วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 29 เรื่อง นิทานประกอบเรื่อง 12 นักษัตริย์
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ ในคราวที่แล้วนั้นได้พูดไปถึงเรื่องสถานที่ต่าง ๆ ในจังหวัดตากนะครับ ก็กะว่าวันนี้จะได้พูดต่อไปอีก เผอิญเหลือเกินวันนี้ก็มีจดหมายมาถึงหลายฉบับครับ นี่ก็เป็นหนึ่งฉบับ ก็ไม่ได้บอกว่าจดหมายนี้มาจากไหนนะครับ อันนี้ถ้าหากจะส่งถึงผมเร็วที่สุดเนี่ย ขอให้ส่งที่ นายประจักษ์ สายแสง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรนะครับ อันนั้นก็เร็วหน่อย ถ้าส่งมหาวิทยาลัยนเรศวรก็อาจจะช้าไปนะครับ
จดหมายที่ส่งมาเนี่ยทำให้ผมมีความดีใจมากเลยครับ เพราะว่าแสดงว่ามีคนฟังรายการนี้มากทีเดียวหล่ะ และก็หลายคนก็แสดงความคิดเห็นมา จดหมายฉบับที่มีมาถึงเนี่ยก็เป็นท่านสุภาพสตรี ก็ไม่ได้บอกชื่อมา ท่านก็บอกว่าติดตามรายการวรรณกรรมสองแควเป็นประจำเนี่ยนะครับ และก็มีการอัดเทปไว้โดยส่วนใหญ่ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ จะหาอ่านจากตำราเล่มไหน ๆ ก็ไม่ได้ง่าย ๆ แต่ท่านก็ขอติมาหน่อยนึงท่านว่าอย่างงั้นนะฮะ ที่ติก็คือว่าบางวันนั้นในช่วงแรก ๆ เนี่ยจัดรายการไม่ค่อยตรงเวลา เดิมบอกว่า เก้านาฬิกาสามสิบนาที เลื่อนไปเลื่อนมาจนกลายเป็นเก้านาฬิกา ก็ท่านที่เขียนและเพื่อน ๆ ที่สำนักงาน ก็เลยพลาดการฟังไปหลายครั้ง
อันนี้ผมก็ขออภัยนะครับ ก็คงตอนนี้เป็นเวลาที่ปกติแล้วนะครับ ถ้าท่านเปิดฟังเก้านาฬิกาเนี่ย ก็พบเลยไม่มีปัญหาอะไร คราวนี้ท่านก็ได้เขียนมาซึ่งอันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่เรียนรู้ร่วมกันที่ดีที่สุดเลย คือที่ผมได้กล่าวไปนั้นบางทีมันก็มีแหล่งที่มาจากที่ต่าง ๆ ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันมากน่ะ อ่า ท่านก็เลยเขียนมาสนับสนุนข้อความบางตอนที่ผมได้เคยกล่าวไว้ เขียนมาสองสามเรื่อง กรุณาเขียนมามาก ๆ นะครับดีครับผม
เรื่องแรกที่ท่านกรุณาเขียนมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยกันเนี่ยครับ คือเรื่อง 12 นักษัตริย์ อ่า ท่านก็เขียนมาว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2545 น่ะ ซึ่งเป็นวันที่ออกอากาศครั้งที่ยี่สิบหกนี่นะครับ ผมได้กล่าวถึงที่มาของชื่อปีตามนิทานจีนน่ะ ท่านเขียนมาว่าท่านเคยได้ฟังจากอาม่าอากงของท่านเนี่ย เล่าให้ฟังซึ่งก็แตกต่างจากที่ผมได้พูดไป อ่า มากมายพอสมควรนะครับ ในนี้ถือว่าดีจังเลยนะครับเรียนรู้ร่วมกันหน่อย
