วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 36 เรื่อง ความเชื่อทั่วโลกเกี่ยวกับแมว 2
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

       สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ

       ก่อนจะเริ่มรายการ ผมขอ อา.. แจ้งข่าวดีให้กับ อ้า… นิสิตปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยนเรศวรทราบนะครับ ข่าวดีนี้เป็นข่าวการเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีคิดสร้างสรรค์ของนิสิตกับภูมิปัญญาไทย นั่นก็คือพิพิธภัณฑ์ผ้าของมหาวิทยาลัยนเรศวร นิ่ เขาเวทีสำหรับนิสิตนะครับ ให้มิการแข่งขันออกแบบของที่ระลึกของมหาวิทยาลัย แล้วก็ขอเชิญนิสิตนิ่ เข้าร่วมโครงการประกวดออกแบบของที่ระลึก ใช้ภาษาต่างประเทศว่า ซุปเพอร์เนียร์ จูเนียร์ ดีไซน์ เพื่อจัดทำเป็นของที่ระลึกของ.....มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวนสามชิ้น ก็ให้ส่งผลงานได้จนถึงวันที่เก้าธันวาคมนะครับ ในวันที่สิบหกธันวาคมนี้เราจะประกาศผล ให้ทราบ..รายละเอียดต่างต่างที่ปรากฏอยู่ นิสิตน่าจะได้ติดต่อที่พิพิธภัณฑ์ผ้า หรือไม่ก็สอบถามรายละเอียดได้ ที่พิพิธภันณฑ์ผ้ามหาวิทยาลัยนเรศวร หมายเลขโทรศัพท์ 055-261000-4 ต่อ 1217 และ 1218 ถามได้ทุกวันนะครับไม่เว้นวันหยุดราชการ

       นี่เป็นข่าวดีนิสิตที่ อ่า.. มีความคิดสร้างสรรค์นะครับและที่จะเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาไทย จะทำของที่ระลึกสำหรับมหา..อา..สำหรับอา..มหาวิทยาลัย ถ้าจะพูดง่ายง่ายก็เป็นอย่างนั้นนะครับ สร้างขึ้นมาใหม่แต่เค้าก็มีกฏิกาอะไรอยู่นะครับ นิสิตก็ถามรายละเอียดได้ นี่เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจมากเลย อาไรก็ถ้ามันเป็นภูมิปัญญาไทยแล้ว ไม่มีการถ่ายทอดเป็นระบบการศึกษา ไม่มีการถ่ายทอดลงสู่เยาวชนนิ่ มันเป็นจะสูญครับ เพราะนั้นโครงการของพิพิธภัณฑ์ผ้าเนี๊ยะ ในเรื่องที่จะจัดเวทีสำหรับนิสิต แข่งขันออกแบบที่ระลึกของมหาวิทยาลัยเนี๊ยะจึงเป็นเรื่อง ที่…ผมคิดว่าดีที่สุด เป็นข่าวดีในวงภูมิปัญญาไทยและในวงความคิดสร้างสรรค์นะครับ

        ก็กลับเข้ามาสู่วรรณกรรมสองแคว ในคราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องแมว วันนี้ก็ยังเป็นเรื่องแมวอีกครับ แต่ก่อนที่จะพูดถึงแมวก็มี..เออ..บรรดามิตรสหายทั้งหลายขอให้อธิบายคำต่างต่างต่อไปอีก ก็..กำลังนั่งนึกชื่อเมื่อซักครู่นี้เท่าที่นึกได้ก็มี มีคำหนึ่งคำว่าตีนแมวอ่ะนะ

