วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 122 เรื่อง พระบรมราโชวาท แผนที่ชีวิต 1
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2547 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

วรรณกรรมแบ่งง่ายๆ มี 2 ประเภท
1. วรรณกรรมภาษาพูดหรือวรรณกรรมมุขปาฐะ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Oral literature ซึ่งเป็นภาษาทางคติชน วรรณกรรมนี้สื่อด้วยวาจา
2.วรรณกรรมภาษาเขียน วรรณกรรมภาษาเขียนสื่อด้วยตัวอักษร
วรรณกรรมทั้งสองชนิดแตกต่างกันคือ
วรรณกรรมภาษาพูดมิได้ใช้เฉพาะภาษาที่เป็นเสียงอย่างเดียว แต่ยังประกอบด้วยท่าทาง สีหน้า กระแสเสียงตามวัฒนธรรม ฉากแวดล้อมและปฏิกิริยาจากผู้ฟังเป็นตัวประกอบอีกด้วย ดังนั้น วรรณกรรมภาษาพูดจึงได้เปรียบวรรณกรรมภาษาเขียนอย่างมากทีเดียว เพราะว่าสื่อได้ลึกซึ้งกว่าและรับสาระได้ค่อนข้างแน่นอน แต่ถ้าเป็นวรรณกรรมภาษาเขียนนั้นจะทิ้งให้ผู้อ่านตีความเอาเอง แม้จะพยายามใส่กระแสเสียงตามวัฒนธรรม ใส่น้ำเสียง สร้างฉากแวดล้อมให้ดีเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ว่าผู้ที่อ่านจะอ่านตามจินตนาการและความนึกคิดอันประกอบด้วยพื้นฐานของตนเป็นหลัก หากมีพื้นฐานกว้างขวางก็จะนึกคิดได้กว้างขวาง หากแม้นว่าพื้นฐานไม่กว้างขวางก็จะคิดได้ไม่กว้างขวาง ด้วยเหตุนี้เราจึงพูดกันเสมอว่า “วรรณกรรมเป็นสมบัติของผู้อ่าน” ก็หมายความว่า เป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้นเป็นภาษาเขียน หรือเป็นวรรณกรรม ลายลักษณ์อักษร ผู้เขียนจะเขียนอย่างไรแต่ผู้อ่านเป็นผู้ตีความเอาเอง
ขอกล่าวถึงวรรณกรรมที่เป็นคติธรรม วรรณกรรมที่เป็นธรรมะของชีวิตถือว่าเป็นวรรณกรรมที่มีค่าสูงสำหรับคนไทย ถ้าวรรณกรรมเผยแพร่ออกไปและพยายามทำความเข้าใจ จากนั้นจะมองเห็นแนวทางของชีวิต มองเห็นชีวิตว่าจะดำเนินไปอย่างไรจึงจะเหมาะจะสมจะดี
วรรณกรรมที่จะนำเสนอมีผู้ตั้งชื่อเสนอเอาไว้ว่า แผนที่ชีวิตในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เรียบเรียงวรรณกรรมนี้ขึ้นโดยนำเอาพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เป็นวรรณกรรมที่ล้ำค่ามาก จะนำเสนอเป็นข้อๆ เพื่อสะดวกในการฟัง สำหรับคนที่อายุน้อยที่จะตื่นขึ้นมาฟังก็มีอยู่บ้าง แต่สำหรับท่านที่มีประสบการณ์สูงถ้าฟังแล้วไตร่ตรองดูท่านจะมองเห็นถึงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงสุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

แผนที่ชีวิตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากพระบรมราโชวาท
ข้อ 1 ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
เป็นการแนะให้คนทุกคนได้รู้จักได้เข้าใจ ในเมื่อรู้จักและเข้าใจก็จะเกิดความรัก เมื่อเกิดความรักก็จะเกิดความกตัญญูรู้คุณ คำว่า “ข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ” เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม 2 ประการคือ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (Natural Environments) กับสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ทำขึ้น (Man Made Environments) เราต้องเข้าใจ รักและสำนึกบุญคุณของสิ่งแวดล้อมทั้งสองอย่างนี้
สิ่งแวดล้อมจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ ต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราเข้าใจเราก็จะรักแผ่นดิน รักน้ำ รักอากาศ รักต้นไม้ ในขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ได้สรรค์สร้างขึ้นด้วยเจตนาอันดี ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้าง แม้ว่าสิ่งก่อสร้างนั้นจะ ทรุดโทรมเป็นโบราณสถาน หรือจะเป็นตำรับตำราต่างๆ การกระทำต่างๆ ที่มนุษย์ทำด้วยเจตนาและวิธีการอันดีงามเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ถ้าเราเข้าใจเรารัก และเรามีความกตัญญูต่อสิ่งเหล่านี้ เมื่อนั้นเราทำสิ่งที่ดีที่งามถูกต้องแล้ว
เราขอบคุณน้ำ วันเลี้ยงคือวันลอยกระทง แต่ว่าจากนั้นบางทีเราก็ไม่เข้าใจ ไม่รักพระแม่คงคา บางทีทำให้พระแม่คงคาเดือดร้อนอีกซ้ำ อย่างนี้ท้ายที่สุดจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพระแม่คงคาพิโรธ ก็เกิดน้ำท่วม ฝนแล้งอะไรทำนองนี้
พระบรมราโชวาทข้อที่ 1 เป็นความซาบซึ้งในธรรมชาติ ซาบซึ้งในมนุษยชาติ ถ้าหากว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้เข้าใจมนุษยชาติ เข้าใจธรรมชาติ รักมนุษยชาติ รักธรรมชาติ และผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีความกตัญญูต่อธรรมชาติต่อมนุษยชาติได้อีกด้วย เขาจะมีความสุข เพราะฉะนั้น ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ มีความกตัญญูกตเวทีต่อทุกคนต่อธรรมชาติ ปรากฏในแผนที่ชีวิตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากพระบรมราโชวาท
วรรณกรรมข้อที่ 2 อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใดนอกจากปัญญาและความกล้าหาญ
ในฐานะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธหรือว่าศาสนาใดๆ ในโลกนี้ก็แล้วแต่ ในฐานะของผู้ที่ศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ สิ่งที่เราต้องการคือ ปัญญา ไม่ว่าที่ใดก็ต้องการทั้งนั้น ในบทแรกที่เราสวดมนต์ว่า “พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ” เราอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าขอยึดเอาสติปัญญาเป็นที่พึ่ง ไม่เอาอารมณ์หรืออย่างอื่นเป็นที่พึ่ง เพลโต นักปรัชญาของกรีกตั้งแต่ยุคโบราณกล่าวถึงสิ่งที่มนุษย์ควรจะมี 4 ประการ คือ
1. ปัญญา
2. ความกล้าหาญ
3. รู้จักประมาณ
4. ความยุติธรรม
ถ้าจะให้ชาวพุทธเติมอีกสักคำก็คือ ความเมตตา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหยิบเอา 2 ชิ้นขึ้นมา สำหรับผู้ที่สวดมนต์อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใดเลยนอกจากปัญญาและความกล้าหาญ เพราะถ้าเรามีปัญญาและกล้าที่จะใช้ปัญญานั้นย่อมจะเกิดสันติสุขในสังคม ในกลุ่มคน ในประเทศชาติและในมนุษยชาติ แต่ถ้าหากเรามีปัญญาแต่ไม่มีความกล้าหาญเราก็คงจะทำอะไรได้ไม่มาก
วรรณกรรมนี้เป็นวรรณกรรมสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนที่อายุมากแค่ไหน สิ่งที่เราจะแสวงหาอยู่เสมอคือ ปัญญา ในขณะเมื่อเรามีปัญญาแล้วก็ต้องมีความกล้าหาญอีกด้วย
วรรณกรรมข้อที่ 3 เพื่อนใหม่คือ ของขวัญที่ให้กับตนเอง ส่วนเพื่อนเก่าหรือมิตรก็คือ อัญมณี
นับวันจะเพิ่มคุณค่า
เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยแท้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ว่า “เพื่อนใหม่คือ ของขวัญที่ให้กับตัวเอง คำว่าเพื่อนกับคนรู้จักคนละอย่างกัน ท่านใดได้เพื่อนใหม่หลายคน ท่านนั้นมีของขวัญมากมาย ในขณะเดียวกัน เพื่อนท่านหรือมิตรของเรานั่นคือ อัญมณีที่นับวันเพิ่มคุณค่า ส่วนเพื่อนใหม่เป็นของขวัญที่ให้กับตัวเอง”
เป็นวรรณกรรมที่อ่านแล้วฟังแล้วเกิดความซาบซึ้ง เป็นวรรณกรรมที่มีปรัชญาสากล ถ้าจะพูดเป็นภาษารางวัลโนเบลก็ว่า you myth universal a philosophy พระบรมราโชวาทเป็น ความจริงทั้งจักรวาลและเป็นความดีทั้งจักรวาลไม่ใช่เฉพาะคนไทย
ถ้ามีเพื่อนใหม่ก็คือได้ของขวัญเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรจึงจะได้เพื่อนเพิ่มขึ้น ในหนังสือ หิโตปเทศกล่าวถึงการผูกมิตร การมีเพื่อนเป็นของประเสริฐที่สุด ในชีวิตนี้เรามีคนรู้จักเป็นพันเป็นหมื่น แต่บางครั้งเราจะหาเพื่อนสักคนหนึ่งนั้นยากทีเดียว แต่อย่างน้อยที่สุดเพื่อนใหม่เป็นของขวัญที่ให้ตัวเอง เพื่อนเก่าหรือมิตรคืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
วรรณกรรมข้อที่ 4 อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
ธรรมะจะมาจากศาสนาใดก็ตามเถอะ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือธรรมะจากคัมภีร์ไบเบิ้ล อ่านหนังสือธรรมะจากคัมภีร์อัลกุรอาน หรือจะอ่านหนังสือธรรมะอันมีที่มาจากความคิดของขงจื๊อ หรือว่าอ่านหนังสือธรรมะซึ่งกว้างขวางมากเพราะมีแนวคิกจากพระไตรปิฎกก็ได้ทั้งนั้น
ธรรมะเป็นเรื่องของความจริง ธรรมะเป็นเรื่องของความดี การสัมผัสความจริง การสัมผัสความดีเป็นเรื่องที่น่าจะทำ ชีวิตเรามีอาหารกาย แต่ถ้าหากเราไม่มีอาหารใจก็จะอยู่ลำบาก