ท่านก็เขียนมาว่าในเรื่อง 12 นักษัตริย์ของจีนเนี่ย เค้ามีเรื่องเล่ามาประกอบ เค้าบอกว่านานมาแล้วกาลครั้งหนึ่งเนี่ย ใช้คำนี้นะครับ ยังไม่มีวิธีนับวัน นับเดือน นับปีนี่ในจีนยังไม่มีท่านเขียนมาน่ะครับ คนในโลกจึงไม่มีใครรู้วันเดือนปี ไม่มีใครรู้อายุกันหรอกจนกระทั่ง เง๊กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งเป็นเจ้าแห่งสวรรค์เนี่ยก็มีดำริว่า ชีวิตคนเนี่ยมันเกี่ยวข้องผูกพันกับสัตว์มากเลย หากจะใช้ชื่อสัตว์มาเป็น อ่า มาเป็นชื่อนับปีก็จะสะดวกในการจดจำ
นี่เง๊กเซียนฮ่องเต้เจ้าแห่งสวรรค์คิดอย่างงี้ ว่าจะเอาชื่อสัตว์นี่นะครับมาเป็น อ่า ใช้มาเป็นชื่อในการนับปีล่ะ แต่ท่านเง๊กเซียนฮ่องเต้ท่านก็บอกว่าในโลกนี้มันมีสัตว์มากมายนะ เพราะฉะนั้นจะต้องคิดเอามา จะต้องเป็นสัตว์ประเภทใดล่ะต้องให้เกิดความยุติธรรมต้องคัดเลือก นี่อันนี้ดีมาก เลยแข่งขันว่ายน้ำเพื่อคัดเลือกสัตว์ออกมาว่า จะเอาสัตว์ตัวไหนมาเป็นชื่อนามปีเนี่ย เง๊กเซียนฮ่องเต้ดำริแล้วจึงออกเป็นเทวะโองการ เนี่ยใช้อย่างเงี่ยเลย ใช้เป็นเทวะโองการเลยให้หน่วยงานต่าง ๆ
อ่า อันนี้สำคัญเนาะบนสวรรค์นี้มีหน่วยงานมากนะน่ะ ให้หน่วยงานต่าง ๆ แจ้งข่าวให้สัตว์ทุกชนิดทราบอย่างทั่วถึงกันว่าจะมีการคัดเลือกนะ คัดเลือกสัตว์แต่ละชนิดมาเป็นชื่อของปีเชียวหล่ะ สัตว์ต่าง ๆ พอรู้ข่าวเข้าก็ดีอกดีใจอยากจะมีชื่อของตัวที่อยู่ในชื่อปีด้วย ก็ต่างตระเตรียมรอคอยว่าเมื่อไหร่จะคัดเลือก จะได้มาแข่งขันกัน นี่เง๊กเซียนฮ่องเต้กำหนดเลยว่าการแข่งขันเนี่ย กำหนดให้ว่ายน้ำนะตัวไหนว่ายน้ำถึงที่หมายก่อนชื่อของสัตว์ตัวนั้น ชื่อสัตว์โดยภาพรวมเนี่ยก็จะมาอยู่ในชื่อของปี
ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายเนี่ยก็มีเสือเนี่ย เสือนี้เป็นพญาแห่งสัตว์ป่า ตัวนี้พอรู้ว่าจะมีการแข่งขันก็พูดโอ้อวดเลยว่า ในครั้งนี้เราต้องชนะต้องเป็นแชมป์ให้ได้ ชื่อของเราจะต้องอยู่ในหมายเลขหนึ่ง ของจำนวนนักษัตริย์ นอกจากเสือก็มีแมวด้วย นี่ก็อยากมีชื่อด้วยเค้านะเนี่ย มีแมวและสัตว์อื่น ๆ ต่างคนก็
