วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 126 เรื่อง ข้อคิดจากนิทานเวตาล 2 ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกันท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับในคราวที่แล้วได้พูดไปถึงเรื่องนิทานเวตาล ตอนที่นางวสันตเสนาเนี่ย ได้รับอาสาพระราชาเข้ามาเพื่อจะทำลายตบะของฤาษีนะครับย้อนความ ย้อนความสักนิดหนึ่งว่า นางนั้นก็นำน้ำหวานเข้ามาป้ายที่ปากฤาษี ฤาษีก็ลืมตาขึ้น ครั้นเห็นนางก็ถามว่าเจ้าคือใคร นางคนนี้ก็บอกว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกสาวเทวดา กระทำพรตอยู่ในสวรรค์ บัดนี้ลงมาพักในป่าเพื่อจะถือพรตต่อไป ว่าอย่างนั้นโยคีนั้นเห็นนางคนนี้ รูปร่างงดงามนะครับ ก็คิดว่าถ้าเราบำเพ็ญพรตอยู่ใกล้ ๆ นางซึ่งมีโฉมสำอางเช่นนี้ เราน่าจะมีความสำราญและสำเร็จพรตได้ดีกว่า ก็เลยถามนางว่า นางเนี่ยอยู่ตรงไหนล่ะ นางวสันตเสนา ก็บอกว่าอยู่ใกล้ๆ นั่นเองแหละ ในขณะพูดก็ไม่พูดเปล่าแม่คนเนี่ย เวลาพูดก็เอามือแกะดินปลวกซึ่งมันหุ้มกายโยคีนี่ออก ค่อยๆแกะออกและค่อยๆจากนั้นก็ชักชวนโยคีให้ไปอาบน้ำชำระกาย นี่ชวนไปอาบน้ำเนี่ย ตาฤาษีนี่แกมาบำเพ็ตพรตตั้งกี่ปีแล้วไม่รู้ แม่คนนี้ก็ชวนแกไปอาบน้ำ อาบน้ำเสร็จก็พาแกไปที่กระท่อม พาโยคีไปที่กระท่อม กระท่อมนี้เรียบร้อย มีคนสร้างไว้ให้เรียบร้อยแล้วในป่านั้น บางคนนี้ก็วางแผนไว้ ดีนะนีนะ สร้างกระท่อมไว้อย่างดีเลย พาฤาษีไปอาบน้ำเสร็จก็พามาที่กระท่อม ครั้นถึงกระท่อมโยคีก็มองเห็นว่า เออกระท่อมนี่มีแต่ของดีๆทั้งนั้นเลย เป็นของที่คนในนครเข้าใช้กัน โยคีไม่เคยพบเคยเห็นก็ถามนาง นี่คืออะไร โยคีก็เกิดความพิศวง นางก็อธิบายให้ฟังว่า นั้นคือสิ่งนี้ สิ่งนี้คือสิ่งนั้น แล้วนางก็บอกว่านางถือพรตบำเพ็ญตบะชนิดที่ต้องใช้ของดีที่สุด โอ้นางคนนี้บำเพ็ญตบะแปลกนะ บำเพ็ญตบะแต่ ต้องใช้ของดีที่สุด ที่จะหาได้ ต้องแต่งตัวให้สวย ต้องกินอาหารประกอบด้วยรสทั้ง 6 เนี่ย รสทั้ง 6 นะอาหารไม่ใช่ธรรมดา ที่ต้องบำรุงความรื่นเริงต่าง ๆ อันนี้เนี่ยครับ น.ม. ส. ท่านบอกว่าสงสัยนางคนนี้น่ะจะเหมือนกับชนหมู่หนึ่งซึ่งนับถือคำสั่งสอนของวัลภาจารย์ ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ในอินเดียนะท่านนะ เพราะพวกนี้เวลาบำเพ็ญพรตต้องอยู่อย่างสบายทีเดียว เป็นพวกกามสุขขันตนุภาพโยคเนี่ยนะครับท่าน ครั้นฤาษีไปถึงกระท่อมนางวสันตเสนาก็เลี้ยงดูฤาษีหรือโยคีผู้นี้ เอาเป็นโยคีดีกว่าเน้อ ฤาษีนี่ นางวสันตเสนาก็เลี้ยงดูโยคี นำของต่าง ๆ อันดีอันงามมาให้ฤาษีได้กินนะฮะ ฤาษีนั้นก็กินเข้าไป โอ้โฮได้กินของอร่อยรู้รสทั้ง 6 ก็ดีอกดีใจ ก็ละพรตอย่างเก่าดั้งเดิมถือพรต แบบทรมานตัวอย่างเก่า มาถึงพรตอย่างใหม่ มีการกิน การดื่มแทนการอด อยู่กับนางมิช้ามินานเข้าก็ใช้วิธีการแบบคนธรรพ์วิวาห์ สับเดือนล่วงไปก็เลยมีบุตร 1 คน นี่ฮะ กลายเป็นโยคีก็มีบุตร ฝ่ายนางวสันตเสนาครั้นมีบุตรแล้ว วันหนึ่งจึงชักชวนโยคีผู้สามี บอกว่านี่แน่ะเราบำเพ็ญโยคะมา เราถือพรตเราถือพรตในป่ามานานแล้วนี่เราควรจะไปท่าน้ำ เพื่ออาบน้ำตามบุญสถานที่ต่าง ๆ ทั้งนี้จะได้ล้างกายให้หมดบาป จะได้จำเริญกาย จำเริญใจ จำเริญสุขต่อไป ฤาษีได้ฟังเช่นนั้นก็เห็นชอบด้วย ฤาษีก็เลยอุ้มลูกขึ้นบ่าแบกบุตรขึ้นบ่านี่ให้ขี่คอเนี่ยแล้วก็เดินตามนางภรรยา นางก็พาฤาษีนี่ตรงเข้าไปนะครับ นำไปถวายพระราชา พระราชาเห็นดังนั้น ก็หัวเราะแล้วก็บอกว่าโอ้โฮ หญิงเวศยาผู้นี้ได้ไปพาโยคีแบกทารกมาให้เราแล้ว พวกอำมาตย์มนตรีก็ทูลว่า พระองค์พูดถูกแล้ว หญิงคนนี้แหละที่ไปรับ ว่าจะไปพาโยคีเข้ามา นางจะทำอันใดก็สำเร็จทุกประการ พระราชาได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะนะฮะ พวกที่อยู่ก็หัวเราะขึ้น ทำอย่างกับว่าเรื่องโยคีแบกลูกเข้ามาเป็นเรื่องสนุกสนาน ฝ่ายโยคีได้ยินเช่นนั้นเห็นคนหัวเราะเช่นนั้นก็คิดว่าพวกนี้แหละที่ให้นางคนนี้ไปล่อเรามา เสียผลตบะที่บำเพ็ญมาหมดนะฮะ รู้สึกเช่นนั้น ก็เลยแบกลูกขึ้นบ่าแล้วสาบคนทั้งหลายบริเวณนั้นแล้วออกจากท้องพระโรงไปเลย คำสาบที่โยคีสาบนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะอะไร เพราะโยคีเสียตบะไปซะหมดแล้ว ครั้นโยคีกลับไปถึงป่าก็ฆ่าบุตรของตนเสีย นี่น่าเกลียดมาก