อาหารใจที่ดีนั้นนอกจากจะเป็นศิลปะ นอกจากความบันเทิงแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งให้ ความยืนยงกับจิตใจ ให้ความแข็งแรง ความมั่นคงกับจิตใจของเราคือ ธรรมะ ไม่ว่าจากศาสนาใดๆ จะทำให้คนเรามีจิตใจละเอียดอ่อน รักมนุษยชาติ ไม่ข่มเหงรังแกมนุษยชาติ จะให้ ความละเอียดอ่อน ให้ความจริง ให้ความดีแก่จิตใจทั้งนั้น หนังสือธรรมะเป็นยาบำรุงใจ เป็นยาที่แก้สรรพพิษทั้งปวงที่มีในใจของเรา การอ่านหนังสือธรรมะปีละเล่มถือว่าเป็นกุศลอย่างยิ่ง
คำว่า กุศล หมายถึง เกิดความดีแก่สังคมและความดีแก่ตัวเรา ความดีทั้งหมดที่เกิดกับตัวเราก็เกิดกับสังคมด้วย ความดีที่เกิดกับสังคมก็เกิดกับตัวเราด้วย เพราะธรรมะจะแนะให้เราเห็นความดีความงาม แล้วทำความดีความงามนั้น
วรรณกรรมข้อที่ 5 ปฏิบัติต่อคนอื่นเช่นเดียวกับที่ต้องการให้คนอื่นปฏิบัติต่อตัวเรา
เราต้องการความละเอียดอ่อน เราต้องการความละมุนละไม เราต้องการความนิ่มนวลต้องการการทนุถนอม เราก็ต้องทำทุกอย่างที่เราต้องการให้กับเขา เช่น เรามองเขาด้วยสายตาด้วยการแสดงความเกลียดชัง แล้วเขามองเราบ้างเราคงไม่ชอบ
วรรณกรรมข้อที่ 6 พูดคำว่า “ขอบคุณ” ให้มากๆ
สอนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ความสำนึกบุญคุณ กิริยามารยาทอันพึงทำในสังคมพูดคำว่า ขอบคุณ ให้มากๆ
คนที่พูดคำว่า ขอบคุณ อยู่เสมอคือ คนที่มองคนอื่นในแง่ดี แล้วพร้อมจะเป็นผู้ให้ ไม่ได้พร้อมจะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว สังคมปัจจุบัน ถ้ามองทางด้านธุรกิจก็อยู่ด้วยการให้และการรับ แต่ถ้ามองในเชิงมนุษยชาติ การให้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คนที่พูดขอบคุณมากๆ คือคนที่รู้จักให้คนเป็น เพราะคำว่า ขอบคุณ เราพูดในเวลาที่เรารับจากเขา แสดงว่าเราซาบซึ้งในในสิ่งที่ตัวรับมานั้น และตัวเราเองก็คงจะเป็นผู้ที่ชอบให้ผู้อื่นด้วย เราจึงพูดคำว่า ขอบคุณ ได้เป็นอย่างดี

วรรณกรรมข้อที่ 7 รักษาความลับให้เป็น
ไม่ว่าอาชีพใดมีความลับทั้งนั้น เช่น ในทางคติชนก็มีความลับ นักคติชนที่เก่งๆ จะพูดเสมอว่า “ความลับของมือขวาจะรู้ไปถึงมือซ้ายไม่ได้” คนที่ให้ข้อมูลนั้นเราจะต้องรักษาความลับให้ดีที่สุด แต่ละคนก็มีความลับ รักษาความลับให้เป็น
วรรณกรรมข้อที่ 8 ประเมินคุณค่าของการให้อภัยให้สูง
ให้อภัยเกิดจากรัก รักเกิดจากเข้าใจ ถ้าเข้าใจก็จะรัก ถ้ารักก็จะให้อภัย ลูกเราอาจจะทำความผิด เราก็ให้อภัยเขาเพราะเรารักลูก ทำไมเรารักเขา เพราะเราเข้าใจเขา ถ้าให้อภัยกันก็คือรักกัน เราจึงต้องประเมินคุณค่าการให้อภัยให้สูง เพราะการให้อภัยนั้นอยู่เหนือความรัก อย่าผูกใจเจ็บ อย่าผูกโกรธ ศาสนาทุกศาสนาสอนเช่นนี้ทั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสว่า “อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์ เวลาขึ้นลิฟต์อย่าถกเถียงธุรกิจ” คือ ขึ้นลงลิฟต์นั้นใช้เวลาเร็วมาก ฉะนั้น จะถกเถียงธุรกิจจะใช้เวลาเร็วไม่ได้ อีกประการหนึ่ง การอยู่ในลิฟต์เป็น การเคลื่อนที่ในเวลาอันสั้น ไม่ควรจะตกลงอะไรกันในระยะเวลาที่รวดเร็วอย่างนั้นมันจะไม่รอบคอบ หลายคนจะเจรจาธุรกิจนั้นเขาจะเจรจาในขณะที่
