่าจะเข้าไป แมวก็ปกป้องเอาไว้ เช่น ถ้วยทองคำของพระพุทธรูป อันนี้ก็นึกไม่ออกนะ
อินเทอร์เน็ตมันออกมาเป็นอย่างนี้อ่ะนะ อ้ะ... ถ้วยทองคำของพระพุทธรูปนะครับ
วิธีป้องกันก็เอาหางของมันเนี๊ยะ หางแมวเนี๊ยะเกี่ยวรอบ เกี่ยวรอบถ้วยเหล่านั้นเอาไว้
เพื่อป้องกันไม่ให้พม่านำเอาไป ด้วยเหตุนี้ครับแมวไทยทุกตัวจึงมักหางขอด
มีหางงอ แมวไทยหางงอ มีหางขอด เพราะว่ามันเอาหางไปพันถ้วยทองคำ เพื่อปกป้องไม่ให้พม่าเอาไป
- นอกจากนี้ในเมือง
ในเมืองไทยเองเนี๊ยะ เคยมีเรื่องเล่าถึงเจ้าหญิงที่กำลังอาบน้ำ
เจ้าหญิงนี่อาบน้ำ องค์หนึ่งอาบน้ำ จากนั้นให้แหวนแมวที่มาเฝ้าปกป้อง
แปลว่าขณะที่เจ้าหญิงอาบน้ำเนี๊ยะ ก็มีแมวมาเฝ้าปกป้องไม่ให้เกิดอันตราย
เจ้าหญิงก็คงจะเห็นบุญคุณของแมว ก็แลยให้แหวนแมว โยนแหวนให้แมว แหวนทองคำแมวก็รับโดยเอาหางงอรับ
เพราะนั้นแมวหางขอด ซึ่งเป็นแมวที่เก็บรักษาสมบัติได้เป็นอย่างดี หลายคนเชื่ออย่างนั้น
แมวหางขอดนี่นะท่าน อา... แมวไทยเนี๊ยะ ส่วนมากหางขอด หางมันงอ ๆ เนี๊ยะ
มันช่วยปกป้องทรัพย์สมบัติในโบสถ์ ให้พ้นจาการรุกรานของพม่า และมิหนำซ้ำมัน
ยังไปเฝ้าเจ้าหญิงที่กำลังอาบน้ำอยู่ พอเจ้าหญิงให้แหวนมัน ให้แหวนทองทองคำ
โยนให้มัน มันก็เอาหางรับไว้ มันก็เลยกลายเป็นแมวหางขอด ทั้งนั้นหางขอดเพราะเอาหางไปพันถ้วยทองคำ
หางขอดเพราะเอาหางไปรับแหวนของเจ้าหญิง ก็เป็นความเชื่อซึ่งค้นได้จากอินเทอร์เน็ต
อ้างว่าอันนี้มาจากเมืองไทย ก็ไม่ทราบว่าพวกเราเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มั้ย
มีตำนานของภาคไหนมาก็ไม่เข้าใจ แต่อย่างไร แต่งเรื่องพม่าไปรุกรานนี่
มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องเจ้าหญิงนี่ มันน่าจะเป็นนิทานซะมากกว่า
-
แมวและแม่มดมีความเกี่ยวพันกัน แมวและแม่มดนะ แม่มดท่านฟังดูดีดีนะ "มด"
เนี๊ยะ คือ สิ่งที่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน โดยตามองไม่เห็น เราเรียกคนที่รู้ว่า
อะไรอยู่ตรงไหน โดยตามองไม่เห็นเนี๊ยะ เราเรียกเค้าว่าแม่มด ถ้าพวกผู้ชายให้เรียกว่า
พ่อมด ผู้หญิงเรียก แม่มด แต่ถ้ามันไม่รู้หรอกว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่มันโกหกเราให้เรียกมันว่ามดเท็จอย่างนี้เป็นต้น
-
แมวกับแม่มดมีความเกี่ยวข้องกัน ตำนานของชาวนอร์เวย์ นี่ขึ้นไปทางนอร์เวย์ทางสแกนดิเนเวียร์ละ