        ตีนแมวเนี๊ยะมัน..มันเบาเพราะนั้นจึงใช้กับพวกอ่ะ..ย่องเบาทั้งหลายว่าพวกตีนแมว ตีนแมวยกเค้าบ้านนั้นบ้านนี้ เบามันขึ้นไปไม่ได้ยินเสียง ตีนแมว ไปแบบแมวเนี๊ยะ ไปแบบแมวเพราะมันตีนแมว ไปอย่างเงียบเงียบ ไปรวดเร็ว เหมือน จั่นเจา จั่นเจาท่านคงรู้จัก องครักษ์ของอา..ที่ในหนังเรื่อง เปาบุ้นจิ้น นั่นนะครับ นั่นก็ไปอย่างเร็วและก็เงียบเหมือนกับแมว ทั้งนี้ก็เพราะอะไร เพราะจั่นเจาเคยเป็นโจรน่ะ ลองอ่านประวัติดูก็แล้วกัน

      แล้วก็มีชื่อนกอีกนะ ชื่อนกเค้าแมว ทางเชียงใหม่เรียกนกเก๊า ไอ้นกเก๊านี่ต้องระวัง ถ้าเราไปบ้านใครตอนเย็น ขณะที่เค้ากำลังกินข้าวอยู่และมีเสียงนกเค้าแมวมันร้องเนี๊ยะ ถ้าเราไปบ้านเขาพอดีเค้าถือว่าเราเป็นผีกะนะ ต้องระวังนะนั่นน่ะ เดี๋ยวเค้าจะจัดเราเข้าในตระกูลของผีกะ นกเค้าแมวเนี๊ยำหน้าตามันเหมือนแมว มีเค้าเหมือนแมวจึงเรียกว่านกเค้าแมว แล้วขอสำคัญมันจับหนูเก่งซะด้วยนะครับนกกลางคืนพวกนี้นิ่ จับหนูเก่งมาก ไม่ใช่หนูอย่างเดียวมันจับหนูจับกบจับอะไร ตะกวดอะไรมัน ยังจับได้เลยพวกนี้ มันตระกูลเดียวกับเหยี่ยว เค้าเรียกนกเค้าแมวหน้าตาคล้ายคล้ายนกฮูก มันจะใหญ่กว่ากันซักหน่อย ตระกูลเดียวกับนกแสกล่ะครับนั่นแหละ

       แล้วมีศัพท์อีกคำหนึ่งอันนี้ใช้เฉพาะทางเชียงใหม่ คือคำว่าแมวขูดมะพร้าว แมวขูดมะพร้าวภาคกลางเรียกว่ากระต่ายขูดมะพร้าว เด็กปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักหรอก เพราะมันมีแต่เครืองมือที่ใช้ขูดมะพร้าวมันเป็นเครื่องจักรกลล่ะ แต่ก่อนต้องนั่งลงไปนะครับ และก็มันมีเหล็กยื่นออกมา อา…เป็นคมคมอยู่ก็ขูดลงไปเลย เรียกว่ากระต่ายขูดมะพร้าว แต่ทางเหนือเรียกว่าแมวขูดมะพร้าว ทางภาคใต้เรียแหล็กคู้ด แหล็กคู้ดเหล็กขูดนี่เองล่ะครับ

       ยังมีศัพท์อีกคำหนื่องน่าสนใจ คำว่านางแมวป่า อันนี้ใช้เรียกคนซึ่งปราดเปรียวปราดเปรียวเป็นผู้หญิงนะนางแมวป่า และมีศัพท์อีกคำหนึ่งคือคำว่าแมวโพง แมวโพงนิ่มันตัวโต คำว่าโพงหนิมาจากพงสืบเชื้อสายแมวป่า แมวโพงหนิจะเป็นแมวที่ดุหน่อย แมวโพงนี่ก็ศัพท์เกี่ยวกับแมว

        ต่อไปก็จะมีคำอื่นอีกแต่วันนี้แต่วันนี้คงยังไม่พูดถึงเพราะยังนึกไม่ค่อยจะออกเท่าไหร่ ก็จะพูดถึงวรรณกรรมเกี่ยวกับแมวซะก่อน ไอ้ความเชื่อเกี่ยวกับแมวมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแมวว่าประการใด

  • มีเรื่องว่าถ้าเราไปทำร้ายแมวเข้าเนี๊ยะมันจะเป็นผลอย่างไร เอ๊ะ ไม่น่าเชื่อนะแมวตัวเดียวมันจะมามีอะไรกันนักกันหนา แต่ว่านะคนโบราณสอนไว้เลยว่าการฆ่าแมวเท่ากับฆ่าเณร โอ๊.... ทำไมต้องไปยกย่องว่าแมวมันมีศีลเท่ากะเณรถึงขนาดนั้น มันคงจะฆะฆ่าแมวแล้วมันไม่ดี มันเป็นบาปประการใด อันนี้ยังเป็นเงื่อนงำที่ศึกษากันอยู่นะครับฆ่าแมวเท่ากับฆ่าเณร เพราะนั้นอย่าไปฆ่าแมวเค้าเชียวนะ
