สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ
วรรณกรรมสองแควกลับมาพบกันท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ มีท่านผู้ฟังถามว่า
คำว่า "วรรณกรรม" ของผมเนี่ย มันหมายถึงอะไรกันเหรอ เพราะบางทีก็เป็นเรื่องเล่าเฉยๆ
ไม่ได้มีนางเอก พระเอก ตัวโกงอะไรเลย
| |
ผ้าปัก
5 พิษ ของมณฑลกำสก
เป็นเครื่องรางป้องกันภัย
สำหรับเด็กเล็ก |
โดยแท้จริงแล้ว
วรรณกรรมมีความหมายสองความหมาย โดยกว้างๆ นะครับ ความหมายประการแรกก็คือ
เรื่องเล่าต่างๆ หรือ ข้อเขียนต่างๆ ที่เขียนขึ้น จะเป็นข้อเขียนอะไรก็ได้ทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นข้อเขียนทางวิชาการ ก็เป็นวรรณกรรมเหมือนกัน นี่คือความหมายประเภทแรก
ส่วนประเภทที่ 2 นั้น มันหมายไปถึงวรรณกรรมสะเทือนอารมณ์ครับ ถ้าเป็นวรรณกรรมสะเทือนอารมณ์ก็ออกมาเป็นเรื่องเล่าต่างๆ
ซึ่งผู้ฟัง ฟังแล้วหรืออ่านแล้วก็จะเกิดอารมณ์เป็นปฏิกิริยาออกมา อย่างนี้เรียกว่า
วรรณกรรมสะเทือนอารมณ์ ที่ผมพูดถึงวรรณกรรมก็เป็นวรรณกรรมใน
2 ความหมายนี้ เพราะฉะนั้น บางครั้งก็ไม่มีเรื่องของนางเอก พระเอก อะไรทั้งนั้นนะครับก็เป็นเรื่องโดยทั่วๆ
ไป
นี่ก็เป็นการกราบเรียนท่านผู้ฟังที่ถามมามีปฏิกริยากลับมาซึ่งผมภูมิใจมาก
อีกท่านหนึ่งอันนี้ยาวทีเดียว บอกว่าอยากฟังวรรณกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ชนิดต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์พิษ เผอิญเหลือเกินสัตว์พิษต่างๆเนี่ย ผมก็มีเรื่องจะเล่าแต่มันก็ไม่มากนักนะครับ
สิ่งที่ท่านต้องการที่ท่านระบุมา ก็มีเรื่องตุ๊กแกอย่างงี้นะ เรื่องคางคก
เรื่องตะขาบ
ตะขาบนี่ผมก็เคยเล่าไปแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้จะเล่าใหม่ ที่เล่าใหม่นี่ก็เล่าในแบบของตามวรรณกรรมจีนเขาว่าเขามีเรื่องราวอะไรบ้างที่เกี่ยวกับตะขาบ
ของไทยที่เราเล่าไปนั้นในเรื่องของงานแห่กฐิน ทำไมตะขาบถึงตัวแบน แล้วก็มีตีนออกมามากมาย
ทำไมตะขาบจึงไปแพ้คางคก อะไรอย่างงี้
คราวนี้ในส่วนของคนจีนเนี่ย
วรรณกรรมทั่วไปเกี่ยวกับตะขาบ จะเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อก็มี
คนจีนที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนนี่นะ เวลาที่เขาจะขึ้นเขาหรือจะเข้าป่าเนี่ย
