วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 124 เรื่อง พระบรมราโชวาท แผนที่ชีวิต 3
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

มีคำถามจากท่านผู้ฟัง 2 คำถาม
1. นกอีลุ่มหรือนกอีลุ้มมันคืออะไร ปัจจุบันหาดูได้ที่ไหน มีวรรณกรรมประกอบหรือไม่
คำว่าลุ่มหรือลุ้ม สองเสียงนี้ไปด้วยกันได้ ถ้าท่านที่เคร่งครัดทางภาษาตรวจสอบดูได้ว่าเขาใช้คำไหน
สำหรับนกอีลุ่มหรือนกอีลุ้มนั้น ชาวสิงห์บุรีเรียกว่า นกตะลุ่ม การจับนกตะลุ่มของชาวสิงห์บุรีนั้น มีวิธีจับที่แปลกประหลาดมาก คือการใช้เครื่องสเตอริโอวางในเรือ หลังจากนั้นก็พายเรือไป เปิดสเตอริโอให้สนั่นหวั่นไหวไปทั้งท้องทุ่ง ซึ่งน้ำกำลังหลาก พอเปิดสเตอริโอให้ดัง ไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิก เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง หรือว่าเพลงอะไรก็ได้ พอได้ยินเสียงเพลง นกอีลุ่มหรือนกตะลุ่มหรือนกอีลุ้มทั้งหลายจะออกมาเต้น นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก พอได้ยินเสียงเพลงดัง นกก็จะออกมาเต้นกันเต็มไปหมด คนก็สามารถจับได้ตามสบาย มันไม่หนีไปไหน มันคงเป็นไปได้ว่า เสียงดนตรีนี่ก่อให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ หรือไม่ก็ไปสะกดนกอีลุ่มหรือนกอีลุ้ม ไม่ให้ทำอะไรนอกจากตีปีกแล้วก็หมุนตัวไปมา คนที่ดูก็นึกว่าเป็นการเต้นของนกตามจังหวะดนตรี นกก็เลยถูกจับมา นี่ก็ถูกจับมาเพราะเสียงเพลงแท้ๆเลย นี่ก็เป็นวิธีจับนกอีลุ่มหรือนกอีลุ้มหรือนกตะลุ่มของชาวสิงห์บุรี
จะถามว่ามีวรรณกรรมประกอบไหม ไม่มีวรรณกรรมประกอบ เพียงแต่ลักษณะของมันเวลาที่มันส่ายไปมา เราเอามาตั้งเป็นชื่อว่าว ชื่อว่าวอีลุ้มหรือว่าวอีลุ่ม ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจกับว่าวจุฬา เพราะเวลาที่เขาเล่นว่าวแข่งกัน จะมีการต่อสู้กันอยู่เสมอระหว่างจุฬากับอีลุ้ม
ถ้าหากว่าจะดูคำนี้ ก็มีอยู่ในวรรณกรรมของสุนทรภู่ แต่เป็นบทอัศจรรย์ ก็เลยไม่นำมาอ่านในที่นี้ อาจจะอ่านในคราวต่อไป แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า นกอีลุ่มหรือนกอีลุ้มหรือนกตะลุ่มเป็นนกที่มีดนตรีในหัวใจ วิธีที่สิงห์บุรีเขาก็จับกันอย่างนี้
คราวนี้ได้ตรวจสอบดูว่า ทางพิจิตรเขามีวิธีจับนกตะลุ่มอย่างไร เขาจับโดยที่ไม่มีเพลง แต่ว่ามีวิธีการเป็นพิเศษซึ่งต้องร่ำเรียน ไปขอเรียนเขาจะสอนให้ ผู้ที่เป็นครูเขาจะสอนวิธีจับให้แต่ห้ามเผยแพร่ และไม่สามารถกินเนื้อของนกตะลุ่มได้ตลอดชีวิต บอกวิชาให้ใครก็ไม่ได้ เป็นการเรียนเพื่อรู้ แต่เรื่องของพิจิตรนั้นไม่มีวิธีการจับนกตะลุ่มด้วยการเปิดสเตอริโอให้นกฟังเลย นี่เป็นคำถามที่ 1

