สวัสดีครับท่านผู้ชม ครับ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบท่านผู้ชมอีกครั้ง
ครับ ผมประจักษ์ สายแสง ผู้ดำเนินรายการ มีจดหมายมาถามผมว่า
1. ทำไมไม่ค่อยเปิดโทรศัพท์
2. คำว่า สปา ที่เคยพูดไปครั้งหนึ่งว่าอยู่ในเบลเยียม อยู่ในเมือง ๆ หนึ่งซึ่งมีการบำบัดด้วยน้ำ
คำว่า สปา เป็นคนละคำกับคำว่า สปาตา สปาในเบลเยียมเป็นคำยอ่ในภาษาละติน
ว่า ซอรัส อควา สปา คือ บำบัดด้วยน้ำ ตรงกับวารีบำบัด สปา หมายถึง สถานที่
ที่เมืองเบลเยียม ซึ่งจัดกิจกรรมวารีบำบัด ซอรัส อควา สปา ไม่ใช่สปาตา
สปาตาเป็นคำที่อยู่ในมหากาพย์ สปาตากับทรอยหรือ เด็ก ของสปาตา ที่เกิดมาเขาก็โยนลงน้ำ
เมื่อตัดสายสะดือเสร็จ เด็กก็จะว่ายน้ำได้เอง เป็นวิธีการฝึกของสปาตา ท่านก็คงจะเข้าใจว่าเป็นวารีบำบัด
ที่จริงแล้วไม่ใช่ มันมีที่มากันคนละสาย
ในอังกฤษมีการคัดค้านการออกกฎหมายห้ามล่าหมาจิ้งจอก มีคนมาชุมนุมกันเป็นหมื่น
ๆ คนคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ แล้วมีคนอยู่ 5 คนเข้าไปในรัฐสภาของอังกฤษได้
เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 15 กันยายน 2547 ถามว่าทำไมมันถึงเป็นไปได้ขนาดนั้น
การห้ามล่าหมาจิ้งจอกทำไมคนถึงมีปฏิกิริยามากขนาดนั้น อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นประเพณีนิยมจะถูกต้องอย่างไนก็แล้วแต่
เขาถือว่าเป็นประเพณีนิยม ใครจะคัดค้านเขาว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องมายาคติหรือเรื่องจริง
คนเขาคงจะไม่ฟัง เพราะเขาถือตามนั้นปฏิบัตินั้นมายาวนาน ถ้าจะถามว่าเรื่องเกี่ยวกับหมาจิ้งจอกนั้นมีอะไรบ้าง
มีวรรณกรรมอะไรเข้ามาในเรื่องนี้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Fox หรือ Foxy หมายถึง
ฉลาดเหมือนหมาจิ้งจอก ด้วยเหตุนี้การล่าหมาจิ้งจอกได้ถือว่าฉลาดกว่าหมาจิ้งจอก
คนอังกฤษเขานิยมล่าหมาจิ้งจอก เพราะการล่าหมาจิ้งจอกไม่ได้ง่ายเหมือนกับไปตีตัวอะไรที่มันเดิน
ๆ อยู่ มันฉลาดและมันก็หลบเก่ง การล่าต้องใช้ความชำนิชำนาญเป็นพิเศษ ว่าเป็นกีฬาชั้นสำคัญ
เขาจึงได้คัดค้าน ก็หมาจิ้งจอกมันฉลาดมัน Foxy ในภาษาอังกฤษ มันเป็นคำยิ่งกว่า
คันนิ่ง คือฉลาดแกมโกงอันทุกประเภทที่รวมอยู่ในความฉลาดอันไม่ดีทั้งหลาย
ถ้าจะถามวรรณกรรมเรื่องสุนัขจิ้งจอกหรือหมาจิ้งจอกมีมากมาย กล่าวถึงวรรณกรรมใหญ่ที่กล่าวถึงการพาดพิงถึงหมาจิ้งจอก
