วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 32 เรื่อง ภูมินามวิทยา 7 : จูงนาง
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

       สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ วรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการ จดหมายจากท่านผู้ฟังเป็นจดหมายน้อยก็มี ไปอยู่ในที่รับจดหมายของผมที่อยู่หน้าห้อง ขอให้พูดถึงวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับชื่อต่างๆ เช่น ชื่อจูงนาง ชื่อคันโช้ง ชื่อดงประโดก อะไรทำนองนี้นะครับ

           จูงนางนี้ผมว่าผมเคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในเมื่อมีจดหมายมาผมก็จะพูดอีกครั้งหนึ่ง คำว่าจูงนางเนี่ยเป็นชื่อหมู่บ้านหลายที่ทีเดียวแหละครับ ที่ติดกับ ม.นเรศวร ส่วนหนองอ้อนี่ก็มีหมู่บ้านจูงนาง ที่แก่งจูงนางเวลาเราไปหล่มสัก ข้างทางก็จะเขียนไว้ว่าแก่งจูงนาง หลายคนก็คงจะคิดว่ามีผู้หญิงเดินอยู่ แต่ก็เดินไม่ค่อยจะถนัด หรือว่าผู้ชายไปช่วยจูงเวลาจะข้ามน้ำ หรือว่ายังไงซักอย่าง มักจะเข้าใจไปอย่างงั้น จูงนางไปไหนก็ตามทีเถอะ

         แต่ชื่อจูงนางเนี่ย คำว่านางเข้าใจเอาว่าจะเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อต้นขานาง ส่วนจูง คำว่า จูง นั้นเสียงตัว จ เป็นเสียงที่เกิดจากเพดานแข็งนะครับ ภาษาเก่าๆ เขาก็เรียกว่า เป็นเสียงครึ่งระเบิดครึ่งเสียดแทรก ก็สามารถจะเปลี่ยนเป็นเสียงเสียดแทรกที่เกิดที่ปุ่มเหงือกหรือเสียง ส ได้ เพราะฉะนั้น จูงนาง หรือ สูงนาง ก็เป็นคำเดียวกัน สระอูเป็นสระหลังและเป็นสระสูงมาเปลี่ยนเป็นสระกลาง คือยกโคนลิ้นขึ้นกลางนะครับ นั่นก็คือสระโอ เพราะฉะนั้น สูงนาง ก็เป็น สงนาง ก็ได้ ถ้าพูดถึงคำว่าสงนาง คำว่า สง นั้นภาษาไทยโบราณรวมทั้งภาษาอีสานในปัจจุบันแปลว่า ป่า แปลว่า ดง เพราะฉะนั้น สงนาง ก็คือ ป่าของต้นขานาง นางเป็นชื่อต้นไม้ ต้นขานาง ป่าของต้นขานาง ดงของต้นขานาง

         ก็เป็นชื่อสถานที่ที่เกิดขึ้นเพราะลักษณะของพืชพันธุ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้น ต้นขานางมีลักษณะเป็นประการใดก็ลองดูจาก หรือให้ชาวบ้านชี้ให้ดู หรือจะดูรูปถ่ายในหนังสือเกี่ยวกับพฤกษาศาสตร์ก็มีอยู่ ที่จริงต้นขานางเนี่ยก็เป็นชื่อหมู่บ้านหลายที่ เช่น หนองขานางที่ ต.บางระกำ เป็นหมู่บ้านที่มีชาวไทยซ่งอาศัยอยู่พอประมาณ หรือทางไปพิจิตรก็มีคลองขานางนะครับ ที่ผมพูดนี่ก็คล้ายๆ กับที่ผมเคยพูดไปแล้ว พอดีคำถามคำนี้มาอีกครั้งหนึ่ง ก็เลยตอบไปอีกครั้งหนึ่ง คำว่าจูงนางก็มีที่มาอย่างนี้ ส่วนวรรณกรรมที่เล่าประกอบว่ามีนางเดินอยู่แล้วมีคนไปจูงหรือไม่นั้น อันนี้ยังไม่แน่ชัดนะครับ คงจะต้องถามชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง แต่คำนี้ให้ทราบว่าบ้านจูงนางก็คือ บ้านที่มีดงของต้นขานางอยู่มาก