แหมทำยังกับเรื่องที่กาญจนบุรีเลยน้อ ที่ฆ่าลูกสาวเพื่อบูชาพระอินทร์อะไรนั่นแหละนี่โยคีกลับมาฆ่าบุตรตัวเสียแล้ว เริ่มกลับมาทำตบะใหม่ โดยหมายว่าจะแก้แค้นพระราชบิดาของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ บัดนี้พระราชบิดาพระเจ้าวิกรมาทิตย์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่โยคียังตั้งหน้าตั้งตาจะทำร้ายพระองค์ต่อไป หวังจะเอาเลือดของพระองค์และเลือดของพระราชบุตรเนี่ยไปบูชานางทุรคา เพื่อจะได้รับความเป็นใหญ่นะฮะปักพีบานเล่าเรื่องจบก็ทูลพระเจ้าวิกรมาทิตย์ว่า ข้าพเจ้าได้กล่าวสัญญาแล้วว่าจะช่วยชีวิตพระองค์ พระองค์จงฟังข้าพเจ้าเถิด ต่อไปนี้จงระวังพระองค์อย่าเชื่อคำคนที่อยู่ในกลุ่มของคนตาย และจงจำไว้ว่า ผู้ใดมุ่งจะฆ่าชีวิตพระองค์ พระองค์ก็จงตัดหัวมันเสีย ด้วยความชอบธรรมนี้บอกไว้เลยสอนแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้นตาคนนี้ ปักพีบานทูลเช่นนั้นก็หายตัวไป พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับราชบุตรก็เข้าไปในพระนคร ฝ่ายชาวเมือง ครั้นเห็นพระราชาเสด็จกลับมาก็ดีใจกันนะฮะ สนุกสนานกันอุตลุดไปหมดเลย ฝ่ายพระเจ้าวิกรมาทิตย์ครั้นเขาจัดงานรื่นเริงรับเสด็จกลับแล้วก็ปกครองราษฎรเยี่ยงพระราชาอันประเสริฐนะฮะนี่ก็ว่าไป พระราชาอันประเสริฐมีอะไรบ้าง ในนิทานเวตาลพูดไว้เนี่ยก็เป็นเรื่องที่ฟังแล้วก็มีดี ๆ ก็มีเช่นบอกว่า ใครทำผิดก็ลงราชทัณฑ์ตามโทสานุโทษเป็นต้นว่า อำมาตย์คนหนึ่งรับสินบนคอรัปชั่นคนนี้ ก็ให้ริบทรัพย์สมบัติของอำมาตย์นั้นไปขึ้นพระคลังเสียคน ๆ หนึ่งกินเหล้ามากมีกลิ่นเหล้าออกจากปากเสมอก็ให้สักหน้าเป็นเครื่องหมายนะฮะ เครื่องหมายโทษ ช่างทองคนหนึ่งชอบฉ้อโกงเอาของที่ไม่ใช่ทองปนไปในทอง ไม่เป็น 99.96 หรือ 9 อะไรก็แล้วแต่เถอะ ก็โปรดให้เอามีดโกนนี่ขีดเนื้อลงไปเป็นรอยยาวๆ เหมือนฉีกผ้า อีกคนหนึ่งพระราชาให้ลงโทษ คนนี้เป็นคนปากร้ายพูดจานี่ให้โทษก็โปรดเจาะกะโหลกที่หลังศีรษะแล้วเอาคีมจับลิ้นลากย้อนรอยไปทางช่องที่เจาะนั้น แล้วก็มีคนหนึ่งฆ่าคนตาย 2 3 คนพระองค์ก็โปรดให้เอาหลังลงบนตะรางเหล็กอะไรทำนองนี้นะครับแล้วปกครองบ้านเมืองโดยธรรมะ แล้ววันหนึ่งพระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็เสด็จออกว่าราชการเมืองในวันนั้นก็มีพ่อค้าคนหนึ่งเข้าเฝ้า พ่อค้าคนนี้นำผลไม้ผลหนึ่งมาถวายแล้วทูลลาไป เมื่อพ่อค้าไปแล้วพระองค์ ทรงดำริว่า คนที่ยักษ์บอกให้พระราชาระวังนั้นอาจเป็นคนนี้ก็ได้ ไม่ควรที่เราจะกินผลไม้นี้ คิดดังนั้นแล้วก็เรียกชาวคลังมาให้รับผลไม้ไปรักษาไว้ วันรุ่งขึ้นพ่อค้าก็มาเฝ้าอีก ถวายผลไม้อีกผลหนึ่ง พระราชาก็ให้ชาวคลังรับผลไม้ไปเก็บอีก เป็นอยู่อย่างนี้จนผลไม้ในคลังนั้นเป็นกองใหญ่ วันหนึ่งพระเจ้าวิกรมาทิตย์ไปที่โรงม้าทอดพระเนตรม้า ก็ตรงกับเวลาที่พ่อค้าไปเฝ้าพ่อค้าก็ถวายผลไม้ที่โรงม้า พระองค์ก็รับผลไม้แล้วก็เดาะผลไม้นั้นเล่น ตรึกตรองเผอิญผลไม้หลุดจากมือตกลงจากพระหัตถ์กลิ้งไปใกล้ลิงที่ผูกไว้กับโรงม้าต้น ลิงที่ผูกไว้เพื่อให้รับอันตรายต่าง ๆ ไม่ให้เกิดแก่ม้าลิงเห็นผลไม้กลิ้งลงไปก็ฉวยผลไม้ไปหยิบกิน ปรากฏว่ามีทับทิมเม็ดใหญ่งามโชติช่วงตกจากผลไม้ พระราชาก็พิศวงทุกคนก็พิศวง โอ้ทับทิมเม็ดนี้มันงาม พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทอดพระเนตรทับทิมอยู่สักครู่หนึ่งก็ระแวงพระหฤทัยจึงถามพ่อค้าว่าเหตุใดเจ้าจึงให้ทรัพย์แก่เราเช่นทับทิมเม็ดนี้ พ่อค้าทูลว่า ทูลว่า ท่านฟังดีดี ๆ นะครับ คัมภีร์โบราณสอนว่า ถ้าจะไปเฝ้าพระราชาหรือจะไปหาอุปัชฌาย์ หาตุลาการหรือไปหาหญิงสาวหรือไปหาหญิงแก่ซึ่งมีลูกสาวซึ่งเราอยากจะได้ อย่าไปมือเปล่า ว่านั้นข้าพระเจ้าก็ได้ถวายทับทิมเช่นนี้กับพระองค์ แล้วเหตุใดจึงรับสั่งเฉพาะเม็ดนี้เม็ดเดียวเหล่า ผลไม้ที่ข้าพเจ้าถวายทุก ๆครั้งมีทับทิมเม็ดเยวอย่างนี้ซ้อนอยู่ข้างใน พระราชาได้ฟังดังนั้น ตรวจสอบดูในคลังผลไม้นั้นผ่าออกดูมีทับทิมเม็ดงามทุกเม็ด พระองค์ทอดพระเนตรเช่นนั้นจึงพอพระทัย จึงตรัสถามว่า ประทานโทษนะฮะ จึงตรัสว่ามนุษย์เรานั้นเมื่อสิ้นชีวิตแล้วเอาอะไรในโลกนี้ไปไม่ได้หรอกนะครับ ความทรงธรรมเป็นคุณวิเศษยิ่งสิ่งอื่นในโลก เพราะฉะนั้นก็ขอมให้พ่อค้าตอบมาเถอะว่าทับทิมเม็ดนี้มีราคาสักเท่าใด พ่อค้าพลอยตอบว่าแต่ละเม็ดมีค่าถึงสิบล้านเหรียญสุวรรณว่าเข้าไปนั้น ไม่ทราบว่ากำหนดอะไรดีแต่ละเม็ดซื้อทวีปได้ทวีปหนึ่ง จากจำนวน 7 ทวีป ก็พูดเกินไปใครจะไปขายก็ไม่รู้ พระราชาก็บอกว่าราชัยไอศวรรย์ของเราทั้งหมดไม่มีราคาครึ่งค่อนกับราคาทับทิมเม็ดนี้เม็ดหนึ่งเลย ท่านเป็นคนหามาเหตุใดเจ้าจึงให้ทับทิมแก่เราเช่นนี้บอกไว้เลย นายคนนี้ก็บอกถ้าจะพูดกันก็ต้องพูดกันเป็นความลับนะความลับก็ขอพูดกับเจ้าวิกรมาทิตย์เป็นความลับนะฮะ บอกว่าข้าพเจ้าเป็นโยคีชื่อศานติศีล ข้าพเจ้ากำลังจะทำพิธีอันหนึ่งในป่าช้า ริมฝั่งแม่น้ำโคทาวรี เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะได้ความเป็นใหญ่ในโลก ข้าพเจ้าขอเชิญพระองค์และพระธรรมมานุวัตรผู้เป็นพระราชบุตรมาช่วยข้าพเจ้าทำพิธีนี้เชิญเสด็จไปที่ป่าช้าคืนหนึ่งและกรทำตามที่ข้าพเจ้าบอกทุกประการ ถ้าพระองค์โปรดข้าพเจ้าเช่นนี้ข้าพเจ้าจะสำเร็จในพิธีที่นะฮะ ที่เอาทรัพย์สินมาให้ก็เพื่อต้องการอย่างนี้ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ได้ฟังดังนั้นพูดถึงป่าช้านึกถึงยักษ์ทันทีว่าถ้าเข้าไปในหมู่ของคนตายจะมีความหายนะแต่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ทรงซ่อนความรู้สึกไม่ให้ทราบว่าทรงระแวงอะไร จากนั้นก็ทรงตรึกตรองครู่หนึ่งก็บอกว่าเชิญเสด็จที่ป่าช้าแต่เฉพาะพระองค์กับพระราชบุตรมิให้คนอื่นตามไปแต่ให้ทรงถืออาวุธไปด้วยโดยกำหนดวันจันทร์แรม 14 ค่ำ นัดวันจันทร์ แรม 14 ค่ำ เสียด้วยให้ไปป่าช้าให้ถืออาวุธไปด้วยแต่ห้ามคนตาม พระเจ้าวิกรมาทิตย์ได้ฟังเช่นนั้นก็มิตรัสว่าประการใด ถึงกำหนดกลางคืนแรม 14 ค่ำ เจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตรก็เตรียมพระองค์นะฮะ ทรงถือดาบเป็นอาวุธคู่มือไปด้วยทั้งคู่เสด็จจากวังไปถึงป่าช้าริมฝั่งแม่น้ำโคทาวดี ในตอนนั้นมืดทีเดียวครับ พายุพัดฝนตกด้วย ผู้คนไม่มีในถนนเลย พระราชาและพระราชบุตรก็รีบไปเห็นแสงไฟกลางป่าช้า ก็เสด็จตรงไปหาแสงไฟเมื่อถึงขอบป่าช้าพระองค์ก็หยุดชะงักเพราะรังเกียจผืนดินที่เต็มไปด้วยซากศพ ก็เหลียวดูพระราชบุตรพระราชบุตรก็เฉย ๆ ไม่ได้ตกอกตกใจอะไร เดินตรงเข้าไปที่กลางป่าช้าตรงกลางป่าช้าแม้ในนั้นเขียนเอาไว้น่ากลัวฉากที่ท่านอ่านจากหนังสือเวตาลก็แล้วกัน ก็ไปพบโยคีเข้าทั้งคู่ ก็ทำความเคารพโยคี นั่งลงบนพื้นดินตามคำทูลของโยคีแล้วก็ตรัสว่าเรามาตามสัญญาแล้วโยคีก็บอกว่า พระองค์เสด็จมาถึงแล้วจงปฏิบัติตามคำประสงค์ของข้าพเจ้าข้อ 1 ก่อน คือในทิศใต้ของป่าช้าเช่นเดียวกันมีต้นอโศกขึ้นอยู่บนต้นอโศกมีศพแขวนอยู่ศพหนึ่งไปพาศพนั้นนำมาให้ข้าพเจ้า นำมาให้ข้าพเจ้าเร็วเถอะ พระราชาฟังดังนั้นจับพระหัตถ์พระราชบุตรพากันเดินเดินไปทางทิศใต้ของป่าช้าทรงทราบว่าศาลที่โยคีกำลังตั้งพิธีจะทำร้ายพระองค์และพระราชบุตร แล้วจำเป็นต้องคิดอุบายป้องกันมิให้โยคีทำการที่จะเป็นภัยกับพระองค์ได้ คิดเช่นนั้นแล้วก็เดินทางไป ก็ได้ยินเสียงอะไรต่าง ๆ เช่นเสียงดนตรีของโยคี เสียงภูตผีปีศาจเยอะเลย แต่พระองค์ก็ดำเนินไป สักครู่ก็ถึงต้นอโศก ต้นอโศกนั้นเป็นต้นไม้ใหญ่ผิดจากธรรมดาที่เราเคยเห็นนะ เป็นต้นไม้ใหญ่และมีไฟลุกแดง อโศกสำคัญพระองค์ก็เดินเข้าไปที่ต้นอโศกนั้นได้ยินเสียงร้องว่า ฆ่าซะ ฆ่าซะทั้งสองคนก็ว่าไปพระองค์ก็ไม่คัดค้านไปถึงต้นไม้เปลวไฟที่ต้นอโศกมิได้ร้อนเพราะเป็นไฟของปีศาจที่มันสำแดงหลอกไว้ พอไปถึงโคนต้นพระราชาก็พิศดูศพซึ่งแขวนอยู่บนต้นอโศก ในนั้นบรรยายเป็นตัวเวตาลนะ ท่านคงจะเห็นตัวพันธ์นี้มั่ง ถ้าดูรายการของไอทีวีในตอนรัฐบาลหุ่น ตัวนี้อยู่ด้วยนะเวตาลนะในนิทานเวตาลบรรยายไว้ศพนั้นลืมตาโพรงลุกตาสีเขียวเรือง ๆ ผมสีน้ำตาล หน้าสีน้ำตาล ตัวผอมเห็นซีโครง ซีโครงเป็นซี่ ๆ ห้อยเอาหัวลงมาทำนองเดียวกับค้างคาว ค้างคาวใหญ่ไปจับถูกตัวเย็นชืด ๆ เหนียว ๆ เหมือนงูพระเจ้าวิกรมาทิตย์ไปจับตัวเย็นชืด ๆ เหมือนงูคล้าย ๆ กับสิ่งที่ไม่มีชีวิตแต่มีหางเหมือนหางแพะแต่หางนั้นกระดิกได้พระองค์ทอดพระเนตรเช่นนั้นก็คิดว่า คือศพของลูกชายของพ่อค้าขายน้ำมัน ซึ่งยักษ์ได้ทูลกับพระองค์ว่าโยคีได้ไปแขวนไว้ที่ต้นอโศกเมื่อเห็นตัวเวตาลเช่นนี้ โยคีอาจจะแกล้งเปลี่ยนศพลูกชายพ่อค้าให้เป็นรูปเวตาลเพื่อจะหลอกพระองค์เช่นนี้แล้วพระองค์ก็ทรงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ให้พระราชบุตรยืนหลีกออกห่างไป ทรงพระแสงดาบฟันกิ่งไม้ที่เวตาลห้อยอยู่นั้น ตกลงมาที่ดินทั้งกิ่งไม้ทั้งเวตาล ฝ่ายเวตาลเมื่อตกถึงพื้นดินร้องเหมือนเสียงทารกเมื่อได้รับความเจ็บ พระองค์ตรัสว่าไอ้ตัวนี้มีชีวิต พระองค์เสด็จโจนลงจากต้นไม้ถามเวตาลว่า เอ็งนี่คืออะไร ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็ถามว่า Who are you ตรัสเช่นนั้นเวตาลก็หัวเราะเสียงดังก็กลับไปห้อยบนกิ่งไม้กิ่งอื่นอีกนะอย่างเก่าเลย ห้อยหัวลงมาหัวเราะแกว่งตัวไปมา พระราชาก็ทรงคิดว่าอันนี้คงจะเป็นบุตรพ่อค้าน้ำมันแน่ พระองค์ปืนไปตัดกิ่งไม้อีก ตรัสแก่พระราชบุตรว่าคราวหน้าเมื่อเวตาลตกลงมาถึงพื้นดินจับไว้ให้มั่นคงเชียวนะตรัสสั่งพระองค์ก็ปืนขึ้นบนต้นไม้ตัดกิ่งลงมาอีกกิ่งหนึ่งเวตาลตกตุบลงมาพระราชบุตรคอยอยู่ข้างล่างก็จับเวตาลไว้แน่น พระราชาก็เสด็จลงมาช่วยพระราชบุตรยึดไว้ ถามว่าเอ็งนี้คือใคร พูดแค่นั้นเวตาลก็หัวเราะก็ลื่นหลุดไปอยู่บนกิ่งไม้เหมือนเก่าห้อยไปอยู่แบบเดิมหัวเราะเยาะเย้ยอีก ฝ่ายพระเจ้าวิกรมาทิตย์เช่นนี้ก็ทรงพิโรธตรัสสั่งว่าพระราชบุตรว่าเมื่อเวตาลตกลงมาถึงพื้นให้ฟันหัวให้ขาดออกไปแล้วทรงปืนไปบนต้นไม้จับผมเวตาลกระชากออกจากกิ่งไม้แล้วก็ทิ้งลงมาบนผืนดินผู้คอยข้างล่างก็ฟันด้วยดาบถูกหัวเวตาล ดาบบิ่นไปเลยท่านปรากฏว่าเหมือนฟันหินพระราชาเสด็จลงมา ตรัสถามว่าเอ็งคือใครถามปรับยังไม่ทันเวตาลก็หัวเราะไปเกาะบนต้นไม้อย่างเก่า พระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จขึ้นไปอีก ขึ้นลงขึ้นลงอย่างไม่ย่อท้อครับ แต่ว่าเวตาลก็ยอมให้จับครั้งที่เจ็ด จับเจ็ดครั้งก็ไม่ย่อท้อ เวตาลมันก็กล่าวดีนะแม้เทวดาก็ฟืนใจหัวดื้อนั้นไม่ได้ อ้อดีแฮะ มันพูดอย่างนี้ ฝ่ายพระราชาจับเวตาลได้ก็ปลดผ้าผืนหนึ่งพระองค์ผูกเป็นย่ามจะใส่เวตาล เวตาลนิ่งดูอยู่ครู่หนึ่ง ท่านนี้เป็นใคร ท่านจะทำอะไร พระราชาก็ตอบว่า ข้าคือพระกรมาทิตย์ เป็นพระราชาของกรุงอุเชนีย์จะจับเอาตัวไป ขอโทษ จะจับตัวเองไปให้โยคี เวตาลก็ตอบว่า เวตาลพูดตอนนี้นะครับ พูดย้ำไว้อย่างดี ท่านลองฟังนะมันเป็นแนวคิดของเรื่องนิทานเวตาลเลยทีเดียว เวตาลทูลตอบพระเจ้าวิกรมาทิตย์ว่า พระองค์ผู้เป็นพระราชา จงจำภาษิตโบราณไว้ว่า ลิ้นคนนั้นตัดคอคนเสียมากแล้ว ลิ้นคนตัดคอคนเสียมากแล้ว ข้าพเจ้าจะยอมตามพระหฤทัยของพระองค์และตามเสด็จไปหาบุรุษที่ทำเสียงดนตรี หัวผีพระองค์จะผูกข้าพเจ้าเหมือนคนขอทานก็ตามพระประสงค์เถอะแต่พระองค์จงจำคำของข้าพเจ้าใส่พระราชหฤทัยไว้ตลอดทางคือว่าพระเจ้าเป็นผู้ชั่งพูดและทางเดินตั้งแต่นี้ไปถึงป่าช้าไปถึงเพื่อนของพระองค์ นั่งทำเสียงดนตรีอยู่นี้ เวลาประมาณชั่วโมงเศษ เวตาลเดินทางข้าพเจ้าจะเล่านิทานให้ฟังเพราะปราชญ์ผู้มีความรู้ย่อมใช้เวลาในการอ่านหนังสือมิใช่ใช้เวลาในการนอนและขี้เกียจอย่างคนโง่ในการเล่านิทานนั้น จะตั้งปัญหาถามพระองค์และพระองค์ต้องสัญญาข้อนี้เสียก่อน ข้าพเจ้าจึงจะไปด้วยดี เมื่อข้าพเจ้าตั้งปัญหาพระองค์ตอบจะเป็นกรรมในชาติก่อนให้บันดาลให้ตอบหรือด้วยแพ้ด้วยความฉลาดของข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้าล่อให้แสดงความเย่อหยิ่งเป็นผู้รู้ก็ตามถ้าตรัสตอบปัญหาของข้าพเจ้าเมื่อใด ข้าพเจ้าจะกลับไปอยู่ที่ของข้าพเจ้าเมื่อนั้น ต่อเมื่อพระองค์ไม่ตอบปัญหา ไม่ตอบปัญหาเพราะได้สติหรือเพราะด้วยความโง่เขลาของพระองค์ ข้าพเจ้าจึงจะยอมไปด้วย ข้าพเจ้าทูลเสียตั้งนี้ว่า พระองค์จงสยบอารมณ์ความหยิ่งในพระราชหฤทัยว่าเป็นผู้มีความรู้และถ้าเกิดมาเป็นคนโง่แล้วจึงยอมโง่เสียเถอะ มิฉะนั้นพระองค์จะไม่ได้ประโยชน์เสียนอกจากนั้นจะไม่มีใครอำนวยประโยชน์แก่พระองค์ได้หรอก พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงได้ฟังดังนั้นก็ขัดเคืองนะฮะ เพราะพระราชาไม่มีใครมาดูหมิ่น แต่ครั้นไม่ยอมตามสัญญาก็จะไม่ได้เวตาลไป คิดดังนั้นไม่ตอบประการใด จับเวตาลลงไปในย่ามยกขึ้นสะพายและตรัสกับพรระราชบุตรให้รีบตามไป พลางเสด็จออกเดินทางไป ฝ่ายเวตาลนั้นครั้นเดินออกไปสักครู่หนึ่ง ทูลถามปัญหาสั้น ๆ นะฮะคราวแลฝนแลโคลนในถนน พูดดีนะ อันนี้เป็นสำนวน น.ม.