มีนักปราชญ์คนหนึ่งชื่อ แมคคิอาร์ แลซี่ เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม เล่มที่มีชื่อเสียงมากทางการเมือง
หนังสือที่ชื่อว่า discourse on the first สิ่งนี้ที่สำคัญมาก อีกเรื่องก็มีชื่อเสียงมากแล้วมีการแปลเป็นภาษาไทย
คือ เรื่อง The Prince พูดแปลเป็นภาษาไทยก็ใช้คำว่า เจ้า, เจ้าชีวิต ในหนังสือเล่มนี้มีอยู่ตอนกล่าวพาดพิงถึงหมาจิ้งจอกว่า
คนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงนั้น พึงทำตัวให้เหมือนกับสัตว์ 2 ชนิด ในคนคนเดียวกัน
ชนิดที่ 1 คือสิงโต มีความเป็นสง่าราศีเป็นที่ยกย่องน่ายำเกรงน่าเกรงกลัวต่อสัตว์ทุกประเภทแม้แต่คนยังกลัวเลย
สิงโตเราเอามาทำเป็นสัญลักษณ์อะไรตั้งมากมาย ประเทศบางประเทศยังใช้สิงโตเป็นสัญลักษณ์ก็ยังมีเลย
ผู้ที่เป็นผู้บริหารก็เหมือนสิงโตมีสง่าราศี เดินเหินไม่ใช่เดินแบบจ๋องกรอด
ในขณะเดียวกันทำตัวเหมือนสิงโตพึงทราบว่า สิงโตจะเป็นสัตว์ที่มีสง่าราศีก็ตาม
แต่สิงโตนั้นติดบ่วงได้ พวกเราคงเคยได้ยินราชสีห์ติดกับหรือบ่วง ในนิทานอีสปหรือนิทานอะไรไม่แน่ใจ
ที่หนูไปช่วยกัด ฉะนั้นราชสีห์จะเก่งขนาดไหน จะมีสง่าราศี แต่ก็ติดบ่วงได้
ฉะนั้นคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงทำตัวเหมือนกับราชสีห์หาได้ไม่ เดี๋ยวติดบ่วงเอาเสียง่าย
ๆ จะทำตัวให้เหมือนสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า หมาจิ้งจอก หมาจิ้งจอกหน้าตาไม่มีสง่าราศีอะไรเลย
แต่หมาจิ้งจอกฉลาดไม่ติดบ่วง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูง
ผมพูดตามทฤษฎีของแมคทิลอาร์แวร์รี่ พูดว่า จงทำตัวให้เหมือนราชสีห์กับหมาจิ้งจอกรวมกัน
ก็จะเป็นผู้บริหารที่สมบูรณ์แบบ คือมีสง่าราศี และไม่หายนะง่าย ๆ นอกจากนั้นในหนังสือเล่มนี้
ความจะสอนให้คนทำตัวเหมือนสุนัขจิ้งจอกก็ยังบอกไว้ด้วยว่า ผู้บริหารระดับสูงพึงทำตัวมี
ความเมตตากรุณาให้คนอื่นได้เห็น และพร้อมที่จะทำอะไรตรงกันข้าม นี่ก็เป็นเรื่องที่แปลก
คนมีความเมตตากรุณาดี ๆ แต่เมื่อถึงที่สุดจะตรงกันข้ามคือดุร้ายก็ย่อมจะทำได้
นี่ก็เป็นลักษณะของผู้บริหารระดับสูง อาร์ เวลลี่ สอนเอาไว้ว่า ผู้บริหารระดับสูงจะต้องทำตัวตระหนี่ถี่เหนียว
อย่าเป็นคนงกเป็นเด็ดขาด แหม สอนเหลือเกิน หนังสือเล่มนี้แปลเป็นภาษาไทยด้วย
เขียนขึ้นมาเห็นว่าเคยเป็นหนังสือต้องห้าม แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าถูกเซ็นเซอร์หรือต้องห้ามหรือไม่