         ส่วนคำว่าคันโช้ง เป็นชื่อบ้านคันโช้ง ตำบลหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจอันนี้นะครับ คันโช้งมันอยู่ที่วัดโบสถ์ ก็ถามว่ามันเป็นยังไง คันโช้งมันมีท้องนาเป็นคันหรือว่าประการใด คำว่า คันโช้ง นั้นมันเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่ง เขาเรียกเป็นภาษากลางว่า ต้นคันทรง คันทรงเนี่ยเป็นต้นไม้ที่ยอดมันนำมาเป็นผักได้ เรียกคันทรง แต่ปรากฏว่าคนที่อยู่ที่คันโซ้งเนี่ยมีอยู่หลายส่วน ที่อยู่ติดกับทางอำเภอชาติตระการซึ่งออกเสียงภาษาทางนครไทบ้างจึงเรียก คันทรง ว่า คันโซ้ง คันโซ่ง ก็กลายเป็นคันซ้งไปในที่สุด ก็เป็นอันว่าคำว่า คันโซ้ง เนี่ยก็เป็นชื่อของต้นไม้ คือต้นคันทรง หมู่บ้านหลายหมู่บ้านที่เดียวแหละครับชื่ออย่างนี้

          แต่ถ้าท่านได้ข้อมูลกระแสอย่างอื่นที่ว่าคันโซ้งมันเป็นคันอะไรอย่างอื่นก็กรุณาเขียนลงมาได้ครับ จะได้เกิดการแพร่กระจายวิทยาการของสาขานี้ สาขาที่ว่าคือสาขาภูมินามวิทยา เป็นสาขาที่เกี่ยวกับชื่อของสถานที่ต่างๆ นะครับ เป็นอันว่าคำว่าคันโซ้งก็คือคันทรงก็แล้วกันในตอนนี้ จะเปลี่ยนอีกก็ได้

          อีกชื่อหนึ่งที่ถามผมมาคือบ้านดงประโดก อยู่ทางไปวัดโบสถ์นี่นะครับ ตามทางสายใหม่ สายพิษณุโลก - อุตรดิตถ์ มีบ้านดงประโดกก็ถามว่ามันหมายถึงอะไร มีประวัติเป็นมาอย่างไร คำว่าประโดก เนี่ยมันมีชื่อเรียกคล้ายๆ อย่างนี้อยู่หลายสิบสถานที่เกือบทั่วประเทศ ในเขตภาคกลาง และภาคอีสานทางเขตตอนล่าง เช่น นครราชสีมา ก็มีบ้านชื่อบ้านประโดก ติดกับบ้านหมื่นไวนะครับ

         บ้านประโดกจะถามว่าหมายถึงอะไร คำว่าประโดกเป็นคำที่ทั้งกร่อนทั้งควบเข้ามา มันมีทั้งกลมกลืนเสียงทั้งกร่อนไปในตัวนะ กร่อนภาษานิรุกติศาสตร์เขาใช้คำว่า โฟเนติกปิเค ส่วนกลมกลืนเสียงเขาใช้คำว่า assimilation มันกล่อนแล้วมันก็กลมกลืนกันเข้ามา คำจริงๆ คือ ดงโพระดก โพระดก คือชื่อนก ท่านคงเคยเห็นตัวสีเขียวๆ นะครับ สวยที่เดียวล่ะ ร้องเพราะ ร้องโฮกๆๆๆ จนกระทั่งมีคนมาทำเป็นเพลงก็ละกัน นกพันธ์นี้ร้องเพราะมาก นกโพระดกเนี่ยเขาอยู่เป็นที่ๆ นะครับ ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้นไม้ประเภทต้นไทรออกลูกมากๆ เนี่ยนะครับ เขาจะมารวมตัวกันเป็นร้อยๆ ตัวทีเดียว กินลูกต้นไทรนั้น เวลาที่ลูกต้นไทรมันสุกเนี่ย นกโพระดกจะมารวมกัน บริเวณที่มีต้นไทรมากๆ ก็เลยเป็นดงของนกโพระดก ก็คงจะมีคนไปตั้งชื่อเป็นดงโพระดก เรียกนานๆ เข้าก็เหลือ ดงพรดก เรียกนานๆ เข้าก็เป็น ดงประโดก ประโดก คือถ้าตัดเสียงหน้าต้องถ่วงเสียงหลังตามหลักการของนิรุกติศาสตร์ หรือ philology ตัดเสียงหน้าถ่วงเสียงหลัง ถ้าเป็นธรรมดาคำอย่างนี้มีมากมายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำในตระกูลคำโดดน่ะ ถ้าตัดเสียงหน้าต้องถ่วงเสียงหลังอยู่เสมอ ก็จากดงโพระดก ก็กลายเป็นดงประโดก

          อีกคำหนึ่งที่ถามมาคำนี้ค่อนข้างตอบยากอสมควรนะครับ คือคำว่าปากโทกของพิษณุโลกเราเนี่ย ปากโทก หมายความว่าประการใด ผมคงจะกราบเรียนตามการเทียบนะครับ เทียบกับคำบางคำ ที่มันมีคำว่าโทกๆ อยู่ ไอ้คำว่าโทกเนี่ย มันมีอยู่หลายที่ มีโอกาสไปพะเยาระหว่าง ม.นเรศวร วิทยาเขตพะเยา กับทางเข้าในเมืองเนี่ย จะมีหมู่บ้านๆ หนึ่งชื่อว่าหมู่บ้านแม่กาโทกหวาก อันนี้ผมก็เคยถามเขาหลายครั้งว่า โทกหวากนี่คืออาการประการใด หรือว่ามันร้องหรืออย่างไร ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด

          ส่วนที่จังหวัดนครราชสีมานั้น มีอำเภอๆ หนึ่งเดิมทีเดียวเนี่ยชื่อ อ.กะโทก อ.กะโทก ก็ทางกรุงเทพฯ ไปถามคนนครราชสีมาหรือคนโคราชว่ากะโทกมันแปลว่าอะไร คนโคราชก็บอกว่า แหม…ระยะทางจากนครราชสีมาไป อ.กะโทกเนี่ย 28 กม. แต่ทางมันไม่ค่อยดีเลย เวลานั่งรถไปรถมันกระแทกเลยเรียกว่า กะโทก ฟังดูก็ไม่ค่อยจะเข้าท่าเข้าทางเท่าไหร่นักหรอก กระแทก กับ กะโทก มันไปกันได้ยังงัย ก็เป็นเหตุให้คนกรุงเทพฯ ฟังดูแล้วก็ไม่ค่อยจะเข้าอกเข้าใจว่ามันคืออะไร

          ท้ายที่สุดเลย ทางฝ่ายบ้านเมืองเราก็เลยเปลี่ยนชื่อ อ.กะโทก เนี่ย เป็น อ.โชคชัย ฟังดูค่อยเข้าท่าหน่อย ตั้งแต่นครราชสีมา ผ่านด่านเกวียน ไป อ.โชคชัย จะออกไป อ.นางรอง ของบุรีรัมย์เนี่ยไปสายนี้ได้ แท้ที่จริงแล้วคำว่า กะโทก เนี่ยมันเป็นชื่อกร่อนของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ต้นไม้นั้นคือต้นกะทกรก กะทกรกต้นนี้นะครับท่านที่เชี่ยวชาญทางด้านพฤกษาศาสตร์ ทางด้าน botany เนี่ย ถ้ากะทกรกของภาคกลางเนี่ยมันเป็นเถานะครับ มันมีกะทกรกของฝรั่งด้วย passion ตัวนั้น