ส นะครับ ปัญหาสั้น ๆ คราวแลฝนแลโคลนในถนน พระราชาไม่ตอบประการใด เพราะถ้าตอบมันจะลอยไป เวตาลพูดว่าข้าพเจ้าจะเล่านิทานที่เป็นเรื่องจริงถวายให้ฟังนะบัดนี้ พระองค์จงฟังเถิด เล่านิทาน นิทานที่เล่าต่อไปนี้ ซึ่งเป็นนิทานทั้งหมด 25 เรื่อง นำมาเพียง 13 เรื่อง เพราะเล่าเสร็จเวตาลก็พูดเป็นเชิงคำถามทำให้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทนไม่ได้ก็ตอบพอตอบเวตาลก็จะลอยกลับไปตามเดิมเรื่องนั้นยาวทีเดียว ผมอาจคาดว่าจะจบหรือเปล่าในรายการนี้ แต่ท่านผู้ฟังก็กรุณาตามเรื่องไปอีกสักหน่อยหนึ่งนะครับ นิทานเรื่องที่ 1 ก็กล่าวถึงมีพระราชาองค์หนึ่งนะฮะครองเมืองอยู่ที่พาราณสีราชบุตรชื่อ วัชรมกุฎเรื่องมีอยู่ว่า พระวัชรมกุฎกับสหายมีชื่อนะแต่ไม่ต้องเอ่ยชื่อหรอก ก็พากันไปขี่ม้าในป่า สหายเป็นบุตรของประธานหัวหน้าอำมาตย์ ชายหนุ่มทั้งสองคือพระราชบุตรกับเพื่อนขี่ม้าไปมีสระใหญ่อยู่สระหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบและบริเวณนี้เป็นที่รื่นรมย์มากมีนก มีหงส์ มีแมงภู่ มาอยู่เยอะทีเดียว พระราชบุตรและสหายไม่เคยเห็นสัตว์พิศวงลงจากหลังม้า ผูกม้าไว้ที่ต้นไม้เดินไปล้างหน้าล้างตาล้างมือเข้าไปในศาลพระมหาเทพซึ่งอยู่ใกล้สระไปสวดมนต์อ้อนวอนสักครู่หนึ่งมีหญิงสาวสวยงามมาก หญิงสาวผู้นี้ก็เต็มไปด้วยหญิงสาวคือนางทาสี พร้อมก็พากันมาจากริมสระด้านโน้นมาถึงก็ยืนสนทนาพากันหัวเราะอยู่ที่ขอบสระ นางก็ลงอาบน้ำ แต่นางที่เป็นหัวหน้าคือราชบุตรีเสด็จเที่ยวเดินมาห่างจากฝูงนางทั้งหลายออกไป ฝ่ายพระราชบุตรก็ปล่อยให้พระสหายนั่งสวดมนต์อยู่ในศาลมหาเทพอยู่คนเดียว เสด็จออกจากศาลเดินไปผู้เดียวหมู่ไม้และก็ได้พบกับพระราชธิดาพบกันนางสะดุ้งเหมือนประหนึ่งนางตกพระราชหฤทัยสำนวน น.ม.ส นะครับ พระราชบุตรทรงใฝ่ผันในทันทีเมื่อทอดพระเนตรเห็นนางก็ตรัสออกมาว่ากามเทพเอ่ยเหตุใดเจ้าจึงมารบกวนเราเช่นนี้ นี้เป็นนิทานที่ออกมาทางวรรณคดีสำนวนแบบนี้เด็กรุ่นใหม่ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไรก็ไม่ทราบ พระราชธิดาทรงได้ยินก็หยุดยิ้มดูกิริยาของพระราชบุตรเพราะเธอตกประหม่าไม่รู้จะทำประการใด นางนิ่งดูอยู่ครู่หนึ่งก็ทำอาการเหมือนทรงพิโรธตรัสกับหญิงสหายซึ่งแสร้งหันหลังเก็บดอกมะลิเหตุใดจึงปล่อยให้ชายหนุ่มมายืนจ้องเราเช่นนี้ ฝ่ายหญิงสหายเมื่อได้ยินดังนั้นก็หันมากล่าวคำเกรี้ยวกราดขับไล่ให้ราชบุตรออกไปนะฮะขับไล่ออกไปเสียและให้พาความละลาบละล้วงไปด้วยนี่สำนวน น.ม.ส. มิฉะนั้นจะให้ทหารจับตัวให้ทิ้งลงในสระพระราชบุตรก็ยืนตะลึงดูนาง มิได้ยินคำที่หญิงสหายกล่าวฝ่ายนางทั้งสองก็พากันเดินออกไป ครั้นถึงขอบสระฝากด้านโน้น พระราชธิดาก็เหลียวดูว่าชายหนุ่มที่ตกประหม่าจะนิ่งอยู่กับที่หรือทำอย่างไรต่อไปครั้นพระราชบุตรยังยืนจ้องนางอยู่นางก็ทรงยิ้มและเสด็จลงไปที่ขอบสระเด็ดดอกบัวดอกหนึ่งมาชูขึ้นไหว้ฟ้าเสียบเกศาและทัดที่กรรณและกัดด้วยทนต์ กัดด้วยฟันและทิ้งลงเหยียบด้วยบาทและกลับหยิบมาปักที่อุระทำเช่นนั้นแล้วก็เสด็จกลับเข้าไปสู่นครของนาง พระราชบุตรครั้นนางไปล้าก็เล่าร้อนเสด็จไปที่ศาลพระมหาเทพ พุทธิศรีระเดินออกมาจากศาลก็บอกว่าได้พบนางคนหนึ่งสวยเหลือเกินฮู้กล่าวชม หน้างามดังอะไรก็แล้วแต่และสรุปความว่าถ้าเขามิได้นางมา ข้าจะไม่ทรงชีวิตเป็นอันขาดปลงใจเช่นนั้นเสียแล้วคือถ้าไม่ได้นางมาข้าก็จะตาย พุทธิศรีระได้ฟังพระราชบุตรตรัสดังนั้นก็มิได้ร้อนใจ ไม่เกรงว่าพระองค์จะปลงพระชนม์ในป่าเพราะเคยได้ยินพระองค์ตรัสแบบนี้ทุกครั้งเมื่อได้เห็นนางงามมิได้มีอะไรลึกซึ้งเหมือนคราวก่อน ๆ พุทธิศรีระจึงทูลว่ามาเดี๋ยวนี้ก็จะค่ำเดียวก่อนไม่ถึงพระนคร พุทธิศรีระกล่าวดังนั้นแล้วจึงขี่ม้ากลับเมืองระหว่างเดินทางทั้งคู่มิได้พูดจากันเลย พระราชบุตรนึกถึงนางแม้พุทธิศรีระจะพูดดังถึง 4 ครั้งก็ตาม ทำหนึ่งเป็นอย่างมากพุทธิศรีระ ก็มิพูดอันใดคิดในใจถ้าพระราชบุตรอยากได้ อยากได้ความคิดเห็นและคำแนะนำมาเถอะถ้าไม่ถามก็จะไม่พูด พุทธิศรีระคิดดังนั้นแล้วเดินทางต่อไปขี่ม้ากันไปนะครับในขณะที่ขี่ม้าพุทธิศรีระก็มีข้อความลึกลับอันหนึ่ง ซึ่งเวลาเช้าเพราะชายหนุ่มคนนี้มีวิธีฝึกปัญญา เมื่อตื่นขึ้นเช้าก็ตั้งปัญหาถามตัวเองที่มีใจความลึกลับและตริตรองทุกขณะมีเวลาว่างก็ตอบปัญหานั้น