เขาจะนำตะขาบไปด้วย ไม่ตะพดของคนจีนเนี่ย เป็นไม้ตะพดสำหรับเตือนภัย เตือนว่าจะมีอะไรทำอันตรายเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งงู แสดงว่าจีนทางตอนใต้นี่งูมากไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ
สมัยก่อนเนี่ย เข้าจะนำไม่ตะพดไปด้วยนะครับ ไม้ตะพดอันนี้ทำด้วยไม้ไผ่
ไม้ไผ่เนี่ยมันก็กลวง พอกลวงเนี่ยเขาก็นำเอาตะขาบใส่ลงไปในตะพดนั้น
เออ
อันนี้เป็นตะพดที่ดีแฮะ
มีตะขาบเข้าไปอยู่ข้างในนั้นด้วย ไม่ทราบว่าจะเจาะอะไรไว้ให้ตะขาบมันหายใจ
ก็น่าจะมีวิธีการน่ะนะ กระผมก็ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นหรอก ไม้ตะพดพันธุ์นี้ที่มีตะขาบเข้าไปอยู่เนี่ย
เขาบอกว่าเวลาถือไม้ตะพดนี้เข้าไป พอไปใกล้แหล่งที่เป็นที่อยู่อาศัยของพวกงูนะ
ตะขาบกับงูไม่ค่อยชอบกันอยู่แล้ว เมื่อเดินเข้าไปใกล้แหล่งงู ตะขาบที่อยู่ในไม้ไผ่จะส่งเสียงเป็นสัญญาณ
เตือนให้ทราบนะ ตะขาบกับงูมันไม่พอใจกัน เพราะฉะนั้นก็เลยส่งเสียงเตือนออกมา
เขาคงมีรูอะไรเจาะไว้ที่ไม้ตะพดน่ะนะ ก็ไม่ทราบว่าตะขาบมันร้องเสียงออกมาประการใด
จะกุ๊กกิ๊กๆ หรือเปล่า นี่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินตะขาบร้องนะครับ
แต่คนจีนคงเก่งนะ จีนตอนใต้เนี่ยเขาก็บอกว่า เนี่ยตะขาบมันเตือนแล้วว่ามีงูเพราะฉะนั้นอย่าเข้าไปใกล้เชียวล่ะ
ก็แสดงว่าตะขาบใช้เป็นตัวเตือนอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงู สำหรับคนที่เดินทางแล้วต้องเข้าไปในแดนของงู
น่าจะคิดนะถ้าเราจะทำมั่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก คงจะลำบากตอนไปจับตะขาบซักหน่อยนึง
ถ้าตะขาบไทยนี่จะต่างกับตะขาบจีนไหม
ตะขาบจีนพบงูเข้าก็จะเตือน ตะขาบไทยพบงูเข้าแล้วไม่เตือนก็จะยุ่งกันไปใหญ่
คือ บางทีถ้าเราไม่เตือนเองเนี่ย บางทีงูมันเตือนเราเองก็มีนะ อย่างของไทยเวลาเข้าไปใกล้งูเห่ามันจะเตือน
มันจะขู่ดังฟ่อๆ ไอ้เสียงขู่เนี่ยเราเรียกว่าเห่า พอพูดถึงเห่าเราไปนึกถึงสุนัขซะส่วนใหญ่
ที่จริงงูมันก็เห่า งูเห่าต่างจากสุนัขนะ หมาเห่านี่ไม่กัดแต่งูเห่านี่ย่อมกันเหมือนกันนะ
เข้าไปใกล้ๆ มันเอาเรื่องเหมือนกันนะ
งูที่อยู่ในอเมริกาตั้งแต่รัฐโอกาโฮมา
รัฐเทคซัส เข้าไปจนถึงเม็คซิโก พวกเนี่ย งูพวกนี้ก็เตือน มีงูประเภทหนึ่งมีชื่อว่างูหางกระดิ่งฟังดูก็คงจะสวยงามที่จริงไม่สวยงามหรอก