           passion fruit เนี่ย กะทกรกฝรั่ง ไอ้นั่นมันเป็นเถาของเราก็เป็นเถา มีลูกมันจะมีตาข่ายล้อมไว้ เวลาลูกแก่จัดก็เป็นสีเหลือง ทางโคราชไม่เรียกว่า กะทกรก โคราชหรือนครราชสีมาเรียกลูกประเภทนี้ว่า ตำลึงทอง ทางภาคกลางทั่วไปเรียก กะทกรก นั่นเป็นพืชเถา

          แต่คำว่ากะทกรกของภาษาโคราชทางนครราชสีมานั้นกะทกรกเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง ต้นไม้ขนาดเล็กยอดใช้เป็นผักนะครับ เป็นพืชขึ้นมาเนี่ยไม่ใช่พืชเถานะครับ เป็นต้นขึ้นมาเลย เป็นพืชใบเลี้ยงคู่นี่แหละ dicotyledon เนี่ยนะครับ มันก็สูงขึ้นมาประมาณต้น อืม…ใกล้ๆ กับต้นพุดซ้อน ต้นมะลิวัน ต้นอะไรเนี่ย คือมันเป็นไม้ดอกอะไรอย่างนี้ แต่มันเป็นไม้ใบที่มีดอก ยอดรับประทานได้ เขาก็เอามาต้มรับประทานกับน้ำพริก ทางนั้นเรียกว่ายอดกะทกรก

           นี่ทางคนภาคกลางไปก็ตกใจ ว่ากะทกรกทำไมรูปร่างเป็นอย่างงี้ ทางคนกำแพงเพชรเขาก็บอกผมว่า กะทกรกก็เป็นต้นไม้ขึ้นมันไม่ใช่เป็นเครือ เป็นไม้ที่เป็นต้นไม่ใช่เป็นเครือ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ก็มีต้นไม้ชื่อต้นกะทกรก เรียกนานๆ เข้า กะทกรกเนี่ยกร่อนเสียงหลัง เขาเรียก ซินโคป คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ กร่อนเสียงหลังไปเสีย เหลือกะทก รก นั้นหายไป ถ้ากร่อนเสียงหลังก็ต้องถ่วงเสียงกลาง หรือเสียงหน้าไว้ ฉะนั้นจาก กะทกรก ถ้าถ่วงเสียงกลางก็กลายเป็น กะโทก ที่มามันก็คือตัวนี้ กะทกรกกร่อนหรือตัดเสียง รก ออกก็เหลือเป็น กะทก แล้วก็ยืดเสียงให้ยาวก็เป็น กะโทกโลก เฮ้ยก็เป็น กะโทก ส่วน รก ก็ตัดไป ถ้าเป็นกะโทกโลกจะฟังไม่เพราะแน่เลย ก็เป็นกะโทก เพราะฉะนั้นคำว่า ปากโทก ก็น่าจะมีความหมายว่า เป็นปากแม่น้ำที่มีต้นกะทกรกขึ้นมาก แล้วเสียงมันก็กร่อนไปกลายเป็น ปากโทก อันนี้ก็ต้องว่ากันอีกที

