วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 30 เรื่อง ปู่สังกสาย่าสังกสี
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพวรรณกรรมสองแควก็กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับในวันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2545 เวลา9.00 น. ในคราวที่แล้วผมได้พูดไปถึงว่า ได้มีท่านผู้ฟังเขียนจดหมายจะเรียกว่าเขียนจดหมายก็ไม่ได้น่ะท่านพิมพ์มาทีเดียวเลยละครับ พิมพ์มาเป็นจดหมายมาว่าเรื่องเกี่ยวกับนักษัตรนั้นมี ท่านให้ข้อมูลรายละเอียดไว้มากก็ท้าวความไปถึงวรรณกรรมของลื้อ ถึงจารึกที่นครราชสีมา จารึกที่ราชบุรีแล้วก็อ้างคำสอนในพระพุทธศาสนาด้วยครับ ก็จัดว่าเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับว่าก่อให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นจากที่ผมเคยทราบท่านผู้ฟังก็คงได้ทราบ
เพื่อให้ต่อจากคำว่าปู่สังกสาย่าสังกสี ที่มันต่อจากนักษัตรที่ผ่านมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่นะครับ ผมก็จะนำมากราบเรียนท่านผู้ฟังท่านต่างๆให้ทราบด้วยพร้อมๆกัน เป็นการเรียนรู้ร่วมกันในเรื่องที่ท่านผู้ฟังได้เขียนมาถึงว่า มันมีนิทานไทลื้อพวกลื้อนี่นะครับไทลื้อในมฑทลยูนานนี่ซึ่งเป็นวรรณกรรมไทลื้อก็มีเรื่องเล่ากันแต่เล่าแบบย่อๆแล้วกันน่ะครับ อันนี้มันจะนานไปผมสรุปเอาว่า ก่อนนี้แผ่นดินเตียนโล่งไปเลยเหมือนกันเลยกับทางเชียงใหม่ ทะเลเวิ้งว้างยังไม่มีสิ่งมีชีวิตไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงจันทร์ แต่มีจอมแถนฟ้าคำว่าแถนนี่นะครับจอมแถนฟ้ามีปัญชาให้ ปู่สังกสาย่าสังกสีนำน้ำเต้าวิเศษมายังพื้นโลก มีน้ำเต้าวิเศษลงมานะปู่ย่าคู่นี้ผู้หญิงผู้ชายนำน้ำเต้าลงมา ปู่ย่าคู่นี้เห็นจะเป็นแถนด้วยนะท่านนะแถนถ้าพูดในภาษาปัจจุบันเห็นจะแทนด้วยเทวดานี่หรือเทียน หรือเซียน อะไรก็แล้วแต่นี่แถนทั้งสองคือปู่สังกะสาย่าสังกะสีนำน้ำเต้าลงมาแล้วก็ทุบน้ำเต้านั้นพอมาทุบก็มีเมล็ดแห่งชีวิตออกมามากมาย โอ๊ยเรื่องนี้แหละ มันแสดงถึงว่าเรามีชีวิตมาในเรื่องของการเกษตรแท้เลยมาจากน้ำเต้านะ
เรานี่มีเมล็ดแห่งชีวิตออกมามากมาย โยนไปบนฟ้าเกิดเป็นตะวันนะครับเกิดเป็นตะวัน เกิดเป็นพระจันทร์ เป็นเดือนเป็นดาว ส่วนเมล็ดที่ตกลงที่ใดก็เกิดเป็นต้นไม้เป็นไปหญ้าดอกไม้ โอ๊ะเป็นต้นไม้ทุกชนิดเลยนี่ปู่สังกสาย่า