1.มีจิตใจผ่องใส มีร่างกายที่พร้อมทุกอย่าง
ทั้งสองฝ่ายหรือสามฝ่ายพร้อมทั้งกายและใจ คนจีนเขาเก่ง เขาจะทักกัน “กินข้าว หรือยัง” คือ จะไม่เจรจาธุรกิจกันในขณะที่ฝ่ายหนึ่งยังหิวอยู่ คือ ฝ่ายหนึ่งหิวจะพูดอะไรได้ คนไทยยิ่งตัวดี เช่น เรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ยังไม่ทันเจรจาอะไรเลยเห็นว่าแม่เห็นแม่เอาก่องข้าวน้อยมาให้กลัวจะไม่อิ่มเกิดโมโห คนเราการโมโหหิว เพราะฉะนั้นเราจะไม่เจรจากับคนที่หิว กับคนที่กำลังร้อน เราจะไม่เจรจากับคนที่กำลังโกรธ พอๆ กับเราไม่ควรเจรจาธุรกิจในระยะเวลาอันสั้นหรือในลิฟต์มีคนอยู่บ้างไม่มีคนอยู่บ้างหรืออยู่สองคนก็แล้วแต่
การถกเถียงธุรกิจควรจะทำในที่ที่ควรทำ ให้ถูกกาลเทศะ ในปัจจุบันคนมีประสบการณ์น้อยจะไม่เข้าใจคำนี้ พูดกับใครที่ไหนจึงจะเหมาะ คนที่เข้าไปถูกเวลาเข้าไปถูกสถานที่จะเป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จดีกว่าผู้ที่เข้าไปไม่ถูกเวลาไม่ถูกสถานที่
วรรณกรรมข้อที่ 14 ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน
เหมาะที่สุดในสังคมปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน เช่น เศรษฐกิจพอเพียง การใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกคือ ไม่ต้องพกเงินติดตัวมากๆ ไม่ใช่เพื่อก่อหนี้สิน ไม่พึงทำเด็ดขาด การทำเช่นนี้จะทำให้เรามีพออยู่พอกิน มีความสุข ศาสนาพุทธสอนเราไว้ว่า “ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้” การใช้บัตรเครดิต เมื่อเป็นหนี้ก็ไม่มีความสุข ความสุขเป็นความสุขทางใจ ไม่ใช่รูดบัตรเครดิตแล้วทำให้มือเจ็บ แต่รูดบัตรแล้วทำให้เป็นทุกข์
วรรณกรรมข้อที่ 15 อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า “ขอโทษ”
การกล่าวคำขอโทษกล่าวได้เสมอ ทุกคนเท่ากัน เราทำผิดก็ขอโทษ หรือทำอะไรให้เขาเดือดร้อนก็ขอโทษซะ
วรรณกรรมข้อที่ 16 อย่าอายหากจะบอกใครว่า “ไม่รู”
การที่ไม่รู้แล้วบอกตรงๆ ไม่ได้เสียเกียรติยศ เสียเหลี่ยมอะไร อย่าอาย แต่ถ้าไม่รู้แล้วทำเป็นรู้ ถ้าพลาดท่าเข้าแล้วก็จะยุ่ง คนที่รู้อะไรโดยที่ตามองไม้เห็นคนจะเรียกเขาว่า “มด” ถ้าเขาเป็นผู้ชายเรียก “พ่อมด” ถ้าเป็นผู้หญิงเรียก “แม่มด” แต่ถ้าไม่รู้แล้วอวดรู้ให้เรียกว่า “มดเท็จ”
เพราะฉะนั้น ไม่รู้ก็บอกว่า “ไม่รู้” ถ้าบอกว่า “รู้” แล้ว “ไม่รู้” ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็จะวุ่นวาย ก็บอกไปเถอะว่า “ไม่รู้” อย่าอาย

 

กลับขึ้นบน 

<< ย้อน || || ต่อไป >>