แหมมีการ คงจะมีการจัดซ้อมกันเนาะเหมือนกับพวกเราเนี่ย ซ้อมกันซักซ้อมกันให้พละกำลังดี ๆ จะได้เข้ารอบแน่เลย จะได้มีชื่อในปีต่าง ๆ สัตว์ทั้งหลายเนี่ย ในบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่จะมาแข่งขัน ก็มีชนิดหนึ่งครับซึ่งปลิ้นปล้อนที่สุดเลยคือหนู หนูเนี่ยเป็นสัตว์ที่ปลิ้นปล้อนวางแผนมาหลอกแมว ไอ้ตัวนี้เนี่ยรู้ว่าแมวจะไปแข่งด้วยแล้วมันไม่ชอบหน้าแมวมานาน แล้วก็วางแผนหลอกแมวเลยต้องการให้แมวเนี่ยแพ้ไม่มีโอกาสไปแข่ง บอกว่า "พี่แมว พี่แมวจ๋า" อันนี้หนูตัวเมียเนี่ยเรียกจ๋าอย่างเนี้ย "พี่แมวจ๋าพรุ่งนี้ถึงวันแข่งขันชิงแชมป์ของสัตว์โลกแล้ว น้องจะมาปลุกพี่ถึงบ้านพี่รออยู่ก็แล้วกัน เราจะได้ไปด้วยกันในระหว่างทางไปแข่งขัน เราจะได้เข้ารอบกันทั้งหมด"
แมวได้ฟังหนูอย่างนั้นก็ดีใจซาบซึ้งมากเลยว่า เออ มันใจดีจริง ๆ นะมันเห็นเรานอนหลับมาก ๆ บ่อย ๆ กลัวจะไปแข่งไม่ทันก็เลยจะมาปลุกเรามันเป็นเพื่อนที่ดีนะหนูเนี่ย นี่ไม่ได้รู้เลยว่าจะถูกหนูหักหลังนี่นะ แมวนี่มันไม่รู้หรอกมันก็เลยนอนหลับไปเลย ในวันรุ่งขึ้นที่จะมีการแข่งขันก็ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้นเนี่ยหนูมันไปแต่มันไม่มาปลุกแมว แมวก็เลยเสียท่าเลยไปแข่งขันไม่ทันเนี่ย ไม่ทันการแข่งขันมัวแต่นอนเพลิน แมวเนี่ยชอบนอนนะถ้านอนในหวดนี่มันชอบมาก เค้าจึงมีคำว่า "แมวนอนหวด" เราคงเคยรู้จักกันอยู่
เอาหล่ะหนูเนี่ยพอไปหลอกแมวเสร็จก็กลับถึงบ้านไปแต่งตงแต่งตัว เป็นอย่างงี้นะมันเป็นนักกีฬานี่นะ หนูน่ะนั่งรอจนฟ้าสางเลยไม่ยอมนอน เพราะเกรงจะตื่นสายเดี๋ยวตื่นไม่ทัน หนูก็แต่งตัวไม่ยอมนอน ครั้นถึงเวลาที่แข่งขันหนูก็รีบวิ่งตามกำหนดทันที เมื่อเง๊กเซียนฮ่องเต้ให้สัญญาณหนูก็วิ่งอย่างเต็มที่คาดว่าจะชนะแน่นอน เพราะตัวมันเล็กไงลอดไปเลี้ยวมาได้ ปรากฏว่ามันมาจนแต้มมันวิ่งต่อไปไม่ได้เพราะว่ามันมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ ไอ้หนูมันว่ายน้ำไม่เก่งอ่ะ ว่ายไปแล้วน้ำก็ไหลเชี่ยวด้วย มาถึงริมฝั่งมันไปไม่ได้มันก็ไม่รู้จะทำอย่างไง มันจึงเข้าไปหาวัวซึ่งแข่งมากับมันนี่แหละ ไปบอกกับวัวไปคุกเข่าขอร้องวัวว่า "ช่วยพาข้ามน้ำด้วยเถอะสาบานว่าถ้าถึงเส้นชัยแล้วจะสละตำแหน่งให้ ให้วัว"
