วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 127 เรื่อง พระบรมราโชวาท แผนที่ชีวิต 4
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

ความรัก ทำให้วันเวลาล่วงเลยผ่านไป เช่นเดียวกับกาลเวลาที่ทำให้ความรักล่วงเลย จากนี้ไปเชิญท่านติดตามรับฟังรายการวรรณกรรมสองแคว
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ
รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการ ครับ ในวันนี้ก็จะกล่าวถึง วรรณกรรมซึ่งชื่อว่าแผนที่ชีวิต ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นวรรณกรรมที่ได้รวบรวมมาจากพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครับ แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้นะครับ ก็จะมีคำถามมาเป็นสองฉบับ
ฉบับที่ ๑ ขอให้ผมสันนิษฐาน นี่ผมสันนิษฐาน ขอสันนิษฐานคำว่า ครุฑ ครุฑที่เป็นตราครุฑ นี้เป็นนก เป็นครุฑ ครุฑที่บิน ครุฑอยู่ในธนบัตร ครุฑนี่ถ้าจะเทียบกับนกในปัจจุบันจะคือนกอะไร นกอะไรจึงจะเทียบได้กับครุฑ ขอให้สันนิษฐานโดยใช้รากศัพท์ อันนี้คือใช้รากศัพท์นะครับ จะไปเดาไม่ได้ ว่าครุฑหน้าตาเป็นอย่างไร ครุฑหน้าตาเป็นอย่างนั้น ไปเหมือนนกอะไรนี่ ก็ต้องใช้รากศัพท์ ครุฑนะครับ เป็นรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ถ้าทำเป็นบาลีก็ต้องเปลี่ยนตัว ฑ เสียง ฑ ให้เป็นเสียง ตัว ฬ เสีย เพราะว่าถ้าหากสันสกฤตเป็น ฑ บาลีก็จะเป็น ฬ เป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตัวสะกด ตัวอย่างในคำว่าจุฑา จุฑา บางคนชื่อว่าจุฑารัตน์ จุฑาก็มาจากรากศัพท์สันสกฤตเขาถ้าจะทำเป็นบาลีก็จะเป็นจุฬา ก็เป็นคำเดียวกัน จุฑา จุฬา ฉะนั้นครุฑ ก็เป็น ครุฬ แต่ที่นี้ถ้าเป็น ครุฬ เราลองตัดเสียงตัวสะกดท้ายเสียง ตัว ฬ ดูซิ เพราะเสียงตัวสะกดท้ายนั้นหายไปได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของพยัญชนะเหลวพวกนี้นะ โบราณว่าเสียงพยัญชนะเหลว มี ย ร ล ว เสียง ฬ จะสังกัดอยู่ในเสียงนี้ด้วยถ้าตัดเสียง ฬ ออก ก็จะเป็นเสียง ครุ ครุ ไม่ใช่ครุฬ เป็นครุ ทีนี้ครุลองไปเทียบเสียงของภาษาฝรั่งเศสดูมีคำหนึ่ง คำว่าครู นี่ผมอาจจะออกเสียงฝรั่งเศสผิดนะ ครูจะเขียนว่า เซแออูเออ เซแออูเออ ครู นะครับ ซึ่งจะเขียนเป็นอังกฤษ ก็เป็นเครน ซีอาร์เอเอ็นอี เครน ครู เครน ครู เครน ครุฑ ครุ คำว่าเครนหมายถึงนกกระเรียน นะครับนกกระเรียนซึ่งทางเหนือเรียกว่านกเขียน คำเดียวกันนี้นะ กระเรียน นั้น เครน กระเรียน ครู ครุฑ มันใกล้กันนะระหว่างกระเรียน กับครุฑ อันนี้ก็เป็นการใช้วิชาทางเอสทิโมโลยี หรือนิรุกติวิทยา คือเทียบกับเสียง และก็สันนิษฐานนะครับ ไม่ใช่การลากเข้าความนะครับ ไม่ใช่ ป๊อปปูล่าเอสทิโมโลยี คนละเรื่องกัน นี้มันเป็น เอสทิมอโลยีก็คือนิรุกติวิทยานั้น ถ้าท่านถามผมว่า ครุฑนี่จะมาจากนก คือนกอะไร ถ้าให้ผมสันนิษฐานผมก็สันนิษฐานว่า ครุฑ ก็คือนกกระเรียน ที่จริงนี่นกกระเรียน ก็เป็นนกที่ยิ่งใหญ่ของจีนเขาทีเดียวนะ พวกเซียนเขาขี่นกกระเรียน แต่พอมาถึงเรา ครุฑของเราหน้าตาย่อมจะแปลกไปจากนกกระเรียน เพราะมันเป็นสัตว์ในจินตนาการนะครุฑนี่ ถ้าจะมาจากนกกระเรียน ท่านก็คงจะก็อาจจะได้ยินสายการบินกระรูดะ ท่านคงเคยได้ยินนะครับของอินโดเนเซียนะครับเป็นสายการบินชื่อกรารูด้า กรารูด้า ก็คือครุฑครับ ก็ตัวเดียวกัน กรารูด้า ก็เป็นอันตอบคำถามฉบับแรก ว่าครุฑ จะหมายถึงนกอะไรได้ ขอให้สันนิษฐานผมก็สันนิษฐานว่าหมายถึงนกกระเรียน ช่วงนี้ก็หายากนกกระเรียน นี่นะครับ เหลือแต่ร่องรอยเดิม ที่เป็นชื่อหมู่บ้าน เช่น ห้วยเรียน อย่างนี้ ห้วยเรียนก็อยู่ระหว่างสถานีแม่ตาลน้อย กับ สถานีห้างฉัตร แม่ตาลน้อยกับห้างฉัตรก็เป็นห้วยเรียน คงเป็นห้วยที่มีนกกระเรียนลงมาอยู่ ก็เหลือแต่ความหลังเหมือนต้นยางกระทุงอย่างนี้ นกกระทุงเคยมาจับต้นยาง อย่างนี้ก็เป็นความหลังเหลือแต่ต้นยางอยู่เฉย ๆ มันก็เหลือความหลังได้ กระเรียนมันก็หายากเข้า หายากเข้า เพราะระบบนิเวศมันไม่เอื้อให้นกกระเรียนที่จะอยู่ได้ และก็จากความโหดร้ายของมนุษย์ด้วยนะ ก็ล่ากันซะจนไม่มีเหลือ ก็วันนี้ก็มีการประชุมกันอยู่นะครับพวกพืชพันธุ์พวกสัตว์อะไรต่าง ๆ ที่กรุงเทพ ฯ นั่นนะครับเป็นการประชุมนานาชาติด้วย คงไม่มีใครพูดถึงนกกระเรียน หรอกเพราะเห็นจะพูดเรื่องโลมา ลีลาวดี กระเรียนนั้นน่าสงสาร แต่ก่อนก็เคยเป็นครุฑนะผมว่า นี่ฉบับที่ ๑ นะครับท่าน