เล่าถึงเทพธิดาฟริจ้า ซึ่งชื่อของเธอมากลายเป็นวันศุกร์ไฟร์เดย์นิ่ แต่ในตอนที่เป็นฟริจ้านิ่ยังเป็นเทพทางเหนืออยู่นะ
ฟริจ้าซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองเนี๊ยะ
ตอนนั้นเนี๊ยะ เธอมีรถสองล้อมีรถศึก รถศึกก็มีสองล้อเหมือนของเบนเฮอร์อย่างนั้นนะ
เธอก็จะขับรถศึกอย่างรวดเร็ว
ปรากฏว่ารถศึกของเธอเนี๊ยะ เทียมด้วยแมวดำสองตัว เออ อันนี้ก็พิลึกกึกกือแฮะ
เอาแมวมาลากรถศึก

- แต่บางสำนวนบางเวอร์ชั่นก็บอกว่า
เออ ไม่ใช่แมวหรอก แต่เป็นม้าดำที่ปราดเปรียว ซึ่งถูกสิงโดยปีศาจ ม้าดำนี้ปราดเปรียวมีปีศาจสิง
แต่หลายคน
บางเวอร์ชั่นบอกว่าไม่ใช่ มันเป็นแมวดำ
ไปลากรถศึกของเทพธิดาฟริจ้านะครับ นี่มันรับใช้ฟริจ้าอยู่ถึงเจ็ดปีนะ
เจ้าม้าดำปราดเรียว หรือเจ้าแมวดำนี่ก็แล้วแต่เถอะ จากนั้นมันก็ได้รับรางวัล
แมวทั้งคู่เนี๊ยะ หรือว่าม้าดำก็แล้วแต่เถอะ ได้รับรางวัลโดยกลายเป็นแม่มด
เฮ้ย ได้รับรางวัลอย่างอื่นนี่ไม่ว่า มากลายเป็นแม่มด นี่ก็น่าสงสารมันนะครับ
แม่มดเหล่านี้สามารถแปลงตัวเป็นแมวดำได้ แปลว่าถ้าอยากเป็นแมวดำ ก็แปลงตัวกลับเป็นแมวดำอีก
ถ้าไม่อยากเป็นก็เป็นแม่มดไป และแม่มดเหล่านี้อาจจะมาจาก ม้าดำที่ปราดเปรียวก็ได้
และม้าดำถูกสิงด้วยปีศาจ น่ะฟังดูแล้วมีอะไรลึกลับมากมายเลย ในเรื่องของแมวเนี๊ยะ
นี่เป็นตำนานของนอร์เวย์เค้า ของนอร์เวย์นะครับทางสแคนดิเนเวียร์ เดนมาร์ก
สวีเดน นอร์เวย์พวกนั้น



- แมวนี่
เรามาดูแล้วจะเห็นว่า มีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับอะไรหลายอย่าง
เช่น เกี่ยวข้องกับความฉลาด แมวฉลาดนะครับ พูดถึงแมว แมวฉลาด ลักษณะที่ไม่สามารถคาดการณ์
ไม่สามารถคาดเดาได้ เดาได้ยากว่า แมวจะทำอะไรนะครับ ลักษณะที่ให้การปกป้องรักษา
แมวให้การปกป้องรักษาสิ่งต่าง ๆ ลักษณะของความมีเวทมนต์ แมวลักษณะของความมีเวทมนต์
ทีนี้มันมีลักษณะอย่างนี้แหละ ทั้งฉลาด ทั้งคาดการณ์อะไรไม่ได้เลย มันเป็นตัวปกป้องรักษา
และก็มีเวทมนต์ ฉะนั้นตั้งแต่สมัยโบราณเนี๊ยะ จึงมีความเชื่อว่า แม่มดนั้นมักจะแปลงร่างเป็นแมวในเวลากลางคืน
อุ้ย... ฟังอย่างงี้เด็กกลัวเลยอย่างงี้ พอถึงกลางคืนร้องแม๊วมานี่ ก็เป็นยายแม่มดนี่แหละ
มันแปลงตัวเป็นร่างของแมว เพราะอะไร เพราะแมวมันฉลาด คาดการณ์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น
ในตัวแมวทำหน้าที่ปกป้องรักษา และมีเวทมนต์ เพราะนั้นจึงเชื่อแน่ จึงเชื่อกันว่า
