วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 125 เรื่อง ข้อคิดจากนิทานเวตาล 1
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

พ่อแม่พี่น้องท่านผู้ฟังที่เคารพครับ ระยะเวลา 1 เดือน หลังเทศกาลออกพรรษาเป็นช่วงเทศกาลงานบุญกฐิน มหาวิทยาลัยนเรศวรขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมสืบสานเทศกาลสำคัญของไทย ในโอกาสนี้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคีร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวรภายใต้สมทบทุนสร้างศาลาอเนกประสงค์หลังใหม่ ถวาย ณ วัดยางเอน ต.ท่าโพธิ์ จ.พิษณุโลก งานบุญกฐินของมหาวิทยาลัยนเรศวรในปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน ศกนี้ ซึ่งตรงกับวันพระขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 ร่วมกันสมทบทุนทำบุญมหากุศลในครั้งนี้ได้ที่ หน่วยงานทุกหน่วยงานในมหาวิทยาลัยนเรศวร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ กองกิจการนิสิต ที่หมายเลขโทรศัพท์ 055-261000-4 ต่อ 1214 ร่วมทำบุญมหากุศลกับกฐินสามัคคีมหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งปีมีครั้งเดียวครับ

วรรณกรรมสองแคว

สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ มีโน้ตย่อมาถึงผมโน้ตสั้น ๆ อยากให้พูดเรื่องมะละกอ ที่ตัดแต่งพันธุกรรมว่า มีเกี่ยวกับวรรณกรรมไทยหรือไม่ อันนี้ผมก็ไม่สันทัดอีกแหละท่าน มะละกอที่ตัดแต่งพันธุกรรมที่ขอนแก่นนี่นะ ที่จริง มะละกอที่ตัดแต่งพันธุกรรม วันนี้มันทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน ซึ่งแพร่หลายมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นี่เสื่อมไป เหมือนกันนะท่านนะ เพราะมนุษย์หรือสัตว์หรือพืชนั้น ไม่ได้มาด้วยวิวัฒนาการอย่างเดียวหรอก แต่ยังมีการตัดแต่งพันธุกรรมได้ด้วย เชื่อกันอย่างนั้น แต่ถ้าจะถามว่ามีวรรณกรรมอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องอย่างนี้ มันตอบตรง ๆ นะไม่มีหรอกท่าน ผมนึกถึงวรรณกรรมมุขปาฐะของอีสาน ชาวอีสาน ซึ่งเขากล่าวถึงคนแกว แกวนี่ก็เชื้อสายเวียดนามนะครับ มีอยู่สำนวนหนึ่งที่เขาบอกว่า ว่าวนำแกวเสียแนวพันธุ์ข้าว พูดกับแกวจะทำให้พันธุ์ข้าวของเรานั้นเสียเผ่าพันธุ์ไปหมด เขาใช้ คำนี้นะท่านนะ อันนี้มันไปปรับปรุง หรือมันไปสะเทือนพันธุกรรมหรือเปล่าไม่ทราบ ที่เขาบอกว่าพันธุ์ข้าวจะเสียไป ถ้าหากเราไปพูดกับคนแกว ว่าวนำแกวเสียแนวพันธุ์ข้าว นี่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับพืชก็มีอย่างนี้หน่อยหนึ่ง ถ้าเกี่ยวกับคน เรื่องนี้ผมเคยนำกราบเรียนไว้ว่า มีกฎหมายของเราในยุคก่อน ห้ามแต่งงานกับคนต่างชาติ คนต่างชาติที่ว่ามามีทั้งขมุ มีทั้งกุลาด้วย กุลาถ้ากุลาขาวหมายถึงฝรั่ง แต่ก่อนห้ามแต่งงาน เพราะถ้าคนถ้าแต่งงานกันไปแล้ว เผ่าพันธุ์มันก็ต้องปรับปรุงเป็นธรรมดา ใช่ไหมท่าน ก็ดูพวกลูกครึ่งซิ ลูกครึ่งหน้าตาเขาก็ดี ฉลาดด้วยผมว่า เพราะฉะนั้นการปรับปรุงเผ่าพันธุ์เนี่ย มันอาจจะดีก็ได้นะท่านนะ อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร เพราะไม่สันทัด เพราะฉะนั้นจะไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของมะละกอจีเอ็มโออะไรที่ท่านขอมาเนี่ยคงจะตอบไม่ได้ ถ้าท่านจะถามอีกครั้ง คงต้องเป็นรายการของท่านดอกเตอร์คงศักดิ์ พร้อมเทพ มั้งครับ เพราะท่านเชี่ยวชาญทางด้านนี้ คราวนี้ก็มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือในคราวที่แล้วนั้นผมได้กราบเรียนไปถึงแผนที่ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเป็นพระบรมราโชวาท เรื่องนั้นจะเป็นแนวปฏิบัติซึ่งมีที่มาจากค่านิยมอันดีงามนะครับ ผมจะนำเรื่องนี้ไปบรรยายอีกครั้งหนึ่งท่าน ไปบรรยายอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 22 ตุลาคม 22 ตุลาคม เวลา 8.00-10.00 น. ที่อาคารเรียนรวมคณะวิทยาศาสตร์ ห้อง SC1 –311 อันนี้ก็ไปบรรยายเรื่อง ค่านิยมของนิสิตนักศึกษากับการพัฒนาสังคมไทย บรรยาย ในโอกาสของการสัมมนาสภานิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 11 ซึ่งเขาจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างวันที่ 20 – 23 ตุลาคม 2547 ผมดูรายการบรรยายแล้วก็มีของ ฯพณฯ ท่าน กร ทัพรังสีก็มาบรรยายด้วยนะครับ เรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับบทบาทนิสิตนักศึกษา และก็มีเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ บทบาทนิสิตนักศึกษากับสื่อในสังคม โดยคุณจักรภพ เพ็ญแข ดร.จักรภพ เพ็ญแข ก็จะมาบรรยาย โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนี่ก็จะมีรายการบรรยายอยู่ 3 รายการ ฉะนั้นผมก็จะนำเรื่องของแผนที่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ออกนำเสนออีกครั้งหนึ่ง เพราะถือว่าค่านิยมซึ่งก่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างนั้น จะเป็นผลให้สังคมไทยพัฒนาได้อย่างดี นี่ก็กราบเรียนไว้ สำหรับท่านที่มีลูกหลานอยู่ในสภานิสิตก็จะได้ฟังเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง
