สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ วรรณกรรมสองแควกลับมาพบท่านอีกครั้งหนึ่ง
ผม นายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ
ในวันนี้ผมได้นำเสนอวรรณกรรมซึ่งมีความสำคัญมาก
ไม่ใช่เฉพาะในพิษณุโลกหรือในภาคเหนือ แต่เป็นวรรณกรรมที่ผมคิดว่าก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่
แก่เมืองไทย แก่ประเทศไทย และแก่คนทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน
เรื่องที่ผมจะกราบเรียนในวันนี้เป็นข้อเขียนของ
อ่า... คุณสุจิตร วงศ์เทศ ซึ่งอยู่ในหัวข้อ ชื่อ อ่านแผ่นดินท้องถิ่นของเรา
ที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนกันถึงทั้งโลกเลยก็เพราะว่า
กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของ จ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี บูรณาเขตต์ ซึ่งกำลังเป็นเรื่องที่ทำให้นักวิชาการทั้งหลายนี่นะครับ
สะเทือนใจกันไปตาม ๆ กัน
คราวนี้ผมขอเริ่มต้นอย่างง่าย ๆ ซะก่อนว่า คุณสุจิตร ได้เขียนเรื่องนี้อย่างนี้นะครับ
พูดถึงรากเหง้าเก่าแก่ที่แท้จริงแล้ว คิดถึงพิพิธภัณฑ์กับหอสมุด ที่สังคมไทยไม่สนใจ...นะครับ
รัฐบาลพ่อค้าที่ขาดรสนิยมยิ่งไม่สนใจพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ ของกรมศิลปากรยังไม่ใช้รากเหง้าที่แท้จริง
นี่คุณสุจิตร ว่าอย่างนี้ แต่เป็นรากเหง้าเก่าแก่แง่เดียวเท่านั้น คือ
แง่ของคนชั้นสูงที่มีวัดกับวัง แต่ยังไม่มีคนที่เป็นคนชั้นล่างอย่างไพร่ฟ้า
ข้าแผ่นดิน ชาวไร่ ชาวนา
พิพิธภัณฑ์ ที่ไหนล่ะที่มีคน..ที่ว่าเนี้ย ที่มีคนแบบชนชั้นล่างอย่างไพร่ฟ้า
ข้าไท ชาวไร่ ชาวนาเนี้ย คุณสุจิตรบอกว่า ผมขอชักชวนให้ไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี
ที่อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก ไปไหว้หลวงพ่อโต พระพุทธชินราช แล้วถามพระสงฆ์องคเจ้า
ชาวบ้านแถวนั้น รู้จักพิพิธภัณฑ์จ่าทวีทั้งนั้นแหละ แต้ถ้าจะตรงไปเลยก็ขอให้โทรศัพท์ไปที่
055-212749 หรือโทรสารไปก็ได้ สอบถามก่อนก็ได้
คนดูแลเป็นประจำก็เป็นลูกสาวจ่าทวี
ชื่อ พรศิริ บูรณาเขตต์ จบปริญญาตรี ปริญญาโททางมนุษยวิทยา จากศิลปากร
และธรรมศาสตร์ ก็คงจะช่วยอธิบายเรื่องคนได้
ขณะนี้พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวีที่พิษณุโลกมีปัญหา
นะ ต้องร่วมด้วยช่วยกันให้กำลังใจโดยไปช่วยกันสนับสนุน คือไปจ่ายเงินค่าดูอย่างมีความรู้เรื่องคน
ทางพิพิธภัณฑ์เค้ามีใบบอกส่งมาให้คุณสุจิตรเนี้ยช่วยบอกกล่าวอย่างนั้น
ที่คุณสุจิตรบอกอย่างนี้
นี่ก็เป็นเรื่องที่คุณสุจิตรเขียนขึ้น ซึ่งหลายคนฟังแล้วก็ทราบเลยว่าอะไรคืออะไร
ที่ว่าอะไรคืออะไรนี่ก็เพราะว่า มันมีความกระทบกระเทือนในเชิงวิชาการต่อสังคม
ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
โดยเหตุที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของจ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี บุรณาเขตต์เนี้ย
เป็นแหล่ง แหล่งวิชาการทางพื้นบ้าน ที่ตามความเห็นของผมเองที่คาดว่ามันยิ่งใหญ่ที่สุดนะครับ
ถ้าเป็นพื้นบ้านของไทยก็จัดว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะยังไม่เคยมีใครจัดพิพิธภัณฑ์อย่างนี้
แล้วเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตอยู่ ผมมองดูอย่างนั้น
หลายคนบอกว่าเป็นวัตถุเฉย
ๆ ความจริงไม่ใช่ มันไม่ใช่วัตถุเฉย ๆ เพราะจากคำอธิบาย จะเป็นของคุณจ่าเอง
หรือลูกสาวของคุณจ่าก็แล้วแต่ มันทำให้เราเห็นภาพของเมืองไทยในอดีต สานมาถึงปัจจุบัน
แล้วก็สามารถที่จะมองไปในอนาคตด้วยว่า สิ่งเหล่านี้นั้นมีประโยชน์อะไรในอนาคต
อ่า..