2. เรื่องนี้มาทางสายนาฏศิลป์ ถามว่าเรื่องฟ้อนแย้ ว่าเป็นยังไง ฟ้อนแย้นี่ไม่ทราบว่าเป็นยังไง แต่แย้ก็คือตัวแย้นั่นแหละ ได้สอบถามคนที่อยู่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่หรือ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เขาเล่าให้ฟังว่า ในเวลาที่ฟ้อนแย้ คนที่ออกมาฟ้อน มีเครื่องดนตรีประกอบ แย้จะออกจากรูมาดู มันจะฟ้อนตามไปด้วยเขาเลยถือโอกาสจับมันตอนนั้น นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะนกอีลุ้มนั้นก็เรียกว่ามีดนตรีในหัวใจ ชอบฟังเพลง แย้นี่เรียกว่ามีนาฏศิลป์ในหัวใจ ถ้าเห็นเขาฟ้อนเขารำก็จะมีอาการชอบออกมาฟ้อนมารำ เขาก็เลยจับไปเลย
ทางสุโขทัยเวลาจับแย้เขาไม่ได้ใช้วิธีฟ้อนแย้ เขาใช้ต้นไม้ชนิดหนึ่ง เป็นไม้ล้มลุกเล็กๆ พวกเดียวกันกับบานไม่รู้โรย เขาจะเอากิ่งของมันแยงรูของแย้ เมื่อแย้เห็นไม้เข้าไปในรูก็จะกัด กัดแล้วก็ติดออกมา เขาก็ดึงเอาไม้ออกมาแย้ก็จะติดออกมาด้วย แล้วก็หมดเรี่ยวแรงเดินไปไหนไม่ได้ ถามว่าทำไมหมดแรงก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่เดาเอาว่ามันแพ้ไม้แยงแย้ คำว่า แพ้ หรือ มัน get alagic เหมือนกับงูเหลือมแพ้เชือกกล้วย เมื่อถูกงูเหลือมกัด วิธีทำให้มันปล่อย ถ้าเราดึงเอาปอกล้วยจากต้นกล้วยสดๆ ดึงแล้วเอาไปโยนใส่มันจะปล่อย เพราะหมดแรง งูเหลือมแพ้เชือกกล้วย พอๆกับแย้แพ้ไม้แยงแย้พอๆกับไก่แพ้ชะมด
ชะมดเวลาที่มันวิ่งเข้าไปในเล้าไก่ แล้วทำเสียง จิ๊กจั๊กจิ๊กจั๊ก ในตอนกลางคืน ตาของมันโตวาว ไก่มองลงมาเห็นตาของชะมด ไก่จะตกลงมาเลย มีวรรณกรรมทางมุขปาฐะว่าอย่างนั้น เมื่อมันหล่นลงมาชะมดมันก็คาบไปได้ แสดงว่าตาของชะมดและเสียงของชะมด มันจะทำให้ไก่แพ้ ไก่ก็เลยแพ้ชะมด ชะมดบางทีเราเรียกว่า “อีเห็น” “เห็นอ้ม” ชะมดมี 2 ชนิด คือชะมดเชียงกับชะมดเช็ด ชะมดเช็ดจะมีมันอยู่ที่ลูกอัณฑะ วิธีเลี้ยงชะมดเช็ดให้ได้ผล เขาจะเลี้ยงในกรง และนำฝอยทองกรอบมาให้มันกิน จนกระทั่งลูกอัณฑะของมันเป็นมัน หลังจากนั้นเขาจะเอาไม้โมกไปปักไว้ในกรง ชะมดเช็ดนี่จะเอาลูกอัณฑะมาเช็ดกับไม้โมก มันก็จะติดเป็นน้ำมัน อันนี้เราเรียกว่า ขี้ผึ้งที่ได้จากชะมดเช็ด แล้วก็เอาขี้ผึ้งมาผสมไม้แยงแย้ ใช้ทำเสน่ห์ก็ได้ มันโยงกันไปโยงกันมา นี่พูดเรื่องแย้ออกไปเรื่องชะมด แล้วชะมดก็มาติดกับไม้แยงแย้ แล้วไก่เองก็แพ้ชะมด พอๆกับม้าแพ้เสือ ม้าถ้าได้ยินเสียงเสือร้อง มันจะเดินไม่ไหว หมดแรง พอๆกับงูจงอางแพ้ตะขาบ เรื่องนี้มีนิทานประกอบ
งูจงอางใช้คำว่า King Cobra ถ้า Cobra เฉยๆก็งูเห่า งูจงอางนี่ไม่ใช่ชื่อไทย เป็นคำมาจากภาษาอะไรก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ว่าทางภาคใต้เรียกงูจงอางว่า “ปองหลา” แพร่เรียก ”บ้องหลา” ทั้ง บ้องหลา ปองหลาและจงอางไม่ใช่คำไทย งูจงอางนี่แพ้ตะขาบ เพราะฉะนั้นในสวนงูที่สถานเสาวภา จะกลัวว่าตะขาบจะลงไปในสวนงู เพราะมันจะกัดงูจงอางตาย งูจงอางถ้าเห็นตะขาบเข้า จะหมดแรง เลื้อยหนีไม่ได้ ตะขาบก็จะเดินเข้าไปแล้วกัดงูจงอางจนตาย เพราะมันแพ้กัน ถ้าจะพูดถึงความหมายของคำว่าแพ้กัน ก็ไม่ทราบแปลว่าอะไร เขาเลยสร้างวรรณกรรมประกอบ วรรณกรรมประกอบว่าทำไมจงอางแพ้ตะขาบ ซึ่งมีที่มาดังนี้