ก็มีผู้ถามว่าวรรณกรรมที่เป็นนิทานแต่เขาไม่ได้นำมาเล่ากัน แต่เป็นนิทานที่เขียนขึ้นเนี่ยมันมีมานานไหม ในเมืองไทยมีหรือไม่ โอ้ มีมานานแล้วครับ ในอินเดียเนี่ย ในวรรณกรรมสันสกฤต จะมีพวกปัญจตันตระ ปัญจตันตระเนี่ยเล่ากันแล้วก็นำมาเขียนขึ้น หรือแม้แต่กถาสริตสาคร หรือทะเลนิยายเนี่ยก็มาสายเดียวกันกับอันนี้ ของไทยเรามีหลายเรื่องครับที่เราไปนำมาจากสันสกฤต เช่น เรื่องหิโตปเทศ เรื่องนิทานเวตาล ในวันนี้ถ้ามีเวลาพอเพียงผมจะพูดถึง นิทานเวตาลที่เป็นเนื้อเรื่องบ้าง ถ้ามีเวลาพอเพียงนะครับผม นิทานที่มีที่มาทั้งมุขปาฐะแล้วก็เป็น ลายลักษณ์ ทางของสันสกฤตของเขาเนี่ยส่วนใหญ่มักจะเป็นนิทานที่เกี่ยวกับคำสอนนะท่านนะ ที่เขานำเรื่องคำสอนมาก็เพื่อนำมาให้กุลบุตร กุลธิดา พูดสมัยนั้นก็คือเยาวชนทั้งหลายได้ร่ำเรียน และพิจารณาว่าค่านิยมอะไรที่มันเหมาะมันสมกับสังคมในยุคนั้น ซึ่งถ้าจะมาเป็นกับสังคมในยุคนี้ก็อาจจะเหมาะสมบ้างหรือไม่เหมาะสมบ้าง ก็แล้วแต่เถอะ นิทานเวตาลก็ดี หิโตปเทศก็ดี มุ่งที่สอนเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น หิโตปเทศนั้นสอนในเชิงของนิติศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ส่วนนิทานเวตาลนั้นสอนในเรื่องของการพูดจา สอนในเรื่องของการครองตน น.ม.ส. ได้นำเรื่องนิทานเวตาลนี่มาเขียนเป็นภาษาไทยโดยมีการแปลงให้เหมาะสมกับรสนิยมของไทยบ้างอยู่พอสมควร อ่านแล้วสนุก ถ้าจะถามว่าความมุ่งหมายจริง ๆ ของนิทานเวตาลนี่คืออะไร คำตอบมีคำตอบง่ายมาก ก็คือสอนให้คนเป็นผู้ฟังที่ดี แล้วก็สอนว่าไม่พูด สอนว่าอย่าพูดมากเท่านั้นเอง อย่างผมนี่ก็คงจะมีคนให้นิทานเวตาลหลายเล่มทีเดียว เพราะเป็นคนนิยมการพูดเหลือเกิน ในวันคล้ายวันเกิด เขาก็มักเอานิทานเวตาลให้ แปลว่าให้สงบการพูดเสียบ้าง ในเรื่องนิทานเวตาลสอนไว้ว่าอย่าพูด นะครับ ถ้าพูดแล้วจะเสียผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นให้พยายามสงวนปากสงวนลิ้นของตนไว้ให้ดี อย่าพูด เพราะถ้าพูดแล้วจะเสียผลประโยชน์ แต่ถ้าบอกว่าอย่าพูด ถ้าพูดจะเสียผลประโยชน์ พูดแค่เนี่ยคนฟัง คนอ่าน ก็ไม่อยากฟัง ไม่อยากอ่านจะต้องนำเสนอให้สนุก ให้เร้าใจให้มีคุณค่า ทางอารมณ์ นี่ก็เป็นของธรรมดาครับ วรรณกรรมใด ๆ ก็มีคุณค่าทางสติปัญญา และมีคุณค่าทางศีลธรรม หรืออาจจะมีคุณค่าทางสติปัญญาอย่างเดียว หรือคุณค่าทางศีลธรรม อย่างเดียวก็แล้วเถอะ ถ้านำเสนอโดยตรงนี่นะครับมันจะไม่เป็นที่เร้าใจ ไม่ดึงดูดความสนใจ จะต้องนำคุณค่าทาง อารมณ์เข้ามาห่อหุ้มเอาไว้แล้วนำเสนอ เพราะฉะนั้นคุณค่าทางอารมณ์ของวรรณกรรมจึงนำมาก่อนอื่น แล้วตามคุณค่าทางสติปัญญาและคุณค่าทางศีลธรรม แม้ว่าคุณค่าทางสติปัญญาและคุณค่าทางศีลธรรมนั้น จะเป็นหลักที่ต้องการสื่อ แต่หลักนั้นสื่อตรงไม่ได้ต้องให้ห่อหุ้มด้วยความสนุกสนาน คือคุณค่าทางสติปัญญา แท้จริงแล้วชีวิตมนุษย์ของเราท่านนะ มันก็ทีสิ่งที่เราคำนึ่งถึงอยู่หลายประการ ในปัจจุบันนี้นะ ก็จะพูดถึง ไอคิว คือความเฉลียวฉลาด เชาว์ปัญญา พูดถึง อีคิว ความเฉลียวฉลาด ทางสังคม พูดถึง เอ็มคิว ความเฉลียวฉลาดทางศีลธรรม นะครับ จะเป็น อินทีดิชั่น โครเชี่ยน อิโมเชชั่น โครเชียน แล้วก็มอเรียลลิตี้ โครเชียน หรือ มอร์เรียล โครเชียน ทั้งสามประการนี้นั้นมันมีครบในวรรณคดี แต่วรรณคดีไม่เรียกว่า ไอคิว วรรณคดีเรียกว่า คุณค่าทางสติปัญญา หรือ อินเทลิเชียน แพร์ริล วรรณคดีไม่เรียกว่า อีคิว ไม่เรียกว่าอิโมชั่นแนล โครเชียน แต่เรียกว่าคุณค่าทางอารมณ์ หรือ อิโมชั่นแนล แพร์ริล แล้วก็ วรรณคดีไม่เรียกว่า เอ็มคิว หรือ มอรัล โครเชียน แต่เรียกเสียว่า คุณค่าทางศีลธรรม มันมีอยู่พร้อม แต่การนำเสนอคุณค่าทางสติปัญญาและหรือคุณค่าทางด้านศีลธรรมนั้น ต้องห่อหุ้มด้วยคุณค่าทางอารมณ์ คือต้องนำมาด้วยความสนุกสนาน เร้าใจ บันเทิงใจ รื่นรมย์คนจึงจะอ่าน คนจึงจะฟัง นิทานเวตาลก็ เป็นเช่นนั้น ต้องการสื่อไปถึงผู้อ่านไปถึงผู้ฟังว่า อย่าพูดนะ ถ้าพูดแล้วจะเสียผลประโยชน์ ก็ไม่ได้สื่อตรง ๆ อย่างนั้น แต่สื่อโดยใช้นิทานประกอบ ผูกเรื่องสวยมาก เรื่องนิทานเวตาลนี่ก็จะเกี่ยวข้องกับพระราชาองค์หนึ่ง คือพระเจ้าวิกรมาทิตย์ กับตัวเวตาลแล้วก็ฤาษีอีกตนหนึ่งนะฮะ อยู่กันแค่นั้น ชื่อศานติโยคีก็แล้วแต่เถอะ เรื่องก็มีตัวละครใหญ่ ๆ อยู่ 3 ตัว แต่ตัวละครเล็ก ที่ประกอบนี่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน จุดใหญ่จริง ๆ ก็เพื่อจะให้เห็นว่า ถ้าพระเจ้าวิกรมาทิตย์ พูดขึ้นมาเมื่อไหร่ ตัวเวตาลซึ่งพระองค์จับมันใส่ในย่าม