เจ้างูหางกระดิ่งเนี่ยภาษาอังกฤษเรียกว่า Rattle snake Rattle แปลว่าลูกแซ็คที่ใช้เขย่าเวลาเล่นดนตรีเนี่ยครับ
งูหางกระดิ่งเวลาเข้าใกล้มันจะสั่นหางแซ็คๆ เลยอย่าเข้าไปใกล้ถ้าเข้าไปใกล้มันก็ฉกเอา
กัดเอา เป็นงูที่มีพิษร้าย


แต่ทางเทคซัสเขาก็มีเทศกาลจับงูหางกระดิ่งเหมือนกัน จับน่าเกลียดเลยล่ะ
เพราะเอาน้ำมันราดแล้วก็จุดไฟขึ้นมา เดี๋ยวนี้เขาควรจะห้ามเพราะงูหางกระดิ่งนี่น่าจะเป็นสัตว์สงวนซะแล้ว
คงถูกจับไปมาก อยู่แถวเมืองอาปาโซ่เซลอัลเตนีโย ของเทคซัส มีงูพวกนี้อยู่เยอะ
นี่ก็พูดถึงตะขาบอย่างเดียวหรอกว่ามีประโยชน์ เขาก็เอาใส่ลงในไม้ไผ่ ไม้ไผ่นั้นก็เอามาทำตะพด
เขาในที่นี้เป็นคนจีนในตอนใต้นะครับ เดินไปถ้ามันมีงูตะขาบก็จะเตือน เขาก็จะรู้ว่าบัดนี้มันมีงูอยู่แล้ว
ก็อย่าเข้าไปก็แล้วกัน ส่วนศัตรูของตะขาบนั้น ถ้าเอาของไทยเราเนี่ยศัตรูของตะขาบที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นคางคก
แต่คนจีนนั้นเชื่อว่า ศัตรูของตะขาบที่สำคัญที่สุดนั้นคือไก่ ด้วยเหตุนี้บ้านใดเลี้ยงไก่ไว้มากๆ
ก็ไม่ค่อยจะมีตะขาบ ด้วยเหตุที่ว่าไก่มันจิกตะขาบ มันคงจะจิกแล้วก็คงจะกินด้วย
นี่ก็ว่าด้วยเรื่องของสัตว์มีพิษประเภทหนึ่ง
ซึ่งก็เล่ากันตามความเชื่อของคนจีนอย่างนี้ คราวนี้ดูสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่ท่านกรุณาถามมาคือ
ตุ๊กแก ตุ๊กแกของไทยนี่ก็เป็นสัตว์สำคัญทีเดียวนะ บางทีตุ๊กแกไม่ได้หมายถึงตุ๊กแกก็มี
ไปหมายถึงอย่างอื่นกันเข้าก็ไม่ทราบในสมัยหลังเนี่ย ตุ๊กแกภาคกลางเราเรียกว่าตุ๊กแก
แล้วก็ร้องว่า ตุ๊กแก ก็เลยเรียกว่าตุ๊กแก แต่ทางเชียงใหม่ทางลำพูนทางเขตล้านนาเนี่ยเขาได้ยินสัตว์ชนิดนี้ร้องว่า
ต๊กโตๆ เขาก็เรียกว่า ต๊กโต ดูจะแตกต่างกันพอสมควรนะระหว่างคนภาคกลางกับคนล้านนา
เรื่องตุ๊กแกของเราเนี่ยก็มีเรื่องเล่าหลายเรื่องทีเดียวแหละ
ของไทยเนี่ยนะโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องตุ๊กแกกับงูเขียวเนี่ยสัตว์สองประเภทนี้บ้างก็ว่าเป็นเพื่อนกัน
บ้างก็ว่าเป็นศัตรูกัน แต่หลังจากการสังเกตของชาวบ้านก็พบว่า เป็นเพื่อนกันที่เอื้อเฟื้อกันอยู่เสมอ
นั่นคือ ตุ๊กแกจะให้อาหารในท้องแก่งูเขียว และงูเขียวก็เข้าไปกินอาหารในท้องของตุ๊กแก