ความที่ลึกลับและข้อความที่ละเอียดมาเกี่ยวกับปัญหาก็นำมาตริตรองเช่นเคย สองสามปีก็มีปัญญารุ่งโรจน์มากสรุปว่าพุทธศรีระเป็นคนเก่งมีปัญญารุ่งโรจน์ ครั้นกลับมาถึงวังตอนค่ำพระราชบุตรทรงกระสับกระส่ายตลอดคืนและเป็นเช่นนี้ตลอดวันรุ่ง ครั้นถึงวันที่สองก็เกิดประชวรหนักอาการไข้ ที่เคยเขียน เคยอ่าน เคยกิน เคยนอนก็งดหมดราชการที่บิดามอบเฉพาะพระองค์ก็งด การอย่างอื่นก็งดรับสั่งจะสิ้นพระชนม์อยู่แล้ว ครั้นพระชนม์ยังไม่สิ้นก็ทรงเขียนรูปนางงามที่เก็บดอกบัวแปลกจนฝังในพระราชหฤทัยเขียนเหมือนอย่างที่สุดเขียนรูปนางเหมือนเขียนแล้วทรงบรรทมมองดูรูปอีกสักครู่ก็ทะลึ่งลุกฉีกรูปนั้นเสียและก็ชกพระเศียรมีอาการแบบบ้า อีกสองวันต่อมาจึงตรัสเรียกพุทธศรีระเข้ามา พุทธศรีระทราบหลายวันแล้วคงจะเรียกไปเฝ้าถึงที่บรรทม ราชบุตรพระพักตร์เผือดและทรงบ่นว่าปวดพระเศียร พุทธศรีระทราบอยู่แล้วว่าจะรับสั่งเรื่องอะไร ยังไม่กล้ารับสั่งเพราะพระราชบุตรและสหายคนนี้ได้สนทนาเรื่องผู้หญิงหลายครั้งแล้ว ราชบุตรตรัสครั้งใดพุทธศรีระก็ยิ้มเย้ยลบหลู่หญิงอย่างเรี่ยวแรง แปลว่าหลบลู่อย่างมาก กล่าวติเตียนชายที่หลงรักหญิงอย่างเรียวแรงไปยิ่งกว่าติเตียนหญิงเสียอีก คำว่าเรี่ยวแรงเป็นสำนวน น.ม. ส ที่เก่ามากเราฟังยังไม่เข้าใจว่าตำหนิอย่างมากนะฮะ เมื่อตำหนิอย่างนี้แล้วพระราชบุตรทรงอ้ำอึ้งอะไรจนในที่สุดพุทธศรีระรู้ที่อยากให้ตรัสออกมากลับจึงทูลว่า ท่านลองฟังสำนวนชนิดนี้ต้องเสวยยางมและของแสลงให้กินมิฉะนั้นโรคไม่บรรเทาได้ ราชบุตรได้ฟังพุทธิศรีระร้อนใจสิ้นความอ้ำอึ้งจับมือพุทธิศรีระจับมือเพื่อนเสร็จน้ำพระเนตรตก(น้ำตาไหล) บอกว่า สำนวน น.ม. ส เป็นวรรณกรรมที่ฟังแล้วจะไพเราะทีเดียว ชายใดเดินทางในทางแห่งความรัก ชายนั้นจะรอดชีวิตไปมิได้ หรือถ้ายังไม่สิ้นชีวิตชีวิตก็มิใช่อื่นคือความทุกข์ที่ยืดยาวออกไป พุทธิศรีระทูลว่าพระองค์รับสั่ง กวีโบราณย่อมกล่าวว่า ความรักนั้นไม่มีต้นและไม่มีปลาย บุรุษพึงตรึกตรองให้ถ่องแท้วางเท้าลงไปในวิถีนั้นมีปัญญารู้สิ่งทั้งสามประการคือ ความใคร่หญิงหนึ่ง กระดานสกาหนึ่ง อันดื่มน้ำเมาหนึ่ง ให้ผลแก่คนในทางที่ไม่อาจทำได้ เหตุดังนั้นวิธีการที่ปฏิบัติทั้งสาม วิธีที่ดีที่สุดคือปฏิบัติเสียเลยนัยหนึ่งก็คือเว้นให้ขาดแก่วิถีของโลกนี้ไม่มีวัวตัวเมียก็ต้องรีดนมวัวตัวผู้แทน คำสอนของผู้มีปัญญากล่าวเช่นนี้อะไรก็ตามเถอะ ราชบุตรบอกว่าเป็นคำสอนที่ช้าไปแล้วมันไม่ทันการ เธอนิ่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงตรัสว่า ข้าได้ย่างเท้าเข้ามาทางเดินนั้นเสียแล้วนะฮะ มันจะเป็นทุกข์เป็นสุขก็ตามกรรมมันเถอะตรัสแล้วก็ถอนใจ พุทธศรีระว่าเมื่อนางจะไปนางได้กล่าวอะไรกับพระองค์ไหม พระราชบุตรตอบว่าเธอไม่ได้กล่าวอะไรเลย พุทธศรีระก็ว่าถ้าอย่างนั้นนางทำอะไรละ พุทธศรีระกล่าวว่าพระองค์อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้ารู้ชื่อนางและที่อยู่นางแล้ว เมื่อนางเก็บดอกบัวขึ้นชูไว้บนฟ้า คือนางสำแดงความยินดีต่อเทวะที่อำนวยนางได้พบกับพระองค์หลังจากที่ราชบุตรเล่าให้ฟังว่านางทำอย่างไร พุทธิศรีระก็ว่านางยินดีที่ได้พบกับพระองค์ หลังจากที่ราชบุตรเล่าให้ฟังว่านางทำอย่างไร พุทธศรีระก็ว่านางยินดีที่ได้พบกับพระองค์ คนฟังก็ยิ้มออกมาได้และเป็นยิ้มครั้งแรก พุทธิศรีระทูลต่อไปว่านางยกดอกบัวขึ้นทัดหูนั้นเป็นที่หมายให้ทราบว่านางเป็นชาวเมือง กรรโณตบลและนางกัดดอกบัวด้วยพระทนต์หรือฟัน แปลว่านางทำสัญญาให้พระองค์รู้ว่านางเป็นพระราชธิดาของท้าวทันตวัตรเป็นอริใหญ่ของบิดาของพระองค์ไม่สามารถปรองดองกันได้เป็นอันขาด พระราชบุตรได้ยินดังนั้นก็ครางด้วยความเศร้าพระหฤทัย พุทธิศรีระก็ตรัสว่านางเหยียบดอกบัวให้หมายความว่า นางชื่อปัทมาวดีและนางเอาดอกบัวปักที่อุระหมายความว่าพระองค์อยู่ในพระหฤทัยของนาง พระราชบุตรได้ฟังก็ทรงยิ้มหายเจ็บหายไข้ไปเลยถามว่าจะทำอย่างไรดีละนะฮะ ฝ่ายพระพุทธิศรีระด้วยความภักดีต่อพระราชบุตรก็เข้าไปทูลพระราอธิบดีว่า พระราชบุตรไม่ใคร่ทรงสบายให้ไปเที่ยวประเทศต่าง ๆ เพราะว่าต้องเปลี่ยนน้ำที่จะอาบ อาหารหลาย ๆ อย่างจึงจะหายนะฮะ จากนั้นพุทธิศรีระก็แต่งตัวเป็นคนทานขึ้นม้าไปหลายวันไปถึงนครกรรโณตบล ก็หยุดพักอยู่ริมทาง