ไอ้วัวก็ เออ สงสารมันมันก็ว่ายน้ำไม่เก่งนะ "เอางี้ดีกว่าเจ้าขี่ตรงหัวเราไปก็แล้วกัน อื้อ ขี่เราไปเลยเราจะข้ามเจ้าก็ไปพร้อมกันกับเรานี่แหละ ไม่ต้องตกใจดอก" ไอ้หนูก็ดีใจก็นั่งไปบนหัววัว ครั้นพอไปถึงนี้ปั๊บเลยข้ามน้ำได้ปั๊บ หนูก็ลงจากหัววัววิ่งพรวดพราดเข้าไปถึงเส้นชัยได้พอดีเลย กระโดดเข้าเส้นชัยก่อนเลยก่อนวัวด้วยซ้ำ เนี่ยวัวเลยกลายเป็นตำแหน่งที่สอง เง๊กเซียนฮ่องเต้ก็ตัดสินเลยว่าต้องชนะเพราะอะไร เพราะมันมาถึงก่อน กำหนดไว้ว่าตัวไหนมาถึงก่อนตัวนั้นก็ชนะ
ด้วยเหตุนี้จึงจัดให้ปีหนูเนี่ยเป็นปีเเรกสุด เราจึงเรียกปีแรกของนักษัตริย์ว่าปีชวด เพราะอะไรเพราะหนูวิ่งแข่งขันชนะ แต่ที่จริงมันโกงนะนี่นะมันต้มแมวมั่งมันหลอกวัวมั่งอะไรอุตลุด แต่มันก็ชนะก็แล้วกันปีแรกคือปีชวด ส่วนสัตว์ที่เข้าเส้นชัยเป็นที่สองก็คือวัวนั่นแหละที่จริงมาเป็นอันดับแรกเลย แต่หนูมันขอขี่มาแล้วมันโดเข้าไปก่อนวัวเลยเข้าเป็นอันดับที่สองไป ปีที่สองจึงกลายเป็นปีฉลู นี่หนูอันดับแรกวัวอันดับสอง
บรรดาสัตว์ทั้งหลายเนี่ยเข้าใจเอาว่าตัวที่จะชนะเป็นอันดับหนึ่ง นั่นควรจะเป็นเสือแต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น เสือนั้นมีกำลังแข็งแรงก็จริงฝีเท้าเร็วก็จริงแต่เสียดายที่เสือเนี่ยนิสัยไม่สู้ดีนะครับ ชอบรังแกข่มเหงสัตว์อื่นระหว่างที่วิ่งแข่งขันไปนี่ ก็ไล่จับสัตว์เล็ก ๆ กินตามทางไปเรื่อยเลย เลยทำให้วิ่งช้าเสือจึงตามวัวไปติด ๆ เข้าไปเป็นอันดับสามก็ปีขาลนะ เสือเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสาม
กระต่ายเนี่ยกระโดดว่องไวน่าจะดีหน่อยแต่กระต่ายมัวแต่กลัวเสือ ก็ไอ้เสือมันคอยไล่กัดอยู่ตลอดเนี่ย กระต่ายเลยวิ่งหลบไปหลบมาอยู่หลังเสืออย่างระมัดระวัง เลยทำให้เข้าเส้นชัยเป็นตัวที่สี่ ปีที่สี่ อันดับสี่จึงเป็นปีเถาะเนี่ยเพราะกระต่ายเข้าเป็นอันดับสี่
ส่วนมังกรตัวเนี่ยสำคัญมังกรงูใหญ่นี่แหละมะโรงนี่แหละ มังกรนี่เป็นสัตว์ที่ความสามารถสูงมากเลย จัดว่าเก่งที่สุดไปไหนทั้งเผ่นโผนโจนทะยานในเมฆหมอก นี่ว่ายน้ำก็เก่งเง๊ก เซียนฮ่องเต้ท่านก็เล็งดูว่ามันจะไม่ยุติธรรมน่ะ ถ้าให้มังกรแข่งตรง ๆ กับสัตว์พวกเนี้ย จึงบอกว่า "เอาอย่างงี้ มังกรจะแข่งก็แข่งได้นะในการจะเป็นนามปีเนี่ย แต่ขอให้มังกรหรืองูใหญ่หรือมะโรงเนี่ยไปจัดการโปรยฝนที่มณฑลเจียงตงเสียก่อนนะ เจียงตงอยู่ตรงไหนก็ไปดูเอาก็แล้วกัน ให้มังกรไปโปรยฝนเสียก่อนจากนั้นจึงมาแข่ง" มังกรพอรับคำเง๊กเซียนฮ่องเต้เสร็จก็ไปทำภาระกิจไปโปรยฝนที่นั่น ก็เลยมาแข่งปรากฏว่าสัตว์อื่นเข้าไปก่อน แต่มังกรก็เร็วนะเข้าเส้นชัยเป็นอันดันห้า ฉะนั้นปีมะโรงจึงเป็นปีอันดับห้าน่ะ