ทำให้ตุ๊กแกไม่ท้องอืดตายอะไรทำนองนั้น
เพราะฉะนั้นถ้าตุ๊กแกร้อง
ตั๊บแก คนก็นึกว่าตับของมันแก่แล้วถ้ามีงูเขียวเลื้อยมาเนี่ยตุ๊กแกก็จะอ้าปากอย่างกว้างให้งูเลื้อยเข้าไปกินอาหารในท้องตุ๊กแก
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นแมลงกิน เสร็จแล้วก็ออกมา นี่เป็นการพึ่งพาอาศัยทางธรรมชาติของสัตว์
2 ชนิดนะครับ และเป็นที่น่าสังเกตว่าตุ๊กแกอยู่บ้านไหนหลายๆ ตัว แล้วมีเสียงร้องเนี่ย
หนูจะไม่อยู่ครับหนูจะถอยออกไป มันจะไม่ชอบกันหรือว่างยังไงก็ไม่ทราบ
คือหนูนี่
นอกจากจะมีตุ๊กแกเป็นศัตรูแล้ว ยังมีนกเค้าแมวเป็นศัตรูอีกด้วย นั่นก็พูดถึงตุ๊กแก
ก็จะมีนิทานประกอบต่อๆ ไป แต่มาพูดถึงเรื่องของคนจีนซักนิดหนึ่ง ตุ๊กแกนี่
จีน เกาหลี เขาถือว่าเป็นยานะครับ เกาหลีนี่ตัวละเป็นพันๆ บาทเลย คนไทยก็จับตุ๊กแกส่งออกไปขายมากมาย
จนกระทั้งกรมป่าไม้ นี่ผมพูดถึงหน่วยงานของราชการเก่านะ เขาตรวจสอบนะครับ
ถ้าใครมีซากตุ๊กแกในครอบครองเนี่ยผิดกฎหมาย เขาเคยจับได้ที่ อำเภอเนินมะปรางเนี่ย
มีตุ๊กแกมากทีเดียว เราจับไปขายให้เขาตัวหนึ่งไม่กี่บาท แต่เขาเอาไปขายตัวหนึ่งแพงมาก
แล้วก็จับตุ๊กแกออกไป ทำให้ระบบธรรมชาติเนี่ยเสียไปนะครับ แมลงก็จะระบาดมากขึ้น
เพราะฉะนั้นไม่น่าไปแตะต้องเลยนะครับ น่าจะปล่อยให้ตุ๊กแกเนี่ยอยู่เป็นปกติ
ตุ๊กแกนี่นะ
มันจะชอบกินแมลงและชอบไต่ตามผนัง ผนังตึก ผนังบ้านเนี่ย คนจีนเลยเรียกมันว่า
เสือผนัง ภาษาจีนเรียกว่า ปี้หู่ หู่ ก็แปลว่า เสือ ปี้ ก็แปลว่า ผนัง
ปี้หู่ ก็ เสือผนัง คนจีนทางตอนใต้เนี่ยเขานะ นำเอาสัตว์พิษหลายชนิดมารวมกันไว้ในหม้อใบเดียว
นำเอาตะขาบ งู แมงป่อง คางคก มาแล้วก็ตุ๊กแกเอาใส่ลงในหม้อใบเดียวกัน แล้วก็ปล่อยเอาไว้
1 ปี 
มันก็อยู่หลายชนิดรวมกันเนี่ยนะสัตว์ 5 ชนิด ให้อยู่ในหม้อเดียวกันตั้งปีหนึ่งเนี่ย
สัตว์เหล่านี้มันจะกินกันเองพอมันหิวมันก็จะเริ่มกิน ใครกินใครก่อนนี่ก็ไม่ทราบ
พอท้ายสุดซากที่พบในหม้อเนี่ยจะเป็นสัตว์ตัวสุดท้ายซึ่งเต็มไปด้วยพิษ เขาจะนำซากสัตว์ตัวนั้นนะครับมาทำคุณไสย
สำหรับทำร้ายศัตรู
เอ้อ
มีวิธีแปลกประหลาดแฮะ ให้สัตว์พิษทั้งหลายมาอยู่ด้วยกันอยู่ด้วยกันเสร็จมันก็กินกันไปเรื่อยกินกันเสร็จ
พอกินเสร็จเรียบร้อย สงสัยแมลงป่องโดนก่อนตัวมันเล็กเนาะ ตะขาบกับงูก็อัดกันไม่รู้ใครโดนใคร