  • และยังมีวรรณกรรมของไทยบางเรื่อง เรื่องให้ตัวเอกไปกินแมวเข้าโอ้โห..เป็นที่เลื่องลือเลย แต่ที่จริงเค้าไม่ได้กินแมวหรอก เค้านอนหลับ แล้วฝ่ายตัวร้ายมันตัดเอาหางแมว แล้วเอาเลือดแมวทาปากเค้า แล้วก็ว่าเค้ากินแมว เรื่องนี้คือเรื่อง ยอพระกลิ่น ยอพระกลิ่นกินแมวท่านคงเคยได้ยิน อย่างอื่นก็ไม่กิน
  • เนี๊ยะ เรื่องทำอะไรกับแมวเนี๊ยะมันมีผลร้ายนะ ถึงกับทาง..ทางตะวันตกบอกว่า ถ้าคุณเตะแมว คุณจะกลายเป็นโรคปวดตามข้อ เอ้อ..อันนี้เป็นการห้ามเลยอย่าใช้เท้าทำร้ายแมวนะครับ แมวในที่นี้คือแมว อะแคท นี่นะไม่ใช่คนชื่อแมว ไม่ใช่อย่างนั้น ครับคุณเตะแมวคุณจะกลายเป็นโรคปวดตามข้อ นี่เป็นความเชื่อของฝรั่ง
  • และยังเชื่ออีกว่าถ้าชาวนาฆ่าแมว อันนี้ทางเอเชียนะครับ ถ้าชาวนาคนไหนก็แล้วแต่เถอะไปฆ่าแมว วัวควายของเค้าจะล้มตายอย่างลึกลับ ปศุสัตว์ของเค้าที่มีจะตายอย่างลึกลับเพราะเหตุจากเจ้าของไปฆ่าแมว มันเกี่ยวข้องประการใดจึงมีคำกล่าวมาเช่นนี้
  • และก็ยังเบาะ..บอกอีกว่าถ้า..ถ้าจับแมวถ่วงน้ำ ก็จะถูกจับถ่วงน้ำเหมือนกัน มีใครไปคิดจะถ่วงแมวในน้ำบ้างก็ไม่รู้ จับแมวถ่วงน้ำ ก็จะถูกจับถ่วงน้ำด้วยเหมือนกัน ข้อกำหนดอันนี้ทำไมไม่มีสำหรับสุนัข สำหรับแพะ อะไรบ้างดูจะไม่ค่อยยุติธรรมเลย ดูจะให้ความสำคัญแก่แมวมากทีเดียว ถึงขนาดเตะก็ไม่ได้ ฆ่าก็ไม่ได้ถ่วงน้ำก็ไม่ได้
  • แล้วก็ยังถืออีกว่าชีวิตสุดท้ายของแมวเก้าชีวิต อ่ะ แมวมีเก้าชีวิตนะตายหลายครั้ง แต่ชีวิตสุดท้ายของแมวเก้าชีวิตจะถูกสิงโดยวิญญาณของฆาตรกร ยิ่งหนักเข้าไปอีกแมวเก้าชีวิตหนิ ชีวิตสุดท้ายจะถูกสิงโดยวิญญาณฆาตกร ว่าเข้าไปนั่น

        นี่เป็นเรื่องของแมวกับสิ่งร้ายร้ายลักษณะอย่างนี่มันก็เป็นเรื่องของความเชื่อแล้วปรากฏเป็นวรรณกรรมถ่ายทอดกันออกมาความเชื่ออย่างนี้นั้นถ้าตรงกับภาษาอังกฤษในวิชาคติชนวิทยาเค้าเรียกว่า บีลิฟ มีอยู่ทั่วไปเรียก โฟลคบีลิฟ เป็นความเชื่อพื้นฐานของคนทั่วทั่วไป พื้นบ้านไม่ใช่หมายความว่าชาวบ้านทั่วไปเพราะเราเองก็เป็นชาวบ้านเหมือนกันล่ะครับถ้าเราเชื่อของพวกนี้ อ่ะ แมวกับโชคร้ายว่ากันไปแล้ว ก็ต้องมาดูแมวกับโชคดีซะบ้าง เรื่องแมวกับการมีโชคดีเนี๊ยะ ก็มีเรื่องเล่าเป็นวรรณกรรมกันว่า