แม่มดสามารถแปลงตัวเป็นแมวเสมอในเวลากลางคืน

-
ชาวบ้านทั้งหลายก็มีความเชื่อว่า ถ้าแม่มดกลายเป็นมนุษย์นี่ สมมุติว่าแม่มดกลายเป็นมนุษย์
แล้วเธอเข้าไปอยู่ในบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง แมวดำในบ้านนี้จะหนีไปหมด แมวดำย่อมไม่อาศัยในบ้านของแม่มด
มันกลัวกันหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
- ในยุคกลาง
อ่ะ ย้อนกลับเข้ามาอีกแล้วในสมัยดาร์คเอจเนี๊ยะ แมวดำเนี๊ยะ ถือว่าเป็นแนวร่วมของสิ่งชั่วร้าย
เป็นแนวร่วมของสิ่งชั่วร้ายนะ ในยุค ยุคมืด เออะขอโทษในยุคกลางของยุโรป
มิดเดอร์เอจ แมวดำถือว่า แมวดำถือว่า แมวดำเป็นแนวร่วมของสิ่งชั่วร้าย
เพราะอะไร เพราะมันจะหากินในเวลากลางคืน มันท่องเที่ยวในเวลากลางคืน
คนจึงเชื่อว่ามันเป็น ตัวรับใช้ของปีศาจหรือแม่มด หรือไม่ก็มันเป็นตัวแม่มดเอง
นี่ก็เป็นคำกล่าวหาแมวอย่างน่ากลัว เพราะเหตุที่แมวชอบท่องเที่ยวในเวลากลางคืน
มันท่องเที่ยวในเวลากลางคืนเนี๊ยะ ก็เลยว่า แมวนี่ ถ้าไม่เป็นคนรับใช้ของปีศาจ
ไม่เป็นคนรับใช้ของแม่มด มันก็ต้องเป็นแม่มดซะเอง นี่อันนี้จะเป็นแมวถูกใส่ร้ายรึเปล่าก็ไม่รู้
แค่เพราะชอบออกไปเที่ยวกลางคืนนี่เองรึเนี๊ยะ กลางวันก็นอนนะแมวนี่ ก็เหมือนกันแหละ
คนออกไปเที่ยวกลางคืนก็อาจจะโดนข้อหานั้นก็ได้เหมือนกัน ว่าเป็นผู้รับใช้ปีศาจหรือแม่มด
เพราะไปเที่ยวกลางคืน ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็นพ่อมดมั้ง อือฮื้อ นะครับ

- บางครั้งเค้าก็เชื่อว่าความปราดเปรียวของแมว
และดวงตาซึ่งมีแสงเรืองในเวลากลางคืนเนี๊ยะ มันทำให้แมวเป็นศูนย์รวมของความมืดนะครับ
มันปราดเปรียว ตามันเป็นที่มีแสงเรืองในเวลากลางคืน ว่ามันเป็นศูนย์รวมของความมืด
ศูนย์รวมของความลึกลับและสิ่งชั่วร้ายนะฮะ
- มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาสิงอยู่ในตัวแมว
เพราะนั้น ถ้าแมวสีดำเดินเข้าไปในห้องของผู้ป่วย เชื่อแน่ว่าผู้ป่วยจะตายในเวลาไม่นานนัก
เพราะอะไร เพราะแมวนั้นมันเป็นปีศาจ เอ้อ..เชื่อกันอย่างนี้ ก็น่าสงสาร
บ้านที่เลี้ยงแมว แล้วมีคนเจ็บก็แย่สิ เกิดแมวเข้าไปแล้วคนเจ็บนั้นตาย
ก็เลยไปโทษแมวว่าเป็นปีศาจอีก

-
แล้วยังบอกว่า ถ้าแมวดำนั้นข้ามส่วนของร่างกายคน โดยที่มันไม่ได้ทำร้ายเค้า
แต่มันข้ามไปนี่ เป็นการชี้บอกว่า คนนั้นมีปีศาจปกป้องอยู่ ใครทำอะไรไม่ได้