สังกสีก็อยู่กันมาโยนน้ำเต้าตรงนั้นโยนน้ำเต้าตรงนี้ใช้เวลา 100 ปีแน่ะ โยนนานทีเดียวนะนี่ 100 ป ีก็ได้สร้างมนุษย์สร้างสัตว์ เลยเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นชายเป็นหญิง เรานี่เกิดมาจากดินนะนี่นะ มาปั้นเป็นชายเป็นหญิง โอ๊ยรุ่นนั้นไม่ปั้นตุ๊ดปั้นอะไรนะน่าเสียดายนะน ี่หรือมาปั้นในนี้ไม่ได้บอกไว้ก็ไม่ทราบในที่เขียนมาให้ผมนี่ไม่มีนะนี่นะ นี่ท่านส่งมานี่แต่ผมพูดเอาเองนะเรื่องนี้เอาดินเหนียวมาปั้นเป็นชายเป็นหญิงแล้วก็ทำให้มีชีวิตมีพลังจับคู่กันเป็นสามีภรรยา ใช้ภาษาทางนั้นเป็นผัวเป็นเมียกัน จากนั้นทั้งคู่ก็ได้สอนภาษากัน สอนการหาอาหาร หาอาหารไม่พอยังปั้นสัตว์ต่างๆ ปั้นเสร็จตั้งชื่อแล้วก็ให้เสียงที่ไม่เหมือนกันแก่สัตว์ทั้งหลายสัตว์แต่ละชนิดที่มีเสียงไม่เหมือนกัน เวลามันร้องก็เลยมีชีวิตชีวาขึ้น
แถนจอมฟ้าท่านดีแหะให้ปู่สังกสาย่าสังกสีมาสร้างทุกอย่างใช้เวลา 100 ปี ตำนานนี้แพร่หลายไปสู่คนที่พูดภาษาไท ไท นี่ไม่มี ย นะสระไอไม้มลายตามด้วย ท มีความหมายกว้างมากใหญ่กว่าไทยที่มี ย อีก ย นี่อยู่ในเฉพาะประเทศไทย ก็บอกว่าตำนานนี้แพร่หลายไป เรื่องการสร้างโลกแพร่หลายไปสู่คนพูดภาษาไทยทางตอนเหนือขึ้นไปถึงสิบสองปันนา ทางอีสานขึ้นไปถึงทางลาวนะ เนื้อความมันพ้องกับการกำเนิดโลกของคริสต์ศาสนา ในประเทศเค็นที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกขึ้น ในที่นี้แถนจอมฟ้าให้ปู่สังกสาย่าสังกสีมาสร้างโลก แต่ของคริสต์พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลกขึ้นสร้างมนุยษ์เป็นคู่แรกครับ อดัม กับ อีฟฟา พระองค์สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ต้นไม้ สัตว์ สอนภาษาและชีวิตความเป็นอยู่ ท่านเทียบกันอย่างนี้แล้วมันคล้ายกัน ที่จริงคำว่าแถนนี่มันคล้ายกับคำว่าเทียน เทียนซึ่งคนจีนหมายถึงสวรรค์ คำว่าเทียนนี่หมายถึงสวรรค์ ใช้เรียกพลังธรรมชาติที่กำหนดชะตาของชีวิตมนุษย์ได้ด้วย นี่นะครับเป็นเรื่องหนึ่งที่ท่านกรุณาส่งมาให้