            ก็ขอความกรุณาท่านผู้ฟังที่ เออ…ได้มีรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับปากโทกเนี่ย กรุณาเขียนหรือโทรมาก็ได้นะครับ 055-261000-4 นะครับ ต่อ 2112 โทรเข้า ม.นเรศวรนะครับ แล้วก็ต่อ 2112 บางทีจะได้ทราบว่าปากโทกจริงๆ หมายถึงอะไร แต่ในตอนนี้ผมก็สันนิษฐานเอาว่ามาจาก ปากน้ำซึ่งมีต้นกระทกรกมาก ก็อยู่ริมแม่น้ำน่านเราเนี่ยครับ ปากโทกเนี่ยครับ ใกล้ๆ ตรงนี้เองแหละ ใกล้ๆ หัวรอปากโทกอะไรเนี่ย มีต้นกระทกรกขึ้นมากนานๆ เข้าเสียงรกหายไป ก็เหลือกะโทก ต่อมาทำว่า กระ หายไปก็เหลือคำว่า โทก คำเดียวนะครับ กระ หายไปอาจเป็นไปได้ว่ามีปากเข้ามาแทนที่ ปากกะโทก ปากโทกนะฮะ ก็เลยหายไป

            สำหรับการหายไปของคำ หรือมันมากลืนเสียงกันเนี่ย มันมีมากมายครับในภาษาไทย มากมายภาษาไทย ภาษาตระกูลไทยเนี่ยมีมาก คำว่าพระพุทธเจ้าข้า ก็กร่อนเหลือ พระย่าข้าก็มี พระพุทธเจ้าข้าก็เหลือเป็น พะย่ะค่ะ อันนี้ก็เรียกว่ากร่อนมากทีเดียว คำว่าเจ้าข้า เจ้าข้า เป็นคำตอบรับ ตัดเสียงหลังทิ้ง ตัดข้าทิ้งเสีย ถ่วงเสียงหน้าจากเจ้าข้าเป็น จ้าว ตัวนี้ก็เหมือนกันก็กลายเป็นภาษาทางเชียงใหม่นะครับ รับคำว่า เจ้าข้า มาเป็น จ้าว ส่วนคำว่า ขา อย่างเนี้ยนะ คะ อย่างเนี่ย เพคะ พะย่ะค่ะ มันมาจากพระพุทธเจ้าข้า คำเดียวกันแล้วก็มายืดเสียง ตัดเสียง กร่อนเสียง อะไรก็ว่ากันไป อันนี้ต้องให้นักนิรุกติศาสตร์ หรือ นักนิรุกติวิทยา คือทั้งพวก philologist หรือ etymologist ก็แล้วแต่ เขาจัดการตรวจสอบดูว่าที่ผมพูดมาเป็นประการใด ถ้ามันไม่ถูกก็จะได้แก้ไขให้มันถูก ความจริงมันเป็นประการใดนะครับ

           และคำที่ท่านถามมาก็มีอยู่ 4 คำนี้ จูงนาง คันโช้ง ดงประดู่ ปากโทก ก็ตอบไปเท่าที่สามารถตอบได้ในขณะนี้ แต่ถามว่ามันมีนิทานประกอบไหม ก็ยังไม่พบนะครับเรื่องนี้ ยกเว้นจะแต่งเอาใหม่ในสมัยใหม่ก็คงจะมีกระมัง แต่นิทานประกอบปากโทกนี้ก็ยังไม่พบ นิทานประกอบดงประดู่ ค้นโช้ง นี้ก็ยังไม่พบ

           มีแต่จูงนางที่เล่าเรื่องว่า จูงผู้หญิงเท่านั้นแหละ ส่วนจดหมายอีกฉบับหนึ่งก็เขียนถามมาว่า ตอนนี้น้ำท่วมกันมาก อันนี้คงจะเขียนมาตอนน้ำท่วมตอนเยอะๆ ตอนนี้น้ำลดซะแล้วนะครับ น้ำท่วมทั่วไปเนี่ย มีวรรณกรรมอะไรที่เกี่ยวกับน้ำท่วมบ้าง แหม…มากทีเดียวแหละที่เกี่ยวกับน้ำท่วม มันอยู่กับว่าที่มามันมาทางไหนด้วยนะท่านนะ

           ยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อของพวกฮินดู เมื่อก่อนเนี่ยเขาเชื่อว่าโลกมันแบนเหมือนแผ่นกระดาษ แบนเหมือนเสื่อนี่แหละ แล้วครั้งหนึ่งพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 7 ดวง ตะวันนะในนั้นเขาใช้ว่า 7 ตะวัน 7 ดวง ขึ้นพร้อมกันแสงร้อนแรงมาก จากนั้นก็มีฝนตกมา 7 วัน ดับความร้อนดับไฟที่ไหม้โลกทั้งหมด อันเกิดจากความร้อนแรงของแสงอาทิตย์นั้น ตกอยู่ 7 วัน ตกเนี่ยน้ำท่วมเต็มไปหมดเลยนะท่านนะ นั่นก็น้ำท่วมโลกอันแรกที่เราทราบกันอยู่

            ของฮินดูเขาเป็นอย่างนั้น ฝนตกมาก็น้ำท่วมโลกทั่วไป ฝนตกมา 7 วัน 7 คืน เพื่อจะดับไฟที่มันร้อนที่มันไหม้โลกอยู่ มีความร้อยแล้วก็มีความเย็น มีน้ำแล้วก็มีไฟ โลกเราก็เป็นธาตุดิน ในเมื่อมีน้ำ มีไฟ แล้วก็ยังมีลมพัดอีกด้วย ธาตุทั้ง 4 นี้ ถ้าเกิดความพอดีขึ้นมาก็ทำให้เกิดสันติสุข ถ้าไม่พอดีก็ไม่เกิดสันติสุข ถ้าธาตุน้ำมากเกินไปก็ไม่ก่อให้เกิดสันติสุข

            ปัจจุบันทางเขตอ่างทอง แถวอยุธยา ใกล้กรุงเทพฯ เข้าไปแถวปริมณฑล ก็มีน้ำขังอยู่ ขาดความสุขไปพอประมาณทั้งนี้อาจเพราะพระคงคามีความพิโรธ อาจพิโรธที่เราทำน้ำสกปรกมากเกินไปก็ได้ ก็เลยท่วมเพื่อล้างเอาความสกปรกออกไป ถ้าล้างทุกปีก็คงจะลำบาก นี่ถ้าพระคงคาพูดได้ พระองค์คงจะพูดว่านี่ถ้าทำสกปรกอย่างนี้ทุกปีก็คงต้องล้างแบบนี้ทุกปี

           ที่จริงน้ำท่วมนี่มันก็มีมาแต่โบร่ำโบราณนะท่าน ในพงศวดารกรุงศรีอยุธยา ก็บอกไว้ว่า ในสงครามเสียกรุงครั้งที่ 1 นั้นพอเสียกรุงได้เพียง 2- 3 วัน น้ำเหนือก็บ่าเข้ามาท่วมกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด นี่ถ้าพม่าตีกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ไม่ได้ แล้วตั้งทัพกันอยู่ข้างนอกล่ะก็หม่องลอยน้ำกันเต็มไปหมดล่ะครับ แต่นี่ปรากฏว่าตีเข้าไปได้ซะก่อน เพราะฉะนั้นก็แปลว่าน้ำท่วมมันก็เป็นปรากฏการณ์ แต่นานๆ มีซักครั้งหนึ่ง แต่ปัจจุบันก็ปรากฏว่ามีเกือบจะทุกปี สาเหตุก็เพราะว่าป่าไม้ไม่ค่อยจะมี หรือว่าเราไปทำอะไรกั้นทางเอาไว้ให้เขาไหลไม่ปกติหรือไม่ นี่ก็เป็นข้อสงสัยบางประการ ซึ่งคงจะต้องตรวจสอบกันดูว่าเหตุใดน้ำจึงท่วม เช่นนี้นะครับผม