    • วรรณกรรมนี้เกิดในอังกฤษนะครับบอกว่าเด็กนักเรียนชาวอังกฤษเนี๊ยะ เค้าเคยเชื่อว่าถ้าระหว่างทางที่เค้าจะไปโรงเรียน ถ้าเค้าพบแมวสีขาวนะฮะ พบแมวสีขาว ระหว่างทางที่จะไปโรงเรียนเชื่อแน่ว่า วันนั้นจะได้รับความยุ่งยาก จะถูกครูบาอาจารย์ลงโทษ หรือหรือทำการบ้านได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือถ้าสอบก็จะได้คะแนนไม่ดีอะไรทำนองนั้น นั่นเค้ากลัวนะนักเรียนอังกฤษเนี๊ยะ อังกฤษเค้าเชื่อเรื่องนี้ซะด้วย นี้สมัยก่อนนี้นะครับ เดินไปโรงเรียน ไป ระหว่างทางไปโรงเรียนจะเดิน หรือนั่งรถก็แล้วแต่ ไปพบแมวสีขาวเข้า นี่เชื่อแน่ว่าได้รับความยุ่งยากทีเดียวล่ะ เพื่อป้องกันเหตุร้ายเนี่ยะนะเมื่อไปพบเข้า เด็กเหล่านี้ก็จะหมุนตัวไปรอบรอบ แล้วก็ทำเครื่องหมายไม้กางเขน จะทำโดยวิธีใดก็แล้วแต่ ก็เชื่อว่าจะปัดเป่าความเคราะห์ร้ายนี้ไป หลังจากพบแมวสีขาวบนทางเดินระหว่างไปโรงเรียน นี่ก็เป็นการ…เค้าเรียกว่าแก้เคล็ดนะครับ จากร้ายให้กลายเป็นดี
  • เรื่องที่อังกฤษก็เหมือนกันนะครับ มีวรรณกรรมเล่าว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง คือพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งกษัตริย์แห่งอังกฤษ พระองค์ทรงเป็นเจ้าของแมวดำตัวหนึ่งซึ่งพระองค์มีความเห็นว่า แมวดำตัวนี้นำโชคดีมาสู่พระองค์เป็นอันมากเลย นี่พระเจ้าชาร์ลที่หนึ่งนะเชื่ออย่างนั้นนะ ด้วยเหตุที่กลัวว่าแมวดำนี่จะหายไปเนี๊ยะ พระองค์จึงเฝ้าดูแลแมวดำนี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน นั่นเป็นไปได้ยังไงนี่ เจ้าแผ่นดินพระเจ้าชาร์ลที่หนึ่งนี่ เฝ้าดูแมวดำทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะพระองค์นี่ถือว่าแมวดำนำโชคดีมาสู่พระองค์เป็นจำนวนมาก แล้วมันก็แปลกที่ว่า ในวันที่แมวดำตัวนี้ตายไปเนี๊ยะนะครับ พระองค์ก็ทรงถูกจับกุม เนี่ยเป็นเรื่องประหลาด ถูกจับกุมในวันที่แมวดำมันตายไปพอดี
  • คนไทยเราก็เชื่ออย่างนี้เหมือนกันนะครับกับแมวเนี๊ยะ ถึงกะมีคำพังเพยโบราณบอกว่า ถ้าแมวมาหา หมามาสู่จะมีโชค นี่คนไทยหนิดีตรงนี้แหละ คือยังให้ อา....ให้เกียรติแก่หมา บ้าง ไม่ใช่ให้แมวอย่างเดียว แมวมาหา หมามาสู่ถือว่าจะมีโชค ส่วนของอังกฤษนั้นพอเสียแมวดำไป พระเจ้าชายชาร์ลส์ที่หนึ่งก็ทรงถูกจับกุมเลย
  • คนอังกฤษเค้ายังเชื่ออีกแหละว่า ใครได้ยินเสียงแมวจามนี่ จะถือว่าเป็นลางดี มีวรรณกรรมประกอบว่า ยายแก่ได้ยินแมวจามก็ต่ออายุได้อีกหลายวัน และมีโชคลาภ ก็แล้วแต่จะผูกเรื่องขึ้นเถอะ แต่โดยสรุปก็คือ ถ้าแมวจามเมื่อไหร่ ใครไปได้ยินเข้า คนนั้นจะโชคดี นี่ถ้ามันจะมีฝนตกฝนเติกก็ดีเหมือนกันนะ แมวจามออกมาเราก็คงจะโชคดีอยู่ตลอด