งูเหลือมแต่ก่อนมีพิษมาก ปัจจุบันงูเหลือมไม่มีพิษ พิษของงูเหลือมไม่ใช่เฉพาะกัดคนตาย แค่กัดรอยเท้าก็ตายแล้ว งูเหลือมมีพิษมากและชอบลองพิษของตัวเองอยู่เสมอ วันหนึ่งงูเหลือมกัดรอยเท้าของคน แล้วใช้ให้อีกาไปดูว่าคนนั้นตายหรือไม่ ปรากฏว่ากลับไปถึงบ้านคนๆนั้นก็ตาย เมื่ออีกาตามไปดูถึงหมู่บ้านเห็นเขาจัดงานศพ มีวงปี่พาทย์มาบรรเลง อีกาก็เลยไปบอกงูเหลือมว่าคนๆนั้นพอกลับไปถึงบ้านก็พากันเฉลิมฉลองกันใหญ่เลย งูเหลือมได้ยินเช่นนั้นก็เสียใจ คิดว่าพาของตัวนั้นคงไม่สามารถทำให้คนตายได้ ถ้าคนตายทำไมเขาจะเอาดนตรีมาเล่น งูเหลือมเมื่อคิดเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกเสียใจ ว่าพาของตัวไม่มีประโยชน์อะไรเลย กัดรอยเท้าของคนก็ไม่ตายซะแล้ว ไม่เหมือนบรรพบุรุษของงูเหลือม งูเหลือมก็เลยประกาศว่า “ในเมื่อพิษของเราใช้ไม่ได้ผล เราก็จะจัดการคายพิษของเราทิ้งเสีย ถ้าสัตว์ใดๆที่ต้องการพิษของเรา ขอให้มารอรับได้ เราจะคายพิษให้” งูเหลือมประกาศเช่นนั้นหลายวันล่วงหน้า ครั้นถึงวันนัดที่งูเหลือมไปคายพิษ สัตว์ทั้งหลายก็มารออยู่เพื่อรอรับพิษจากงูเหลือม ในสมัยนั้นไม่มีสัตว์ใดที่มีพิษเลย สัตว์ทั้งหลายที่มารอรับพาต้องทำสัญญากับงูเหลือมก่อน มีการให้สัญญา เช่น เสือให้สัญญากับงูเหลือมว่า “ถ้าใครไม่ทำให้ข้าน้ำตาตกถึง 3 ครั้ง 7 ครั้ง ข้าจะไม่กัดคนๆนั้นโดยเด็ดขาด” เสือจึงได้รับพิษไป เขี้ยวเสือนั้นไม่มีรู แต่เสือนั้นมีพิษ กัดคนมักตาย น่าจะเป็นที่ตัวมันใหญ่มากกว่า แต่ก็เป็นอันว่าเสือก็มีพาก็แล้วกัน ตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้น เมื่อให้สัญญาสัตว์ทั้งหลายก็เริ่มรับพิษ สัตว์ที่เข้ามารับพาตัวแรก ได้รับพิษมากที่สุด คือ ตะบองพลำ ตะบองพลำมีรูปร่างใหญ่ สามารกินช้างได้ เขาว่ารูปร่างกลมๆ เหมือนตัวตะขาบ สมัยก่อนนั้นยังไม่มีตะขาบ มีแต่ตะบองพลำ ตะบองพลำก็มาสัญญาว่า จะไม่ทำอันตรายใครๆ แต่ขนาดตะบองพลำสัญญาแล้ว คนก็ยังกลัว เคยสังเกตหรือไม่ว่าในงานแห่กฐิน เขาจะมีธงรูปสัตว์อยู่ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งคือตะเข้ อีกชนิดหนึ่งคือตะขาบ ที่จริงไม่ใช่ตะขาบหรอก มันคือตัวตะบองพลำ กฐินที่ไปทางน้ำต้องการความปลอดภัยจากตะเข้ จึงติดธงรูปตะเข้ไว้ ตะเข้เห็นธงรูปตะเข้ก็ไม่ทำอันตราย ดอกเตอร์แสวง รัตนมงคลนาค ท่านสิ้นไปแล้ว สมัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา ท่านเล่าให้ฟังว่า บ้านท่านอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำบางปะกงมีตะเข้เยอะ มีตะเข้เจ้าถิ่นทำหน้าที่พิทักษ์เด็กพิทักษ์แถวนั้น ถ้าตะเข้ต่างถิ่นเข้ามามันก็จะไล่กัดในทันที เขาก็จะให้อาหารมันกิน เป็นพวกไก่ แต่มันก็ไม่เคยขโมยเขากิน กินแต่ปลา ถ้าไปทางน้ำเรากลัวตะเข้ เพื่อป้องกันตะเข้ไม่ให้ทำอันตราย ก็แสดงตัวเป็นพวกเดียวดันโดยใช้ธงตะเข้ เพราะฉะนั้นทอดกฐินทางเรือ จึงมีรูปตะเข้ไปด้วย ถ้าทอดกฐินเดินไปทางบก ตัวที่กลัวมากที่สุดคือตัวตะบองพลำ ตัวตะบองพลำ น.