แต่ว่ามีคนเคยบอกเช่นนั้น หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัฐบาลของจอมพลถนอม
กิติขจร สำนักพิมพ์ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว มันก็หายไปไหนไม่ทราบ เป็นหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษที่ใช้อ่านอยู่
The Prince แมคอาร์วิลลี่ มีคนถามว่ามีคนอังกฤษเป็นหมื่นคนมาประท้วงและบุกเข้าไปในรัฐสภาไปได้ตั้ง
5 คน นี่ก็พูดถึงเรื่องหมาจิ้งจอก
วรรณกรรมของหมาจิ้งจอกก็มีอยู่มากมาย ผมเคยนำมาพูดในวรรณกรรมสองแควหลายเรื่องเลยทีเดียว
สุนัขจิ้งจอกก็เป็นนิทานเรื่องสัตว์ ศัพท์ภาษาอังกฤษก็ใช้ว่า animals tail
ออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะชัด คงจะไม่ค่อยได้ทานอาหารฝรั่ง ออกเสียงภาษาลาวค่อนข้างจะชัด
ในนิทานเรื่องสัตว์ถ้าจะดูแล้วเป็นนิทานคติทั้งนั้น นิทานคติ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า
แฟเบิล นิทานคติสอนใจ เช่น เรื่องของหมาจิ้งจอกที่ตกลงไปในบ่อขึ้นมาไม่ได้ก็เกาะอยู่ตรงบ่อน้ำนั่นแหละ
รอขอความช่วยเหลือ มีแพะตัวหนึ่ง แพะนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความโง่ ไม่น่าเชื่อเลย
พอดีหลายคนเกิดปีมะแมไม่ต้องเสียอกเสียใจนะ แพะฉลาดก็มีเยอะแยะไป แพะพญาเลี้ยงก็มี
แพะพ่อค้าก็มี ในตำราพรหมชาติว่าอย่างนั้น
ย้อนกลับมาหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำก็เกาะอยู่ที่บ่อน้ำมีแพะตัวหนึ่งเดินไปที่บ่อน้ำ
แพะชะโงกลงไปดูหมาจิ้งจอกแล้วถามจิ้งจอกว่า ลงไปทำอะไรในบ่อน้ำนั่น หมาจิ้งจอกจึงตอบไปว่าข้าได้ดูแล้วว่าในบ่อน้ำนี้มีน้ำใสสะอาดดี
ข้าก็เลยมาดื่มดูว่าเป็นประการใด ปรากฏว่ารสดีมาก เจ้าอยากจะลงมาดื่มหรือไม่
แพะนี่ก็โง่ พูดง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่มีเคราออกเยอะไม่น่าจะโง่ อ๊ะ ข้าก็อยากจะลงมาดื่มเช่นกัน
หมาจิ้งจอกก็ชักชวนว่า โดดลงมาเถิด แพะก็โดดลงมา หมาจิ้งจอกก็ถือโอกาสอันเหมาะนั้น
หมาจิ้งจอกจึงเหยียบเขาแพะและก็โดดขึ้นมา ให้แพะลงไปตะเกียกตะกายบนบ่อน้ำ
พร้อมกันนั้นหมาจิ้งจอกยังตะโกนเยาะเย้ยอีก ในเมื่อน้ำก็เย็นดีและรสก็อร่อยจงดื่มน้ำตลอดไปเถิด
แล้วมันก็เดินหนีไป ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า Foxy ฉะนั้นในเรื่องต่าง ๆ
จะมีนิทานลักษณะอย่างนี้มาก ๆ
อีกเรื่องหนึ่งดูเหมือนว่าผมรู้สึกจะเคยเล่ามาเมื่อสักปีที่แล้ว เรื่องราชสีห์ต้องการพิสูจน์ลมหายใจ