  • ส่วนในฝรั่งเศสก็มีวรรณกรรมที่แสดงให้เห็นว่า คนฝรั่งเศสนั้นเชื่อว่า ถ้าพบขนแมวสีขาว ถ้าพบขนสีขาวบนแมวตัวสีดำ แปลกนะแมวหนิสีดำ แต่ไปพบขนสีขาว ก็น่าจะขนแมวหรือขนอะไรก็แล้วแต่เถอะ ขนสีขาวบนแมว แมวตัวสีดำ เชื่อแน่ว่าคนที่พบนั้น จะได้โชค นั่นคือจะมีคู่รัก ถ้าตัวเป็นผู้ชายก็จะมีคู่รักเป็นสาวสวย ถ้าตัวเป็นผู้หญิงก็จะมีคู่รักเป็นหนุ่มหล่อ เนี๊ยะ ไอ้นี่คนที่ไปพบเนี๊ยะ ไม่ได้จำกัดนะเนี๊ยะ ว่าจะเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือว่าอาจจะแก่ แก่เฒ่า เฒ่าก็ได้ คนแก่คนเฒ่าที่ยังไม่มีคู่ครองเนี๊ยะ ถ้าไปพบขนสีขาวบนตัวแมวสีดำเข้า ซักสามสี่เส้น ก็เชื่อแน่ละ ว่าจะได้แฟนสาวแฟนหนุ่ม อะไรก็ตามใจเถิด นั่นก็เป็นความเชื่อ นี่เป็นความเชื่อที่ดีนะนี่น่ะ มันคงมีคนพยายามไปหา คนอะไรไปใส่แมวดำกันบ้างมั้ง เพื่อว่าจะได้มีโชคดีแบบนี้
  • ส่วนในเมืองยอร์กเชียร์ของอังกฤษ นี่กลับมาอังกฤษอีกแล้วเมืองยอร์กเชียร์ของอังกฤษเนี๊ยะ อื้อหือ ถือว่าเจ้าของแมวดำนี่นะ ถึงแม้จะมีโชคดีก็เถอะ แต่มักจะเกิดเคราะห์ร้ายกำกับไปด้วยเสมอ เอ้อ ตกลงเป็นแมวดำนี่มันก็ เป็นเจ้าของแมวดำนี่มันก็มีโชคดี แต่จะมีเคราะห์ร้ายกำกับไปด้วยเสมอ มันก็คงคล้าย ๆ กับแนวคิดเมื่อซักครู่ ความเชื่อเมื่อซักครู่ที่พระเจัาชาร์ลส์ที่หนึ่งเนี๊ยะ มีแมวดำและก็มีโชค แต่ขณะเดียวกันท้ายสุด พอแมวดำตายพระองค์ก็ถูกจับกุม อันนี้ก็เหมือนกันเค้าบอกว่า มี..ถ้าเรามีแมวดำ เราก็มีโชค เป็นเจ้าของแมวดำนั้นมีโชค แต่ขณะเดียวกันจะมีเคราะห์ร้าย เช่น ถ้ามีแมวดำจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ขณะเดียวกันจะมีโชคจะมีเคราะห์ร้าย นั่นคือ ลอตเตอรี่ที่ถูกนั้นมันหายไป ไม่รู้มันหายไปไหน อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะถูกไปทำไมเหมือนกัน ถูกลอตเตอรี่เสร็จ ก็ลอตเตอรี่หายนี่นะครับ นั่นคือมีทั้งโชคดีและโชคร้ายในเวลาเดียวกัน นี่ก็เป็นความเชื่อของคนอังกฤษ
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษเนี๊ยะประมาณคริสต์ศักราช ที่สิบหกนี่นะครับ มักจะมีข้อกำหนดมาว่า เพื่อจะให้แขกที่มาเยือนบ้านเค้า มีแขกมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน ถ้าจะให้แขกเหล่านั่นมีโชคดีเนี๊ยะ แขกเหล่านั้นจะต้องมาจูบครอบครัวของแมวนะ จูบครอบครัวแมวนะ ไม่ใช่จูบครอบครัวเจ้าของแมว เพราะนั้นถ้าบ้านนั้นมีแมวอยู่ ครอบครัวหนึ่ง มีแม่แมว ลูกแมว พ่อแมว อะไรแมวก็แล้วแต่เถอะ แขกที่มาก็ไปจูบครอบครัวแมวเหล่านั้น แขกเหล่านั้นก็จะมีโชคดีด้วย ก็ ก็ดีเหมือนกัน เหมือนกันเน๊อะ เป็นการรักสัตว์ แต่คนไทยเค้ากลัวนะ เค้ากลัวว่าขนแมวเนี๊ยะทำให้เกิดหืดได้นะ มีความเชื่อว่าขนแมวทำให้เป็นหืด มีหลายคน คนแต่ก่อนเค้าเรียกว่า เกิดการแพ้ขนแมวเป็นหืดกัน