ม.ส. เขียนไว้ในเรื่อง “สามกรุง” หรืออะไรก็ไม่ทราบ ว่าเป็นสัตว์อุบาทว์ มันกินช้างได้ทีเดียว รูปร่างเหมือนตะขาบแต่ตัวมันกลม ก็เป็นอันว่าตะบองพลำรับพิษไปจากงูเหลือมมากทีเดียว รับแล้วก็เลื้อยออกไป สัตว์ชนิดอื่นๆก็รับพิษตามลำดับ งูเห่า งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงครา งูอะไรก็มารับ มดก็มารับ มดตัวมันเล็กมันเข้าไม่ถึงเขา มันยืนเอามือท้าวเอว จนเอวกิ่วกว่าจะได้รับพิษจากงูเหลือม กบก็ได้รับพาไปมากเลย ในขณะนั้นก็เหลือสัตว์อยู่ ที่ยังไม่ได้รับพิษอยู่เต็มไปหมด มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่มีพิษ มาท้ายสุดเลย ก็คือคางคก ตัวนี้น่าสงสารมากเลย คางคกนี่มาตอนท้าย เดินเข้ามาด้วยความเหนื่อยอ่อน บอกว่า อยู่ไกลมากอยากได้พิษจากงูเหลือมด้วย จะทำสัญญาทุกอย่างไม่ทำอันตรายใครๆ งูเหลือมก็คายพิษให้คางคก แต่ปรากฏว่า ไม่มีพิษเหลือซะแล้ว พาหมดพอดี งูเหลือมก็เลยขอร้องว่า เอาอย่างนี้ดีกว่า ตะบองพลำรับพิษไปมากมายแล้ว ช่วยบริจาคให้คางคกซะหน่อยจะได้ไหม กบก็เหมือนกันช่วยบริจาคให้หน่อยได้ไหม กบบอกว่า “ไม่” ว่าแล้วก็กระโดดน้ำหนีไปเลย ปรากฏว่าช่วงที่กระโดดน้ำหนีไป พิษยังไม่ทันซึมเข้าไปในตัวกบ กบก็เลยไม่มีพิษ เพราะพิษของกบละลายน้ำไปหมดซะแล้ว กบก็เลยไม่มีพิษมาจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนตะบองพลำ บอกว่า “ไม่เอา ไม่ให้” แล้วก็เลื้อยหนี ในขณะที่ตะบองพลำเลื้อยหนี งูเหลือมขอให้งูจงอางไล่ งูจงอางแต่ก่อนคงตัวโตมาก จงอางก็ไล่จนทันแล้วก็โดดทับ ปรากฏว่าตะบองพลำตัวแบนลงไปเลย ขาซึ่งมีนิดหน่อยก็โผล่พรวดออกมา ตัวก็เลยเล็กกลายเป็นตะขาบ ตั้งแต่นั้นตะขาบก็ผูกใจเจ็บจงอาง ว่าเมื่อไรที่มีโอกาสจะแก้แค้นฆ่าจงอางเสีย นี่ก็เป็นศัตรูกันมาจากวรรณกรรม จงอางก็เป็นศัตรูกับตะขาบ แล้วก็มักจะแพ้ตะขาบอยู่เสมอ ส่วนตะขาบนั้นทำให้คางคกเจ็บใจ นอกจากจะไม่ให้พาแล้ว ยังหนีไป คางคกกับตะขาบจึงเป็นศัตรูกัน แล้วก็ทำสงครามกันทันที ส่วนคางคกสุดท้ายนั้นก็ได้รับพิษ วิธีที่ได้รับพิษไม่ได้ทางเขี้ยว คางคกที่ได้ไปเยอะสุด คือทางผิวหนัง โดยขอให้สัตว์ชนิดต่างๆที่มีพิษอยู่แล้ว ช่วยกันเอาปากเอาเขี้ยวไปเคาะที่ตัวคางคก คางคกก็เลยมีหนังเป็นปุ่มเป็นป่ำ แต่มียาง ยางของคางคกมีพิษร้ายกาจ บีบถูกใครก็เป็นพิษทันที คางคกก็เลยได้พิษมา แต่ในหนังสือเรื่องโรมิโอกับจูเลียตของเชคสเปียร์ กล่าวไว้ว่า คางคกเป็นสัตว์ที่มีตางามมากที่สุด