ฉบับที่ ๒ เลย อันนี้ถามชื่อว่า ชื่ออำเภอบางระกำ คำว่าระกำนี่ หมายถึงอะไร ๑. บางระกำ ๒. บ้านโคน มีบางระกำ มีบ้านโคน และยังมีคำพูดคล้องจองเดี๋ยวผมจะพูดให้ฟังเอาคนละอย่างคนละคำก่อนนะครับครั้งละคำก่อน คำว่าบางระกำ มันคงจะไม่หมายถึงตกระกำลำบากนะท่านนะ แต่หลายคนเขาจะพูดว่าบางระกำนี่ ชื่อของพิษณุโลกมีบางระกำมีทุ่งโศกา มีบ้านสะอัก มีตำบลท้อแท้ ทำนองนี้ มันเรื่องของความหมดหวัง เรื่องของความระทมทุกข์ทั้งนั้น ทุ่งโศกา บ้านสะอัก บ้านท้อแท้ ตำบลท้อแท้ วัดโบสถ์ แล้วก็บางระกำ ชื่อบางระกำ ระกำตัวนี้ ผมได้สอบถามจากชาวบ้านบางระกำ เขาบอกว่าเป็นชื่อต้นไม้ แต่ไม่ใช่ต้นระกำที่เราเคยเห็นที่แถบชายทะเลที่เอามาปลูกนะ จะเป็นไม้ชนิดหนึ่งเขาก็บอกว่า ถ้าอยากจะดูก็ไปดูที่โรงเรียนบางระกำบ่อวิทย์ก็ได้ มันมีต้นไม้ชนิดนี้อยู่มันชื่อต้นระกำ เนื่องจากมันมีต้นระกำอยู่มาก จึงเรียกว่าบางระกำ ก็ไม่เสียหายอะไรหรอกครับ มันเป็นพืชชนิดหนึ่งก็ต้องตรวจสอบดูว่าพืชชนิดนี้มันมีมาอย่างไร หรือมาตั้งชื่อใหม่ต้องตรวจสอบกันทางชีววิทยา ก็ได้นะครับทางวิชาชีววิทยา พวกพฤกษศาสตร์ พวกวัสทนี อันนี้ต้องไปเรียนถามท่าน ดร.คงศักดิ์ ล้อมเทพ ท่านก็จะตอบได้ทันทีว่าระกำอยู่วงศ์ไหน อะไร ยังไง นะครับ ฉะนั้นผมก็ขอตอบเป็น ๒ แนว ระกำจะเป็นชื่อพืชอีกชนิดหนึ่งชื่อต้นไม้ อีกประเภทหนึ่งเป็นอาการก็ได้ บางระกำ มาตกระกำลำบาก แต่ว่าถ้ามันเป็นอาการก็คงจะเปลี่ยนชื่อไปนานแล้วนะแต่คนบางระกำนี่เขาก็เป็นคนที่อดทนนะท่าน อดทนมาก ขวนขวาย เป็นคนขยัน หน้าน้ำก็จับปลาขาย หน้าน้ำท่วมก็จับปลาขาย จับสัตว์น้ำขาย หน้าแล้งแห้งจัดขุดดินขาย เขาเป็นคนที่ไม่ขี้เกียจนะ เป็นคนขยัน เป็นคนที่ว่องไวคล่องแคล่ว เป็นลักษณะของคนบางระกำท่านถามบางระกำนะครับอำเภอบางระกำ นี่เอง อีกคำหนึ่งคำว่าบ้านโคนที่ถามมานี้บ้านโคนนะท่านนะ โคนมันไม่ใช่เห็ดหรอกท่านไม่ใช่บ้านที่มีเห็ดโคนขึ้นมากมาย ถ้ามีเห็ดโคนขึ้นมากทำไมไม่ชื่อบ้านเห็ดโคนแล้วนะ หลายท่านก็สงสัยว่าบ้านโคน โคนนี่แปลว่าช้างหรือเปล่าเวลาที่เราเล่นหมากรุกนี่ตัวเล่นมันมีเรือ มีม้า มีโคน มีขุน มีเม็ด โคนตัวนั้นหลายคนหมายถึงช้างนะฮะ คณะคนปรากฏในยวนพ่ายนะฮะ “ คณะคนคลึมเสียง” จะหมายถึงช้าง แต่โคนในที่นี้แปลว่าดั้งเดิม ท่านเริ่มแรกเราเรียกว่าโคน บ้านโคนอย่าไปสับสนกับเมืองคณฑี เมืองกำแพงเพชรนั่น หลายคนก็บอกเดิมว่าชื่อบ้านโคนต่อมาก็กลายเป็นคณฑี โคนแปลว่าดั้งเดิมที่พูดว่าดั้งเดิมมันมีเรื่องน่าคิดนะท่านนะ ถ้ามีโอกาสอ่านพงศาวดารเหนือ ในพงศาวดารเหนือเขาจะเขียนเอาไว้ว่า พระบรมสารีริกธาตุในหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น มีประดิษฐานอยู่ในสองแห่งแห่งหนึ่งคือที่วัดเสนาท อำเภอวัดโบสถ์ กับอีกแห่งหนึ่งคือที่วัดบูรพาราม ตำบลบ้านโคนจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างนี้นะ นี่ผมใส่จังหวัดเข้าไปเองนะ เขาพูดแค่บ้านโคนเฉย ๆ เพราะว่าพระบรมสารีริกธาตุมีที่บ้านโคนที่หนึ่ง และก็อยู่ที่วัดเสนาทที่หนึ่งในหัวเมืองฝ่ายเหนือ หรือภาคเหนือตอนล่างนี่ก็มีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ ๒ ที่นี้เท่านั้น ที่เราไปนมัสการกราบไหว้กันอยู่ปัจจุบันก็วัดเสนาทนี่เก่าแก่ที่สุดเลยนะท่านะ พระบรมสารีริกธาตุ แต่ที่บ้านโคนที่วัดบูรพารามผมได้ไปตรวจสอบหลายครั้งแล้วครับ พยายามหาหลักฐานว่าจริง ๆ อยู่ตรงไหน เข้าใจว่าจะเป็นบริเวณที่ขุดลอกเป็นสระไปแล้วนะครับ แต่ไม่พบหลักฐานอะไรทั้งนั้นเลย นั่นก็เป็นเรื่องของบ้านโคน ซึ่งผมพยายามจะสันนิษฐานว่าหมายถึงดั้งเดิม บ้านดั้งเดิม บ้านโคนนี่ ถ้าพวกเรามีโอกาสอ่านพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ในตอนที่เกิดการสู้รบการสงคราม ขึ้นระหว่างสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กับ พระเจ้าติโลกราช ซึ่งเป็นมหาราชเจ้าเชียงใหม่ครับในตอนนั้นกองทัพจากพิษณุโลกยกตามลำน้ำน่าน บอกไว้เลยว่ายกตามแควน่าน แล้วก็ในนั้นบอกว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จหนุนทัพไปถึงบ้านโคน ใช้คำนี้เลยครับบ้านโคน จะขึ้นตีเมืองเชียงชื่น จากบ้านโคนก็คงจะลัดออกไปทางศรีนครปัจจุบันแล้วก็ไปลงน้ำยมอีกครั้งหนึ่งนั่นก็แปลวว่ายกทัพทางเรือขึ้นไปก่อนที่จะเปลี่ยนไปยกทัพขึ้นทางบก หรือทั้งเรือทั้งบกไปพร้อมกันก็ได้ แล้วก็เข้าไปตีเมืองเชียงชื่น โดยขึ้นไปทางลำน้ำยม แต่ตอนที่ไปบ้านโคนนี้ไปตามลำน้ำน่านเพราะแม่น้ำน่านไหลผ่านบ้านโคนอยู่นะครับ จากพิชัยมาบ้านโคน บ้านโคนก็อยู่อุตรดิตถ์นะท่านนะ แต่อยู่ติดกับบ้านบุ่งพิษณุโลก บ้านโคน บ้านบุ่งแล้วมาถึงหนองตมนี่ผมพูดตามสถานีรถไฟนะ บ้านโคน บ้านบุ่ง หนองตมพรหมพิราม ที่ท่านถามมา ผมก็พยายามตอบไปโดยการสันนิษฐาน มันก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรแท้ ๆ หรอก วรรณกรรมประกอบเรื่องนี้ จากนั้นท่านก็เขียนเป็นคำขวัญ อันนี้ไม่ใช่คำขวัญเป็นคำคล้องจองท่าน ขอให้อธิบายคำขวัญนี้ อธิบายคำคล้องจองนะผมว่าอย่างนี้ดีกว่า มันไม่ใช่คำขวัญหรอก คำคล้องจองนี้บอกว่า เด็กบ้านใหม่ ควายไผ่ขอ สามล้อคลองตาล จักรยานพิษณุโลก เขาถามว่ามันคืออะไร เอ้อ ที่ท่านนำมาเป็นคำคล้องจองนี้ มันเป็นคำคล้องจองที่คนขับรถยนต์โดยสาร