คราวนี้เรื่องเรื่องหนึ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี่มันไม่ได้อยู่ของลื้อแล้วนะครับ มันเป็นเรื่องของขุนสรวงนางสาง นี่ก็ตำนานการสร้างโลกอีกมันเกี่ยวพันกับนักษัตรที่ผ่านมาเมื่อซักครู่นี้ ขุนสรวงเดิมเป็นผีฟ้าแสงก็คือ เทวดา แสงก็มีแสงสว่างออกมาจากตัวนี่ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็ศัพท์เค้าใช้นี่หรือยังไงแสงที่ว่านี่ผมไม่แน่ใจนะ แต่ว่าอย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่พระองค์มีรังสีน่ะครับ 6 ประการออกมาจากพระวรกาย เราเรียกว่า ฉพรรณรังสิโยภาส มีสี ปิตตะ โอภาตะ โลหิตตะ อะไรพวกนี้นะครับ โดยสรุปก็คือคนที่มีบุญเป็นเทพนี่มีแสงน่ะครับ
งั้นผีฟ้าแสงนั้นก็เป็นเทพมีกายแสงสว่างบอกว่าผีฟ้าแสงมาเที่ยวบนโลกได้กลิ่นหอมของง้วนดิน จะว่ากลิ่นอาย อาย ก็แปลว่ากลิ่น กลิ่นหอมของง้วนดินก็ติดใจจึงเอาดินมากินอย่าเที่ยวดมดินเล่นๆนะมันหอมจะไปเที่ยวกินนะ กินก็มีรสอร่อย หวานมันกลืนเข้าไป กลืนดินเข้าไปมากผีฟ้าแสงกลืนดินเข้าไปมากเสร็จแล้วก็อิ่ม ง่วงนอนก็เลยหลับไปไม่รู้ว่าหลับไปนานซักเท่าใดนานแค่ไหนล่ะครับ แต่พอตื่นขึ้นมาแสงในตัวก็จางหายไปหมดเลย แล้วก็หลงลืมว่าตัวเป็นใคร มองดูรอบตัวรอบกายก็มีภูเขา มีลำน้ำ มีเกาะ แล้วก็มีกลางคืนกลางวัน มีสัตว์ต่างๆ มีนก มีปลาเกิดขึ้น ขุนสรวงนี่อยู่คนเดียวในตอนนั้นไม่มีเครื่องแต่งตัว ไปอาศัยถ้ำอย ู่บางทีก็อยู่ใต้ต้นไม ้กินดินไป กินลูกไม้ไป เห็นผีฟ้าแสงอื่นมากินง้วนดิน ก็นึกไม่ออกทั้งที่เป็นผีฟ้าเป็นเทวดาเหมือนกัน นี่ก็แปลกนะเรื่องนี้มันคล้ายกับในลิลิตโองการแช่งน้ำนะท่านนะ อันนี้ผมแทรกเองนะมีโคลงห้าบทหนึ่งหรือโคลง มณฑกกติ นี่เค้าเขียนไว้ในลิลิตโองการแช่งน้ำ
...........ตนเขาเรืองร่อนหล้า เลอหาว เลอหาวหาวันคืน ไป่ได้ ไป่ได้จาวชิมดิน แสงหล่น แสงหล่นเทียนดับใต้ มืดมูล.........
เห็นไหมครับ กล่าวถึงจาวคือเทวดานี่กินดินกินเสร็จรัศมีก็หล่นจากตัวเหมือนกันไปหมดเลย แล้วก็กลับสู่สววรค์ไม่ได้แล้ว เหมือนกับขุนสรวงนี่กินดินเสร็จก็นึกอะไรไม่ออกจำอะไรไม่ได ้มีบรรดาผีฟ้าแสงอื่นๆมากินดินก็ยังจำไม่ได้ทั้งๆที่แต่ก่อนรู้จักกัน อยู่อย่างนั้นแหละนานเท่าใดก็ไม่ปรากฎ
วันหนึ่งมีผีฟ้าแสงเหลืองทองพุ่งลงมาจากฟ้า อันนี้ผีฟ้านี่รัศมีเหลืองทองน่ะ ขุนสรวงแอบมองผีฟ้าควักง้วนดินกินอย่างอร่อย จึงนึกรู้ตัวเองขึ้นมาว่าตัวเองเคยเป็นผีฟ้าแสงมากินง้วนดินก็เลยหลับ แสงก็หายไปกลับไม่ได้อีกด้วยแทนที่จะเตือน เตือนผีฟ้าแสงเหลืองทองบอกว่าอย่ากินก็เลยทำเป็นเฉยซะ เพราะถ้าเตือนเค้าเดี๋ยวจะไม่ได้เพื่อน นี่คิดไม่ดีแล้วอยากได้เพื่อนแทนที่จะเตือนเค้าว่าอย่ากินนะเดี๋ยวจะกลับไม่ได้ ผีฟ้าแสงเหลืองทองกินเสร็จแล้วก็หลับนอนลงไปก็มีแสงกระจ่างอยู่ 2-3 คืน จากร่างกาย จากนั้นแสงก็ค่อยหายไปค่อยจางไปจากผีฟ้าแสงเหลืองทอง ผีฟ้านั้นตื่นขึ้นมาก็ตกใจกระโดดเพื่อให้ตัวลอยกลับสววรค์ แต่ก็ลอยไม่ขึ้นถูกแรงโน้มถ่วงของโลกตามกฏของ low of gravitation ของนิวตันดึงเอาไว้
นี่ที่ขึ้นไม่ได้นะตอนนี้ผีฟ้าเทวดานี่ขุนสรวงก็เลยจับเอาไว้ ผีฟ้าแสงเหลืองทองจับดูก็รู้สึกนิ่มมือไป จับไปจับมาปรากฏว่าผีฟ้าแสงเหลืองทองเป็นเทวดาผู้หญิงนะ นางตกใจมี่มีคนมาจับจึงร้องดุว่า อ๊ะอ้า ดุว่าอ๊ะอ้าก็เลยเป็นคำแรกที่มนุษย์พูดกัน เออคำแรกที่มนุษย์พูดกันคือ อ๊ะอ้า เพราะงั้นเวลาเราพูดแล้วพูดอะไรไม่ได้ก็อ๊ะอ้า คงจะพูดแบบมนุษย์ชุดแรกคือขุนสรวง
นี่ขุนสรวงก็เรียกผีฟ้าแสงเหลืองทองว่านางสาง เรียกนางสางว่าอีสางนี่เองแหละนะครับ ตกลงผีฟ้าแสงเหลืองทองก็กลายเป็นผู้หญิงชื่อว่านางสาง miss สางนี่เองล่ะ เรียกเค้าว่า อี นางสางเรียกขุนสรวงว่าอ้าย อ้ายน่ะครับเพราะคุณสรวงสูงกว่าจึงเรียกว่าสรวง และนางสางบางครั้งผิวจะมีสีเรืองๆจึงเรียกว่าสาง เพราะงั้นแสงในที่นี้จึงมีแสงเรืองๆ ชื่อสรวงกับสาง จากนั้นทั้งคู่ช่วยกันตั้งชื่อสิ่งต่างๆในโลก โอ้โฮนี่มีที่มาทางกำเนิดมนุษย์ถึงขนาดนี้ ที่ไหนที่ไหนก็เล่ากันอย่างนี้ทั้งนั้นเลย
อยู่กันมานานก็เลยมีลูก นั่นซิเทวดาผู้หญิงกับผู้ชายอยู่กันนานๆก็เลยมีลูกขุนสรวงช่วยดึงลูกออกมา ตอนจะมีลูกนางสางเจ็บปวดมากจึงจับลูกฉีกกินเสีย เออทำไหมเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้นะกินลูกคนที่ 1 ไปลูกคนที่ 2 ก็ฉีกกินอีก ไอ้นี่แปลกประหลาดแหะ จนกระทั่งคลอดคนที่ 3 นี่ตอนคลอดคนที่ 3 นี่นางสางเริ่มชำนาญการคลอดด้วยนะ จึงห้ามไม่ให้กิน ก็ไม่กินอ่ะนะ ห้ามไว้นี่ก็คงจะเป็นขุนสรวงห้ามไว้มั้ง ดึงออกมาแล้วไม่ให้กิน ลูกของนางสางออกมาก็ร้องนางสางก็อุ้มแนบไว้กับอก ปากของลุกก็ถูกที่หัวนมลูกก็เลยดูดนมกิน แล้วก็เรียกสิ่งที่ดูดนั้นว่านม เพราะฉนั้นคำไทยลั๊วะนะท่านนะจึงเรียกนมนี่แปลว่าแม่ ที่นมแปลว่าแม่ในภาษาไทย