เป็นอันว่าวันนี้ได้ตอบคำถามไปสองคำถาม คือคำถามเรื่องนกอีลุ่ม นกอีลุ้ม หรือนกตะลุ่ม อีกคำถามคือการฟ้อนแย้ ก็จะได้ขึ้นไปถึงวรรณกรรม ซึ่งได้พูดไว้คราวที่แล้วแต่ยังไม่จบ ก็คือวรรณกรรมที่ได้ชื่อว่า แผนที่ชีวิต ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระบรมราโชวาท
ท้ายสุดได้พูดถึงว่า “จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิตเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด” คราวนี้ก็จะได้พูดต่อไป เป็นอีกข้อหนึ่ง
แผนที่ชีวิต พระองค์ตรัสว่า “ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ก็ต้องปีนบันไดสูง” นี่เป็นคำเปรียบเทียบ พอฟังแค่นี้บอกชัดเลยว่า เรามุ่งหวังสิ่งต่างๆไว้ก็ต้องทำ มันยากกว่าจะได้มา ต้องใช้ความพยายาม ใช้ความอดทน รัชกาลที่ 6 ทรงแปลวรรณกรรมโบราณของฝรั่งเศสบทหนึ่งว่า “ทางไปสู่เกียรติศักดิ์จักประดับด้วยดอกไม้หอมหวนยวนจิตไซร้ไป่มี” จะได้อะไรมาสักอย่างมันไม่ได้มาง่ายๆหรอกถ้าเป็นสิ่งที่ดีงาม มันเป็นของสูงต้องปีนบันไดสูง ต้องยากลำบาก นึกถึงพระราชนิพนธ์เรื่อง “ท้าวแสนปม” ว่า
“อันของสูงแม้ปองต้องจิต
ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤา
มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ
.....................................
ถ้าไม่สอยมัวคอยดอกไม้ร่วง
คงชวดดวงบุปผชาติสะอาดหอม”
สิ่งที่ได้มาแล้วเป็นเกียรติศักดิ์ เป็นสิ่งดีงาม มันไม่ได้มาง่ายๆ อย่าไปท้อใจ ต้องใช้ความพยามยาม อย่าไปท้อใจเหมือนเพลงไทยเดิมที่ชื่อ “ลาวคำหอม” เพลงไทยที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไทย ที่กล่าวถึง
ยามเมื่อลมพัดหวน
ลมก็อวลแต่กลิ่นมณฑาทอง
ไม้เอยไม้สุดสูงอย่าสู้ปอง

ขอให้สู้ปอง ไม่เป็นไรหรอก ยกเว้นว่ามันสูงจริงๆ เห็นท่าไม่ได้ก็ค่อยว่ากัน หลังจากสู้ไม่ได้ก็จัดการบอกตัวเองเสีย ปลอบขวัญตัวเอง อาจจะท่องโคลงบางบทที่บอกว่า
อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า มาถนอม
สูงสุดมือมักตรอม อกไข้
เด็ดแต่ดอกพะยอม ยามยาก ชมนา
สูงก็สอยด้วยไม้ อาจเอื้อมเอาถึง

บอกว่าถ้าไม่สมหวังก็อย่าไปเสียดาย เราพยายามให้เต็มที่ถ้าไม่สมหวังอย่าเสียใจ หาสิ่งอื่นมาทดแทนได้ ชีวิตยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทดแทนกันได้ เอื้อมเด็ดดอกบัวไม่สม ก็ชมจอกแหนได้ ในชีวิตนี้ยังมีทางเลือกอีกมาก

วรรณกรรมต่อไป พระองค์ตรัสว่า “มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ” ชิ้นงานในชีวิตมีมากมาย ต้องถามดูว่าอะไรที่สำคัญที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งดีงามต่อชีวิตต่อสังคม จงทำสิ่งนั้นก่อน ชิ้นงานที่สำคัญที่สุด คืองานที่มีผลดีต่อสังคม ต่อมนุษยชาติ อย่าคิดถึงตัวเองเป็นหลัก บางท่านมีพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่แก่แล้ว งานที่สำคัญ คือเลี้ยงดูท่าน ดูแลท่านเป็นการแสดงความกตัญญู