ท่านผู้ฟังที่ยังไม่ค่อยจะรู้จัก พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้ สมมุติว่านะครับ
แต่ผมคาดว่ารู้จักกันดี แต่ที่ผมพูดว่ายังไม่รู้จักนี่ ผมหมายถึงท่านผู้ฟังที่เดินทางผ่านไปมาในเขตจังหวัดพิษณุโลก
แล้วก็อยู่ในเครือข่ายของ อ่า.. วิทยุมหาวิทยาลัยนเรศวร ท่านที่เปิดฟังอยู่ในรถ
หรือในรถไฟ หรืออะไรก็แล้วแต่เถอะครับ
ผมก็ขอกราบเรียนข้อมูลเบื้องต้นสักนิดหนึ่งว่า จ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี บูรณเขตต์เนี่ย
เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติประกาศยกย่อ
งและประกอบพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ณ สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก
เมื่อปี พุทธศักราช 2526 ผมจำได้ว่าสมัยนั้นเลขาธิการของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
คือ นายสมชัย วุฒิปรีชา นะครับ
จ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี
บูรณาเขตต์เนี่ย ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช
2526 แต่เอาจริง ๆ แล้วก่อนหน้านั้น ก่อนหน้านั้น เพราะว่าท่านรวบรวมมานานแต่เริ่มจัดตั้งจริง
ๆ 2526 ถึงปัจจุบัน ก็เกือบ 20 ปีแล้ว 19 ปี 20 ปี เนี้ยนะครับ โดยที่คุณจ่าเองมีปณิธาณ
เพื่อจะบริการทางการศึกษาให้คนไทยและผู้สนใจทั่วไป ทั่วโลก คนต่างประเทศมามาก
ให้ผู้ที่ได้สนใจเนี่ย ได้รู้จัก รู้จักและก็ภูมิใจ ในภูมิปัญญาไทยด้านต่าง
ๆ มากมายหลายด้าน ให้ภูมิใจกันอย่างลึกซึ้งทีเดียว
พิพิธภัณฑ์นี้ นอกจากจะเห็นร่องรอยความชาญฉลาดของบรรพบุรุษไทย ที่มีมาแต่บรรพกาลแล้ว
ยังกลายเป็นตัวอย่างแก่ภาคเอกชนและภาคราชการ เพราะว่ามีจากทั้งเอกชนและจากทั้งหน่วยราชการ
ไปศึกษาหาความรู้ ดูรูปแบบดูวิธีการ และก็นำไปดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านทั่วประเทศไทยแหละครับ
แล้วออกไปถึงลาวด้วย ดำเนินการจัดตั้งทั้งที่วัด ทั้งหมู่บ้านและชุมชนมากมาย
สามารถจุดประกายในการพัฒนาท้องถิ่น โดยการนำภูมิปัญญาไทย ซึ่งมีความล้ำเลิศอยู่แล้วเนี่ย
ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ก็เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์นี้
ก็เลยเป็นชื่อเสียง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก กล่าวขานทั้งของคนไทยและชาวต่างประเทศ
ในหนังสือนำเที่ยว จังหวัดพิษณุโลกนั้นกล่าวไว้ว่า นอกเหนือจากการไปกราบไหว้หลวงพ่อพระพุทธชินราชแล้ว
ไปสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว สถานที่ที่ควรชมอย่างยิ่งอีกแห่งหนึ่ง
ที่หนังสือนำเที่ยวแทบทุกเล่มระบุไว้ ทั้งของไทยและของต่างประเทศ ระบุไว้ว่าต้องไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี
บูรณาเขตต์ เปิดให้ชมฟรี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่มีตู้รับบริจาค
ซึ่งรายได้จากการรับบริจาคนี้มันน้อยมาก