จะมีอยู่ว่าราชสีห์ตัวหนึ่งต้องการพิสูจน์ว่าลมหายใจของเรามีกลิ่นหอมหรือเหม็นประการใด
โดยปรกติไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือเป็นคนจะไม่ได้กลิ่นลมหายใจของตนเอง ต้องให้คนอื่นมาพิสูจน์
ราชสีห์ตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน อยากจะพิสูจน์กลิ่นของลมหายใจ พบแกะตัวหนึ่ง
ราชสีห์จึงถามแกะว่า ดูซิลมหายใจของข้ามีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นหอม แกะก็นิ่งอยู่
ราชสีห์ก็ไปนั่งใกล้ ๆ แล้วก็หายใจอย่างแรงให้แกะดม แกะได้กลิ่นของราชสีห์ก็เหม็นมาก
แต่ไม่กล้าตอบความจริง เพราะกลัวราชสีห์จะโกรธ จึงพูดไปว่า ลมหายใจของท่านนั้นกลิ่นหอมหวนยิ่งนัก
ราชสีห์ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้ว่า แกะตัวนี้โกหก จึงตบแกะตาย ราชสีห์ก็เดินมาพบหมาป่าตัวหนึ่ง
หมาป่ามันดูพฤติกรรมราชสีห์กับแกะตัวนั้นมานานแล้ว ราชสีห์ก็เข้าไปหาหมาป่า
แล้วพูดว่า เจ้าจงพิสูจน์ซิว่าลมหายใจของข้ากลิ่นเหม็นหรือกลิ่นหอม แล้วก็หายใจพรวดไปเต็มที่
มันได้ยินเสียงลูกแกะตอบว่ามีกลิ่นหอมแล้วก็ถูกตบตาย มันจึงตอบไปว่าลมหายใจมีกลิ่นเหม็นร้ายกาจยิ่งนัก
ราชสีห์ได้ยินดังนั้นก็โกรธตบหมาป่าตาย แล้วก็เดินต่อไป หมาจิ้งจอกหนีไม่ทัน
ราชสีห์จึงเดินมาหาหมาจิ้งจอกซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหมาป่าที่ถูกตบไม่ไกลมากนัก
แล้วก็บอกว่าเจ้าจงตรวจสอบดูซิว่าลมหายใจของข้ามีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นหอมอย่างไรบ้าง
หมาจิ้งจอกก็นั่งลง ราชสีห์ก็หายใจพรืดใส่หมาจิ้งจอก หมาจิ้งจอกก็รีบตอบ
วันนี้ข้าพเจ้าเป็นหวัดไม่สามารถได้กลิ่นเลยว่าลมหายใจของท่านมีกลิ่นประการใด
ราชสีห์ได้ฟังเช่นนั้นก็มีความพอใจก็เลยไม่ทำอันตรายหมาจิ้งจอก นี่แหละครับเรื่องเกี่ยวกับหมาจิ้งจอกมันมีมากมาย
มิน่าคนอังกฤษเขาถึงอยากล่ามันนัก มันฉลาดทุกอย่าง คราวนี้ก็ย้อนกลับมาวรรณกรรมของภาคใต้ที่นำเสนอในครั้งที่แล้วและก็เสนอไปได้นิดเดียว
คาดว่าต้องเสนอติดต่อกันหลายสัปดาห์ เพราะว่าวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้น
ความยาวมาก มีลักษณะเป็นการอธิบายศัพท์ในภาษาถิ่นภาคใต้ และไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหนที่ยาวขนาดนี้
และเขียนศัพท์ที่เป็นภาษาใต้มาเป็นภาษาไทยกลางได้ดีขนาดนี้ จัดเป็นพจนานุกรรมที่เป็นคำกลอน