มันจะลอยกลับไปที่กิ่งอโศกตามเดิม ทำให้พระองค์ต้องปีนขึ้นไปเอามันลงมาใหม่ ฉะนั้นพูดเมื่อไหร่ก็เหนื่อยเมือนั้น เสียผลประโยชน์เมื่อนั้นครับ คราวนี้ในเรื่องนี้ ตอนต้นเรื่องเขาจะกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดิน ที่มีพระนามว่าพระเจ้า วิกรมาทิตย์ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ เป็นกษัตริย์ เป็นพระราชาของนคร อุเชนี หรือกรุงอุเชนี ที่จริงเขาเรียกคำว่ากรุงนี่มันรากศัพท์ เป็นภาษามอญ แปลว่ามีน้ำล้อมรอบ นะท่านนะถ้าเรียกนครก็เพราะ เรียกว่าเมืองก็ได้ แต่พอเรียกนครมันใหญ่หน่อย นะคะรัง พระราชาวิกรมาทิตย์ก็เป็นกษัตริย์ของอุเชนีนะครับ ถ้าจะถามว่าอีตอนเป็นกษัติรย์นับมากี่ปีแล้ว ก็โอย 2,000 ปีมาแล้วมั้ง เพราะนั้นเรื่องที่จะพูดก็เป็นเรื่องเก่า 2,000 ปีมาแล้ว พูดอย่างนี้นิสิตที่อายุยังน้อย ๆ อยู่ อยู่ปี 1 ปี 2 ปี 3 ไม่ค่อยอยากจะฟังหรอกคล้าย ๆ พูดเรื่องโบราณอะไรทำนองนั้น โอยของโบราณน่าฟังทั้งนั้นแหละ ของดี ๆ มาจากโบราณทั้งนั้นแหละ กีฬาโอลิมปิกก็มาจากโบราณนะไม่ใช่เพิ่งคิดขึ้น มาจากสมัยโน่น
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ครองอยู่ที่อุเชนี เรื่องนี้เกิดมา 2,000 กว่าปีแล้ว พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระนามเรียกว่าลือกระฉ่อนไปล่ะครับ เพราะอะไร เพราะพระองค์มีปรีชาสามารถในการปกครอง ในการปกครองเนี่ยคงจะเรียนรัฐศาสตร์มามากทีเดียวนะเนี่ย รัฐประศาสนศาสตร์ด้วยนะเนี่ย ปกครองสมัยก่อน ปกครองไพร่ฟ้าประชาชี มีแต่ประชาชีไม่มีประชาเถร ไพร่ฟ้าประชาชี ทุกคนก็อยู่เย็นเป็นสุข เพราะจุดมุ่งหมายทางการปกครอง ปกครองให้อยู่เย็นเป็นสุข มีความสงบ แค่นั้นเองแหละครับ นอกจากพระองค์จะเก่งทางการปกครอง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ เนี่ยยังเป็นผู้เอื้อเฟื้อต่อการศึกษา นี่แต่นี้เรื่องใหญ่เลยครับ เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา นี่ก็คงจะไม่เหมือนกับนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งมั้ง ที่ถามว่าปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศคืออะไร ปัญหาของประเทศมีกี่อย่างฝรั่งเศสคนนั้นบอกปัญหาของประเทศมีหลาย ๆ อย่าง ถามปัญหาข้อที่ 1 คืออะไร เขาบอกคือ การศึกษา แล้วปัญหาข้อที่ 2 ล่ะ ก็คือการศึกษาอีกนั่นแหละ นี่คนฝรั่งเศสตอบอย่างนี้ พระเจ้าวิกรมาทิตย์นี่พระองค์ทรงเอื้อเฟื้อต่อการศึกษา ทรงเห็นคุณค่าของการศึกษามาก พระองค์มีนักปราชญ์นะฮะ ประจำราชสำนักถึง 9 คน เขาเรียกว่า นวรัตนกวี กวีทั้ง 9 คน กวีทั้ง 9 คนก็ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องของวรรณกรรมนะครับ หรือเกี่ยวกับเรื่องของสติปัญญาต่าง ๆ ที่จะถวายคำแนะนำพระองค์ด้วย จึงถือว่าในยุคนั้นเนี่ยวิทยาการต่าง ๆ รุ่งเรืองมาก พระเจ้า วิกรมาทิตย์ นอกจากจะทรงปกครองเก่งแล้วยังเห็นคุณค่าของการศึกษาอีกด้วยนะท่านนะ ให้คุณค่าทางการศึกษานี่มากเลย ถ้าจะถามว่ากษัตริย์พระองค์นี้เนี่ย มีประวัติยังไงมั่งเกิดเมื่อไหร่ยังไง โอ คำตอบคงจะยากท่าน เพราะเรื่องราวมันมาตั้ง 2,000 กว่าปีแล้วแหละ มันก็เป็นเรื่องจริงนะฮะ ปนกับเรื่องซึ่งเขาต่อเติม ตามธรรมดาก็ต้องมี ตัด เติม เสริม ต่อ สับที่ ย้ายที่ ฉะนั้น เรื่องของพระเจ้าวิกรมาทิตย์นี่ก็เหมือนกันนะครับ คงจะตัดเติมเสริมต่อ สับที่ย้ายที่มามากเลย ถ้าเราอยากจะทราบประวัติเนี่ย ก็ลองไปอ่านคำนำของหนังสือนิทานเวตาลก็ได้ ของ น.ม.ส. นะครับก็จะบอกเป็นเชิงว่า พระเจ้าวิกรมาทิตย์น่ะสมัยพระองค์ทรงครองราชย์สมบัติอยู่ที่อุเชนีนี่พระองค์ครองอยู่อย่างดีมากเลยครับ รุ่งเรืองมาก ครองตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นน่ะมั้งเนี่ยจนกระทั่ง พระชนม์ 30 พรรษา เนี่ยเข้าวัยฉกรรจ์ 30 พรรษาเนี่ย พระองค์ก็คิดว่าพระองค์ได้ยินชื่อเมือง ในต่างประเทศมากมายนะครับ ได้ยินชื่อเมือง ต่างประเทศหลายเมืองพระองค์ไม่เคยได้เห็นเมืองเหล่านั้นเลย พระองค์ควรจะเสด็จไปดูเสีย นะฮะ เรียกว่าจะทัศนศึกษาว่างั้นเถอะ ได้ยินชื่อเมืองต่าง ๆ ก็ควรจะไปดู ถามว่าไปทำไมเนี่ย พระองค์นั้นมีความประสงค์ที่จะเที่ยวรู้ในกิจการบ้านเมืองทั้งหลายเหล่านั้น อยากไปรู้ว่าเขามีอะไรบ้าง น.ม.