           อ่ะนี่ก็ของฮินดู คราวนี้ในคัมภีร์ไบเบิลนะครับ พระคัมภีร์เก่าก็กล่าวถึงน้ำท่วมโลก ในพระคัมภีร์เก่า หรือ The old testament กล่าวถึงว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสบอกแก่โนอาห์ เซ้นต์โนอาห์ หรือ นักบุญโนอาห์ โนอาห์นี่ปรากฏในไบเบิลนะครับ ในพระคัมภีร์เก่า ถ้าไปดูในคัมภีร์อัลกุรอาลก็ไม่เรียกว่า เซ้นต์โนอาห์ แต่เรียกว่า ท่านนบีนูหะ อลัย ฮิสลาม นั่นเอง ก็เป็นคนๆ เดียวกันนี่แหละครับ คือเป็นคนที่พระผู้เป็นเจ้าได้มาบอกว่า น้ำจะท่วมโลก เพราะฉะนั้นให้จัดการสร้างเรือเสีย แล้วให้นำสัตว์ตัวผู้ตัวเมียเป็นคู่ขึ้นไปไว้บนนั้น สัตว์ก็จะรอดตาย มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน

           ท่านเซ้นต์โนอาห์ก็จัดการสร้างเรือขนาดใหญ่ขึ้น ชื่อว่า เรืออาร์ค เรืออันนี้เมื่อสร้างเสร็จก็เอาสัตว์ทั้งหมดรวมขึ้นไปในนั้น แล้วก็จากนั้นน้ำก็ท่วมโลก นี่ในพระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวเรื่องอย่างนี้เอาไว้

            ส่วนทางเรื่องของพุทธนั้น ถ้าถามว่ามีน้ำท่วมโลกไหม ก็ไม่ถึงกับท่วมโลกหรอก แต่มีครั้งหนึ่งที่พญามารและธิดาของพญามารทั้ง 3 เนี่ย ได้ไปผจญพระพุทธองค์และ ณ ตอนนั้นเนี่ยแม่พระธรณีได้ขึ้นมาบีบมวยผม ทำให้เกิดน้ำท่วม บุคคลเหล่านั้นก็ตายไปทั้งหมด นี่ก็เป็นเรื่องของบุคลาธิษฐาน หรือ personification นะครับ ทำให้เป็นตัวบุคคลขึ้น ทั้งที่อาจจะเป็นเรื่องภายในจิตในตอนนั้นก็ได้ อันนี้ต้องพูดกันอีกทีหนึ่ง

            แต่ถ้าพูดในภาษาพวกเราล่ะก็มันก็มีน้ำท่วมอยู่ แต่เป็นน้ำท่วมที่บีบออกจากมวยผมของพระแม่ธรณี นี่ก็พูดถึงเรื่องน้ำท่วมให้ฟัง ก็คงจะมีเรื่องอื่นอีกหลายเรื่องทีเดียวอย่างเช่นน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในสมัยไหนอะไรทำนองนี้นะครับ ก็คงจะพูดไว้แค่นี้ก่อนก็คงจะดี

            ก็ไปถึงจดหมายอีกฉบับหนึ่ง จดหมายฉบับนี้ถามผมดีมากเลย ถามว่าเรื่อง "วรรณกรรม" นี่นะ เอามาพูดกันทำไมอ่ะ มันดีขึ้นยังไง บางเรื่องก็เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ เป็นเรื่องนิทาน เรื่องอะไรก็ไม่ทราบ บางเรื่องก็เป็นเรื่องตลก ถามว่าถ้าพูดกันจะมีประโยชน์อะไร ?.