![]()
กี่ปีแล้วเนี่ย ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรงอันดับห้าแล้ว ส่วนงู งูธรรมดานี่แหละไม่ได้คิดจะร่วมแข่งขันหรอก แต่ในขณะที่ตัวไม่คิดจะร่วมนั้น ก็ได้รับเสียงเยาะเย้ยมีคำเยาะเย้ยจากลิง ไอ้ลิงนี่ก็นิสัยไมี่ดีเลยเนี่ยไปเยาะเย้ยเค้าว่า "เจ้างูเอ๋ย ต่อให้เจ้าเลื้อยจนกระดูกสันหลังหัก เจ้าก็สู้ใครไม่ได้รอให้มีขางอกออกมาก่อนค่อยแข่งดีกว่า อย่างเจ้าไปได้ไม่เร็วหรอก" งูได้ฟังก็เกิดแรงฮึกเหิมน่ะนะ เลื้อยอย่างรวดเร็วเลยนำหน้าลิงไปเลยได้ที่หกเนี่ยนะ เนี่ยไป ไป ไปว่ามันน่ะนะมันเลยได้ที่หกเลยนะ ทำเป็นเล่นไปงูเนี่ยมันฮึกเหิมมันเลยเลื้อยไปเลยได้ที่หก เป็นปีต่อจากปีมะโรงให้เรียกว่าปีมะเส็งจัดว่าเป็นงูเล็ก
ส่วนม้า ม้าเป็นสัตว์ที่วิ่งเร็ว เร็วก็จริงนะครับแต่ใจร้อนเลยหลับหูหลับตาวิ่งจนหลงทาง กว่าจะมาเข้าตามเส้นทางที่เค้ากำหนดให้ก็เลยมาช้า มาถึงเส้นชัยเป็นอันดับเจ็ด เพราะฉะนั้นจากปีมะเส็งก็เลยเป็นปีมะ มะ มะเมียม้านี่อันดับเจ็ด นั่นอย่าลืมนะครับฝีเท้าดีก็จริงนะครับแต่ไม่ได้ชนะนะครับ ไอ้หนูน่ะตัวเล็กนิดเดียวมันเหลือเกินนะไอ้นั่นน่ะ ชนะอันดับหนึ่งม้ามาอันดับเจ็ด
ส่วนแพะ แพะนี่แข่งขันเข้าแข่งขันกับเค้าอย่างซื่อสัตย์เอาจริงเอาจัง ก้มหน้าก้มตาวิ่งไปข้างหน้าสม่ำเสมอด้วยความอยากจะทดสอบความสามารถ อยากฝึกฝนความอดทนของตัวเองไม่คิดแข่งขันกันใครเอาชื่อเสียงหรอก แต่ในที่สุดก็ได้อันดับแปดนะแพะเนี่ย ได้อันดับแปด เวลาวิ่งไปก็ยิ้มไปด้วยแพะทุกตัวจึงยิ้ม ทางภาคใต้เค้าเรียก "ยิ้มแพะ" ไง เป็นว่ายิ้มเพราะปากมันทาขึ้นมาข้างบนเป็นแบบยิ้มอ่ะ มันก็ได้ที่แปดดีนะอย่างสมเหตุสมผล ชาวบ้านนี่ฝันเห็นแพะเค้าไปซื้อหวยรัฐบาลน่ะเป็นเลขแปดนะ เพราะมันมาอันดับแปดน่ะแพะเนี่ย
ฝ่ายเจ้าลิงเนี่ยเจ้าตัวเมื่อกี้เนี้ยที่ไปเยาะเย้ยไอ้งูเนี่ยมัวแต่ซุกซน หยอกล้อ รังแกผู้อื่นวิ่งขวางทางคนนี้ทีคนนี้ที สัตว์นั้นเค้าวิ่งไปขวางเขาไปดึงเค้าไปหยอกเค้านั่นนิสัย นิสัยลิงเนี่ยเสียหายมากเลย มันวิ่งเล่นจนกระทั่งกวาง กวางดาวตัวหนึ่งรำคาญมันเลยสละสิทธิ์จากการแข่ง เพราะทนรำคาญลิงไม่ไหว เนี่ยไอ้ลิงเนี่ยเป็นสัตว์แย่นะคนทางเหนือเวลาด่ากันเค้าเอาคำว่าลิงไปด่านะ แต่เค้าใช้คำว่า "วอก" นะใส่เข้าไปข้างหน้าเพราะมันไม่ดีนะ อย่างนี้เองแหละจึงเป็นคำด่ากันได้นะ มันแต่มันมานะ มาอันดับเก้านะลิงเนี่ย วิ่งเข้ามาเนี่ยตามหลังเลย ตามหลังแพะเข้ามาเป็นอันดับเก้า