เรียงตามศัพท์ต่างๆ ที่นึกได้ เป็นที่น่าศึกษาเรื่องหนึ่ง
ในคราวที่แล้วได้บอกชื่อไปแล้วว่าหนังสือชื่อ กลอนศัพท์ภาษาถิ่นภาคใต้
(สงขลา) เพราะว่าภาคใต้นั้นมีภาษาถิ่นมากมาย เฉพาะที่สุราษฎร์ธานีก็มีถึง
4 ภาษา ท่านที่แต่งหนังสือเล่มนี้ได้ใช้นามปากกาว่า น.อุไรกุล หรือ พระครูนิเทศธรรมาภรณ์อยู่วัดชิมวาสวรวิหาร
จ.สงขลา
ในคราวที่แล้วเราพูดถึงศัพท์หลายคำ เช่น คำว่า คู้ลำหรือเลียงผา ทางเหนือเรียกว่า
เอียง หรือ เจียง เยือง หรือหยาง แปลว่าแพะก็ได้ในภาษาจีน
ครั้งที่แล้วเราพูดกันถึงว่า อยู่ม่อต้อ ข้อลำ ว่าล่ำทอก ศีรษะเถิก เรียกว่า
ฉอก ปอกลอก เท่ากับปลิ้น และมีคำติดปากเรียกกันทางใต้ว่า สงขลายอน นครปลิ้น
เอือนอินนั้นเรียกว่าเดือยกิน คนรุ่นใหม่จะไม่คอยเข้าใจคำนี้ ว่ามะพร้าวเอือนกินข้างใน
คล้ายๆ กับเป็นโรค ทางโคราชบอกว่ามะพร้าวเดือนกิน บอกว่ามันเกิดในจันทรคราส
ถ้าเราไม่ไปเคาะต้นมะพร้าว มะพร้าวนั้นจะกลายเป็นมะพร้าวเดือนกิน ที่ทางโคราช
ทางภาคกลาง เรียกว่า เอือนกิน คำว่า เอือนหรือตืด หมายถึงพยาธิหรือหนอน
เอือนเราพบอยู่ในไตรภูมิพระร่วง ที่ตืดที่เอือน คือมีหนอนทั้งอะไรต่างๆ
มากิน ใต้สงขลา เอือยกินนั้น เรียกว่า เดือยกิน ดัดจริตดีดดิ้นว่าอ้อล้อ
(อ้อล้อแปลว่า ดัดจริตมากๆ) ทางเชียงใหม่เรียกว่า สลิดด๊ก อ้อล้ออีตายนิ
ของภาคใต้ทางสงขลา มีมะเขือชนิดหนึ่งเรียกว่ามะเขืออ้อล้อ บางคนเรียกมะเขือละคร
ก็เป็นมะเขือเปราะนี่เอง บางคนเรียกมะเขือละคร หมายถึง นครศรีธรรมราช มีคำพังเพยของคนภาคกลางว่า
ห้ามฮบห้ามคบคนดังต่อไปนี้ คนโคราชห้ามคบคนเขมร ละ หมายถึง คนนครศรีธรรราช
ห้ามคบคนสุพรรณ ห้ามคบคน โค, ขะ, ละ, สุ นี่พูดต่อมาจากอ้อล้อ บางทีไม่เรียกอ้อล้อ
คนใต้จริงเรียกว่า อ้อฉิ่ง แปลว่าดัดจริต ดัดจริตทำให้กิริยามารยาทดีขึ้น
แต่ตอนหลังคำว่าดัดจริตเป็นคำตกต่ำ แต่คำว่าอ้อล้อ และสลิดด๊กนี่ตกต่ำแน่เลย
กลอนต่อไปว่า
รุ่มร่ามหรือหย่อนยานเรียกยามย่าม
ลูกมะขามฝักหนึ่งเรียกว่าข้อ
ถ้อยที่ช่วยเหลือกันเรียกว่าซ้อ
วัวขวิดว่างัวทอ ช่อดอกไม้เรียกว่าซอด (กร่อนเสียง) ภาษานุรุกติศาสตร์
หรือโฟเนติกดีเค เสียงเน่านั้นเอง กินอร่อยว่ากินดี ตีว่าทุบ น้ำพริกเรียกน้ำชุบ
จิ้มว่าเหนาะ สาระแหน่ เรียกกันว่ามักเงาะ กินลองท้องว่ากินเสาะ เผาะเท่ากับเสียงดัง
กินอร่อยเรียกว่ากินดี กินดีมีในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ศัพท์ที่ใช้ในสุโขทัย