           อันนี้ผมก็ต้องกราบเรียนว่า ส่วนประกอบของมนุษย์เราเนี่ยนะครับ มันมีกาย มันมีจิต และมันก็มีสมอง มันมี 3 ส่วน กาย แล้วก็จิต แล้วก็สมอง กายนั้นเรามีอาหารกาย อาหารกายก็คืออาหารที่เรากินกันนี่แหละครับ มีพวกพืช พวกสัตว์ พวกอะไรเอามาทำข้าวปลาอาหารกินกันเนี่ย เอามาดื่มมากินกันนี่แหละครับ อันนี้เป็นอาหารกาย ส่วนอาหารทางสมองนั้นเรารับจากวิทยาการสาขาต่างๆ มากมาย หลายท่ารับอาหารสมองจากวิชาฟิสิกส์ จากเคมี จากชีวะ จากภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์ จากอะไรต่างๆ จากแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ อะไรก็รับกันไปเถอะ อันนั้นเป็นอาหารสมอง อาหารทางปัญญาน่ะครับ

           ของบางอย่างพอเรารับเข้าไปก็เกิดปัญญา ก็เรียกอาหารปัญญา วิชาคณิตศาสตร์เนี่ยให้อาหารปัญญาแก่เราสูงมากทีเดียว ส่วนประกอบที่ 3 ของร่างกายนะ ร่างกายมี กาย สมอง กายเราใช้อาหารกาย สมองเราใช้อาหารปัญญา อีกส่วนหนึ่งก็คือจิตครับ ส่วนที่เป็นจิตเนี่ยก็มีอาหาร มียาเฉพาะ

          ผมจะยกตัวอย่างถ้าเราไม่สบาย ใจไม่สบายเนี่ยนะครับ สิ่งที่จะช่วยเราได้ เอาสิ่งหนึ่งยังไม่ถึงวรรณกรรมก็คือ ดนตรี อาจเป็นดนตรีบรรเลงเฉยๆ เนี่ยนะครับ ไม่มีคำร้องก็ได้ ภาษาทางดนตรีเขาเรียกว่า instrumental music เนี่ยบรรเลงออกมา มีแต่บรรเลงไม่มีเนื้อ จะเรียกว่าดนตรีมังสวิรัตก็ไม่ได้นะครับ เพราะมันไม่เกี่ยวกัน ดนตรีบรรเลงเฉยๆ เนี่ยนะก็ทำให้เราสบายอกสบายใจนะครับ

          คนเราเนี่ยถ้าแม้นว่าเกิดความทุกข์ ก็สามารถใช้ยาใจ ใช้อาหารใจ คือวรรณกรรมคือดนตรีเนี่ยเข้าช่วยได้ แต่ถ้าไม่มีดนตรี ไม่มีวรรณกรรมเวลาเราทุกข์ใจ จะเอาอะไรเข้าไปช่วยเหลือล่ะ คนที่เหงาใช้ดนตรีใช้วรรณกรรม อาจจะเป็นเรื่องเล่า อาจจะเป็นเรื่องที่อ่าน ก็พอจะประทังไปได้ครับ เกิดความคิดที่จะอยู่ในโลกนี้ ปรับความทุกข์ความโศกให้กลายเป็นความพอดี แล้วก็กลายเป็นความสุขได้ ดนตรี ศิลปะเหล่านี้เป็นอาหารทางจิตนะครับ ถึงมันจะไม่ทำให้เราเฉลียวฉลาดเท่ากับวิทยาการบางสาขา แต่มันก็ทำให้เราอยู่ในโลกนี้อย่างสบาย บางครั้งอาหารกายเรามี อาหารปัญญาเรามี แต่มันไม่ทำให้เราเป็นสุขท่านเคยเป็นไหม มันว้าวุ่นอยู่ตลอดเวลาเลย อะไรๆ ก็มีพร้อมแต่ไม่มีความสุข หน้าตาก็หงิกงอ นั่นเพราะท่านขาดอาหารจิต ถ้าขาดวรรณกรรม ท่านขาดดนตรีโดยแท้

           ที่ผมพูดนี่ก็คงยังไม่จบหรอกครับ คงจะมีเวลาในการพูดครั้งต่อไปอีก แต่พอดีในช่วงนี้ก็หมดเวลานะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขออนุญาติกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ แล้วพบกันอีกครั้งหนึ่งครับ สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>