รถยนต์โดยสารสมัยก่อนเป็นรถยนต์สองแถวนี่แหละครับ วิ่งระหว่างกงไกรลาศมาพิษณุโลกหรือรถจากสุโขทัยมาพิษณุโลกนี่ฮะ เขาจะพูดถึงสิ่งต่อไปนี้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้การขับรถนั้นยากลำบาก เต็มไปด้วยอุปสรรคมิใช่น้อย สิ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคในเวลาขับรถจากสุโขทัย มาพิษณุโลก เนี้ย ตามถนนสายสุโขทัย พิษณุโลก สิงหวัฒน์นี่แหละครับ เขาบอกว่า เด็กบ้านใหม่ บ้านใหม่ในที่นี้เข้าใจเอาว่าคือบ้านใหม่สุขเกษม คงจะไม่ใช่บ้านใหม่โพธิ์ทองหรอกครับบ้านใหม่สุขเกษมนี่ ก็อยู่ในเขตของอำเภอกงไกรลาศนะครับผม คนที่อพยพมาอยู่ที่นี่เป็นพวกมาจากสิงห์บุรีเป็นส่วนใหญ่ ที่บ้านใหม่สุขเกษม อันนี้เด็กก็คงจะมีมากสมัยโน้น เพราะคำคล้องจองมีมาตั้ง ๓๐ -๔๐ ปีแล้วครับ ๔๐ ปีถึงแล้วคำคล้องจองนี้ รถก็ยังไม่ค่อยหนาแน่นเท่าไรหรอก แต่มันก็จะมีเด็กออกมาเล่นข้าง ๆ ถนน คงจะวิ่งข้ามไปข้ามมา ตรงนั้นนะจะข้ามมากหน่อย เป็นเหตุให้การขับรถนั้นต้องระมัดระวังและคงจะเคยมีอุบัติเหตุอยู่เพราะฉะนั้นก็เลยเตือนกันเอาไว้ว่าระวังนะนั่นเด็กบ้านใหม่ คงจะเป็นบ้านใหม่สุขเกษม ท่านใดจะว่าเป็นบ้านใหม่โพธิ์ทองก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอ แต่บ้านใหม่โพธิ์ทองมันเล็กกว่าบ้านใหม่สุขเกษมนะครับ บ้านใหม่โพธิ์ทองก็ติดกับพิษณุโลกตรงคลองเมมนี่เองแหละครับคลองเมม คลองเมม เมม แปลว่าสุดท้าย คลองสุดท้ายที่ถึงตรงนั้นชายแดนพิษณุโลกข้ามไปก็เป็นบ้านใหม่โพธิ์ทองของสุโขทัยเค้าครับและก็เด็กบ้านใหม่ เด็กบ้านใหม่สุขเกษม ควายไผ่ขอ ไผ่ขอในที่นี้ก็ขึ้นกับพิษณุโลกแล้ว ไผ่ขอนั้นมี ๒ ที่ คือไผ่ขอดอนกับไผ่ขอน้ำนั้นแหละครับที่ดอนกับที่น้ำ ไผ่ขอ อันนี้ก็ควายไผ่ขอ ก็คงจะเดินเล่นตามถนน ควายนี่ถ้าเห็นเขาเดินบนถนนอย่าคิดว่าเขาจะหนีรถจะหลีกรถนะท่านนะ เขาเดินช้า ๆ เสียอย่างนั้นแหละ ฉะนั้นรถต้องหลีกควายกรณีของรถชนควายมีมากมายเลยทั่วประเทศเรานั้นแหละครับ มากจนกระทั่ง ดร.อุดม วโรจน์ศิขดิษฐ์ ของรามคำแหง เอาไปเขียนไว้ให้วิเคราะห์ทางภาษาศาสตร์กันว่า นายมีขับรถชนควายตาย แล้วให้วิเคราะห์ว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไรนะครับ นายมีขับรถไปชนควายและควายตายหรือว่านายมีขับรถไปชนควายที่มันตายอยู่แล้ว หรือว่านายมีขับรถไปชนควายแล้วนายมีตายแหมเขาเรียกว่าเป็นประโยคที่สองแง่สองง่าม แอมบิคิวอัส อะไรก็ว่าไป นี่ผมพูดเรื่องควายนะท่านนะ เพราะอะไร เพราะว่าควายเขาเดินช้าท่าน ที่จริงน่าสงสารนะเขาค่อย ๆ เดินนะควายนี่ช่วยเรามากเลยทีเดียวนะครับ ทำนงทำนาให้โดยตลอดนะครับ สมัยก่อนนวดข้าว ก็ใช้ควาย ไถนาก็ใช้ควาย และก็เป็นสัตว์ที่อาภัพด้วย เวลาจะด่ากันว่าโง่ ก็ด่ากันว่าโง่เหมือนควายเนี้ยะทำไมถึงเอาเขามาพูดอย่างนั้นก็ไม่รู้ทั้งๆที่เขาเป็นสัตว์มีบุญมีคุณต่อเมืองไทยเรามากทีเดียว มีบุญมีคุณแต่อาภัพนะท่านนะ เวลาพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี่เค้าเอาพระโคนะเอาวัวนะไปไถเนี้ยเข้าพิธีนะ วัวนะ วัวได้เข้าไป แต่ควายซึ่งไถจริงไม่ได้เข้าพิธีกับเขาหรอกน่าสงสารอยู่ เพราะอะไรเพราะว่าวัวนั้นเป็นพาหนะทรงของพระศิวะ เพราะฉะนั้นเลยได้ไปไถตรงนั้น อาภัพเหมือนควาย แต่ควายไผ่ขอนะไม่อาภัพหรอกแต่ชอบเดินข้าง ๆ ถนนและก็เดินข้ามรถก็ชนบ่อย คงจะเกิดอุบัติเหตุเพราะควายไผ่ขอนี้มากทีเดียวแหละ เพราะฉะนั้นคนขับรถจากสุโขทัยมาพิษณุโลก จึงให้คำคล้องจองว่า เด็กบ้านใหม่ ควายไผ่ขอ สามล้อคลองตาล อันนี้เข้าพิษณุโลกแล้วสามล้อคลองตาล คือสามล้อที่ขับในเมืองเราแต่ก่อนอยู่ที่คลองตาลนี่มาก ก็ขับเข้าไปในเมือง เวลาขี่สามล้อเข้ามานี้ก็คงไม่ค่อยระมัดระวังนะจะเป็นสามล้อแดงสามล้อธรรมดาก็ไม่แน่ใจ แต่เขาบอกว่าสามล้อคลองตาลก่อให้เกิดอุบัติเหตุมากในสมัยก่อนเมื่อซัก ๔๐ ปี มาแล้ว ก็เลยใส่เข้าไปว่าเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังในการขับรถจากสุโขทัยมาพิษณุโลกนะครับ เด็กบ้านใหม่ ควายไผ่ขอ สามล้อคลองตาล ท้ายสุดจักรยานพิษณุโลก จักรยานพิษณุโลก พิษณุโลกของเรานี้ มีชื่อเสียงในการขับขี่รถด้วยความไม่ระมัดระวังและก็ค่อนข้างจะผิดกฏหมายเขาว่ากันอย่างนั้นนะ นี้ผมก็ไม่ค่อยได้เข้าไปดูเขาขี่อย่างไง เขาบอกว่ารถพิษณุโลกเนี้ยไปขวาไปซ้ายได้หมด โอ้ยคงไม่จริงถึงขนาดนั้นหรอกครับท่านไปขวาไปซ้ายเดี๋ยวก็ชนกันหมดนะซิ คงไม่ขนาดนั้นหรอกจักรยานสมัยก่อนคงจะหมายถึงจักรยานที่ขี่นี่แหละคงไม่หมายถึงมอเตอร์ไซด์หรอกนะครับปัจจุบันก็ไม่ค่อยจะมีคนขี่แล้วฉะนั้นคำคล้องจองนี้ก็คงจะหมดสมัยละนะครับทวนอีกครั้งคำคล้องจอง เด็กบ้านใหม่ ควายไผ่ขอ สามล้อคลองตาล จักรยานพิษณุโลก คำคล้องจองอันนี้เป็นการบอกว่าสิ่งเหล่านี้ต้องระมัดระวังในการขับรถจากสุโขทัยมาพิษณุโลก หรือ จากพิษณุโลกไปสุโขทัยก็แล้วแต่เถอะปัจจุบันก็คงจะเปลี่ยนไปแล้วที่ว่านี้คงจะไม่ค่อยมี ก็เป็นคำคล้องจองที่จะหมดยุคไป ฉะนั้นคนรุ่นใหม่เมื่อฟังเข้าก็คิดว่าเป็นคำขวัญมั๊งนี้ เลยเขียนว่าเป็นคำขวัญคงจะนึกว่าเด็กบ้านใหม่เป็นของที่วิเศษมากหรือว่าจะเป็นส่งเสริมท่องเที่ยว ควายไผ่ขอนี้คงจะสวยงาม ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ อันนี้เป็นการเตือนนะครับ การเตือนเรื่องอย่างนี้ก็ต้องถามคนรุ่นเก่า ๆ นะท่านนะคนรุ่นใหม่นี้ก็คงจะตีความอีกอย่างหนึ่ง เพราะอะไรละครับเพราะคนรุ่นใหม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากคนรุ่นเก่า เราไปนึกทวนสิ่งแวดล้อมเก่า ๆ เราคงจะไม่ค่อยเข้าใจดีหรอกอันนี้มันเป็นสิ่งแวดล้อมเก่าของเขาถ้าพูดไปแล้วภาษคติชนวิทยาเขาเรียกว่าในบริบทหรือในปริบทแบบเก่าหรือในคอนเท็กส์แบบเก่าก็ต้องตีความในบริบทนั้นในบริบทนั้นหรือในคอนเท็กนั้นจะตีความในปัจจุบันคงจะยาก นี่ก็เป็นความยากเย็นอย่างหนึ่งนะครับในการศึกษาคติชนวิทยา ก็ต้องไปถามคนที่เขาอยู่ในบริบทเก่าเขาก็จะตอบได้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ตามที่ท่านได้ถามมานี่ ก็เป็นจดหมายทั้ง ๒ ฉบับนะครับ
ทีนี้เราก็จะต่อไปถึงเรื่องแผนที่ชีวิตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ล้นค่าทีเดียว เป็นวรรณกรรมคติเป็นวรรณกรรมที่ทรงนำเสนอค่านิยมอันดีงาม แนวปฏิบัติอันดีงามซึ่งถ้าเราทำตามตามที่พระองค์ตรัสไว้ชีวิตเราก็จะมีความสุขจะมีความสุขอย่างแน่นอนเลย ถึงวรรณกรรมข้อนี้ผมจะเริ่มเลยนะครับ “เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้จึงควรทำสิ่งต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป” ทรงกล่าวถึงลำดับขั้นตอน หลายอย่างมีลำดับขั้นที่จำเป็นลำดับขั้นที่ไม่จำเป็นเราก็เอาออกไปเสีย แต่ลำดับขั้นที่จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการครองชีวิต อย่าใจร้อนมากนัก ใจร้อนมากจะร้อนใจในภายหลัง หลายอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไปนะครับพระองค์ตรัสไว้ว่า เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้จึงควรทำสิ่งต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อนครับ มันพัฒนาเป็นขั้นตอนของมันเกิดมาเป็นเด็กแล้วจะแก่ทันทีนี้คงยาก เพราะเราไม่ใช่ เล่าจื๊อ เหล่าจื้อ เล่าจื้อ เล่าสือ ซึ่งอยู่ในท้องแม่ตั้ง ๖๐ ปี แล้วคลอดออกมาผมสีขาวเลยอันนั้นก็คนละเรื่องกัน ของเราไม่ถึงขนาดนั้นนะครับใจเย็นนะครับดูพัฒนาไปอย่าใจร้อนอีกข้อหนึ่งนี่ก็สำคัญทีเดียว ”การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวยเป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท” การประหยัดถ้าทุกคนประหยัด แต่ละคนประหยัด สังคมก็ประหยัดจะเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย อันนี้ภาษิตโบราณก็บอกไว้ว่า ”คนมั่งมีนั้น มั่งมีเพราะเขาทำตัวเป็นคนยากจน คนยากจนนั้นยากจนเพราะทำตัวเป็นคนมั่งมี “ น่าคิดมากเลยถ้าเราอยู่ตามอัตภาพและยึดความประหยัดเป็นหลักเนี้ย ชีวิตเรานี้จะมีความสุขนะครับและความประหยัดยังเป็น ต้นทางแห่งความไม่ประมาท อย่าหวังว่าใช้จ่ายวันนี้ให้หมดไปแล้ววันหน้าจะมีมาใหม่ถ้าคิดเช่นนั้นเขาเรียกว่าประมาททีเดียวแหละครับ ถ้าไม่มีละจะทำอย่างไรภาษิตไทยเก่า ๆ เคยบอกว่า ”ออมไว้ไม่ขัดสน” จะบอกไว้ชัดเลยออมไว้ไม่ขัดสนอย่าเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายแหมเรื่องนี่นี้พูดยากนะท่านนะค่านิยมของคนยุคใหม่ในปัจจุบันนี้ จะเป็นค่านิยมที่ฟุ่มเฟือย ถ้าท่านอยากจะดูว่าฟุ่มเฟือยขนาดไหน ท่านก็ออกมาดูเขาเที่ยวในตอนกลางคืนตามร้านอาหารหรือสถานเริงรมย์ก็ได้ครับ ก็เป็นไปได้ว่าคนที่เขาออกมาเที่ยวนะเขาไม่ได้หาสตางค์เองมั๊ง เขาก็เลยเที่ยวอย่างเต็มที่เพราะว่ามีคนให้เขาอะไรทำนองนี้นะ แต่ถ้ามีการประหยัดเสียบ้างนะครับจะเที่ยวก็เป็นครั้งเป็นคราวไม่เสียหายอะไรหรอกครับผม แต่ว่าไม่ใช่เที่ยวออกมาเดือนละครั้งก็ไปไม่ไหวละครับผมมันเป็นการไม่ประหยัด นี่เป็นต้นทางแห่งความประมาทท่านยังตรัสไว้อีกข้อหนึ่งว่า ”คนไม่รักเงินคือคนไม่รักชีวิตไม่รักอนาคต” รักเงินไม่ใช่หลงเงินนะท่าน ไม่รักเงินนั้นคือมีเงินอยู่ก็ไม่รักษาเอาไว้ครับ จะฟุ่มเฟือยตลอดนะฮะใช้จ่ายจนหมดแทบจะหมดไปไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีอะไรเหลือเลยนะ คนอย่างนั้นเขาเรียกว่าคนไม่รักเงินไม่เห็นค่าของเงินถือว่าเป็นคนไม่รักชีวิตนะท่านนะ ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ถ้าไม่รักเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซื้อของที่ไม่ควรจะซื้ออย่างนี้เรียกว่ เป็นคนไม่รักชีวิต เป็นคนไม่รักอนาคต คนไม่รักเงินเท่ากับเป็นคนไม่รักอนาคต เป็นพระบรมราโชวาทที่ทำให้เราต้องคิดทีเดียวนะครับ ในสังคมปัจจุบันต้องคิดทีเดียวนะครับ เราไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียว แต่เราเป็นคนประหยัดเราเป็นคนเห็นคุณค่าของเงิน เราเป็นคนรักเงินถ้าเช่นนั้นถือว่าเป็นคนรักชีวิตและเป็นคนรักอนาคตอีกด้วย นี่ก็ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเด็กรุ่นใหม่ ๆที่อายุยังไม่ถึง ๒๐ อยู่ระหว่าง ๑๓ ตั้งแต่ลงท้ายด้วยคำว่าทีนลงมาจนถึงนายทีน ตั้งแต่เทอทีนถึงนายทีนหรือทีนเอสแหละครับ ไม่ทราบว่ามีคนตื่นขึ้นมาฟังรายการอย่างนี้มั้ย ถ้าฟังขอความกรุณาเถอะครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า”คนไม่รักเงินคือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต” นะท่านนะ ที่จริงเราฟังไว้ตอนเป็นเด็กๆ นี่เราก็คิด นี่ก็น่าคิดนะท่าน ไม่ต้องให้คนแก่ฟังอย่างเดียว คนแก่นะพอจะรู้อยู่แล้ว แผนที่ชีวิตข้อต่อไป “ยามทะเลาะกันผู้ที่เงียบก่อนคือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี” โอ๋ นี่จะมีไหมหนอกำลังทะเลาะกันในตอนแปดโมงครึ่ง ยามทะเลาะกันผู้ที่เงียบก่อนคือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี ทะเลาะกันถ้าเราเงียบก่อนถือว่าเราเนี้ยมีการศึกษามาดี ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีนะท่านนะเพราะอะไรเพราะถ้าเงียบจะยุติการทะเลาะนะท่านนะ ไม่ได้แพ้อะไรหรอกแต่เงียบจะทำให้การทะเลาะนั้นยุติไป แต่ถ้ายังทะเลาะกันต่อก็จะยิ่งบานปลายไปยิ่งขึ้น บานปลายแหมออกเสียงไม่ชัดเลยเดี๋ยวนี้ ฉะนั้นถ้าหยุดซะเงียบซะก็ดี ที่จริงไอ้การเงียบนี่มันยากนะท่านนะ การสอนพูดนั้นสอนได้ง่ายแต่สอนให้เงียบนี่สอนได้ยาก หนังสือที่สอนให้เราเงียบคือหนังสือนิทานเวตาล อันนี้ก็มาจากสันสกฤตของเขา น.ม.ส. ก็นำมาแปลงเป็นภาษาไทยอีกครั้งหนึ่ง จากเวตาลในภาษาอังกฤษมันมาจากปัญจตันตระนะท่าน สายเดียวกับหิโตประเทศนั่แหละ เวตาลที่ น.ม.ส. นำมานั้น เป็นฉบับที่เป็นเวตาล ๒๕ เรื่อง แต่นำมาไม่ครบหรอกครับฉบับใหม่เขาก็มีอีกนิทานเรื่องเวตาลนี้ นิทานเวตาลสอนไว้อย่างเดียวว่าอย่าพูดถ้าพูดแล้วเสียเสียทุกอย่างพระวิกรมาทิตย์ต้องเสียเรี่ยวเสียแรง เสียกำลังใจ ก็เพราะไปพูดตอบโต้กับเวตาล เงียบดีท่าน เงียบยิ่งเวลาทะเลาะกันเงียบเสียหน่อยดีนะ โบราณบอกว่า ”พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง” นิ่งเสียคือนิ่งซะนิ่งเซียะ ไม่ใช่นิ่งแล้วจะเสียไปตำลึงทองคงไม่ใช่อย่างนั้นกระมัง นั่นก็แล้วแต่ท่านจะตีความเอาเถอะ แต่ก็ยามทะเลาะกันเงียบซะแล้วก็จะไม่ทะเลาะกันตั้งใจซะว่าจะไม่ทะเลาะกันแต่ถ้าจะเกิดทะเลาะกันขึ้นในวันนี้ก็จงเงียบก่อนนะครับจงเงียบก่อนเถอะแล้วสังคมจะอยู่เป็นสุขบ้านช่องจะอยู่เป็นสุขทีเดียวละท่าน คนเราผิดพ้องหมองใจกันก็เพราะทะเลาะกันด้วยวาจากันนี้จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา นี้เป็นของธรรมดาเลย ก็อย่าทะเลาะกันไปเลยปากก็มีแค่อันเดียวนั้นนั่นแหละเก็บ ๆ ไว้ก็ดี เสียดายลิ้นเสียดายฟัน เวตาลกล่าวไว้เลยว่า ”ลิ้นของคนนั้นตัดคอคนมาเสียมากแล้ว” โดยเฉพาะลิ้นตัดคอคนที่พูดเองฉะนั้นก็เงียบ ๆ ไว้ จะเป็นกุศลยิ่งคราวนี้มาดูเรื่องของการทำงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าตรัสว่าอย่างนี้ครับ “ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวันทุกวันเป็นวันสนุกหมด” นั้นหมายถึงว่าพระองค์ทรงทำงานแล้วเกิดความสนุก ถ้าเรามองเห็นงานเป็นของสนุกเราจะอยากทำถ้าคิดว่าเป็นงานแล้วมันยากนะทำงานนี้ทำงานโอ้ดูมันเหนื่อยอ่อน เป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ถ้าคิดว่าการทำงานเป็นของสนุกมันจะสนุกและมันจะอยากทำ วันจันทร์พรุ่งนี้ผมเชื่อเลยว่าคนที่ทำงานตื่นแต่เช้า คงจะตื่นแต่ตี ๕ อยากจะไปทำให้สนุกที่ทำงาน แต่ถ้าบอกไปทำงานนี้ไม่สนุกดูมันหนัก มันเหนื่อย มันล้า โอ้ยงานอะไรมันเต็มไปหมด แต่ถ้าบอกว่าจะไปสนุกนี่วิเศษสุดเลยท่านนั้นก็อย่าคิดว่าทำงานท่านขอให้คิดว่าทำแล้วสนุก พรุ่งนี้ท่านจะทำอะไรบ้างตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงท่านข้าราชการท่านก็ไปตั้งแต่เช้าตั้งแต่แปดโมงครึ่งไปจนถึง ๑๖ ครึ่งนะ ในช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนานเพราะได้ทำงานอย่างเต็มที่อย่าคิดว่าเป็นงานครับผม มันก็เป็นของธรรมดาท่าน คำที่ใช้นั้นมันทำให้เราเกิดความรู้สึกได้นะครับถ้าบอกว่าไปทำงานนี้ถ้าบอกให้อ่านหนังสืออย่างนี้ นิสิต นักเรียน หรือนักศึกษา เหนื่อยใจนะอ่านหนังสือ ผมเคยเห็นเด็กเขามาเล่าให้ฟังเขาเรียนวิชา ที่เกี่ยวข้องกับพวกเรื่องสั้นพวกอนุนิยายหรือโนวาเรตหรือพวกนิยายนี้เวลาเรียนเขาบอกเรื่องนี้มันอ่านยาก เคยถามว่าทำไมไม่อ่านให้สนุกละ ถ้าอ่านให้สนุกจะอ่านได้ง่าย เขาบอกว่ามันอ่านยากมาก มันปรัชญามันมากมาย