ไม่พอกับรายจ่ายซึ่งเป็นจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเจ้าหน้าที่ เดือนหนึ่งประมาณ
40,000 กว่าบาท ถึงแม้ว่าพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้จะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกในพื้นที่ส่วนหนึ่ง
แต่ก็มีรายได้สุทธิน้อยมาก ไม่เพียงพอ ที่จะนำไปให้คลุมถึงรายจ่ายส่วนเกินทุกเดือน
ต้องใช้เงินของครอบครัวของคุณจ่าทวี บูรณาเขตต์นี่แหละครับมาจุนเจือ
นี่ผมกราบเรียนข้อมูลเบื้องต้นว่ามันเป็นอย่างนี้
ส่วนข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคุณจ่าทวีเองนั้น จ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี บูรณาเขตต์เนี่ย
ได้รับพระราชทานดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ทั้งจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและจากมหาวิทยาลัยนเรศวร
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังคปรินายก
เคยเสด็จพระดำเนินเยี่ยมเมื่อปี พุทธศักราช 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี
เคยเสด็จไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและโรงหล่อถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 จากนั้นเสด็จเป็นทางการ โดยพานักเรียนโรงเรียนนายร้อยจปร.
ไปศึกษาหาความรู้ เมื่อวันที่
24 มิถุนายน 2537 เจ้าฟ้าชายมงกุฏราชกุมารจากญี่ปุ่น ก็เคยเสด็จเยี่ยมเมื่อปี
พ.ศ. 2532
บัดนี้ มีปัญหาเกิดขึ้นในการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์ มีปัญหาหนักทางด้านการเงิน
จนแทบว่าพิพิธภัณฑ์นั้นอาจจะต้องปิดตัว เป็นเหตุให้คุณจ่าเนี่ยถึงกับประกาศขาย
เหตุการณ์ครั้งนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ?
คุณจ่าทวีเองได้พูดให้ใครต่อใครฟังเสมอ
รวมทั้งผมด้วยว่า ที่ผ่านมานี้เราได้ใช้เงินส่วนตัวเพื่อการนี้ไปหลายสิบล้านบาท
ครอบครัวบอบช้ำแสนสาหัสพอสมควรแล้ว เมื่อมาพบกับกรณีถูกภาษีถมทับเข้ามาอีก
รู้สึกปวดร้าวจนทนไม่ไหว
ข้อความตรงนี้เป็นวรรณกรรมทีเดียว ถ้าสังคมเห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีคุณค่าสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้
ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 ก็มาคิดดูว่า เราจะทำยังไงจะทำให้เกิดกำลังใจแก่ผู้เสียสละอย่างคุณจ่า
จะให้อย่างไร
คุณจ่าทวีไม่ได้ทำประโยชน์เฉพาะเมืองไทย
แต่ทำประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติ นี่เป็นข้อความเบื้องต้นที่ผมอยากกราบเรียนว่า
บัดนี้ปัญหาเกี่ยวกับอนาคตของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านคุณจ่าทวีเสียแล้ว
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2545 เนี่ยครับ ที่ผ่านมาไม่กี่วันเนี้ย ระหว่างเวลา
13 นาฬิกาถึง 16 นาฬิกา 30 นาที ก็มีการอภิปรายเรื่องนี้ ณ หอประชุมศูนย์มานุษยวิทยา
ศิรินธร อันนี้ก็เป็น อ่า เบื้องต้นที่ผมขอกราบเรียน