ลั๊วะ แต่เดิมลูกเรียกแม่ว่านมนี่เพราะอะไร เพราะลูกไปดูดนมของแม่เลยเรียกนมว่าแม่เออวันนี้ดีแฮะ เพิ่งทราบนี่เองที่ท่านเขียนมามีประโยชน์เยอะ ที่จริงแล้วตอนที่นางสางอยู่ที่ฟ้านี่เมื่อยามมีลูกไม่ต้องทำอย่างนี้เลย ก็จับเอาที่น่องของตัวจับปั๊บลูกก็เกิดจากน่องโตเองแล้วก็ไม่ต้องเลี้ยง แต่พออยู่บนโลกลูกออกมาจากท้อง ต้องคลอดออกมาน่ะ ปรากฏว่านางสางนี่ก็มีลูกกับขุนสางถึง 8 คนทั้ง 8 นี่ก็จับคู่มีลูกมีหลานสืบต่อกันมาอีกนับเป็นสิบๆคน เออนี่ก็ออกกันมาเรื่อยเลยเป็นสิบๆคนหลานทั้งหลายก็จับคู่กันอีกจับคู่กันไม่พอ ต้องให้ขุนสรวงกับนางสางตัดสิน ตัดสินจะจับคู่คนไหนคนไหนดี ขุนสรวงกับนางสางก็ตัดสินว่าใครจะคู่กับใคร ก็เป็นที่มาของการปรึกษาผู้ใหญ่ในการสู่ขอ นี่เห็นไหมครับมีประเพณีเกิดขึ้น ตั้งแต่ขุนสรวงกับนางสางแล้ว หลานๆจะจับคู่กันจับไม่ได้ว่าใครจะคู่ใครดีหนอก็ปรึกษาพอปรึกษาก็เกิดประเพณีปรึกษาผู้ใหญ่ว่า จะจัดงานอย่างไรดี จะสู่ขอแบบไหน มีการแยกพี่แยกน้อง บางคู่ไม่ชอบใจตามนั้นให้เลือกกันเองไม่ว่าอะไร ถ้าเลือกคู่อยู่ด้วยกันอาศัยอยู่ในถ้ำอยู่ด้วยกัน
คนตอนแรกอยู่ในถ้ำนะ เค้าเรียกถ้ำว่าบ้าน เหมือน เฮ้าท์ เดียวนี้อันนี้ขอเอาไปแทรกเป็นภาษาอังกฤษ เพราะมีอะไรล่ะครับพรรคพวกหลายท่านที่มีตามหมู่บ้านห้ามพูด ภาษาอังกฤษฟังไม่เข้าใจไม่เป็นไรหรอกก็แปลแล้วนี่ ขุนสรวงก็เริ่มชราพอชราเข้าก็จำลูกหลานไม่ค่อยจะได้ ธรรมดานะคนทุกคนล่ะครับถ้าเรายังไม่ไปซะก่อนไม่ตายซะก่อนก็มีโอกาสแก่เฒ่าโดยทั่วกัน ตอนนี้แก่ๆเฒ่าๆมากๆจำลูกจำหลานไม่ค่อยได้หรอกตามันเริ่มฝ้าฝางนะท่านนะ ตอนนี้ผมอายุแค่ 60 ก็ยังเริ่มฝ้าฝางไม่ได้แก่เฒ่าอะไรเลย ขุนสรวงแกจำลูกจำหลานไม่ได้ วันหนึ่งขุนสรวงค่อยเลื่อนตัวลงมาจากถ้ำนั่งอยู่ข้างล่างก็เหนื่อยหอบ ครับคนแก่มากเหนื่อยหอบมากก็เลยหมดความรู้สึกไป พอรู้ตัวอีกครั้งวิณญาณออกจากร่าง พอวิณญาณออกจากร่างวิณญาณก็รู้สึกสบายขึ้นก็กลายเป็นผีฟ้าเอาล่ะกันไป
แล้วลูกหลานเหลนลื้อทั้งหลายก็ช่วยกันจับนางสางมาเขย่าร่างขุนสรวงให้ฟื้นแต่ขุนสรวงก็ไม่ฟื้นนางสางก็กอดผีขุนสรวงอยู่หลายวันจนผีนั้นร่างเน่าเปื่อยขุนสรวงก็แสดงร่างเอื้อมมือมารับผีนางสาง นางสางลุกขึ้นจากร่างเดิมแปลว่านางสางก็ตายไปด้วย ผีก็มารับกันไปก็เลยระลึกได้ว่าตัวเคยเป็นผีฟ้ามาที่นี่ นี่แก่ตายก็เพราะกินลูกไม้ตัวจึงหนักแล้วก็เน่าเปื่อยจึงเข้าสิงร่างเดิม บอกลูกหลานเหลนให้เอาร่างไปเผาเสีย นี่ผีมาบอกนะมาสิงร่างเดิมแล้วก็บอกว่าเอาร่างนี่ไปเผาเสีย เมื่อไฟลุกลูกหหลานเหลนลื้อก็ร้องเรียกหา เจ้าสรวงเจ้าสางก็แสดงตัวเป็นแบบเทวดา ลูกหลานก็ดีใจให้ปอบดู
ปอบในที่นี้เป็นคำเรียกผีธรรมดา แต่เรียกว่าปอบนี่มีกำเนิดมาจากการพิธีเผาศพก็เรียกว่าเผาผี ผีก็คือคนที่ตายไปแล้วผมเคยกราบเรียนท่านผู้ใหญ่ว่า ทำไมเรียกคนตายแล้วว่าผีหรือ ท่านบอกว่าคำนั้นมาจากคำว่าพี บวมอ้วนออกเต็มที่นะเลยเรียกผีหรือพี เอาล่ะเมื่อไฟมอดคือไฟที่เผาขุนสรวงกับนางสางนี่ก็เอาเถ้ากระดูกมาปั้นเป็นร่างสรวงร่างสางนั่งคู่กัน จากนั้นก็เอากระดูกนั้นมาเผาให้สุกแข็งจึงทนแดดทนฝน หาลูกไม้มาวางเรียงกัน เต้นรำร้องเพลงก็เป็นการถือผี
ขุนสรวงกับนางสางห่วงลูกหลานจึงเข้าสิงร่างที่ปั้นนั้นคอยพิทักดิ์คุ้มครองตลอดมา ก็เกิดผีประจำเผ่าขึ้น โอ๋ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยน่ะนี่ไปไกลที่เดียวเลย เพราะเล่าตั้งแต่กำเนิดมนุษย์จนมาถึงพิธีกรรมต่างๆ ก็เป็นการพยายามตอบคำถามของคนไทเผ่าต่างๆนี่เองน่ะครับ ว่าพิธีนี้มาจากไหนกำเนิดอะไรมาจากไหน ก็เป็นเรื่องของการพิธีเผาศพนะครับ เผาเสร็จก็เป็นผีที่ยังเหลืออยู่คอยพิทักษ์คุ้มครองลูกหลาน ก็เป็นผีบรรพบุรุษจึงมีการเซ่นไหว้กันต่อมา คือผีที่อยู่ในเขตของเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะของทางเมืองไทยเมืองลาวก็มี 2 พวก ก็คือ ผีหมู ผีไก่ ผีหมู นี่ก็จะเซ่นสรวงบรรพบุรุษก็ใช้หมูนะครับตอนหลังก็ไม่ได้เอาหมูทั้งตัวหรอกเอาหัวหมู ตีนหมู หางหมู นี่เหละเซ่นสรวงกัน ผีไก่ก็ใช้ไก่ เหล้าไหไก่ตัว อะไรทำนองนั้น ตอนแรกมีผีเป็ดเข้ามาด้วย คราวนี้พวกผีหมูผไก่ไปแต่งงานกัน ก็เลยเซ่นมัน 2 อย่างเข้าไปเลย ขอโทษเซ่นท่านผีบรรพบุรุษด้วยทั้งหมูทั้งไก่
คราวนี้ท่านก็กรุณาวิเคราะห์มาให้ผมหน่อยหนึ่งน่ะว่า สางถ้าออกเสียงเป็นภาษากวางตุ้ง กวางตุ้งนี่ออกเสียงเป็นสาง ถ้าเป็นแต้จิ๋วคำว่าเซียนนะท่านนะ แต้จิ๋วเป็นเซียน กวางตุ้งนี่ออกเสียงเป็นสาง มันก็ตรงกับภาษาอังกฤษที่ว่า เซ้นต์ เหมือนกันเซ้นต์ปีเตอร์ เซ้นต์จอห์น เซ้นต์มาร์ค เซ้นต์แมททิว นี่นะครับฝรั่งเศสใช้คำว่าซัง ซังนะครับตัวเดียวกับ ซัง ซาง เซ้น เซียน ใกล้กัน