เรื่องสะใภ้แหม่มของบุญเหลือนี้ เขาบอกว่าแหมอ่านยากเหลือเกิน มันปรัชญามันมากมาย ก็ลองอ่านอย่างสนุกซิท่าน อ่านสนุกมันจะดีหลายคนเขานำตำราขึ้นมาอ่านเหมือนหนังสืออ่านเล่นหลักการอ่านเขาก็อ่านตั้ง ๓ ครั้งนะท่านอ่านครั้งที่ ๑ อ่านเสร็จถามว่าว่าได้อะไร คำตอบคือไม่ทราบว่าเรื่องอะไร รู้แต่ชื่อเรื่องนั่นเป็นครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ อ่านเสร็จพอจะบอกชื่อบทได้ว่ามีกี่บทนี้ตำราวิชาการนะ ครั้งที่ ๓ เวลาอ่านจะรู้สึกว่าสามารถทำนายประโยค รูปประโยคล่วงหน้าได้เลยว่าประโยคนั้นกล่าวถึงอะไรเพราะรู้จักกันมาแล้ว ๒ ครั้ง ที่จริงการอ่าน ๓ ครั้งน่าจะเป็นประดิษฐการในการอ่านนะท่านเพราะอ่านแบบสนุกอ่านแบบสบาย ๆ แล้วมันจะสามารถที่จะเรียนรู้จากหนังสือได้เป็นอย่างดีโดยไม่ยากลำบากนักทำอะไร ๓ ครั้งมันก็เป็นเรื่องดีนะกราบพระเรายังกราบ ๓ ท่านเลยท่านนั้นเลข ๓ เป็นเลขดี เหตุใดเราไม่อ่านหนังสือถึง ๓ ครั้ง หนังสือเล่มเดียวนี้อ่าน ๓ ครั้งอย่างสนุกแต่จะรู้จักหนังสือนั้นได้เป็นอย่างดีจะเรียนรู้จากหนังสือ ข้อต่อไปที่ปรากฏในแผนที่ชีวิตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกล่าวว่า ”จงใช้จุดแข็งอย่าเอาชนะจุดอ่อน” ทุกคนมีจุดอ่อนจุดแข็งในตัว เราจงใช้จุดแข็งใช้ลักษณะเด่นของตัวอย่าเอาชนะจุดอ่อน นั่นคือใช้สรรพกำลังที่เด่นที่สุดของตัว จะในการทำอะไรก็แล้วแต่ให้ใช้จุดนั้น แล้วเราจะลืมจุดอ่อนที่ เรามีจะลืมปมด้อยที่เรามีขอให้ใช้จุดแข็งอย่าใช้จุดอ่อน ท่านมีมีดอยู่เล่มหนึ่งจงใช้คมของมันในการหั่นอย่าไปใช้สันของมันในการหั่น เพราะสันของมีดคือจุดอ่อน ในการที่จะหั่นแต่จงใช้จุดแข็งคือส่วนที่คมอย่าใช้จุดอ่อน ข้อต่อไปครับตรัสว่า ”เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ” โอ๋วรรณกรรมนี้นะครับท่านฟังซิครับเป็นวรรณกรรมที่วิเศษมากเลย เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูดแต่เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ จะทำให้เราเห็นทันทีว่าเรานั้นต้องพยายามทำให้คนอื่นเข้าใจ อย่าไปรอให้เขามาเข้าใจเราบางคนจะถามเข้าใจไหม เข้าในไหม ก็พูดให้เขาเข้าใจซิครับ พูดให้เขาเข้าใจพยายามใช้ความสามารถในการพูดให้เขาเข้าใจนะครับ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้เค้าเข้าใจการพูดนี้บางทีมันก็ยุ่งนะท่านนะพูดอย่างหนึ่งไปหมายความอีกอย่างหนึ่งก็มีมาก บางครั้งเราอยากพูดสิ่งที่ดีที่งามอยากเชิดชูคนแท้ ๆ เลย แต่พูดไปเสร็จคนที่เราจะเชิดชูท่านฟังเสร็จท่านไม่ชอบเราก็มี อันนี้มันอยู่ที่วิธีพูดของเรานะท่านนะ พูดให้ท่านไม่เข้าใจกระมัง ผมก็เรียนการพูดมาและก็ฝึกอยู่ตลอด ก็บ่อยครั้งครับบางครั้งก็พูดเชิดชูเขาบอกว่าไม่ได้เชิดชูเลย พูดอย่างนั้นนะเป็นการพูดไม่ดีด้วยซ้ำเป็นของธรรมดาแต่ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด คิดอย่างนี้แล้วโลกก็จะเป็นสุขนะท่านนะ เราเองก็จะสบายอกสบายใจที่จะพยายามทำให้คนอื่นเข้าใจ ข้อต่อไปครับ ตรัสว่า ”เหรียญเดียวมีสองหน้า” สตางค์เหรียญเนี้ย เหรียญสิบ เหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญเดียวมี ๒ หน้าความสำเร็จกับล้มเหลว ธรรมดาเราก็เป็นเหรียญเหรียญหนึ่งความสำเร็จก็ต้องมีความล้มเหลวก็ต้องมี มันจะสำเร็จไปตลอดเป็นไปไม่ได้ ชีวิตนี้และจะล้มเหลวตลอดเป็นไปไม่ได้หรอกเพราะชีวิตนี้มีมืดย่อมมีสว่าง แล้วเชื่อเถอะมีสว่างก็ย่อมจะมีมืดได้ มันไม่สว่างตลอดไปและมันก็ไม่มืดตลอดไป ผมนึกถึง อังคาร กัลยานพงษ์ เขาเขียนข้อความไว้ในกวีนิพนธ์ของอังคารบอกว่า ถึงปูนดาวคู่ฟ้าเดือนปี ก็ดี ปูนในที่นี้แปลว่าเปรียบได้ ถึงแม้จะเปรียบได้กับดาวที่อยู่คู่ฟ้าตลอดมา
ถึงปูนดาวคู่ฟ้าเดือนปี ก็ดี
วานหนึ่งจะเป็นผี พุ่งใต้
เชื่อเถอะมีวาระหนึ่ง ๆ มีเวลาหนึ่งดาวที่คู่ฟ้าเดือนมาเป็นชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ก็จะกลายเป็นผีพุ่งใต้ นี่แหละครับ นั้นชีวิตก็มีทั้งสำเร็จมีทั้งล้มเหลว ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ตลอดไปและก็ไม่มีทางล้มเหลวตลอด ไปใครที่พบความล้มเหลวก็จงสร้างกำลังใจความสำเร็จก็จะมาถึง ต่อไปไม่ล้มเหลวตลอดหรอก ท่านที่พบผลสำเร็จตลอดเวลาก็จงพอใจเถอะแต่อย่าหยิ่งผยองและอย่าประมาทนะครับ อย่าประมาท ทำอะไรจงอย่าประมาท นึกถึงปัจฉิมโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้มีข้อความบอกว่า “อามันตยา มิโวภิกขเว วยาธรรมาสังขาราอัปมาเทน สัมปาเทถ “ ค่านิยมทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความรัก ความชอบเปลี่ยนแปลงเสมอจะทำอะไรจงอย่าประมาทความเปลี่ยนแปลงเป็นของธรรมดา อนิจจังหรือความเปลี่ยนแปลงเป็นของธรรมดาในชีวิตเราก็จะเป็นอย่างนั้นจากล้มเหลวมันก็เปลี่ยนแปลงเป็นสำเร็จได้นะท่านนะมันเปลี่ยนได้นะครับผมนึกถึง ดร.