ส. ใช้คำว่า พระองค์มีพระราชประสงค์คือ จะเที่ยวสอดรู้การในบ้านเมืองเหล่านั้น ก็ใช้อย่างนี้เลย ก็ไปดูว่าเขาเป็นยังไง หาช่องทางจะรวมเอามาเป็นเมืองขึ้นเสียเลยถ้ามีโอกาส นี่ธรรมดาครับ วิเทโศบายนี้ไม่ว่าประเทศใดก็เป็นอย่างนั้นแหละ ในปัจจุบันก็มุ่งจะถ่ายเททรัพยากรซึ่งกันและกันทั้งนั้นก็ว่ากันตรง ๆ เถอะนะฮะ นี่ก็พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ไปเที่ยวเมืองต่าง ๆ เพื่อจะรวมเขาเอาเขามาเป็นเมืองขึ้นซะเลยถ้า มีโอกาสจะรวม ด้วยกำลังอาวุธหรือกำลังปัญญา อะไรก็แล้วแต่ บางทีการเป็นเมืองขึ้นนี่ก็เป็นเมืองขึ้นด้วยการเราไปทำสงคราม แล้วเป็นเมืองขึ้นทางปัญญาเขาก็มีนะครับเนี่ยพระเจ้าวิกรมาทิตย์ มาทิตย์ก็ทรงคิดอย่างนี้แหละคราวนี้ถ้าพระองค์จะออกไปนอกเมือง นอกเมืองเนี่ยก็ต้องมีคนรักษาราชการแทนว่างั้นเถอะ พระองค์ก็เลยมอบราชการ การบ้านการเมืองให้พระอนุชาดูแลแทน พระอนุชานั้นมีพระนามว่า พระเจ้าพันตริราช พันติราชตัวนี้ฮะ พันตริราชก็เลยทำหน้าที่แทน พระเจ้าวิกรมาทิตย์ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ 0นั้นก็ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงเสีย ปลอมตนเป็นโยคี เออปลอมตนเป็นโยคี โยคี หลายคนก็แปลว่านักบวชนะครับ ที่จริงโยคี ก็คือ ครูบาอาจารย์นั่นแหละ พวกฤาษีก็พวก ครูบาอาจารย์เหมือนกัน นี่ก็ปลอมตนเป็นโยคี มีพระราชโอรสองค์ที่ 2 ติดตาม ไปด้วย โอรสองค์นี้ชื่อพระธรรมธวัชตามไป คงเป็นองครักษ์ให้พ่อน่ะ เพราะพ่อก็อายุ 30 แล้ว ผมก็สงสัยเหมือนกันนะพ่ออายุ 30 แล้วพระธรรมธวัชนี่จะอายุเท่าไหร่ ถึงต่างพระเจ้าวิกรมาทิตย์นี่พระองค์มีพระโอรสเมื่ออายุ 16 พรรษาเนี่ยลูกก็คงอายุได้แค่ 14 แล้วเอาเป็นองครักษ์นี่ จะ ใช้ได้ประการใดก็ยังไม่ทราบเลยนะนี่นะ แต่เรื่องนี้ มันก็เป็นเรื่องจริงมั่งไม่จริงมั่งกระมัง ก็เป็นอันว่าลูกติดตามไปล่ะ มีลูกลูกเป็นหนุ่มหรือเปล่าก็ไม่รู้ติดตามไปในขณะที่พระองค์มีอายุแค่ 30 พรรษาและข้อสำคัญ ลูกที่ติดตาม พระโอรสที่ติดตามคือธรรมธวัชนี่เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 2 เข้าไปด้วยนะท่าน แล้วองค์ที่ 1 จะอายุเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้เลย เนี่ยแสดงว่าพระองค์แต่งงานแต่เด็กมากเลยพระเจ้าวิกรมาทิตย์ นี่ถ้าวิเคราห์ะก็เป็นอย่างนี้ พอพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จไปกับ พระธรรมธวัชซึ่งเป็นโอรส พระเจ้าวิกรมาทิตย์ อายุ 30 โอรสเท่าไหร่ไม่รู้แหละ ออกเดินทางปลอมตัวเป็นฤาษีไป
ส่วนที่เมืองนั้น พระเจ้าพันตริราชผู้เป็นน้องชายก็ดูแลอยู่ ดูแลอยู่ พระเจ้าพันตริราชเนี่ย มีลักษณะแปลกนะครับ คือเป็นบุรุษที่มีนิสัยที่ค่อนข้างจะซึมเซา ใช้คำนี้ มีนิสัยซึมเซาไม่ค่อยพูดค่อยจา ไม่ค่อยจะทำอะไรทั้งนั้นนะครับ ซึมอยู่ตลอดเลย ถามว่าอะไรล่ะจึงซึมเซา พฤติกรรมมันต้องมีสาเหตุซิ ที่ซึมเซาอย่างนี้เพราะอะไร เพิ่งเป็นนะแต่เดิมไม่ซึมเซาหรอก ที่เป็นซึมเซาอย่างนี้ ก็เพราะว่าพระองค์เนี่ยเสียพระชายาไป พระชายาของพระองค์เนี่ยก็สิ้นพระชนม์ไปด้วยเหตุ อันประหลาด เหตุอันประหลาดน่ะเหตุมันเป็นยังไง เรื่องมันมีอยู่ว่าวันหนึ่ง พระเจ้าพันตริราชเนี่ยจะเสด็จประพาสป่า ออกไปล่าเนื้อในป่า เนี่ยเป็นกีฬานะ ออกไปล่าเนื้อในป่า ในขณะที่ออกไปล่าเนื้อนั้นได้พบหญิงผู้หนึ่งซึ่งสามีของเขาเป็นพราหมณ์ สามีของเขาตายไป หญิงผู้นั้นก็ตายตามสามี โดยการเข้าไปเผาตัวตายในกองเพลิงที่เผาสามี เขาเรียกพิธีนี้ว่า พิธีสตี ท่าน เผาตัวตายตามสามีนี่ เผาตัวตายด้วยความสมัครใจนะ มั่นใจด้วย เวลาเดินเข้ากองไปนี่ก็ไม่สะทกสะท้าน ขณะที่ไฟกำลังเผาสามีตัวอยู่ตัวก็เดินเข้าไปเลย ไม่สะทกสะท้านเลย พระเจ้าพันตริราชครั้นเห็นเช่นนั้น ก็ทรงคิดอะไรบางอย่าง ทรงคิดว่าพระชายาของพระองค์นี่จะทำอย่างนี้ไหมหนอเนี่ย พระองค์ พอเห็นเช่นนั้น ก็ไม่ประพาสป่าแล้วเสด็จกลับวังเลยครับ พอไปถึงวังก็เล่าให้พระชายาฟังว่า นางพราหมณีผู้ที่เผาตัวตายตามสามี นั้นมีความซื่อสัตย์เหลือเกินนะครับ พระชายาได้ฟังเช่นนั้น ก็ทูลตอบว่า แหมถ้าหากว่าสามีสิ้นชีวิตไปนี่นะครับหญิงที่ดีนั้น ไม่ต้องสิ้นชีวิตด้วยการเข้าไป ในกองไฟหรอก แต่จะสิ้นชีวิตด้วยเพลิงแห่งความทุกข์ ไม่ต้องไปตายในกองเพลิงที่เผาสามีหรอก เพลิงแห่งความทุกข์จะเผาทำให้หญิงผู้นั้นตายตามไปเลย พระเจ้าพันตริราชได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ตรัสประการใดหรอกครับ นิ่งตรึกตรองอยู่เล็กน้อย วันรุ่งขึ้นเสด็จเข้าป่าอีกนี่ ไปล่าเนื้อในป่าอีก ตามเคยพอเข้าไปนี่ก็แกล้งซิ คราวนี้แกล้งทำโดยให้มหาดเล็กเนี่ยนำเอาเครื่องทรงของพระองค์ซึ่งเปรอะเปื้อนไป แล้วก็นำไปถวายพระชายา ไปทูลว่า ได้เกิดเหตุวิบัติในป่าเสียแล้ว พระเจ้า พันตริราชสิ้นพระชนม์ ให้ไปหลอก หลอกพระชายานะครับ ไอ้มหาดเล็กก็ทำตามซิครับ นำเอาเครื่องทรงซึ่งเปื้อนฝุ่นเปื้อนเลือดอะไรก็แล้วแต่เถอะ นำไปถวายพระชายา แล้วก็บอกพระเจ้า พันตริราชสิ้นพระชนม์ในป่าเสียแล้ว พระขายาได้ยินเช่นนั้น ก็ล้มลงสิ้นชีวิตด้วยเพลิงแห่ง ความทุกข์ เนี่ยทดลองเมียจนเมียตายดู ไม่น่าทำเลยนะนี่นะล้มลงสิ้นชีวิตเลย ฝ่ายพระเจ้า พันตริราชกลับมาจากป่าพอเห็นพระชายาสิ้นชีวิต ก็เสียพระทัยนักหนาเลยครับ เลยมีอาการซึมเซาอยากจะเป็นฤาษีอยู่เรื่อยเลย แม้จะมีชายาองค์อื่น ๆ อีกจำนวนเยอะเลยแต่ก็ไม่ทำให้แช่มชื่นขึ้นได้เลยฮะ คิดถึงคนเก่า ไม่แช่มชื่นได้เลย จนกระทั่งมาได้ชายาใหม่อีกองค์หนึ่ง นี่แหละครับชายาใหม่อีกองค์เนี่ยนะฮะมาได้ตอนที่พระเจ้าวิกรมาทิตย์เสด็จออกไปนี่นะครับ แล้วพระองค์รักษาราชการแทนเนี่ยนะครับ ก็เกิดกามเทพไดแผลงศรอีกครั้งหนึ่ง กามเทพมาแผลงศรทะลุหัวใจของพระเจ้าพันตริราชซึ่งอายุก็ไม่ได้มากหรอก อายุต้องน้อยกว่า 30 ปีแน่เพราะพระเจ้าวิกรมาทิตย์ 30 น่ะเพราะฉะนั้นพระเจ้าพันตริราชก็น่าจะอยู่แค่ 29 เป็นอย่างสูงสุด ถูกแผลงศร แผลงศรนาง คนที่มาใหม่เนี่ยในนิทานเวตาลกล่าวไว้ ท่านฟังดูซิครับเนี่ย นางนั้นมีหน้าเหมือนพระจันทร์ วันเพ็ญ หน้าเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ นี่พึงทราบนะครับไม่ใช่เอาความกลมนะ แล้วไม่ใช่ เอาหลุมอุกาบาตรที่อยู่ในนั้นมาเปรียบเทียบหน้าของนางนะครับ พระจันทร์วันเพ็ญนี่คือ ความส่องสว่าง ดูแล้วสบายอกสบายใจ พวกเราเวลาดูพระจันทร์ก็สบายใจใช่ไหมครับ แต่ ไปดูนานไม่ได้นะ ดูนานเดี๋ยวเป็นโรคชนิดหนึ่ง ชื่อโรครูเนติค แปลว่าโรคบ้าเดือนนะ รูเนติค มาจากคำว่า รูหน้า นูหน้า แปลว่าพระจันทร์นี่แหละ นางนั้นมีหน้างามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ มีผมดังเมฆสีนิลโลหิตซึ่งอุ้มฝนห้อยอยู่บนฟ้า นี่ผมก็งาม นอกจาหน้างามพระจันทร์แล้ว ผมยัง สีดำเหมือนเลือดดำเลยครับ คนแต่ก่อนนิยมผมสีดำซะแล้วนะ ปัจจุบันย้อมสีซะแล้ว โลหิตสีกระดำกระด่างนะเนี่ย นี่มีผมดังเมฆสีนิลโลหิตซึ่งอุ้มฝนห้อยอยู่บนฟ้า มีผิวซึ่งเย้ยดอกมะลิ ให้ได้อาย ผิวซึ่งเย้ยดอกมะลิให้ได้อายขาวยิ่งกว่าดอกมะลิ นึกถึงรัชกาลที่ 6 นะครับที่ชมผู้หญิงว่า พิศผิวสินวลละอองอ่อน มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น แม่คนนี้ผิวเย้ยดอกมะลิให้ได้อายเหมือนกัน ปัจจุบันเขาไม่นิยมแล้ว เขานิยมผิวสีชาใส่นม พูดเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า เทอูเลคอมแพซิยอง ผิวสีชาใส่นมนี่จึงจะสวย คนไทยใช้ว่าผิวสีน้ำผึ้งจึงจะสวย ถ้าผิวเป็นดอกมะลินี่ก็ไม่ค่อยชอบมันขาวเกินไป แต่แม่คนนี้ผิวนี่เย้ยดอกมะลิให้ได้อายก็แล้วกันเนี่ย คนที่กามเทพนำมาแล้วก็แผลงศรใส่พระเจ้าพันตริราชเนี่ย มีตาเหมือนเนื้อทรายซึ่งระแวงภัย ตาที่สวยเนี่ยเหมือนตากวางนะท่านนะ ไม่ใช่ความใหญ่นะฮะแต่เป็นความไร้เดียงสา ถ้าตาเหมือนกับตาหมาบ้าหรือตาจระเข้นี่ก็ไม่สวยโดยเด็ดขาดเลย นี่ตาเหมือนตาเนื้อทรายระวังภัย ริมฝีปากเหมือนดอกทับทิม พูดอย่างนี้ท่านที่ ไม่เคยเห็นดอกทับทิมก็ลำบากหน่อยนะฮะ ดอกทับทิมมันมีสีออกแดงอมชมพูนะครับ สีมันสวย ก็แล้วกันสีดอกทับทิมน่ะ พูดอย่างงั้นเถอะ คอเหมือนคอนกเขา คอนกเขาคือมันเรียบมันกลึงนะท่านไม่เป็นตะปุ่มตะป่ำนะ คอเหมือนคอนกเขา มือเหมือนสีแห่งท้องสังข์ ใครไม่เคยเห็นสีของหอยสังข์นี่ไอ้ที่ด้านท้องของมันก็ลำบากหน่อย คือมือนี้ออกสีขาวอมเหลืองเล็กน้อย นี่มืองาม เอวเหมือนเอวเสือดาว เอวเสือดาวนี่ต้องเป็นเอวของเสือตัวผู้นะ ที่ยังกินไม่อิ่มนะ เป็นเอวของเสือตัวเมียตั้งท้องไม่ได้ เอวเสือดาวคือมันคอดกิ่ว แล้วก็เรียวนะท่านนะ มันดูแล้วมันมีความรู้สึกงาม บาทเหมือนดอกบัว เท้าเหมือนกับดอกบัว เรียกว่าลักษณะอย่างนี้เป็นนางงาม นางงามแบบแขกสมัยก่อนไงท่าน นางงามอย่างนี้แขกเขาถือว่าดีมาก ไทยเราเนี่ย น.ม.ส. ท่านบอกว่าไทยเราเวลาแต่งโคลง แต่งกลอน แต่งกาพย์กลอนก็มักจะเอาลักษณะแบบแขกมาชม พูดง่าย ๆ ว่ายัดเยียดค่านิยมความงามของสตรีแขกให้แก่ไทยนะฮะ ก็เป็นอันว้าพระชายาองค์ใหม่นี่งามมากเลย ก็งามเช่นนี้ มีคอเป็นนกดั่งนกเขาอะไรเนี่ย พระเจ้าพันตริราชก็เลยมีอาการลุ่มหลง ต้องใช้อย่างนี้ฮะ ลุ่มหลงเลย เรียกว่ารักนางมากเลย นี่เขาเรียกว่ารัก รักความงาม ถ้านางหมดงามก็คงจะหมดรักมั้งอย่างนี้ รักนาง แต่ว่านางผู้นี้มิได้รักพระองค์ มิได้มีใจภักดีต่อพระองค์เลย แต่ไปรักใคร่กับอำมาตย์หนุ่มคนหนึ่ง ชื่อมหิบาน อำมาตย์หนุ่มคนนี้ชื่อมหิบาน แต่ไปชอบอำมาตย์ในขณะที่พระราชารักพระนาง พระนางก็ไปชอบอำมาตย์ เรื่องเกิดเช่นนี้ไม่นาน ก็เกิดเหตุอันสำคัญขึ้น ไอ้เหตุอันสำคัญมันมีที่มาอย่างนี้ นี่ก็เป็นนิทานอีกเหมือนกันนะ ที่ใกล้พระราชวังเนี่ยนะครับก็จะมีพราหมณ์สองสามีภรรยา พราหมณ์สองสามีภรรยาเนี่ยยากจนมาก พูดง่าย ๆ ท่าจะเป็นขอทานนะ ยากจนมากจนไม่รู้จะทำอะไรดี ไม่รู้จะทำอะไรดีก็เลยบำเพ็ญตบะ คืออดข้าว ที่จริงดีนะท่านนะ ไม่มีอะไรจะกินก็เลยบำเพ็ญตบะเสียเลย อดข้าวซะเลย อดข้าวอย่างเดียวไม่พอ ยังมีการทรมานตัวด้วยวิธีการนานัปการซึ่งทำให้เทวดาเนี่ยกลัว เทวดาเบ็ดเตล็ดนี่ยำเกรงเลย วิธีทรมานตัวก็เช่น หน้าหนาวก็ลงแช่ตัวในน้ำ หน้าหนาวเนี่ยลงแช่ในน้ำ ถ้าหน้าร้อน ก็ก่อไฟกองใหญ่ รอบตัวแล้วก็นั่งผิงไฟนั้นเนี่ย ทำให้มันแปลก ๆ เทวดาก็เลยกลัว เทวดานี่ถ้ากลัวอะไรก็มักจะมา ให้ทานนะ นี่ก็เหมือนกันแหละ ท้ายสุดก็มีเทวทูตจากสวรรค์ เป็นทูต ทูตเทวจากสวรรค์ คงเป็นทูต เป็นตัวแทนของเทวดาทั้งหลาย ที่กลัวการบำเพ็ญตบะอดข้าวของสามีภรรยาคู่นี้มั้งเนี่ย ไอ้ที่อดข้าวก็เพราะยากจนไม่มีอะไรจะกินนี่ เลยอดข้าวแต่เทวดาก็กลัว เทวดาก็เป็นเทวทูตนี่มาจากสวรรค์ มาไม่มาเปล่านำผลไม้มาผลหนึ่งนะท่านนะ นำมายื่นให้เลยแล้วบอกว่า ผลไม้นี้เป็นผลไม้อมฤต ถ้ากินแล้วจะมีชีวิตอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย พูดง่าย ๆ ไม่ตาย ให้เสร็จเทวทูตก็หายไป หายตัวไป ขืนไม่หายก็ยุ่งเลยล่ะ พราหมณ์ ตาพราหมณ์ผู้ชายเนี่ยพอได้ผลไม้วิเศษ แค่นั้นก็จะกินซิครับ ก็ปาก ปากนี่ก็ไม่มีฟันหรอก มีหลอ ๆ อยูไม่กี่ซี่หรอก อ้าปากจะกินผลไม้ จะกัดกินผลไม้นั้น ฝ่ายนางพราหมณ๊เมีของตาพราหมณ์ผู้นี้ แกมองเห็นว่าผัวจะกินผลไม้อมฤต ซึ่งถ้ากินเข้าไปเนี่ยแน่นอนเลยต้องอยู่ค้ำฟ้าแน่ นางก็เลยบอกว่า นี่แน่ะสามีเอ๋ยไปเที่ยวกินทำไมล่ะ นึกดูเสียให้ดีนะ เรานี่ยากจนเกือบตายนะ ถ้าเราตายเนี่ยความตายเป็นทุก๘เดี๋ยวเดียวแค่นั้น ตายแล้วก็หมดไป แต่ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เพราะเราไปกินไอ้ผลอมฤตนี่เข้านี่นะแล้วมีชีวิตอยู่เราก็จะจนอย่างนี้มันจะทุกข์ยากไปอีกยาวนานเลย อยู่กับความจนไปจนตลอดค้ำฟ้านี่มัน มันทุกข์ยากเหลือเกินตายเสียดีกว่า หรือว่าสามีเราอยากจะทุกข์เช่นนี้รึ เนี่ยถามเลย ความยากจนนี่เป็นบาปที่เราทำไว้แต่หนหลัง นางว่าอย่างนั้น ถ้าท่านอยากจะยึดความทุกข์ไปตลอดชีวิตก็ตามใจ แต่ถ้าท่านไม่อยากยึดความทุกข์ คือไม่อยากมีทุกข์ไปตลอด ตลอดไปชั่วกาลปาวสาน ก็อย่าไปกินเลยไอ้ผลไม้เช่นนี้น่ะ อย่าไปกินเลยมันจะทำให้ไม่ตายแล้วมันจะลำบาก พราหมณ์นั้นครั้งได้ยินภรรยาท้วงเช่นนั้นก็ เออจริงเว้ยคิดอยู่นะ นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็บอกว่า เออไอ้เรารึก็ได้รับผลไม้นี้ เทวดาเขาเอามาให้ก็ อยากจะกิน แต่เมื่อเจ้าคัดค้านเช่นนี้ข้าก็สงสัย ไหนเจ้าคิดว่าเราควรทำยังไงดีล่ะ นางพราหมณี ก็บอกว่า ในขณะนี้เราเองทั้งคู่ก็แก่แล้วนะ ไอ้ความแก่นี่มันไม่ทำให้มีความสุขหรอก ความสุขมันเกิดเฉพาะกับคนหนุ่มคนสาวเท่านั้น คนแก่อย่างเรานี่ยิ่งยากจนอยู่ด้วยก็มีแต่ความทุกข์ ถ้าเราจะแก่อยู่อย่างนี้อีกตลอดไปชั่วฟ้าดินสลาย สองคนผัวเมียนี่ มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ไอ้การกินผลไม้นี่มันทำให้เป็นหนุ่มซิจึงควรจะกิน แต่นี่กินเสร็จมันไม่ได้เป็นหนุ่มนี่มันแก่ แต่มันอยู่ต่อไปเรื่อย ไม่ตายซักที ตาพราหมณ์แกได้เมียแกว่าอย่างนั้น แกก็เอาเลยหมดความสงสัยแล้ว ครับโยนผลไม้ลงบนพื้นดินเลย พูดง่าย ๆ เลยทิ้ง นางพราหมณีภรรยาของพราหมณ์ก็ดีใจ ดีใจซ่อนยิ้มไว้ในหน้า ไอ้ที่แกดีใจนั้นเพราะอะไรล่ะ เพราะว่านางคิดว่า นางอยู่กับพราหมณ์นี่ก็ แก่มาเช่นนี้แล้ว ถ้าหากสามีกินผลไม้เข้าไป ถ้าหากสามีไม่ตายส่วนนางตายเนี่ย นางไม่ได้เป็นอมตะ นางตายไปการนี้มันยุติธรรมนี่ เพราะฉะนั้นเมื่อสามีทิ้งผลไม้เสียแล้ว มันก็ดีนางก็เลยกล่าวถึงความไม่ดีของการมีอายุยืน เรียกว่าติเตียน อายุยืนมันไม่ดี ยุมากมันอยู่ลำบากอะไรก็ว่าไป สามีก็เห็นจริง เห็นจริงเสร็จโกรธเทวดาเลยที่นำผลไม้นี่มาให้ ถือว่าปองร้ายนี่แบบนี้ นำผลไม้อมฤตมาให้เนี่ย ก็จะหยิบผลไม้และจะโยนเข้าไปเสียในกองไฟ ภรรยาเห็นเช่นนั้นก็ร้องเสียงหลงเลย ห้ามเลย ท่าน ท่าน อย่าไปทำอย่างนั้นซิ ผลไม้แบบนี้มันไม่ใช่ของหามาได้ง่าย ๆ นะ เมื่อเราได้มาแล้วต้องเอาไปใช้ เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดเถอะ ท่านจงไปเฝ้าพระเจ้าพันตริราชเสีย ถวายเนี่ยผลไม้อมฤต เชื่อแน่ว่าจะได้รางวัลอย่างมากมายเลยเชื่อแน่เถอะ พราหมณ์สามี ได้ฟังอย่างนั้นก็ เอ้อจริง ๆ ว่ะก็เลยนำผลไม้อมฤตนั้น ไปถวายพระเจ้าพันตริราช แล้วก็กราบทูลพระองค์ว่า จงเสวยผลไม้นี่เถอะแล้วจะอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย นะครับ แต่ว่าผลไม้นี่ต้องเสวยพระองค์เดียวนะทั้งผลจะแบ่งไม่ได้ พระเจ้าพันตริราช ไม่ว่าอะไรหรอก พระองค์ก็รับผลไม้นี้ไว้แล้วก็พระราชทานทองให้พราหมณ์มากมายเท่าที่จะขนไปได้เถอะ เอายังไงก็แล้วกัน พราหมณ์ก็เอาเสื้อผ้าออกห่อทอง ห่อไม่หมดก็เอาใส่เข้าไปในปากตัวเองด้วยมั้ง ถ้าใส่ที่หูที่เหอได้ก็น่าจะใส่ เข้าไปเถอะ แล้วพราหมณ์ก็ออกไปร่ำรวยเลย พระเจ้าพันตริราช นั้นพอพราหมณ์ออกไปแล้วเนี่ยพระองค์ก็นึกถึงพระชายาองค์ที่สวยงามเนี่ยก็เลยเสด็จไปหาพระชายานั้น แล้วก็พระราชทานผลไม้อมฤตให้พระชายา ตรัสว่า เจ้าจงกินไปเถอะเจ้าจะได้สวยงามไปอีกนาน ฝ่ายพระชายาผู้มีหน้าเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ มีผิวซึ่งเย้ยดอกมะลิ มีอะไรงาม ๆ เนี่ยพอรับผลไม้แล้วก็ โอ้โฮใช้มารยาหญิงนะนี่นะ วางพระหัตถ์บนพระอุระพระสวามี ต้องใช้ว่า วางมือลงไปบนอกของพระเจ้า พันตริราช