เรื่องเทวดาลงมากินง้วนดินกัน คล้ายคติทางพุทธศาสนาตามอัคคัญสูตรซึ่งเล่ากันในยุคต้นที่พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 1 พระกกุสันโท นะครับมี 5 องค ์ที่มาตรัสในยุคหลังนี่องค์ที่ 1 พระกกุสันโท องค์ที่ 2 เป็นพระโกนา องค์ที่ 3 พระกัสสปะ องค์ที่ 4 พระสมณโคดม องค์ปัจจุปันนี่ องค์ที่ 5 พระศรีอารียเมตไตร ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่กล่าวถึงองค์ที่ 1 นะ ก็คือพระกกุสันโท ในยุคที่เทวดาลงมากินง้วนดินเทวดาพวกนี้เราเรียกว่า อาภัสรากาย อาภัสรา อาภัสร แปลว่ามีแสงสว่าง มีแสงสว่างทั้งกายพวกนี้เป็นเทวดาชั้นพรหมนะครับ ลงมากินดินรสปัฏวี ปัฏหวี พอกินรสดินก็เสื่อมหายฐานะอันดีจากทิพยกายมาเป็นมนุษย์เผ่าต่างๆ อันนี้ในพระสูตรน่ะครับ ในอัคคัญศูตรใช้ศัพท์มากเลย เสื่อมหายฐานะอันดี ก็แปลว่าไม่เป็นเทวดาต่อไปแล้ว เปลี่ยนจากทิพยกายจากกายทิพย์มาเป็นมนุษย์เผ่าต่างๆ ที่บอกกันว่าไม่แก่ไม่ตายอายุยืนเป็น
อสงขัย เมื่อเกิดมามัวเมาประมาทจึงเกิดมีอกุศลกรรม อายุจึงถดถอยลง นั่นคือตอนที่เป็นเทวดาเป็นอสงขัยนะครับ แต่ด้วยความที่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็เริ่มมัวเมาเริ่มมีความประมาทประพฤติตนไมดี อายุก็ลดน้อยถอยลง นี่ปรากฏใน
อัคคัญสูตร ซึ่งนำมาประกอบกันในเรื่องกำเนิดมนุษย์ ซึ่งท่านได้กรุณาส่งมาแล้วท้ายสุดท่านได้ส่งเรื่องมาหน่อยหนึ่งซึ่งเกรงว่าถ้าหากอ่านไปมันจะไม่จบในเวลานี้น่ะครับก็คาดว่าจะเก็บไว้ในคราวต่อไปเห็นจะดีกว่า ในขณะเดียวกันผมก็ขอกราบเรียนท่านผู้ฟังว่า ถ้าแม้ว่าเรื่องที่ผมได้นำมากราบเรียนไปนั้นมันแตกต่างจากที่ท่านเคยได้ยิน ก็ขอความกรุณาท่านส่งข่าวมาที่ผมด้วยเป็นจดหมายก็ได้ถึง นายประจักษ์ สายแสง คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000 นี่นะครับผม จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างท่านผู้ฟังต่างๆ กันด้วย อันนี้ก็ขอความกรุณา แต่ถ้าจะโทรศัพท์มาก็สามารถโทรมาได้ที่หมายเลข 055-261000-4 ต่อ 3015 ก็จะถึงผมพอดีเลย
ผมก็ขอกราบเรียนไปผมก็มีความยินดีครับถ้าข้อมูลแตกต่างกันนะครับก็กรุณาก็จะทราบเรื่องเล่าทีอะไรกันที่แตกต่างจากนี้หรือเปล่า ข้อมูลที่อื่นที่แตกต่างกันก็กรุณาให้ผมทราบด้วยท่านผู้ฟังท่านก็จะได้ทราบด้วยพร้อมๆกัน ครับสำหรับรายการวรรณกรรมสองแควในวันนี้ผม นายประจักษ์ สายแสงก็อนุญาติกราบลาท่านผู้ฟังแล้วค่อยมาพบกันอีกในครั้งต่อไปนะครับสวัสดีครับ