แฟรงค์เครอ เป็นนักจิตวิทยาชาวยิวถูกเยอรมันเขาจับไปขังไว้ พวกนาซีจับไปขังไว้ตั้ง ๕ ปีมั้ง ถ้าจำไม่ผิดแฟรงค์เครอ นั้นทนทุกข์ทรมานมาก แต่เขาก็สร้างความหวังของชีวิตจากความทนทุกข์ทรมานนั้น เขาตั้งต้นชีวิตจากติดลบ มิได้ตั้งต้นจากศูนย์ ทฤษฎีอย่างนี้เขาเรียกทฤษฎีโลโกเทอร์ลาปี้ การบำบัดโดยการใช้อะไรสักอย่าง โลโกเทอร์ลาปี้ ฟังดูเข้าท่าน ที่ผมพูดนี่นะถูกหรือเปล่าก็ไม่ทราบท่านที่มาทางสายจิตวิทยากรุณาแก้ไขด้วยถ้าพูดศัพท์ผิดนะครับ ที่พูดมาทั้งหมดก็มาจากเหรียญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับความล้มเหลว หน้าหนึ่งคือความสำเร็จ หน้าหนึ่งคือความล้มเหลวชีวิตเราก็เป็นเช่นนี้ อย่าตามใจตัวเองเรื่องยุ่ง ๆ เกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น ตรัสไว้ว่า ”อย่าตามใจตัวเองเรื่องยุ่ง ๆ เกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น”เ ราลองย้อนกลับไปในชีวิตเราเถอะครับเรื่องยุ่ง ๆ ที่มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นเพราะเราตามใจตัวเองนะท่านนะ หลายเรื่องต้องใช้คำว่าหลายเรื่องเกิดเพราะเราตามใจตัวเอง คำว่าตามใจ ใจ มันเป็นนามธรรม สั่งไปตามใจปากอยากจะกินอะไรก็ตามใจปาก ตามใจปาก ตามใจท้อง ทุกอย่างละครับอยากจะได้อะไรอยากจะทำอะไรอยากจะได้อะไรอย่างนี้เรียกว่าตามใจตนเอง ตามใจตัวเอง ซึ่งหลายครั้งทำให้เกิดเรื่องยุ่งขึ้นได้ เรื่องยุ่ง ๆ เกิดขึ้นได้ล้วนจากการตามใจตัวเองทั้งสิ้น นี่น่าคิดเลยทีเดียวฉะนั้นจงอย่าตามใจตัวเอง แหมถ้ามีเด็กรุ่น ๆ นะ อายุ ๑๓ ปี ถึง ๑๙ ปี ตื่นขึ้นมาฟังตรงนี้สักนิดอย่าตามใจตัวเองนักเรื่องยุ่ง ๆ เกิดขึ้นเพราะตามใจตัวเองทั้งสิ้น แต่ถ้าคนอยู่กับเพื่อนถ้าเพื่อนไม่เป็นคนโมโหร้ายก็ปลุกขึ้นมาฟังสักนิดข้อความอย่างนี้ครับผมนี่เป็นพระบรมราโชวาททีเดียวนะครับ วรรณกรรมอีกข้อหนึ่งตรัสว่า ”ฟันร่วงเพราะมันแข็งส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน” ในปากของเรานี่ฟันนะร่วงได้นะ ทำไมฟันร่วงละก็มันแข็งนะฟันนะ แต่ลิ้นอยู่ได้เพราะมันอ่อน พระบรมราโชวาทในแผนที่ชีวิต ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวข้อนี้ เราตีความได้มากเลยทีเดียวนะท่าน นำไปใช้ได้ในหลายกรณีทีเดียว ฟันร่วงเพราะมันแข็งหมายถึงการดำเนินชีวิต กิริยามารยาทก็ได้ ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน มีนิทานมีวรรณกรรมประกอบมากมายเลยเพราะความอยู่รอดของคนนี่ เรื่องพายุใหญ่ที่พัดต้นไทรโค่นลอยน้ำไปไปติดอยู่ที่พงอ้อต้นไทรซึ่งโค่นลงมาไปติดอยู่ที่พงอ้อ นี่ก็ถามต้นอ้อว่าพายุก็พัดจัดลมก็แรงฝนก็หนัก เหตุใดท่านจึงไม่เป็นไรเล่า ต้นอ้อก็บอกว่าเพราะเราไม่ได้ไปต้านลมนะซิท่านจะต้านท่านก็เลยเสร็จไปเลยนี่ก็เป็นอย่างหนึ่ง อย่างหนึ่งนะครับมีหลายอย่างแข็งไปบางทีก็ลำบากแข็งไปบางทีก็หมายถึงเข้มงวดเกินไป เข้มงวดเกินไปก็ไม่ไหว หย่อนยานเกินไปก็ไม่ไหว ทางที่ดีคือทางสายกลางหรือมัฌิมปติปทา ฟันร่วงเพราะมันแข็งส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน จะตีความทางด้านใดก็แล้วแต่ได้ทั้งนั้นเลยอย่าทะเลาะกันเลยแข็งใส่กันมากเดี๋ยวก็หลุดจากกันหรอกอ่อน ๆ เอาไว้เถอะครับอ่อนๆไว้จะทำอะไรนึกถึงลิ้นด้วยนะลิ้นอยู่ได้เพราะอ่อนไม่ร่วงไม่มีใครลิ้นหักลิ้นร่วง ฟันร่วงได้แต่ลิ้นไม่ร่วงอยู่ ๆลิ้นร่วงนี่คงจะยุ่งนะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยกินข้งกินข้าวพูดจาต่าง ๆ นี่นะ ฟันร่วงเพราะมันแข็งส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อนนะครับ อีกข้อหนึ่งตรัสว่า”อย่าดึงต้นกล้าให้กล้าให้โตไวไว” นี่มีข้อความอย่างนี้อย่าดึงต้นกล้าให้กล้าให้โตไวไว ต้นกล้าก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นข้าวอ่อนปลูกมันขึ้นเสร็จจะดึงให้มันยาวขึ้นมาทันทีมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ข้อความนี้ตีความได้ว่าอย่าใจร้อน อย่าใจร้อนอย่าดึงต้นกล้าให้กล้าให้โตไวไว นิสิตหลายคนนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตปริญญาโทนี่ พอเริ่มเข้ามาเรียนชั่วโมงแรกก็ถามตัวเองว่าเมื่อไรจะจบโอ้ยเพิ่งเอากล้าเข้ามานะแล้วมาเรียนชั่วโมงแรกยังไม่ทันจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลย จบไปจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรไปได้ใช่ไหมท่าน ของหลายอย่างต้องใช้เวลานะ ของหลายอย่าง อะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตเราต้องใช้เวลาเหมือนกันอย่าใจร้อนไปเลยไม่มีเด็กคนไหนที่คลอดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็โตทันทีเป็นหนุ่มเป็นสาว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นเทวดาท่าน หรือไม่ก็เป็นสัตว์นรกไปเลยเพราะเป็นโอปติกะ โอปติกะนี่เกิดขึ้นปุ๊บแล้วมันก็ใหญ่ขึ้นมาเลย เทวดานั้นไม่มีเทวดาเด็กนะ ท่านเคยเห็นเทวดาเด็กไหม มีเทวดาผู้ใหญ่จูงลูกมาไม่มีหรอก เทวดาเขาไม่มีลูกไม่มีเต้าหรอกท่าน โตมาก็แค่นั้นเป็นหนุ่มเป็นสาวเทวดาเขาไม่แก่ด้วยนะ เทวดาแก่ ๆ เฒ่าๆ หลังงอนี่ก็ไม่มี นั้นเทวดาแปลว่ามันดีนะไม่เป็นเด็กหรอกมันโตอย่างเดียวเลยท่านและก็ไม่แก่อีกด้วย เวลาจะจุติก็ค่อยไปกันอีกทีหนึ่งแต่ไหมายความว่าแก่ตาย เทวดานี่ตายไม่ได้นะท่านนะ แต่จุตินะท่านแต่ไม่ตายนะครับนั้นสังเกตให้ดีเทวดาไม่ค่อยนอนนะไม่เห็นเทวดานอนตายไม่มีหรอกจะไปไหนเทวดาก็จะอยู่ในลักษณะนั่งบ้าง หรือเหาะบ้างอะไรทำนองนี้อย่าดึงต้นกล้าให้กล้าให้โตไวไว อย่าใจร้อนเราไม่ใช่โอปาติกะ เราไม่ใช่เทวดานะท่านนะฉะนั้นทำอะไรอย่าใจร้อนให้มากนักมันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกอย่างจะเร็วเท่ากับใจ ระลึกถึงความตายวันละ ๓ ครั้งชีวิตจะมีสุขมีอภัยมีให้นะครับมีให้ชีวิตเราขอให้ให้ให้เป็น กรีฟให้เป็นมีให้มีอภัยรู้จักให้อภัยรู้จักให้อภัยเสียและจะมีสุขจะมีสุขจะมีอภัยและให้เป็นนี่ เกิดเพราะระลึกถึงความตายวันละ ๓ ครั้ง เกิดมาเป็นคนและนึกถึงความตายวันละ ๓ ครั้ง เราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ไม่ได้กะลูกตลอดไปหรอกเพราะฉะนั้นเราจะไม่โกรธนะท่านนะ รู้ว่าเออเดี๋ยวก็ตาย เออเดี่ยวก็ตายจะไม่โกรธจะรู้จักให้จะรู้จักอภัย แล้วชีวิตก็จะมีความสุข ชีวิตก็แค่นี้มีเกิดแล้วก็มีดับ ฉะนั้น ”นึกถึงความตายวันละ ๓ ครั้ง” นี่เป็นพระบรมราโชวาทนะครับระลึกถึงความตายวันละ ๓ ครั้ง ชีวิตจะมีสุขมีอภัย มีให้ เราไม่อภัยให้เขาเลย เพราะว่าเราคิดว่าจะคงอยู่อยู่ได้ตลอด จะเป็นศัตรูกันได้ตลอด ที่จริงไม่ใช่หรอกมันเป็นศัตรูกันได้ตลอดไม่ได้หรอกเดี๋ยวมันก็ตายจากกันท่านมันไม่ได้อยู่อะไรกันนานอะไรนักหรอกชีวิตเรานี่ เอาจริง ๆ มันก็ไม่ถึง ๑๒๐ ปีมั๊ง ผมว่าอายุเรามันไม่ถึง ๑๒๐ หรอกครับท่าน คิดว่า ๑๒๐ ปี มันก็ไม่ได้ยาวนานอะไรแต่บางทีอายุเราไม่ถึง ๘๐ ด้วยซ้ำบางทีก็ไม่ถึง ๙๐ ด้วยซ้ำ คิดว่า ๙๐ ปี ก็ไม่ได้ยาวนานอะไรเพราะฉะนั้นจะโกรธกันไปทำไมล่ะ ให้อภัยกันเถอะอย่าไปเอาอะไรมากเลย รู้จักให้ซะบ้างเดี๋ยวเราก็จะตายแล้วถ้านึกถึงความตายวันละ ๓ ครั้ง ตายเช้า ตายกลางวัน ตายเย็นตาย กลางคืนอะไรก็แล้วแต่เถอะครับ เราจะมีความสุขจะมีอภัย รู้จักให้อภัยด้วยเหตุนี้เขาจึงนิยมไปงานศพงานศพจะเป็นงานฌาปนกิจศพ หรืองานพระราชทานเพลิงศพ อะไรก็แล้วแต่เถอะ การไปงานศพนั้นให้มรณานุสตินะท่านนะ เตือนสติเราให้นึกถึงความตายซึ่งจะเกิดกับเราอย่างแน่นอน เราไปนั้นต้องทราบว่าเป็นธรรมดาและเราก็จะเป็นอย่างนั้น เราไม่ได้อยู่ยืนยงอะไรหรอกเพราะ ฉะนั้นให้อภัยกันเถอะรู้จักให้เขาเสียแล้วชีวิตก็จะมีความสุขนะครับ จะตายเมื่อไรก็ไม่ทราบ เราไม่รู้เราจะตายเมื่อไรนึกถึงความตายวันละ ๓ ครั้งนะครับ ข้อต่อไปครับตรัสว่า ”ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด” เพราะฉะนั้นถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด คนเราถ้ามีมิจฉาฐิถิเสียอย่างละก้อทุกอย่างเบี้ยวหมดมันคดแต่แรกทุกอย่างก็คดหมด อะไรที่เดินตามระบบของมันเริ่มแรกผิดมันก็ผิดตามกันไปหมดครับ เพราะฉะนั้นจงตั้งต้นอย่าให้ผิดจะทำอะไรก็เหมือนกันนี่เป็นพระบรมราโชวาทนะครับถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิดกระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมดผม ถือว่าเป็นวรรณกรรมคำสอนที่มีค่ายิ่งทีเดียวครับ ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จไม่ว่าจะมีงานอะไรต้องกำหนดว่าจะเสร็จวันไหนไม่ใช่ไม่ทราบว่าจะเสร็จเมื่อไร มีงานใดขึ้นมาต้องมีกำหนดเวลาเสร็จแล้วทำให้เสร็จตามเวลานั้นต้องกำหนดเวลาที่เสร็จแล้วต้องทำให้เสร็จตามเวลานั้นด้วยคราวนี้ก็จะพูดถึงอีกสักข้อก็คงจะพอแล้วนะครับยังไม่จบหรอก “ จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิตเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด “ เป็นน้ำครึ่งแก้วนั่นพอที่จะเพิ่มเติมการเรียนรู้ เป็นน้ำลงไปได้ถ้าเป็นน้ำเต็มแก้วเติมอะไรไม่ได้หรอกครับมันล้นหมด ฉะนั้นเป็นน้ำครึ่งแก้วเถอะครับ หลายคนเป็นน้ำเต็มแก้วรู้หมดอะไรๆก็รู้ดีหมดไม่ยอมรับอะไรใหม่ทั้งนั้น ถ้าเช่นนั้นจะเรียนรู้เพิ่มเติมได้น้อยได้น้อยเหลือเกินหรือไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงตรัสว่าจงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิตเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอดนะครับ ก็หมดเวลานะครับรายการวรรณกรรมสองแควก็หมดเวลาเท่านี้ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับสวัสดีครับผม

 

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>