พุทธิศรีระก็นำพระราชบุตรออกเที่ยวตามหาหญิงผู้มีปัญญาโดยอธิบายว่าต้องการจะให้หญิงผู้มีปัญญานั้นได้ดูเคราะห์ร้ายในอนาคตและชี้แจงต่อพระราชบุตรอีกขั้นหญิงที่เอาใจใส่กิจการในอนาคตนี้คำพูดนี้ดีมาก เอาใจใส่ต่อกิจการในอนาคตนั้นมันจะเอื้อเฟื้อต่อกิจการปัจจุบัน เพราะเหตุดังนั้นควรสืบหมอดูช่วยให้เป็นผู้สำเร็จอีกดังอันประสงค์ พุทธิศรีระก็เที่ยวถามอยู่ครู่หนึ่งพูดชี้ไปที่หญิงแก่คนหนึ่งที่นั่งปั่นฝ้ายอยู่ พุทธิศรีระจึงเข้าไปหาหญิงนั้นและก็บอกว่าตนนั้นเป็นใคร เจ้าเป็นพ่อค้ามาจากเมืองไกลสองคน สินค้าของเราตามมาข้างหลังเราล่วงหน้ามาเพื่อจะหาที่พัก ท่านย่อมให้เราพักในเรือนนี้เราอยู่เป็นสุขก็จะให้เงินแก่ท่านในอัตรา หญิงแก่ผู้นั้นนอกจากจะเป็นหมอดูผู้รู้ลักษณะคนอีกด้วยเห็นเค้าหน้าชายหนุ่มทั้งสองก็ชอบเพราะคิ้วกว้างและปากดูลักษณะว่าไม่ตระหนี่จึงตอบว่ากระท่อมนี้เหมือนหนึ่งเรือนของท่านพักให้สบายเถอะพูดเสร็จชายหนุ่มทั้งสองก็เข้าไปในเรือน ฝ่ายหญิงผู้นั้นก็บอกว่าเรือนตัวไม่ค่อยสวยซักเท่าไรพาหนุ่มทั้งสองเข้าไปพัก พุทธิศรีระจึงถามว่าท่านมารดาอยู่ที่นี้มีความสุขอยู่หรือญาติวงศ์อยู่พร้อมกันหรืออย่างไรและหากินทางไหน หญิงแก่ตอบว่าลูกชายของข้าเป็นคนรับใช้คนสนิทของท้าวพันธวัตร ผู้เป็นราชาของเรา ข้าเป็นนางนมของพระราชธิดาปัทมาวดีองค์ใหญ่ ครั้นข้าแก่ชราก็เลยมาอยู่เรือนนี้ไม่ต้องกังวลการหากินเพราะพระราชาประทานทุกอย่างอย่างให้ข้า ข้าไปในวังเฝ้าบุตรีในวังนางเป็นหญิงงามอย่างประหลาด คนดีมีปัญญาหาเสมอเหมือนมิได้ นางปัทมาวดีท้าววัชรมกุฎจึงพักกับหญิงแก่อันเป็นนางนมของพระราชธิดา หลายวันและก็ทำให้นางนมรักการเป็นคนเอื้อเฟื้อไม่ตระหนี่พูดจาเพราะ นอกจากนั้นพระองค์ยังเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างงามอีกด้วย ครั้นพระองค์คุ้นเคยรู้ใจกันมากขึ้นกับหญิงแก่ พระองค์ก็ตรัสถึงพระราชบิดากล่าวแก่หญิงนางนมว่า ถ้าไปเฝ้านางปัทมาวดีคราวหน้าขอให้ช่วยถือหนังสือฉบับหนึ่งไปถวายจะได้หรือไหม นางนมได้ฟังเช่นนั้นก็ยินดี น.ม. ส กล่าวว่าเพราะเป็นธุระของนางนมที่จะต้องยินดีตามแบบนิทานชนิดนี้ นางนมจึงกล่าวกับพระราชบุตรว่าลูกเอยไม่จำเป็นต้องคอยถึงวันพรุ่งนี้เจ้าจงเขียนหนังสือเถอะเราจะถือไปเดี๋ยวนี้ ท้าววัชรมกุฎก็ยินดีมากครับรีบเสด็จไปหาพุทธิศรีระที่นั่งอ่านหนังสืออยู่นอกเรือนและรับสั่งว่านางนมรับจะถือหนังสือไปให้พระราชธิดาปัญหามีอยู่ว่าจะเขียนหนังสืออย่างไรดีผูกประโยคศัพท์ขั้นไหนจึงจะถูกพระราชหฤทัยจะใช้ศัพท์เรียกนางแก้วตาแห่งตูจะเบาไปกระมังหรือศัพท์คำว่าลิตในตับแห่งข้าจะหนักไปกระมังโอ้ใช้แต่ละคำนะโลหิตในตับของข้าน่าคิดนะ เพราะถ้าเลือดในตับแข็งแล้วจะตายเพราะโลหิตในตับแปลว่ารักมาก อนึ่งพระองค์ตรัสว่าการแต่งหนังสือ ให้เร็ววันก็อยากเป็นเรื่องหนักพระราชหฤทัยอยู่ฝ่ายพุทธิศรีระเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็บอกว่าอย่าเดือดร้อนเลยจะทำหนังสือถวายให้เสร็จว่าแล้วก็หยิบเขียนอยู่ครู่หนึ่งและก็พับหนังสือนั้นปิดผนึกวาดรูปดอกบัวหลังผนึกดอกหนึ่ง ถวายราชบุตรราชบุตรก็นำหนังสือไปให้นางนมถือไปถวายพระราชธิดา นางนมได้หนังสือก็รีบเข้าวังไปยังตำหนักพระราชบุตรหญิง ตามเคยครั้นฝ่ายนางปัทมวดีครั้นเห็นนางนมเข้าเฝ้าก็ตรัสเรียกให้นั่งสนทนาด้วยนางนมก็พูดเรื่องอื่น ๆ อยู่ครู่หนึ่งก็ทูลว่าเมื่อนางยังอยู่ในความเป็นเด็ก ข้าได้เลี้ยงดูนางด้วยความภักดีบัดนี้เทพดาได้ให้รางวัลแก่ข้าเพื่อประทานความงาม ความไม่มีโรค ความดี แก่นางในเวลาที่ทรงจำเริญถึงเพียงนี้ หัวใจของข้าใคร่จะเห็นความสุขของนางยิ่งขึ้นไปตราบชีวิตของข้า นางจงอ่านหนังสือที่ชายหนุ่มงามที่สุดและดีที่สุดที่ข้าได้เคยเห็นส่งมาให้ พระราชธิดาทรงรับหนังสือไปทอดพระเนตรบนหลังผนึกออกอ่านก็เป็นฉันท์อินทรวิเชียรฉันท์(หัวเราะ) แต่งเป็นฉันท์อินทรวิเชียรฉันท์ท่านฟังข้อความนะท่านผู้ฟังครับ พุทธิศรีระเขาเขียนให้พระราชบุตร พระราชบุตรก็ให้นางนมไปถวายพระราชธิดามีข้อความว่า ได้เห็นพระเพ็ญโฉม ดุจโสมสว่างหน ลาดเลากำเดาดล ติจะเดือดบ่เหือดลง สอนทรงอนงค์แผง พิศแสร้งเสนียดพง ปักในหฤทัยตรง อุระแค้นเพราะแสนคม วันพบประสบพักตร์ ศุภรักมโนรมย์ อิ่มใจจะใคร่ชม บมิคิดกระยิบตา เพ็ญโสมประเพ็ญศรี