ไก่ก็แข่งขันด้วยเค้านี่มีสัตว์ปีกแข่งกับเค้าตัวหนึ่ง คือไก่ บินก็ไม่ค่อยจะเก่งว่ายน้ำก็ไม่เป็นเท่าไหร่ด้วย พอมาถึงน้ำนี่ไก่อาศัยเกาะท่อนไม้ท่อนหนึ่งลอยกันไปเคลื่อนตามผู้อื่นไป เลยได้อันดับสิบก็นับว่าใช้เทคโนโลยีนะไก่เนี่ยไม่ใช่เล่นทีเดียว
ส่วนหมานั้นชอบเล่นสนุกสนานเวลาว่าย เอ้ย เวลาวิ่งเข้ามาก็ดีหรอกแต่พอถึงน้ำปั๊บมัวแต่หยุดมุดน้ำเล่นไปเล่นน้ำมา กว่าจะรู้ตัวคู่แข่งก็ว่ายไปไกลแล้วรีบตามไป หมาก็เลยได้อันดับสิบเอ็ด ปีจอไงฮะต่อจากปีวอกก็เป็นอันดับสิบเอ็ด
ส่วนหมูไอ้นี่ก็กินกับนอนไม่สนใจการแข่งขัน จนเวลาเที่ยงแล้วก็ยังนอนได้ยินเสียงเขาแข่งขันกันก็ลุกขึ้นมาแต่ยังขี้เกียจลุก แต่พอได้ยินเสียงมาก ๆ คล้ายเค้าแย่งอะไรกันเนี่ยก็ไปคิดว่ามีอาหาร แล้วก็มีสัตว์ทั้งหลายวิ่งไล่แย่งกัน ไอ้ความอยากกินแค่นั้นแหละครับทำให้หมูวิ่งอย่างรวดเร็ว เลยวิ่งตามเค้าไปถึงเส้นชัยได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย เพราะมันนึกว่ามีอาหาร เนี่ยก็ไปได้เป็นอันดับที่สิบสอง ได้อย่างไม่รู้ตัวหรอก คำแรกที่หมูมันถามเพื่อน ก็คือ มีอะไรอร่อยๆให้กินรึ เนี่ยเค้าไปถึงเค้าไม่ได้อยากอร่อยเมื่อไรล่ะ เขาต้องการแข่งขันกันแต่หมูเนี่ยมันก็เที่ยวถามอะไรแปลก ๆ
เนี่ยก็เป็นอันว่าถึงแม้เจ้าหนูจะใช้วิธีหน้าไหว้หลังหลอก ฉวยโอกาสชิงแชมป์ได้ที่หนึ่ง แต่หนูก็ไม่พ้นต้องรับเคราะห์กรรมเพราะแมวซึ่งมันไปโกหกเค้าไว้เนี่ย โมโหที่ถูกหักหลัง ตั้งแต่นั้นแมวจึงตั้งตนเป็นศัตรูกับหนูโดยตลอดเลย เป็นคู่อาฆาตกันจนทุกวันนี้ นี่ก็เป็นคำอธิบายว่า ทำไมแมวกับหนูเป็นคู่อาฆาตกัน คู่อาฆาตกันเพราะไปอะไรล่ะ หลอกลวงแมวจนแมวไม่ได้ตำแหน่ง ไม่งั้นเราคงมีปีแมวเหมือนกันน่ะนะฮะ
แต่ในตอนที่ผู้ เอ่อ ท่านที่เขียนมาเนี่ย ท่านอยู่เชียงใหม่ท่านก็เคย ท่านก็เล่าให้ฟังว่าเคยได้ฟังคนแก่แถว ๆ บ้านเล่านิทานเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับปีนักษัตริย์เหมือนกัน แต่เป็นนิทานเรื่องปูสังข์สีย่าสังข์ไส้อันนี้ท่านผู้ฟัง คงจะงงนิดหน่อย ปู่อะไรชื่อสังกะสี ในทางอีสานเป็นปูสังกะสีย่าสังกะสาอันนี้เป็นปู่สังข์สีย่าสังข์ไส้ ปู่แสดงเพศชาย สังข์เป็นคำเรียกคนที่ล่วงลับไปแล้วนะครับแล้วเอามากล่าวถึง สีก็เป็นชื่อนั่นเองน่ะ ชื่อผู้ชายโดยสรุปว่า มีผู้ชายผู้หนึ่งชื่อสี ส่วนย่าก็เพศหญิง สังก็ตายไปแล้วไส้ก็เป็นชื่อนั่นก็คือ และมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งชื่อว่าไส้ น่า