คางคกเนี่ยอาจจะได้กินท้ายสุด และท้ายสุดก็จะเหลือสัตว์ตัวเดียว เหลือแต่ซากของมัน
เพราะปีหนึ่งมันก็ตายแล้ว ซากเหล่านี้ก็นำมาทำคุณไสยสำหรับทำร้ายศัตรู
เอะ! ก็เป็นเรื่องที่แปลกนะเป็นเรื่องเล่าของจีนทางตอนใต้เขา
และยังมีตุ๊กแกนะครับ คนจีนทางตอนใต้นี้จะเรียกตุ๊กแกว่าผู้พิทักษ์วัง
เป็นภาษาจีนใช้คำว่า โส่กงกง คือผู้พิทักษ์วังในคัมภีร์ สมัยก่อนเขาก็เล่าว่า
ถ้านำตุ๊กแกไปใส่หม้อในวันที่ 5 เดือน 5 เป็นวันที่มีปิศาจออกมาเพ่นพ่านนะ
ปีหนึ่งมีครั้งเดียว อันนี้เป็นของจีนเค้านะไม่ใช่ฮาโลวีนของฝรั่งนะ อันนั้นมันคนละพวกกัน
นี่วันที่ 5 เดือน 5 จะมีปีศาจออกมาเยอะแยะเลย ถ้าเรานำตุ๊กแกไปใส่หม้อในวันนั้น
ในวันที่ปีศาจออกมาเนี่ย แล้วก็เลี้ยงตุ๊กแกเอาไว้ 1 ปี
ถามว่าเอาอะไรเลี้ยง เอาผงชาดหรดาร เป็นสีแดงๆ หน่อย เป็นผงนะครับ เอาผงชาดหรดารเนี่ยมาเลี้ยงไว้ปีหนึ่ง
จากนั้นก็นำตุ๊กแกมาบดจนละเอียด ถ้าถามว่าเอาไปทำประโยชน์อะไรล่ะ ประโยชน์ก็คือในวังของฮ่องเต้สมัยก่อนนั้น
ถ้านำตุ๊กแกบดนี้ไปทาที่แขนของผู้หญิงที่เข้ามาทำงานในวังหลวงเนี่ย ถ้าผู้หญิงคนใดที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้วเนี่ย
ก็จะปรากฏว่าทาแล้วจะไม่มีสีเลย แต่ถ้าเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์ทาแล้วจะมีสีแดงนะ
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกขันทีเขาใช้ตรวจสอบ ตรวจว่าผู้หญิงที่จะเข้ามาอยู่ในวังเนี่ย
ถ้าพูดภาษาไทยว่าเป็นบาทบริจาริกาเนี่ย เป็นผู้หญิงที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไม่
เขามีวิธีพิสูจน์โดยใช้ตุ๊กแก
ส่วนผู้ชายที่จะเดินทางไปไหนเนี่ย จะใช้ยาเนี่ยทำเครื่องหมายไว้ที่บางส่วนทางท่อนล่างเนี่ยนะครับ
เพื่อเป็นการยืนยันว่าภรรยาจะไม่ได้นอกใจตน แหม
ทางคนจีนนี่มีวิธีการค้นคว้าอะไรมากมายเลย
นำตุ๊แกมาทำประโยชน์ได้ถึงเพียงนี้ นั่นก็เป็นวรรณกรรมทางวิชาการ ที่เขาเล่าต่อกันมาอย่างนี้
ของไทยเราเห็นเอาตุ๊กแกมากิน
คาดว่าจะรักษาโรคได้หลายอย่าง เกาหลีก็คิดเช่นนั้น จึงมีการล่าตุ๊กแกกันมากมาย
ตุ๊กแกในเมืองผมว่าอย่าไปกินมันเข้าเชียวนะ เพราะอะไร เพราะตุ๊แกในเมืองมันกินแมลงซึ่งโดนสารพิษฉีดเข้า
และตุ๊กแกกินเข้าไปสารพิษก็ไปตกอยู่ในตัวตุ๊กแก เรากินเข้าไปก็จะไปโดนสารพิษนั้นเข้าสู่ร่างกาย