จะไปปรากฏในภาคใต้มากมาย
: ที่สงขลา มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ แองเชียนทูมูดเดริน จากภาษาโบราณมาเป็นภาษาถิ่นในสมัยใหม่
คนที่เขียนชื่อ ดร.ดอร์วิน บราวส์ เขียนไว้ว่า ภาษาสุโขทัยเมื่อ 700 ปี
ปัจจุบันไปปรากฏที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เสียงของคนนครคือเสียงของคนสุโขทัยในยุค
700 ปี เข้าใจว่าอนุมานเสียงในคำจารึกนั่นเอง แต่ที่พูดนี่มีเค้าดี ภาษาโบราณสุโขทัยไปพัฒนาและเติบโตขึ้นในภาคใต้
ร่องรอยเดิมเหลืออยู่ ถ้าเป็นภาษาเหนือใช้คำว่าบุบหรือยอก ตี ใต้ใช้ทุบ
กินรองท้องใช้คำว่า กินเสาะในภาษาถิ่น ในภาษาอังกฤษเรียกว่า เบรก บางคนเรียกว่าอาหารว่าง
เบรกใช้สำหรับแก้หิวทำให้แตกออก ถ้าเวลาหิวนานๆ อดอาหารนานๆ เขาใช้คำว่า
fast อดมานาน ทำให้หายอด จึงเบรกตรงนั้นออกซึ่งเรียกว่า breakfast จึงเรียกว่าอาหารเช้า
การเสนอคำแทนภาษาอังกฤษบางครั้งก็ไม่ได้ผล น.ม.ส. ได้ศัพท์คำว่า ฟุตบอลของภาษาอังกฤษมา
น.ม.ส. พยายามจะหาศัพท์คำว่า ฟุตบอล จึงใช้คำว่าหมากตีน แต่ก็ไม่มีใครใช้แพร่หลาย
ศัพท์นี้จึงตายไปเหมือนกับศัพท์คำว่า หลอดนีออน มีคนเคยเสนอใช้คำว่า ข้าวหลามแจ้ง
แต่มีก็ไม่ติดตลาด ในเมื่อคำใดที่ไม่ได้ใช้มันก็หายไป คำนั้นตายไปแล้ว
ถ้าเราอ่านวรรณคดีหลายเรื่อง จะพบว่าคำบางคำที่ใช้ในวรรณคดีไทยแต่โบราณนั้น
ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว เอาแค่เราอ่านกฎหมายตราสามดวงว่า อำแดงที่เป็นคำนำหน้าผู้หญิง
ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว หรือเสียงบางเสียงที่หายในเรื่องยวนพ่ายมีคำหลายคำเสียงของคำนั้นหายไปแล้ว
ยกตัวอย่าง คำว่า ในข้อความที่เจ้าเมืองแพร่ เมืองน่าน กราบทูลยุยงพระเจ้าติโลกราช
เมียงด้งนครนั้นเอาใจออกห่างพระองค์เสียแล้ว ข้อความในยวนพ่าย บอกว่า บพิตรอ้าย
ดั่งเกียรติกลหวัง (บทกลอน) เจียนจากยั๋วไปกุลล้า
คำที่น่าสนใจคือคำว่า ยั๋ว ปัจจุบันคำนี้ตายไปแล้ว ยั๋วเป็นคำกลมกลืนเสียงภาษานิรุกติศาสตร์
ใช้คำว่า แอดซัมมิเชซั่น มาจากคำว่า อยู่ กับคำว่า หัว รวมเป็น ยั๋ว หมายถึง
พระเจ้าอยู่หัว หรือแม้แต่ในยวนพ่ายเช่นเดียวกัน มีอยู่คำหนึ่งที่กล่าวยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
กล่าวว่า
เอกาทศแสร้งเอาองค์ เป็นพระศรีสรรเพชรช่วยอ้าง
ทกเทพทกท้าวไหว้ ช่วยไทย
ทก หมายถึง ทุก เทวดาทุกองค์