คราวนี้มาถึงวรรณกรรมฉบับหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้เป็นอันมาก
อ่ะ.. ผมเองเนี่ย ได้นำวรรณกรรมฉบับนี้มาเผยแพร่โดยมิได้ขออนุญาต จากผู้ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้น
มิได้ขออนุญาต แต่ผมดูแล้วว่าข้อเขียนนี้ ไม่ได้เขียนเป็นการส่วนตัว แต่เขียนเพื่อมนุษยชาติ
เขียนให้เห็นว่าคุณจ่าทวีนั้น ท่านบำเพ็ญตนเป็นปูชนียบุคคล เป็นนักการศึกษา
เป็นนักคติชนที่เลิศเลอ และทุกอย่างที่ทำขึ้นมิได้ทำเพื่อตนเอง แต่ทำเพื่อประเทศชาติและมนุษยชาติ
ในเมื่อท่านเดือดร้อนเช่นนี้ จึงมีผู้ที่เดือดร้อนด้วย
ท่านลองฟังจดหมายฉบับนี้นะครับ
ผมถือว่าเป็นวรรณกรรมที่น่าบันทึกไว้ทีเดียว จดหมายฉบับนี้เขียนจากบ้านเลขที่
6 ถนนพหลโยธิน ซอย 41 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เนี่ย.. เขียนมาเมื่อวันที่
15 ตุลาคม 2545 นี่เอง ข้อความในนั้นเป็นอย่างนี้ ผมขออนุญาตนำอ่าน
.....เรียนจ่าทวี
บูรณาเขตต์ ที่รักและนับถือ ผมทราบข่าวจากสถานีโทรทัศน์ ด้วยความรู้สึกตกใจอย่างมากว่า
เกิดปัญหาจากระบบการจัดการของสังคมไทย ทำให้พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอันทรงคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับรากฐานจิตใจของคนไทย
จำต้องปิดกิจการลง...
ผมในที่นี้ก็คือ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ระพี สาคริท ครับ ซึ่งก็เป็นซึ่งก็เป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งได้เขียนมาอย่างนี้
.....ผมติดตามศึกษาผลงานเท่าที่ท่านได้ทุ่มเททำมาแล้ว จากวิญญาณที่ฝากความรักไว้กับแผ่นดินไทยมาตลอด
นับได้ว่าเป็นการเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติ นับได้ว่าเป็นการเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติ
แม้เริ่มต้นจากบุคคลคนหนึ่งเหมือนกับข้าวเพียงเมล็ดเดียว หากรู้คุณค่าย่อมสามารถกระจายสายพันธุ์ออกไปได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
ผลงานชิ้นนี้พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้ สอนให้รู้ว่าไม่ได้เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย
หากเกิดจากวิญญาณ ความรัก ในสิ่งอันทรงคุณค่าของแผ่นดิน แม้ช่วงเริ่มแรกอาจทำให้หลายคนมองข้าม
แม้บางคนอาจรู้สึกดูถูก แต่ก็สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
ซึ่งไม่เพียงลูกหลานในครอบครัวเท่านั้น หากเป็นความรู้สึกจากผมคนหนึ่ง
จากศาสตราจารย์ดอกเตอร์ระพี สาคริทนี่ อีกทั้งเชื่อว่า ผู้ที่มีวิญญาณเป็นคนไทยย่อมมีส่วนภูมิใจร่วมด้วย
หวนกลับมาพิจารณาความจริงจากสังคมปัจจุบัน อดทำให้รู้สึกไม่ได้ว่า เป็นเพราะภูมิปัญญาไทยถูกทำลาย
โดยอิทธิพลจากเงิน และวัตถุข้ามชาติ มีผลทำให้สิ่งอันทรงคุณค่าของชาติถูกทำลาย
ทำให้จำต้องสูญสิ้นไปอย่างน่าเศร้าใจที่สุด ผมมองการณ์ไกลออกไปสู่อนาคต
ทำให้รู้สึกว่า คงไม่เพียงสิ่งอันทรงคุณค่าของคนในบ้านเมืองถูกทำลายเท่านั้น
แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมนำไปสู่การสูญแผ่นดินและสิ้นชาติไทยในที่สุด
ท่าน ตลอดจนรุ่นลูกหลานได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว แม้อาจจำต้องสูญเสียสิ่งซึ่งเป็นที่รักของท่านรวมถึงของคนไทยทุกคน
แต่ท่านควรรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เพราะได้ทำหน้าที่โดยไม่เสียชาติเกิด ผมเป็นผู้หนึ่งที่เฝ้าติดตามการทำงาน
และเป็นกำลังใจอยู่เบื้องหลังตลอดมา ผมคิดว่าเรายังมีชีวิตอยู่ โอกาสข้างหน้าที่จะทำหน้าที่ต่อไปยังมีอยู่
แม้สิ่งที่สูญเสียไปย่อมถือเป็นบทเรียน ช่วยให้รากฐานจิตใจตนเองเข้มแข็งยิ่งขึ้น
เพื่อประคับประคองชนรุ่นลูกหลานต่อไปให้ถึงที่สุด หลายคนมองเห็นคุณค่าผลงานของท่าน
เท่าที่ท่านได้อุทิศตนทำมาแล้วทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นผลเป็นศิริมงคลแก่ใจท่าน
ที่สืบสานถึงรุ่นลูกหลานตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรถือว่า ท่านได้อุทิศตนทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วในชีวิตนี้
ขอได้โปรดรับกำลังใจจากผมด้วย.....
ลงชื่อ ระพี สาคริท.....
ผมอ่านจดหมายฉบับนี้ ในฐานะที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นบ้านมานาน และก็เป็นครูสอนวรรณคดีมา
ผมอ่านแล้วผมซาบซึ้ง น้ำตาคลอเบ้าทีเดียวละครับ เพราะเป็น เป็นวรรณกรรมที่ให้กำลังใจ
ผู้ที่ทำความดีงาม ทำผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ และมนุษยชาติ
ใช้คำว่าในยามเช่นนี้นั้น
คุณจ่าทวี คุณจ่าทวี คุณจ่า จ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี บูรณาเขตต์เนี่ย เมื่ออ่านจดหมายนี้แล้ว
ผมคาดว่าท่านคงมีกำลังใจขึ้นมากมายทีเดียวแหละครับ ว่าอย่างน้อยมีคนเป็นจำนวนมาก
จำนวนมากมายทีเดียวที่มองเห็นคุณค่าของท่าน คุณค่าของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของท่าน
และก็หลายคนให้กำลังใจ เพื่อจะหาทางที่จะจรรโลงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้เอาไว้
ในรายการวรรณกรรมสองแควเนี้ย ผมถือว่าวรรณกรรมชิ้นนี้ คือ จดหมาย จดหมายส่วนตัวที่ท่าน
ศาสตราจารย์ระพี สาคริท เขียนมาถึงจ่าสิบเอกดอกเตอร์ทวี บูรณาเขตต์ ในกรณีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน
ในครั้งนี้เป็นวรรณกรรม เป็นวรรณกรรมที่สะเทือนใจทีเดียวแหละครับ
สะเทือนใจ ให้กำลังใจ อ่านแล้วมีอารมณ์คล้อยตาม คล้อยตามเห็นความดีงามของคุณจ่าทวี
บูรณาเขตต์ และวรรณกรรมชิ้นนี้ถ้าเด็ก ๆ เค้าได้ศึกษาได้อ่านต่อไป เค้าก็จะบำเพ็ญตัว
บำเพ็ญตัวให้เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าส่วนตนเหมือนกับเช่นที่คุณจ่าท่านทำอยู่ในขณะนี้
สำหรับในวันนี้นะครับ วรรณกรรมสองแคว ก็ขออนุญาตกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ
สวัสดีครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ผู้ดำเนินรายการ