อาจจะเกิดพิษก็ได้ หากินอย่างอื่นเถอะอย่าไปกินตุ๊กแกเลยสงสารมัน ที่จริงสัตว์ที่เล็กกว่าตุ๊กแกก็ถูกรุกรานมากเลย
นั่นก็คือจิ้งจก เขาก็นำไปกินกันเยอะนะครับ มีความเชื่อว่ากินแล้วจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
นี่ก็ต้องว่ากันไปอีกทีหนึ่ง
สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ท่านถามมาก็คือ
คางคก ในวรรณกรรมของไทยทางอีสานเป็นพระเอกของเรื่องนะ ในเรื่องพระยาคันคากเนี่ย
คางคกเขาก็เป็นพระเอกอยู่ ส่วนนิทานเล่าทางนครราชสีมา ก็มี เรื่องของคางคกซึ่งอยากจะแต่งงานกับเจ้าหญิง
ก็อุตส่าห์ขอให้ตายายซึ่งเลี้ยงตัวมาเนี่ย ตายายก็เอาคางคกใส่พานเข้าไปขอพระธิดาจากพระเจ้าแผ่นดิน
ทั้งพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งพระธิดา ทั้งพระมเหสีก็เลยช่วยกันบ้วนน้ำลายใส่ยายแก่
ซึ่งไปขอพระธิดาให้คางคก พ่นใส่ฐานไม่เจียมตัว ทำให้ยายแก่ได้รับความหนาวเย็นกลับมา
จนกระทั่งคางคกต้องมาถอดรูปทีหลัง นี่ก็มีวรรณกรรมอย่างนี้เกิดขึ้นนะครับ
ส่วนพระยาคันคากนั้นเป็นการต่อสู้ระหว่าชนชั้น
เป็นเรื่องหนึ่ง ถ้ามีเวลาผมก็จะนำมากราบเรียน ทีนี้มาดูของชาติอื่นบ้าง
ทางของอังกฤษเนี่ย ถ้าเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือวรรณคดีชื่อ โรมีโอ แอนด์
จูเลียต ของวิลเลียม เช็คเปียรì เราก็จะได้ยินคำเปรียบเทียบว่า
สัตว์ที่มีตาสวยที่สุดในโลกนั้นก็คือคางคก แต่พอดีผิวมันไปบดบังตาซะ ทำให้ตาไม่สวย
นี่เราได้ฟังจากทางยุโรปนะ
มาดูในตำนานของจีนบ้าง จีนมีตำนานเรื่องคางคอ 3 ขา ปกตินะท่านนะ ปกติคางคกมี
4 ขา แต่คางคกของจีนเป็นคางคกวิเศษมี 3 ขา คางคก 3 ขานี้เป็นสัญลักษณ์ของพระจันทร์
นอกจากมีคางคก 3 ขาแล้วยังมีอีกา 3 ขา นี่ท่านก็คงได้ยิน อีกา 3 ขาเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์
คางคกนี้จัดเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวมาก ก็เลยเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืน
เขาถือว่าคางคกเป็นสัตว์ที่เป็นมงคลนะครับ ในสมัยโบราณก็เชื่อว่าคางคกกลืนพระจันทร์
ในช่วงที่เกิดจันทรุปราคา
แต่ถ้าทางคนไทยบางกลุ่มเชื่อว่า
จันทรุปราคาเกิดจากเดือนกินพระจันทร์ เฮ้ย! ขอโทษ เกิดจากกบกินเดือน แหม
ผมนี่ก็พูดไปเรื่อยเลย กบกินเดือนนะครับ แสดงว่าไอ้ความคิดเรื่องสัตว์เลื้อยคลานไปกินของสว่างๆ