ง่วย ปัจจุบันใช้คำว่า ไหว้ เสียงมันหายไป เสียงบางเสียงที่หายไปบางเสียงสมัยสุโขทัยจึงไปอยู่ที่ภาคใต้
นครศรีธรรมราชบ้าง สงขลาบ้าง (จากบทกลอน)
ขี้เร่งขี้เห่ง คือ ต่ำช้า ผุ ว่า พุก ฉุกละหุกว่า ฉุกขุก หรือหลงหลัง
กระบอกใส่น้ำกระแข่ เรียกว่า บอกลัง
คู่หมั้นเรียกโต๊ะหนังอยู่คู่กัน คำว่าขี้เร่งขี้เห่งของภาคใต้ แปลว่า
ต่ำช้า ภาษาเหนือตรงกับคำว่า ขี้เมี่ยง ผุ เป็นคำว่า พุก ยืดเสียงออกมาไม่กร่อนเสียงของภาคกลางก่อนเสียง
พุก เป็น ผุ
คู่หมั้นตรงกับคำว่าตุนาหงัน ในเรื่องอิเหนา ประเพณีบางท้องถิ่นของภาคใต้
เมื่อหมั้นกันแล้วผู้ชายมักจะไปช่วยทำงานที่บ้านผู้หญิง จนกว่าจะได้แต่งงาน
เรียกว่า เฝ้าโต๊ะหนัง ภาคกลางก็มีเหมือนกันผู้ชายจะไปช่วยทำงานเช่นกัน
ไปเป็นคนรับใช้ เราจึงเรียกผู้ชายว่า บ่าว ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในบ้านนั้น
เรียกว่าสาว สาวหมายถึง ดึงหรือชักเข้ามา คนเป็นสาวคือคนที่มีสิทธิ์จะดึงหรือชักเข้ามา
โดยชักคู่หมั้นเข้ามาเป็นบ่าวหรือเข้ามาทำงานในบ้านของตัวเอง พอแต่งงานก็เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาว
เมื่อแต่งงานแล้วสาวก็หมดสิทธิ์ที่จะสาวหรือดึงหนุ่มอื่นที่จะเข้ามาทำงานที่บ้านของตัว
จึงตัดคำว่าสาวออกเหลือแต่คำว่านาง ฉะนั้นคนที่แต่งงานแล้วจะใช้คำว่า นาง
จะใช้คำว่านางสาวไม่ได้
อังสะ เรียกว่า ผ้าซับเหงื่อ
วางยาเบื่อ เรียกว่า ลาจุน
หมุน เรียกว่า หัน
หาญขรรค์ เรียกว่า กล้าท้า กล้าพนัน
ปิ่นโต เรียกว่า ชั้น
ช้า เรียกว่า แซ
ปิ่นโต คำเดิมเรียกว่า ฉนัง ในกำสรวลศรีปราชญ์มีคำว่าฉนัง (เป็นคำมาจกภาษาเขมร)
ในคำกลอนที่ว่า
ฉนังบ่อมาทันสายแสบท้อง แปลว่า ปิ่นโตมาช้าหิวจนแสบท้อง
ขนมทิพรังรุจิเลจ มาแม่
ยินข้าวไขหมอน้อง อิ่มเอม
ช้าแปลว่า แช (ภาษาใต้) ส่วนภาษากลาง เป็น แชแหม
แน่นอึดอัด เรียกว่า นะ
จะ เรียกว่า อี้
พั้ว เรียกว่า วี
ร้องไล่หมา เรียกว่า แฉะแฉ
โยนหลุม เรียกว่า ทอย
หยอก เรียกว่า แย
น้ำกระแช่ เรียกว่า หวาก
ลาก เรียกว่า อาเจียน
ในภาษาเหนือ อี้ แปลว่า นี้
โยนหลุม เรียกว่า ทอยตรอก
ไข้ฮาก เรียกว่า อาเจียน (ภาษาเหนือ)
สับสน เรียกว่า จ้งโน้ง
ต๋ง เรียกว่า หิ้ว
ขว้าง เรียกว่า ลิว
หมุนติ้ว เรียกว่า หันเดี้ยน
คนละเอียดลออ เรียกว่า คนเนียน
ลูกยก เรียกว่า ลูกบุญธรรม
เปลี่ยน เรียกว่า เปื้อน
คนสก เรียกว่า อุบาสก
ไกลปืน เรียกว่า นก
โม้งหัวครก เรียกว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์