ดุจนี้ ณ เวหา แสงส่องบ่ผ่องปรา กตอย่าง ณ นางนวล งอนงามอร่ามโลด ฉวิโชติประจัญชวน แข่งขันพระจันทร์บวน ศศิแน่จะแพ้นาน ยามยลซิมลโฉม อุระโขมพระเพลิงพาล ร้อนรักตระนักการ จิตระขาจะอาดูล นางกลับและลับเนตร ก็เทวษทวีคูณ เล่าร้อนบ่ผ่อนทูล พิศรักประจักษ์แด คิดไปก็ใจหาย เพราะกระต่ายจะหมายแข เวียนหวังระวังแล ศศิไซร้บ่ใยดี อ้านางสะอ้างรัด วรขัดอย่านารี โปรดด้วยอำนวยชี วนตรัสสลัดตรู ทั้งหมดที่ว่าชมนางว่าสวยและก็ฝากรักมาอย่าตัดเชียวนะพระราชา(ขอโทษ) พระราชธิดาทรงอ่านหนังสือตลอดแล้วแสดงอาการพิโรธตรัสแก่นางนมด้วยสำเนียงอันขุ่นแค้นว่า นี้แกเป็นอะไรจึงบังอาจนำหนังสือเช่นนี้มาให้คนที่เขียนหนังสือเช่นนี้โง่แต่งฉันท์ไม่เป็นก็แค้นที่จะแต่งกับเขาด้วย คนแต่งฉันท์เลวๆ เช่นนี้ยังอยากจะมาแต่งฉันท์ถวายพระราชธิดาอยากรู้ว่าเรียนหนังสือมาจากสำนักไหนจึงเลวถึงเพียงเช่นนี้ นางตรัสแล้วก็ทรงฉีกหนังสือตรงที่ว่า พระศศิไซร้บใยดี ส่งให้นางนมแล้วตรัสว่าแกจงนำคำตอบนี้ไปให้ชายที่แต่งฉันท์ไม่เป็นและตัวแกเองจงอย่าเอื้อมอาจถือหนังสือเช่นนี้มาเป็นอันขาด หญิงแก่นางนมได้ฟังพระราชธิดาทรงกริ้วขนาดนั้นก็เสียใจรีบกลับไปบ้านพบราชบุตรตามทางก็เล่าให้ฟังว่าทุกประการ พระราชบุตรได้ทรงฟังและอ่านคำตอบก็เสียพระหฤทัยยิ่งนักเมื่อทรงดำเนินกลับทรงคิดถึงวิธีทำร้ายตัวเองหลายอย่าง เช่น กระโดดน้ำตาย ผูกคอตนเองแขวนแทงอกเป็นต้น ยังไม่ทันตกลงว่าจะทำอย่างไรดีพอถึงที่พักพบพระพุทธิศรีระนั่งอยู่หน้าเรือน ตรัสเล่าให้ฟังและทรงแสดงความเสียใจยิ่งนัก พุทธิศรีระนิ่งฟังตลอดและทูลว่า พระองค์อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ทรงตรึกตรองใจความที่นางให้ตอบต่อไปข้างหน้าเมื่อพระองค์ได้สมาคมกับผู้หญิงมาก ๆ แล้วจะทรงทราบว่าเมื่อหญิงกล่าวว่าไม่ใยดีนั้นแปลว่าใยดี เพราะฉะนั้นตามที่เราทำมาเพียงนั้นนับว่าสำเร็จดังหมาย อนึ่งเมื่อนางทรงถามว่า พระองค์ทรงเรียนหนังสือจากสำนักไหนนั้นแปลเป็นภาผู้ชายว่าท่านคือใคร พระวัชรมกุฎได้ฟังดังนั้นก็ยินดี วันรุ่งขึ้นก็บอกนางนม ก็บอกนางนมว่า พระองค์นั้นเป็นยุพราชกรุงพาราณสี ให้นางนมไปทูลพระราชธิดาเถิด นางนมได้ทราบก็ดีใจ แต่กล่าวว่าทราบแต่แรกแล้ว เช้าวันนั้นก็ไปเฝ้าพระราชธิดาทูลว่าพระยุพราชซึ่งทำให้นางมีใจใฝ่ฝันตั้งแต่วันแรกพบกันที่ริมสระนะฮะ ได้บอกว่าประการใดเชิญพระนางฟังเถอะ นางปัทมาวดีได้ฟังดังนั้นก็สำแดงความโกรธยิ่งกว่าก่อน พอรู้ว่าเป็นพระยุพราชทำเป็นสำแดงความโกรธลุกไปเอากระแจะจันละเลงบนพระหัตถ์ทั้งสองพระหัตถ์แล้วตบเข้าที่แก้มของนางนมทั้งสองแก้ม ตรัสว่าแกจงรีบไปจากวังเดี๋ยวนี้มิฉะนั้นจะรับโทษยิ่งกว่านี้ แกจำไม่ได้หรือว่าข้าห้ามไม่ให้เอาเรื่องนี้มาพูดต่อไป นางนมออกจากวังไปทูลพระโอรสเสียใจอีกที่ไปหลงเชื่อพุทธิศรีระ ครั้นไปเล่าให้พุทธิศรีระฟัง พุทธิศรีระก็ทูลพระราชบุตรว่าพระองค์อย่าทรงตกพระทัยการที่พระธิดาเอากระแจะจันมาทาแก้มนางนมด้วยนิ้วทั้งสิบนิ้วนั้น หมายความว่ากลางคืนยังมีพระจันทร์อยู่อีกสิบคืนถ้าพ้นสิบคืนแล้วนางจะออกมาพบพระองค์ในทีมืดพระองค์จงหักความกระวนกระวายในพระหฤทัยคอยไปอีกสิบวันเถอะพุทธิศรีระทูลแปลกิริยาอาการของพระธิดาและทูลต่อไปว่า นางคนนี้เห็นจะฉลาดเกินที่ให้ความสุขแก่สามีเพราะฉะนั้นพระราชบุตรควรหยุดยั้งชั่งพระหฤทัยดูแต่ในขณะที่ยังมีเวลาจะถอนพระองค์ได้คำเตือนนี้พระราชโอรสไม่ทรงฟังเลย ครั้นพ้นกำหนดสิบวันไปแล้วหนุ่มทั้งสองให้นางนมเข้าเฝ้าพระราชธิดาคราวนี้นางเอาหญ้าปั่นทานิ้วพระหัตถ์สามนิ้ว ปะบนแก้มนางนมแล้วนางนมกลับมาเล่า พุทธิสรีระอธิบายว่านางขอผลัดอีกสามวันเพราะยังประชวรด้วยโรคอันดับเดือนวันที่สี่เป็นวันนัดให้เสด็จ ครั้นวันที่สี่นางนมเข้าไปเฝ้าอีกครั้งหนึ่งพระราชธิดาทรงกริ้วมาก เสด็จทรงฉุดตัวนางนมไปทางประตูด้านทิศตะวันตกแล้วผลักให้ออกทางประตูนั้นถ้ากลับเข้าอีกจะตีด้วยแส้นะครับ เรื่องก็คงจะจบเพียงตรงนี้จะต้องต่อในคราวต่อไปเรื่องไม่สู้จะประติดประต่อต้องขออภัยนะ เพราะท่านถามมาเรื่องนี้เป็นเรื่องยาวนะครับ พูดเป็นภาษาวรรณคดีมีหลาย ๆ แนวคิดและก็จะต่อไปอีกสักพักหนึ่งก็พบกันใหม่ในครั้งหน้ากระผมนายประจักษ์ สายแสงก็กราบสวัสดีท่านผู้ฟังไปก่อนสวัสดีครับผม
กลับขึ้นบน