  • ส่วนยุโรปโดยทั่วไปไม่ใช่เฉพาะอังกฤษประเทศเดียว ยุโรปในช่วงยุคมืดหรือดาร์คเอจ ยุคมืดก็คือ ยุคนั้นเนี๊ยะจะอยู่ในด้านศาสนาเกือบทั้งหมดหนินะครับ ศาสนาคริสต์คลุมอยู่หมด เออ...เค้าบอกว่า ในยุคมืดเนี๊ยะ แมวถูกโบกปูนฝังทั้งเป็นในฐานของตึก เฮ้ย...มีใครไปคิดอย่างนั้น ไปเที่ยวทำอะไรทารุณกับแมวขนาดนั้นเนี๊ยะ คือเวลาจะสร้างตึกหนิ ก็จะเอาแมวเป็น ๆ เนี๊ยะ ไปฝังไว้ในฐานของตึก โบกปูนทับเลยในขณะที่เป็น ๆ นะฮะ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งก่อสร้างนี้ จะมั่นคงแข็งแรง นี่มีความเชื่ออย่างนี้ สงสารแมว ถือว่าตึกนั้นจะแข็งแรง เพราะนั้นก็จับเอาแมวเป็น ๆ นี่ ไป แล้วก็โบกปูนทับไปในนั้น มันก็ตายไปหมด
  • ไอ้ความคิดอย่างนี้เนี๊ยะมันก็ เป็นความคิดทั่วไปเหมือนกันนะ ถึงกับมีคำกล่าว ไม่ใช่คำกล่าวหรอกประทานโทษ อันนี้เป็นวรรณกรรมที่เขียนโดยต่างประเทศครับ อา...ถ้าผมจำไม่ผิด รู้สึกจะเป็นงานเขียนของเจอรามีแอส วัน..วันวาลิด ซึ่งวันวาลิดนี้ เค้าก็เป็นคนฮอลลันดาที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา ประมาณสมัยสมเด็จพระนารายมหาราช วันวาลิดเขียนว่า เสาทุกต้นในพระบรมมหาราชวังที่อยุธยา มีคนเฝ้าอยู่หนึ่งคน ก็คือก่อนที่จะเอาตั้งเสาเนี๊ยะ เค้าก็ให้มีคนไปเฝ้าที่เสานั้น ไม่มีการบังคับนะ ที่จะลงไปเฝ้าเนี๊ยะ คนไปเฝ้าน่ะเค้าเต็มใจตาย ที่จะไปเฝ้าเสานะครับ เรื่องนี้โอ๊ย...จะต้องเล่าให้ฟังอีกนาน เราคนไทยแต่ก่อนนี้เค้าใจกล้านะ ถึงขนาดว่าอาสาเจ้าจนตัวตาย เค้าไม่กลัวหรอก แต่ส่วนแมวอ่ะ แมวที่ยุโรปนี่ อันนี้น่าสงสาร มัน มันคงไม่อาสาอะไรหรอก แต่เจ้าของอยากจะให้ตึกแข็งแรง ก็เลยเอามันไปฝังไว้ทั้งเป็นที่ฐานของตึก นี่ก็นับว่าเป็นโชคร้ายของมันนะในยุคมืดเนี๊ยะ พอมาถึงยุคฟื้นฟูหรือเลอเนซองค์ ความคิดนี้ก็หมดกันไป
  • ส่วนชาวทะเลนั้นในยุโรปชาวทะเลทั้งหลายนั้นนะฮะ ภรรยาของชาวประมงทั้งหลายซึ่งเป็นชาวทะเลเนี๊ยะ เค้ามีความเชื่อว่า เค้าจะเลี้ยงแมวดำเอาไว้ที่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความหายนะในทะเล นั่นคือเวลาที่สามีของเค้า ญาติของเค้าออกทะเลนี่ จะได้ไม่มีหายนะ เรือจะได้ไม่ล่ม ไม่ถูกพายุพัด ไม่เหมือนกับวันก่อนเนี๊ยะ ทอร์นาโดถล่มอเมริกา ซะตั้งเจ็ดสิบสองลูกนะนั่น อะไรนี่ เดือนพฤศจิกานี่ นั่นเค้าเลี้ยงแมวดำไว้ก็อาจจะไม่โดนนะ แถวรัฐแถว ๆ นั้นน่ะ และพวกชาวประมง เค้าเชื่ออย่างนี้ว่า ถ้าเค้าเลี้ยงแมวดำเอาไว้ที่บ้านแล้ว เชื่อแน่ได้ว่าสามีเค้าออกทะเลแล้ว ลูกเต้าเค้าออกทะเลเนี๊ยะ จะไม่มีความหายนะเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด มันป้องกันอะไรได้ยังไง มันเป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับความเชื่อแท้ ๆ