คำว่า “งาน” มีหลายความหมาย ไม่ใช่เฉพาะการงานที่ทำเพื่อจะแสวงหาทรัพย์อย่างเดียว การงานหลายอย่างที่ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อมนุษยชาติ ทำเพื่อรักษาธรรมะ อย่างนี้เป็นผลงานทั้งสิ้น อย่างนี้ต้องตรึกตรองดูว่า อะไรที่สำคัญที่สุด เราก็ทำสิ่งนั้นก่อน การจะดูว่าอะไรที่สำคัญที่สุด ให้ดูประโยชน์ต่อมนุษยชาติและสังคมเป็นหลัก ถ้ามีประโยชน์ต่อมนุษยชาติและสังคมดีมาก ให้ถือว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด นี่ก็เป็นแผนที่ชีวิต ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งนี้ เป็นข้อที่คนเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าใครที่อ่านหนังสือออกจะต้องจำไว้ พระองค์ตรัสว่า “หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม” การอ่านทำให้เป็นปราชญ์ นี่ก็เป็นภาษิตเป็นวรรณกรรม อ่านมากก็จะรู้มาก เข้าใจซาบซึ้งมากกว่าคนที่ไม่อ่าน ถ้าอ่านไม่ได้ก็ให้ฟัง หนังสือในปัจจุบันนี้มีหลายอย่าง หนังสือที่ออกมาตามแบบของห้องสมุด แล้วแต่ว่าเราจะปรับตนเองให้เข้ากับกระแสความเจริญทางเทคโนโลยีได้เพียงใด แต่อย่างน้อยที่สุดมีหนังสืออยู่ในมือก็ขอให้อ่าน การอ่านทำให้เป็นปราชญ์ ทำให้เรารู้สิ่งต่างๆมากมาย คนเรานั้นหาประสบการณ์ได้หลายอย่าง ประสบการณ์ตรงเราก็หาได้ แต่ถ้าหาประสบการณ์ตรงไม่ได้ ให้หาประสบการณ์แทน ประสบการณ์แทนที่เราทำได้อย่างหนึ่งคือการอ่านหนังสือ จะทำให้รู้ ทำให้รู้อย่างเดียวไม่พอ เกิดจินตนาการไปด้วย หนังสือเป็นที่รวมของข้อมูล เป็นที่รวมของ Data ทั่วไป หนังสือเป็นศูนย์รวมทางข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นศูนย์รวมของ Internation ต่างๆ เป็นศูนย์รวมของ Knowledge ต่างๆ เพราะหนังสือจึงก่อให้เกิดปัญญา จึงก่อให้เกิด Wisdom และก่อให้เกิดจริยธรรมในที่สุด การอ่านหนังสือ เราอ่านไม่ได้ทั้งหมด จงเลือกอ่านจากการวิจารณ์ของผู้ที่มีความรู้มีสติปัญญาสูง
หนังสือที่ต้องอ่านคือหนังสือประเภทไหน หนังสือมีหลายประเภท ถ้าท่านที่ต้องการความทันสมัย หนังสือที่ทันสมัยมากคือพวกวารสาร ถ้าออกมาเป็นตำรา หรือ เป็น Textbook มันค่อนข้างจะลงรูปฝังรอย มีงานวิจัยเข้ามามาก มันจึงเป็นตำราได้ แต่ถ้าเป็นวารสาร เป็นงานวิจัยที่ออกใหม่ ถ้าท่านอยากสัมผัสกับจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของคนในอดีต ก็ต้องอ่านหนังสือในอดีต บางทีเราเรียกว่า Great Book ของไทยเรามีหลายเล่ม เช่น ไตรภูมิพระร่วง เล่มนี้น่าอ่านมาก แต่ภาษามันยาก ถ้าภาษามันยากใช้วิธีการเปิดพจนานุกรม ถ้าไม่ไหวใช้วิธีการถามคนที่รู้ ถ้าใช้สติปัญญาขั้นสูงต้องมีครูเป็นผู้แนะ จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น หนังสือแต่ละเล่มถ้าใช้สติปัญญาสูงก็ต้องมีคนแนะ