นี่มันมีอยู่ทีเดียวนะ แต่อันนี้นะจะเป็นคางคกกลืนพระจันทร์
และในตำนานของจีนนี่ย
และเขาก็เชื่อกันว่าคางคกใช้รักษาแผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวกได้นะ ของไทยบางท้องที่ที่ผมเคยเห็น
เช่นในเขตของพิษณุโลกนี่นะครับ เขาก็มีการนำเอาคางคกมาทำเป็นอาหาร นี่ผมก็เคยไปกินกับเขาในบางอำเภอ
อันนี้ที่เขาทำนี่เขาบอกว่าเอาเส้นพิษออกมานะ ดึงเส้นพิษออก แต่ตอนที่ผมไปกินนี่ไม่ทราบว่าดึงเส้นพิษพลาดไปหรือเปล่า
ปรากฏว่ากินเสร็จคางบวมไปข้างหนึ่ง
ก็เลยมีลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจตะเวนชายแดนอยู่ที่ตาก เขาก็มาสาธิตวิธีการทำคางคกเป็นอาหารให้ดู
คางคกนี่นำมาเป็นอาหารนี่เขานำมาผัดเผ็ดนะท่านนะ เริ่มตั้งแต่จับมา เขาบอกว่าเวลาจะไปจับคางคกเนี่ยห้ามพูดนะครับ
และถ้าไปนัดหมายกันว่าพรุ่งนี้ไปจับคางคกกันเถอะรับรองหาไม่พบหรอครับ ต้องไปโดยบังเอิญ
วิธีที่จะลอกหนังคางคกเขาลอกกันในแม่น้ำนะครับ เอาไปทำในแม่น้ำพิษมันคงจะลอยไปตามแม่น้ำ
นึกถึงกลอยเหมือนกันนะ เวลาจะทำก็เอาไปในแม่น้ำ เอาใส่ชลอมไว้ในแม่น้ำ
ให้พิษมันละลายไปตามแม่น้ำ คางคกก็ทำอย่างนั้น
แล้วจากนั้นจึงนำเนื้อของคางคกเนี่ยมาปรุงเป็นอาหาร บางที่เขานำไปทำเป็นยาดองก็มี
อันนี้อย่าไปทำเล่นทำหัวกัน ผมว่าไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะว่ามันมีพิษนะสัตว์ประเภทนี้
ถ้าเราทำไม่เป็นคือดองไม่เป็น ไม่ได้เรียนกันมาอย่างจริงจังเนี่ยนะครับ
เดี๋ยวก็เสร็จกันเลย มันมีพิษอยู่มันอาจทำให้ถึงตายเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำคางคกมาทำอะไรควรจะศึกษาให้ดี
ให้เห็นว่าเขาทำยังไงกันเสียก่อน เดี๋ยวจะจะพลาดได้
ทีนี้ถ้าพูดถึงคางคกพันปี
คางคกพันปีนี่ไม่ได้หมายความว่ามีคางคกตัวไหนที่อายุยืนถึงพันปี คางคกพันปีเนี่ยมันเป็นชื่อของเห็ดชนิดหนึ่งนะ
เป็นของคนจีนซึ่งใช้รักษาโรคได้สารพัดโรคเลย
ทีนี้กล่าวถึงอีกประเภทหนึ่งซึ่งก็เกือบจะหมดเวลา
ก็กล่าวให้มันครบซะนะครับ กล่าวถึงงู อันนี้มีนิทานเล่ามากมายแต่จะขอตัดไปที่เรื่องของจีนเสียก่อนนะครับ
งูนี่ก็คือว่าเป็นสัตว์พิษชนิดหนึ่งใน 5 ชนิด งูนั้นเป็นสัตว์ประจำปีนักษัตรปีที่
5 คือปีมะเส็งด้วย ถือว่าเป็นสัตว์ฉลาดแต่ว่าเจ้าเล่ห์ ชั่วร้ายเขาว่าอย่างนั้น
มีการนำไปเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ว่า หัวใจงู เหมือนงู อะไรทำนองนี้
แปลว่าไม่ซื่อสัตย์
แต่เดิมเป็นสัตว์ที่เขาเคารพบูชากันนะครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางแม่น้ำใหญ่ เขาจะบูชาเทพเจ้าแห่งสายน้ำนั้นก็จะเป็นงู
ยกตัวอย่างเช่น เทพเจ้าแห่งแม่น้ำเหลืองก็เป็นงูสีเหลืองทองขนาดเล็ก มีหัวสี่เหลี่ยม
มีจุดดำใต้ตา กล่าวกันว่าเทพเจ้างูพวกนี้ชอบดูการแสดง ซึ่งถ้าได้ดูการแสดง
การละเล่น จะมีอารมณ์ดี เอ้อ
ดูง้งดูงิ้วนี่งูก็อารมณ์ดีนะครับ บางทีก็ชอบให้บวงสรวงด้วยหญิงสาว
เอ้อ
อันนี้งูมันพิลึกนะนี่ คำว่าหัวงูก็มาจากตรงนี้หรือเปล่า ไม่รู้เนาะ
มีเรื่องว่าเทพเจ้างูบางองค์ก็ชอบให้บวงสรวงด้วยหญิงสาว
ไม่เหมือนบางองค์ซึ่งชอบดูการแสดง ดูการแสดงแล้วอารมณ์ดี ไอ้ที่ชอบให้บวงสรวงด้วยหญิงสาวนะ
มีคนใจกล้านะ ผู้ชายปลอมตัวเป็นหญิงสาวไปหางู งูเสียท่าเลยก็เลยฆ่างูนั่นตาย
เทพเจ้าก็เสร็จไปเหมือนกันนะ
เรื่องของงูนี่มีมากมายเลยที่เขาเล่ากัน บางคนก็บอกว่างูเป็นอาหารที่มีสรรพคุณทางแพทย์หลายอย่าง
นี่ก็เป็นวรรณกรรมวิชาการนะ จริงหรือไม่จริงก็ว่ากันไป บอกว่าดีงูนี่ดีมากเลย
ดีงูเห่ากินแล้วสายตาจะดี เนื้องูนี่ก็นิยมบริโภคกันมาก โดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่
และไต้หวัน กินงูแม้แต่งูสามเหลี่ยม
ส่วนหนังงูก็เป็นความเชื่อว่าจะนำความร่ำรวยมาให้ หากใครฝันว่างูไล่จะมีโชคดี
ถ้าฝันเห็นงูสีดำจะได้ลูกสาว ถ้าฝันเห็นงูขาวก็ตรงกันข้าม จะได้ลูกชาย
ในนี้ไม่ได้บอกว่าถ้าได้ลูกตุ๊ดนี่จะฝันเห็นงูสีกระดำกระด่างหรือไม่ ในนี้ไม่ได้บอกไว้นะครับ
นอกจากนี้ในไต้หวันนะเชื่อว่าถ้าฝันเห็นงูจะได้เนื้อคู่ หรือมีความรัก
ถ้าฝันว่างูรัดจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต งูรัดก็เป็นงูไม่มีพิษนะ
ถ้าฝันว่างูกัดนี่มีพิษแน่ จากนั้นมีมีเรื่องของนางพญางูขาว หรือ ไป๋เสอ
นี่ก็เป็นนางเอกในนิทานพื้นบ้านที่รูจักกันดี เหมือนจะมีแสดงที่กรุงเทพฯนะครับ
ก็พอดีจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไปก็แล้วกัน ช่วงนี้ก็หมดเวลา ผมนายประจักษ์
สายแสง ก็ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ พบกันอีกครั้งหนึ่ง สวัสดีครับ