  • และก็ยังมีความเชื่อกันอีกทางยุโรปว่า ถ้าเห็นแมวตาเดียว เออ... อันนี้แมวตาเดียว ก็ไม่ทราบว่ารูปร่างเป็นยังไง แต่มันไม่ได้หมายความว่า แมวนั้นตาบอดข้างหนึ่ง เหลืออีกข้างหนึ่ง คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ตาบอดเป็นแมวตาเดียว นี่ถ้าเป็นสมัยก่อนเค้าเรียกแมวไซโครปมั้งเนี๊ยะ เหมือนกับยักษ์ตาเดียวเลย ถ้าเห็นแมวตาเดียว ให้ถ่มน้ำลายลงบนหัวนิ้วมือ เออ... นี่ก็หัวนิ้วมือซ้ายหรือขวาก็ไม่ว่านะ ถ่มน้ำลายบนหัวนิ้วมือของเรานะ แล้วประทับหัวนิ้วมือนั้น ลงบนฝ่ากลางมือ ต้องเป็นของอีกมือหนึ่งอ่ะ นั่นก็คือ ถ้าพบแมวตาเดียว จงบ้วนน้ำลายลงไปบนหัวนิ้วมือมือขวา แล้วเอานิ้วมือนั้นประทับลงไปบนฝ่ากลางมือ อ่า.. มือซ้าย และอธิษฐานน รับรองได้ว่าสิ่งที่อธิษฐาน สิ่งที่ปรารถนานั้น จะเป็นความจริง มันไปเกี่ยวกันยังไงกับแมวตาเดียว ก็คิดเอาเถอะ พอเห็นแต่แมวตาเดียวขึ้นมาเท่านั้น ก็จัดการบ้วนน้ำลายลงไปบนหัวนิ้วมืออ่ะ เอาข้างขวานะ สมมุตินะ แล้วก็เอาหัวนิ้วมือนั้นเนี๊ยะ ลงไปบนฝ่ามือด้านซ้าย เวลาที่บี้มือลงไปก็อธิษฐานด้วย อยากได้สิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้นสมปรารถนา นี้มันเป็นอภินิหารของแมวตาเดียวหรือยังไงก็แล้วแต่
  • แต่ในนอร์มังดีนี้ ของยุโรปนอร์มังดีนี่ พวกเรารู้จักกันอยู่แล้ว ใครเห็นแมวกระดองกระ ไอ้แมวกระดองกระนี่พูดบ่อย มันคงสีลายน้ำตาลน้ำตาลเหลือง ๆ สีดำ ๆ นี่นะฮะ เป็นการบอกเหตุล่วงหน้าว่า จะมีการตายโดยอุบัติเหตุเกิดขึ้น โอ้..ไอ้แมวตัวนี้นิสัย มัน แมวนี่มันนิสัยดีหรอก แต่ว่าพอไปพบอย่างนี้เข้า มันร้าย มันมีลางไม่ดีเกิดขึ้นนะฮะ นี่ก็คือโชค คือลาง จากแมว โดยดูจากแมวว่าแมวนี่จะมี บอกโชคทำให้เกิดโชคดี
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแมวกับคนไข้ แมวกับคนใกล้ตายอ่ะนะครับ แล้วแมวกับคนที่ตายแล้ว ไทยเรายังมีวรรณกรรมเล่ากันอยู่ว่า ถ้าหากมีคนตายแล้ว มีแมวดำไปโดดข้ามศพนั้นน่ะ ศพนั้นจะลุกขึ้นได้
  • ทางยุโรปก็มีความเชื่ออย่างนี้ เชื่อว่าครั้งหนึ่งเค้าเชื่อว่า หนังแมว และเลือดที่ไหลออกจากส่วนต่าง ๆ ของแมวเนี๊ยะ สามารถรักษาความเจ็บป่วยได้ เออ... อีแค่ขน อีแค่หนัง อีแค่เลือด ไหลออกมาของแมวนี่ จะช่วยรักษาความเจ็บป่วยได้ นี่มิน่าล่ะ อีแมวดำมันโดดข้ามศพ ศพมันถึงลุกขึ้นได้ มันรักษาความเจ็บป่วยได้หรืออย่างไร