จุมพิตพระเนตรและพระโอษฐ์นะฮะ แล้วจูบลงไปที่ตาของพระเจ้าพันตริราช แล้วก็จูบที่ปากของพระองค์ พร้อมกับพูดว่า ให้พระองค์นี่ เสวยผลไม้นี้เถอะ หรือมิฉะนั้นก็แบ่งเสวยกัน คนละครึ่งเพื่อจะได้ยืน มีอายุยืนไปด้วยกันเป็นสาวอยู่อย่างนี้ แล้วเธอบอกว่า ถ้าเธอเป็นสาวอยู่อย่างนี้ แต่ไม่มีชายอันเป็นที่รักอยู่ด้วยแล้ว จะเกิดประโยชน์อะไรเล่า โอ้ แม่คนนี้ปากหวานนะนี่นะปากหวานมากเลย เด็กปัจจุบันใช้ว่าปากหมานหรือไง ไม่รู้ไม่เข้าใจนะครับ นี่ปากหวานมาก พระเจ้าพันตริราชฟังอย่างงั้นก็รู้สึก โอ๊ยสบายใจ แช่มชื่นในพระหฤทัยเชียวอย่างนี้ พระองค์ ก็บอกนางว่า ไม่ได้หรอก ผลไม้อมฤตนี่ต้องกินคนเดียว กินคนละครึ่งไม่มีประโยชน์ พูดแค่นั้นแล้วก็เสด็จออกไปเลย ทิ้งผลไม้ไว้ปับนางเสีย นางจะได้เสวยตามสบาย ฝ่ายนางคนนี้ เมื่อพระเจ้าพันตริราชเสด็จไปแล้ว นางก็ให้คนสนิทไปตามอำมาตย์หนุ่มซึ่งนางรักมากเนี่ยไปพานะ มา มา อำมาตย์มานี่ แล้วก็ประทานผลไม้อมฤตนั้นแก่อำมาตย์หนุ่มนั้น บอกเลย ท่านจะได้เป็นหนุ่มหล่อ เป็นที่ชื่นใจแก่เราตลอดไป ว่าอย่างนั้นเถอะ อำมาตย์หนุ่มก็รับผลไม้อมฤตนั้น แล้วก็แสดงความเสน่หาอย่างมากที่สุดเลย แล้วอำมาตย์หนุ่มคนนั้นก็กลับไป ก็กลับไปนำผลไม้อมฤตนั้นไปด้วย ก็ไปพบนางสนมคนหนึ่งรูปงามมากเลย นางสนมคนนี้นะอำมาตย์หนุ่มเขารักมาของเขานานแล้วแหละ อำมาตย์หนุ่มก็ให้ผลไม้อมฤตแก่นาง บอกเลย กินไปเถอะเจ้าจะได้สวยอยู่ฟ้าดินสลายนะครับ แสดงความรักอย่างเต็มที่เลยนะครับ แล้วก็กลับไป ฝ่ายนางสนมนั้นได้รับผลไม้อมฤตแล้วก็ไม่รู้ที่ไปที่มาว่ามันมาจากไหน แต่อยากจะมีความดีความชอบก็เลยนำผลไม้นั้นไปถวายพระเจ้าพันตริราช เพราะเชื่อว่าพระเจ้าพันตริราชจะประทานให้นางได้เป็นใหญ่ นะครับ พอไปถึงก็ทูลว่า ผลไม้นี้ถ้าเสวยหมดทั้งผลแล้วจะมีพระชนม์ยืนนานชั่วกัลป์ปาวสาน ฝ่ายพระเจ้าพันตริราช ก็มิตรัสประการใด ก็พระราชทานรางวัลให้นางอย่างมากมาย ครั้งนางสนมผู้นั้นกลับไปแล้ว พระองค์ก็ทรงถือผลไม้นั้น แล้วก็ทรงนึกในใจว่า บอกว่า อันนี้ต้องใช้ข้อความในนิทานเวตาล ที่ น.ม.ส. ท่านเขียนขึ้น มายาคือ ความมั่งคั่ง และมายาคือความรักนี้มีคุณความดีที่ไหนบ้าง ความชื่นบานอันเกิดแต่มายาทั้งสองนี้ อยู่ได้ครู่เดียวก็กลับเป็นความขมตลอดชาติ สฤงคานหรือความรัก หรือความร่ำรวยเนี่ยมันเหมือนกับเหล้าในถ้วยของนักเลงเหล้า เมื่อจิบเหล้าครั้งแรก จะมีรสดี เอิบอาบไปทั่วกาย แต่ถ้าดื่มบ่อย ๆ เข้ารสนั้นจะหย่อนลงไป ท้ายสุดเมาแล้วได้ความทุกข์ ชีวิตนี้ไม่ใช่อื่นไกลเลย คือความหมุนเวียนแห่งความชื่นบาน ซึ่งเป็นความหลง กับความเร่าร้อนซึ่งเป็นความ จริงเท่านั้น วันที่จะตื่นจากชีวิต ก็คือวันที่สิ้นสุดแห่งชีวิตนั่นเอง โอ้โฮ้ พูดเข้าใจยาก ลึกซึ่งนะ ทางที่สองรองจากความตื่นจากชีวิต คือการเป็นดาบสนะฮะเนี่ย ไว้ศรัทธาในตบะเพื่อพระผู้เป็นเจ้า นี่คราวนี้ก็เริ่มคิดถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็ไม่ว่ากระไรพระพันตริราชผู้มีหฤทัยซึมเซาอยู่แล้วนะครับ ก็ยิ่งจะซึมเซาหนักขึ้นกระมัง พระองค์ก็เลยจะไปสนทนากับพระชายาผู้สวยงาม ผู้มีหน้าเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญนั้นสักหน่อยหนึ่ง ในขณะที่ไปนั้นพระองค์ซ่อนผลอมฤตไปด้วย ครั้งไปถึงพระชายา ก็ตรัสถามว่า ผลอมฤตที่เราได้ให้นางนั้น นางได้กินแล้วรึ นางผู้นั้นก็ตอบว่า ข้าพเจ้าได้รับมาก็ได้เสวยแล้วอย่างแน่นอน ทำไมรึเพคะ หรือว่าข้าพระพุทธเจ้าสวยน้อยไปกว่าเดิมรึ เนี่ยถามเช่นนั้นเป็นเชิงพูดให้สนุก พระเจ้าพันตริราชมิตรัสประการใด ทรงหยิบเอาผลอมฤตออกมาชูให้นางดู ว่านี่ไงอยู่นี่ แล้วก็ทรงเรียกราชบุรุษ ราชบุรุษทำหน้าที่เกี่ยวกับการอะไรนี่มาบอกวิธีการตัดหัวพระชายาอย่างละเอียด นี่เป็นสำนวน น.ม.ส. น.ม.ส. เขียนว่า อำนวยวิธีตัดหัวนางอย่างละเอียด ก็แปลว่านางถูกประหารชีวิตไปเลย นางคนนั้น ส่วนผลอมฤตนั้น พระเจ้าพันตริราช ก็ล้างเป็นอย่างดี มิให้มีมลทินจากมือคนที่มา แล้วก็เสวยไปทั้งผล แล้วก็ทิ้งราชสมบัติเข้าป่าเป็นโยคีไปเสียเลย คนอินเดียนี่ นี่ น.ม.ส. ท่านเขียน ไม่ใช่ผมพูดนะ บอกว่า ด้วยเหตุที่พระเจ้าพันตริราชเนี่ยพระองค์เสวยผลอมฤตเข้าไป เพราะฉะนั้นในปัจจุบันยังมีพระชนม์อยู่เนี่ย ยังเป็นโยคีอยู่แถวภูเขาหิมาลัยนั่นแหละ แต่ยากที่คนจะตามไปพบ หรือจะเป็นพระผู้เป็นเจ้าไปแล้วก็ไม่รู้ นี่พูดเป็นแบบติดตลกนะครับ แปลว่าพระเจ้าพันตริราชไปอยู่ในป่าเสียเลย เป็นโยคีไปแล้ว ส่วนนางผู้มีหน้างามดั่งพระจันทร์ก็ถูกตัดหัวไปแล้ว ส่วนราชสมบัติที่กรุงอุชเชนี หรือกรุงเชนี นี่ มันไม่มีผู้ปกครอง ถ้าไม่มีผู้ปกครองนี่ ผู้ที่เดือดร้อนก็คือพระอินทร์ เพราะพระอินทร์นี่ต้อง ทำหน้าที่ช่วยเหลือคนดี เพราะฉะนั้นพระอินทร์ก็เลยให้อสูรตนหนึ่ง ชื่อว่าปถพีบาลลงมาป้องกันเมืองอุชะชะนีเอาไว้ บอกว่า เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์เข้ามาเมื่อใดจึงให้อสูรกลับไปอยู่ที่อยู่ได้ ปถพีบาลก็มาประจำอยู่ที่อุชเชนี เฝ้ายามทั้งวันทั้งคืนไม่ให้มีภัยแก่เมืองนี้ ฝ่ายพระเจ้าวิกรมาทิตย์นั้นก็พาพระโอรสปลอมเป็นโยคีเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่ตรมป่าตามเมืองต่าง ๆ ประมาณปีหนึ่งก็เกิดเบื่อหน่าย เพราะเสื้อผ้า เครื่องทรงไม่สบายนะครับ บางคราวก็หิว บางคราวก็ต้องต่อสู้กับสัตว์ป่า อะไรทำนองนี้เป็นต้น ก็เลยหัน หันพระพักตร์กลับสู่พระนคร แปลว่ากลับเมืองนะฮะ ทั้งคู่ก็เดินทางมาหลายวันจนถึงประตูพระนครตอนเที่ยงคืน พอจะเข้าเมืองก็พบคนตัวใหญ่ยืนขวางประตูอยู่ ก็ถามว่าเจ้าเป็นใคร จะไปไหนจงบอกชื่อมาก่อน พระเจ้าวิกรมาทิตย์เห็นไอ้คนตัวใหญ่ ๆ มันถามพระองคือย่างนี้ พระองค์ก็ทรงพระพิโรธซิ บอกเลยว่า เราคือพระราชาวิกรมาทิตย์ จะเข้าสู่พระนครของเรา เจ้าคือใครจึงกำเริบมาห้ามเช่นนี้ อสูรปถพีบาลก็บอกว่า เราเป็นผู้ที่เทพยดาให้มารักษาเมืองนี้ ถ้าท่านคือพระวิกรมาทิตย์จริงแล้ว ลองสู้กันดูซิ พระราชาบอกว่า ตกลง ตกลงก็จัดการต่อสู้กันนะฮะ ต่อสู้กันไปต่อสู้กันมา ยักษ์ก็พลาดล้มลง พระราชบุตรก็นั่งทับบนท้องยักษ์ พระราชาขี่อยู่เหนือคอยักษ์ สองพระหัตถ์จิกลงไปในกระบอกตา บอกว่า ถ้าแกไม่ยอมแพ้ข้าจะควักดวงตาแกออกนะ ยักษ์ก็ทูลร้องว่า พระองค์ได้ทีแล้ว นะฮะ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ายอมถวายชีวิตแก่พระองค์ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ตรัสอีกว่า เจ้านี่จะบ้ากระมัง เจ้านี่อยู่ในอำนาจของข้าแล้ว ยังจะมาถวายชีวิตอีก ชีวิตของเจ้านั้นข้าจะทำร้ายเสียเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้น ยักษ์ก็เลยพูดว่า พระองค์อย่ากล่าวเย่อหยิ่งให้เกินไป พระองค์ตั้งอยู่ในความไม่รู้ พระองค์จะสิ้นชีวิตในเร็ววันนี้เอง ถ้าข้าพเจ้าช่วยพระองค์ให้พ้นภัยถึงชีวิต ก็คือข้าพเจ้าถวายชีวิตแก่พระองค์ พระองค์จงฟังนะ เรื่อง ซึ่งข้าพเจ้าจะเล่าถวาย ฟังแล้วจงตรึกตรองดูเถอะ ถ้าเชื่อข้าพเจ้าและทำตามข้าพเจ้า พระองค์จะทรงชนมายุยืนยาวประกอบด้วยผาสุกสวัสดี เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์ไปชั่วกาลนาน และเมื่อ ถึงคราวดับพระชนม์ ก็จะดับพระชนม์ด้วยความไม่กระสับกระส่าย พระราชาและพระราชบุตรได้ฟังดังนั้น ก็เสด็จลงจากตัวยักษ์ไปยืนอยู่บนดิน ยักษ์ลุกขึ้นนั่งแล้วเล่าเรื่องดังต่อไปนี้ บอกว่า ในกรุงอุชเชนีเรานี่ มีคนเกิดในวันเดือนปีและฤกษ์เดียวกัน 3 คน คนที่ 1 คือพระองค์ ผู้ทรงนามว่าวิกรมาทิตย์ คนที่ 2 เป็นบุตรคนค้าน้ำมัน คนที่ 3 เป็นโยคีฆ่าคนที่ 2 ตาย คนที่ 3 นี่เป็นโยคีซึ่งฆ่า คนที่ 2 คือบุตรคนค้าน้ำมันตาย โยคีนั้นฆ่าคนทั้งหลายที่มีโอกาสฆ่าได้เพื่อบูชานางทุรคา นางทุรคาก็คือ เจ้าแม่กาลีปางดุร้ายนี่แหละ ครั้งฆ่าบุตรคนค้าน้ำมันแล้ว โยคีก็ไปทำตบะห้อยตัวเองเอาหัวลงอยู่บนต้นไม้นั้นในป่าช้า มีความคิดจะฆ่าพระราชา แล้วก็ได้ฆ่าบุตรของตนแล้ว พระราชาตรัสถามว่า โยคีเหตุใดจึงมีบุตร ยักษ์ตอบว่า ข้าพเจ้ากำลังจะเล่าอยู่เดี๋ยวนี้ ในเวลาที่ พระราชบิดาของพระองค์ นี่ เรื่องเล่านะ ยังมีพระชนม์ครองราชย์สมบัติอยู่นั้น วันหนึ่งเสด็จออกเที่ยวในป่า ได้ทอดพระเนตรเห็นโยคีตนหนึ่งนั่งทำตบะอยู่ ฝูงปลวกมาทำรังเกาะอยู่รอบตัวโยคี สัตว์เลื้อยคลานต่าง ๆ พากันไต่ตามหน้า แมงหมาล่าทำรังห้อยอยู่บนผม อูยบรรยายน่าดูว่าโยคี ไม่รู้สึกตัวนั่งนิ่งเหมือนคนไม่มีจิตใจ ต่อเมื่อพิจารณาละเอียดจะเห็นว่าโยคีมีชีวิต พระราชาทอดพระเนตรเช่นนั้นก็แปลกพระทัย ครั้นเสด็จกลับพระนครแล้วทรงตรึกตรองตลอดทาง นึกถึงโยคีผู้นั้นนะครับ ก็เลยไปทดสอบตบะโยคี โดยบอกว่า ใครนำโยคีนั้นเข้ามาในพระนครได้ด้วยการชักชวน จะพระราชทานรางวัลให้ร้อยเหรียญสุวรรณ ยังมีนางเวสยาผู้หนึ่ง ชื่อนางวสันตเสนา มีชื่อเสียงในการร้องรำทำเพลงนะครับเนี่ย นางคนนี้ก็ไปเฝ้าพระองค์ อาสานำโยคีกลับเข้ามา ในท้องพระโรงแล้วจะให้แบกทารกมาให้ดูด้วย พระราชาก็สงสัยว่านางจะทำได้รึ จึงประทาน ใบพลูแก่นางเป็นสัญญา ตกลงให้ทำตามอาสาและประทานอนุญาตให้ออกจากท้องพระโรงไป นางวสันตเสนานั้นออกไปป่าไปที่โยคี พบโยคีนั่งหิวกระหายน้ำอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ นางจึงนำอาหารน้ำอย่างหนึ่งซึ่งมีรสหวานแหลม ค่อยย่องเข้าไปใกล้แล้วป้ายอาหารนั้นที่ปากโยคี โยคีรู้สึกถึงความหวานก็เลียอาหารนั้น นางก็ป้ายเติมเข้าไปอีกหลายครั้ง ครั้นวันที่ 3 โยคีค่อยมีกำลัง พอรู้สึกว่านิ้วที่ป้ายปากนั้นมาป้ายพอลืมขึ้นดูก็เห็นนาง ก็ถามว่า เจ้ามาทำอะไร เนี่ย ไม่รู้จักผู้หญิงซะแล้วตาเนี่ย นางวสันตเสนาก็ตอบไปว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกสาว

 

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>