เอ้า นี่ก็ดีอีก ปีศาจก็คอยปกป้อง ปกป้องใครล่ะ ปกป้องคนที่แมวดำข้ามตัวโดยที่ไม่ทำอันตราย
ไปหลง ๆ นอน ๆ อยู่ แมวดำเดินข้ามไป คนนั้นจะมีปีศาจปกป้อง
-
แล้วก็พบว่าแมวเนี๊ยะ มักจะมีหญิงชราแก่ ๆ ซึ่งอยู่คนเดียวเลี้ยง เออ..นี่ก็น่าคิดแฮะ
แมวนิ่ถ้ามีหญิงชราซึ่งอยู่เปล่าเปลี่ยวเลี้ยง แมวจะเป็นต้นเหตุของความปลอบโยนและความเป็นเพื่อน
ก็แน่นอนล่ะ ก็อยู่กับหญิงชรา หญิงชราเราก็เปล่าเปลี่ยวด้วย เพราะนั้นแมวก็เลยเป็นต้นเหตุของการปลอบโยน
เป็นต้นเหตุของการเป็นเพื่อน ด้วยเหตุนี้ล่ะครับ หญิงชราจะสาปคนที่ทำร้ายแมว
คนที่ทรมานแมว ถ้าคนที่ทำร้ายแมว หรือคนที่ทรมานแมวป่วยนี่ คนนั้นก็มักจะโทษหญิงชราว่า
เธอเป็นแม่มด อ่ะโทษกันไปโทษกันมา นี่ก็ทางเขตของนอร์เวย์เชื่อกันอย่างนี้
เชื่อกันว่าหญิงชราที่อยู่คนเดียวมักจะเลี้ยงแมว และก็แมวเนี๊ยะก็เป็นต้น
เป็นสัญลักษณ์ของการปลอบโยนกัน เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเพื่อน และหญิงชราที่เลี้ยงแมว
ก็ธรรมดาเค้าก็เกลียดคนที่ทำร้ายแมว ถ้าคนทรมานแมวป่วย คนทรมานแมวนั้นก็โทษว่าหญิงชราเป็นแม่มด
น่ะ ต่อกันไปต่อกันมา โดยมีแมวนี่ล่ะเป็นตัวเชื่อม ก็น่าคิดอยู่



- คราวนี้
เอ้ากลับมาดูทางญี่ปุ่นซะหน่อยอีกละ ทางญี่ปุ่นเนี๊ยะ มีแมว แมวกวัก
อา..ของเรามีนางกวักนะ นางกวักเงินกวักทอง ญี่ปุ่นมีแมวกวักนะฮะ มาเนกิ
เนโกะ เค้ามีความเชื่ออย่างกว้างขวางไป ความเชื่อว่าญี่ปุ่นนี้มีแมวกวักนะฮะ
มีความเชื่อเกี่ยวกับความร่ำรวยของญี่ปุ่นอยู่มากทีเดียวล่ะ ในคติเกี่ยวกับความร่ำรวยนั้น
แมวเนี๊ยะมาเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยนั้น มาเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับ
ฉะนั้นรูปปั้นของแมวกวักเนี๊ยะ จะมีคนรวบรวมไว้ทั่วโลก เพราะถือว่าเป็นเครื่องลาง
เครื่องลางของขลังของสังคม ของชาวบ้านทีเดียว อ่ะโดยสรุปก็คือแมวกวักของญี่ปุ่นเนี๊ยะครับ
ก็ถือว่าเป็นเครื่องลางของขลัง
ของขลังนะครับ เพราะมันเป็นที่มาของความร่ำรวย ความมั่งมี
และเป็นการแสดงการยินดีต้อนรับ มันอยู่ที่มันกวักเท้าไหนแค่นั้นแหละ
นี่เราก็คงจะมีเวลาจะพูดถึง แมวกวักของญี่ปุ่นในคราวต่อไปนะครับ เพราะจะยาวซักหน่อย
คราวนี้ก็
รายการวรรณกรรมสองแคว ก็ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อน ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็สวัสดีครับผม