  • คนพื้นเมืองในอเมริกา หนีเข้าไปในอเมริกาแล้ว โลกใหม่ของเรานี่แหละ ในสมัยก่อนคนพื้นเมืองของชาวอเมริกานี่เชื่อว่า ซุปเนื้อที่ทำจากแมวดำจะรักษาวัณโรค เออ... อันนี้ก็ตั้งแต่เกิดมาเนี๊ยะ เค้าห้ามกินกันอยู่แล้ว คนพื้นเมืองจริง ๆ เนี๊ยะ เค้าเป็นอินเดียแดงรึเปล่านะ ไปเชื่อว่าซุป ว่าซุปเนื้อที่ทำจากแมวดำ จะรักษาวัณโรค อันนี้ยังไม่ยืนยันนะครับ ถ้าให้ดีจริงก็ให้ไปสอบถามที่อินเดียแดง ที่เขตสงวนของเค้านี่ รีเซริฟเวชั่นในรัฐเท็กซัส หรือ หรืออะไรก็ได้ บอกว่ากินซุปเนื้อแมวดำ จะรักษาวัณโรค แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับโชคร้าย ถ้าจะฆ่าแมว เพราะฆ่าแมวมันเป็นเคราะห์ร้ายนะท่านนะ ก็เลยไม่กล้าฆ่า แต่ถ้าเป็นวัณโรคมาก ๆ ไปฆ่า กินซุปแมวดำ ก็จะหายจากวัณโรค หายจากเชื้อไมโครแบล็กทีเลี่ยมทูแบคิวโรสิส จริงรึเปล่าก็ไม่รู้อ่ะ แล้วก็มันเป็นความเชื่อกันนะ ไม่มีการพิสูจน์เท่าไรหรอก
  • ส่วนการรักษาของชาวบ้าน บางพวกที่อยู่ในอเมริกา นี่ครับ เค้าบอกว่า ถ้าเกิด ตาเป็นกุ้งยิง กุ้งยิงนี้ไม่ได้หมายความว่า ไอ้กุ้งมันยิงเรานะ มันก็เป็นเม็ดขึ้นที่หนังตานี่ เปลือกตา เป็นเม็ด ๆ ขึ้น อาจจะมีน้ำหนองด้วยอย่างงั้น เค้าเรียกว่าตากุ้งยิง บางพวกก็เรียกว่า ตาแปร ท่านคงเคยได้ยิน ตากุ้งยิงนี่ถือว่า ไปเที่ยวดูอะไรที่ไม่น่าดูมา ก็จะเป็นตากุ้งยิงได้ ถ้าเป็นตากุ้งยิง ให้เอาหางแมวดำมาถูตา เอามาทั้งตัวอ่ะนะ ไม่ใช่ไปตัดหางมันมานะ เอาแมวดำมานั่ง แล้วก็เอาหางมันถูตาเข้า ตากุ้งยิงก็จะหาย แสดงว่า อืม... กุ้งยิงนี่มันแพ้แมวดำ ก็แพ้ตรงส่วนหาง
  • ส่วนในรัฐทรานซิลเวเนียร์นี่เข้ามายุโรปล่ะ ทรานซิลเวเนียร์ดินแดนของแดร๊กคูล่าเนี๊ยะ ท่านเคร้าซ์แดร๊กคูล่านี่แหละ ในทรานซิลเวเนียร์เนี๊ยะ เค้าเชื่อว่าถ้าแมวกระโดดข้ามศพ แมวกระโดดข้ามศพ ศพใครก็แล้วแต่ ศพจะกลายเป็นค้างคาวดูดเลือด เป็นแวมไพม์ เป็นค้างคาวดูดเลือด เป็นแดร๊กคูล่า ไปเลย เอ้อ..ไม่เหมือนไทยนะ แมวของไทยถ้าแมวดำกระโดดข้ามศพ ศพจะลุกขึ้น แต่ในทรานซิลเวเนียร์นี่พอแต่แมว เออ.. โดดข้ามศพ ศพจะกลายเป็นค้างคาวดูดเลือด เชื่อกันไป๊
  • แม้แต่ชาวคริสต์เตียนแต่ก่อน เค้ายังเชื่อว่า ถ้าแมวขึ้นไปนั่งบนสุสานนะ ที่ฝังศพแมวไปนั่งบนสุสาน เชื่อแน่ว่าวิญญาณของคนที่ตายไป ที่ฝังอยู่ในใต้สุสาน นั้น จะอยู่ใต้อำนาจของปีศาจ เพราะนั้นอย่าให้แมวไปเที่ยวนั่งตามป่าช้านี่นะ เดี๋ยวก็ คนถูกฝังอยู่ไต้อำนาจของปีศาจ แล้วยังเชื่ออีกว่า ถ้าแมวสองตัวกัดกันใกล้คนตาย หรือบนสุสานที่ทำพิธีฝังได้ไม่นานนักนะ เชื่อว่าปีศาจกับเทวดา กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงดวงวิญญาณนั้น

     วันนี้ก็พอดีหมดเวลารายการวรรณกรรมสองแควก็ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อน ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังสวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>