ตัวอย่างเรื่องกามนิต ตอนราชสพสอนหมู่โจร เขาสอนว่า “สูเจ้าคิดถึงเทวด้วยหรือ หามิได้ ไม่แน่นัก เพราะความว่างเปล่า เพราะคัมภีร์และพระตำนาน” ถ้าไม่มีคนแนะท่านอาจจะงง ว่าแปลว่าอะไร สูเจ้าคิดถึงเทวด้วยหรือ ท่านอาจจะแปลว่าท่านคิดถึงเทพด้วยหรือ แต่ว่า เทว ในที่นั้น แปลว่า โทษอันเกิดจากการฆ่าคน ราชสพสอนผิด คือสอนให้เกิดมิจฉาทิฐิ สอนว่าการฆ่าคนไม่บาป ราชสพเป็นอาจารย์ขององคุลีมาล ซึ่งเป็นโจร ก็ต้องสอนให้มันผิด บิดเบือนคำสอน แล้วยังบอกว่า “เจ้าคิดถึงโทษที่จะได้รับจากการฆ่าด้วยหรือ” “หามิได้” แปลว่า ไม่มีโทษหรอกจากการฆ่านั้น ซึ่งเป็นการสอนที่ผิด เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่มีโทษจากการฆ่า “ไม่แน่นัก”
คำนี้ถ้าไม่มีคนแนะ เราอาจตีความได้ยาก “นัก” แปลว่ามากที่สุด เหมือนกับภาษาทางเชียงใหม่ “จั๊ดนัก” แปลว่า มากที่สุด ความว่างเปล่า ราชสพสอนว่า ตัวเรานั้นประกอบด้วยปรมาณูๆนั้นแยกไม่ได้ ในสมัยราชสพยังไม่มีไซโครตอนมาสลายปรมาณูของยูเรเนียม ราชสพบอกว่าปรมาณูมันแยกไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเอามีดฟันลงไประหว่างตัวคนก็เท่ากับฟันลงไประหว่างปรมาณู ไม่ได้ทำให้ปรมาณูแตกแยกออก ก็เท่ากับฟันหรือแทงลงไปในความว่างเปล่า ซึ่งไม่น่าจะบาป เพราะปรมาณูแยกไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จะเห็นได้ว่าข้อความที่เสนอมานี้ ถ้าไม่มีคนชี้ให้ดู ก็จะทำให้แปลความหรือตีความผิดได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่ใหญ่ๆ หนังสือที่เขียนมานาน เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎก พระคัมภีร์ไบเบิล พระคัมภีร์อัลกุรอาร เหล่านี้ต้องมีคนแนะ เขาจะแนะได้อย่างถูกต้อง ไม่แนะให้เกิดมิจฉาทิฐิ ถ้าจะถามเรื่องคัมภีร์พระไตรปิฎก ก็ไปถามท่านที่รู้ ท่านที่บวชมานาน คล่องทางบาลีและก็ตีความได้ ข้อความนี้หมายถึงประการใดก็ต้องใช้ปัญญา พระคัมภีร์ไบเบิลก็เช่นเดียวกัน อย่างพระคัมภีร์อัลกุรอารผู้ที่แนะควรเป็น อิหม่าม โต๊ะอิหม่าม โต๊ะครู โต๊ะ ก็แปลว่า ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่ร่ำเรียนมาสูง โต๊ะครู ก็คือครูผู้เฒ่า ครูที่มีความรู้สูง เช่นนี้ท่านจะแนะเราได้ดี ถ้าให้เด็กแนะก็ผิด เพราะเขาไม่รู้จริง ด้วยเหตุนี้


ทฤษฎีที่จะนำมาศึกษาวรรณกรรมชิ้นนี้มี 2 ทฤษฎีคือ
1. ทฤษฎีประวัติศาสตร์-การฟื้นฟูประวัติศาสตร์ (Historical - Reconstructional)
2. ทฤษฎีหน้าที่นิยม (Functional)

ทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์การตอบคำถามจากรายการวรรณกรรมสองแคว
คือ ทฤษฎีประวัติศาสตร์-การฟื้นฟูประวัติศาสตร์
คำถามที่ 1 นกอีลุ่มหรือนกอีลุ้มมันคืออะไร ปัจจุบันหาดูได้ที่ไหน มีวรรณกรรม
ประกอบหรือไม่
คำถามที่ 2 ฟ้อนแย้คืออะไร
ทฤษฎีประวัติศาสตร์-การฟื้นฟูประวัติศาสตร์ (Historical - Reconstructional)
สาเหตุที่นำทฤษฎีนี้มาใช้ในการวิเคราะห์ เนื่องจากบทความนี้มีข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ใช้อธิบายความคิดต่าง ๆ ซึ่งหาเหตุผลมาประกอบหรืออธิบายความหมายได้ยากในปัจจุบัน นับว่าเป็นการสังเคราะห์ทางคติชนวิทยากับวิธีการทางประวัติเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์มุขปาฐะ
ทฤษฎีนี้จะใช้ศึกษาในการตอบคำถาม 2 ข้อแรกในรายการวรรณกรรมสองแคว เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในตอบ เป็นการอธิบายที่มาความคิดต่าง ๆ โดยการหาเหตุผลมาประกอบเพื่ออธิบายว่า นกอีลุ่มหรือนกอีลุ้ม คืออะไร ปัจจุบันหาดูได้ที่ไหน มีวรรณกรรมประกอบหรือไม่ และในข้อที่ 2 ถามว่าฟ้อนแย้ เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ตอบคำถาม ก็ได้อธิบายข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนกอีลุ่มและฟ้อนแย้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่หาคำตอบได้ยากในปัจจุบัน
ในการตอบคำถามแรกนั้น มีการอธิบายถึงการเรียกชื่อนกอีลุ่มในท้องถิ่นต่างๆว่ามีความแตกต่างกันไป และในแต่ละท้องถิ่นนั้นก็มีวิธีการจับนกอีลุ่มที่แปลกและไม่เหมือนกัน และในวิธีการจับนกอีลุ่มนั้น ยังสามารถบอกได้ถึงลักษณะของนกอีลุ่มว่า เป็นนกที่มีดนตรีในหัวใจ เมื่อเปิดเพลงเสียงดังแล้วนกจะออกมาฟังเพลงและเต้นตามจังหวะเพลง ซึ่งก็เป็นการอธิบายถึงภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นที่น่าศึกษาและน่าสนใจ และให้ข้อมูลถึงวรรณกรรมของสุนทรภู่ที่กล่าวถึงนกอีลุ่ม และอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของว่าวที่มีชื่อเดียวกันกับนกอีลุ่ม คือว่าวอีลุ่มหรือว่าวอีลุ้ม ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของว่าวจุฬา เวลาที่แข่งเล่นว่าวกัน
ส่วนในคำถามข้อที่สองนั้น เป็นการอธิบายเกี่ยวกับการฟ้อนแย้ แม้ว่าจะไม่ได้อธิบายให้ความหมายและลักษณะของฟ้อนแย้ที่ชัดเจน แต่มีการบอกถึงอาการของแย้เมื่อได้ดูการฟ้อนแย้ที่มีดนตรีประกอบ ซึ่งผู้ตอบคำถามก็ได้สอบถามข้อมูลมาจากผู้รู้ ซึ่งเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ ทำให้ได้รับความรู้ว่า เมื่อแย้ได้เห็นการร่ายรำที่เรียกว่าฟ้อนแย้ มีเครื่องดนตรีประกอบ แย้จะออกจากรูมาดู และฟ้อนตามไปด้วย แสดงให้เห็นว่า แย้เป็นสัตว์ที่มีนาฏศิลป์ในหัวใจ
นอกจากการให้ความรู้ในเรื่องการฟ้อนแย้แล้ว ยังเชื่อมโยงไปถึงการให้ความรู้เพิ่มเติมว่าทำไมงูจงอางจึงแพ้ตะขาบ ทำไมมดจึงมีเอวที่เล็กคอดกิ่ว ทำไมคางคกจึงมีปุ่มตะปุ่มตะป่ำตามตัว ทำไมเวลาทอดกฐินทางบกต้องมีธงรูปตะขาบหรือจริง ๆ ก็คือตะบองพลำนั่นเอง ทำไมทอดกฐินทางเรือต้องมีรูปจระเข้ คำถามเหล่านี้ล้วนหาคำตอบหาคำอธิบายได้ยากแล้วในปัจจุบัน

 

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>