นิทานของทางเชียงใหม่นะ ผู้ชายชื่อสีผู้หญิงชื่อไส้ เรียกว่าปู่สังสีย่าสังไส้ อันนี้เขากล่าวถึงว่าด้วยเรื่องกำเนิดโลกว่า เดิมทีเดียวโลกนั้นว่างเปล่าราบเรียบไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยมีดวงอาทิตย์อยู่แปดดวง โอ้ อันนี้หนักแฮะ แปดดวงนี้ร้อนจนลุกเป็นไฟ ไหม้ไปเจ็ดวัน เจ็ดคืน โอ้ จากนั้นก็ลมพายุพัดจนเกิดเป็นดอยขึ้น ดอยก็คือภูเขานะครับ พายุเนี่ยพัดเกิดเป็นดอยขึ้น ขึ้นสามลูก ดอยนี่มีสามลูกทางเหนือมีสามดอยนั่นเองแหละ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าชื่อดอยอะไรบ้าง จากนั้นมีฝนตกลงมาฝนก็ทำให้ดินเนี่ยร้อน ดินที่ร้อนเนี่ย มีไอขึ้นคือดินมันร้อนเพราะพระอาทิตย์ตั้งแปดดวง พอฝนตกมาดินร้อนก็เกิดไอดินขึ้นไอที่ขึ้นไปเนี่ย ก็ลอยขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นพรหม
ก็มีพรหมสองตน ตนหนึ่งคือนายสังสี เอ พรหมนี้ชื่อเป็นนายได้ไงเนี่ย พรหมชี่อสังสีเนี่ยก็คือนายสีนี่เองแหละ พูดในปัจจุบันพรหมชื่อมิสเตอร์สีนี่แหนะ กับนางสังไส้ทั้งคู่นี่ได้กลิ่นดิน ได้กลิ่นดินซึ่งมันหอม ขึ้นไป ก็เกิดติดใจอยากจะกิน ก็คงจะเหาะลงมานะ เหาะลงมากินดินกินเสร็จตัวก็หนักกลับขึ้นสวรรค์ไม่ได้น่ะ
เรื่องนี้คล้ายๆ กัน ลิลิตโองการแช่งน้ำก็แบบเนี้ยแต่เรื่องเล่าอย่างนี้มีทั่วไปหมดนะครับ ในเขตของเอเชียเนี่ยแถบเอเชียเนี่ย ไอ้นี่ก็ทั้งอะไรล่ะปูสังสีย่าสังไส้กินดินเสร็จก็กลับขึ้นสวรรค์ไม่ได้ ขึ้นไม่ได้ก็ทำไง ก็เลยอยู่ด้วยกัน เนี่ย อยู่ด้วยกันจนมีบุตรชายออกมาบุตรชายออกมาพอครบปี ก็มีบุตรคนหนึ่งครบปีนี่บุตรไม่สบาย
ลูกชายไม่สบายก็ร้องไห้รบกวนทั้งปู่ทั้งย่าเนี่ย พ่อแม่ เรียกว่าพ่อแม่ดีกว่า ก็เลยไม่อยากให้ลูกเนี่ยร้องไห้รบกวนมาก ก็เลยปั้นดินเป็นรูปสัตว์ต่างๆให้เอาเถอะเล่นรูปสัตว์เสียจะได้ไม่รบกวน แต่เค้าก็ไม่พอใจสัตว์อื่นๆ ก็ไม่พอใจ ท้ายสุดเลยปั้นรูปหนูให้ปั้นหนูให้ตัวหนึ่ง ปรากฏเขาชอบใจนะฮะ จึงตั้งชื่อว่าเกิดปีหนู หรือปีชวดนี้แปลว่าเกิดมาแล้วนะคนเนี้ยน่ะ แต่ว่าปั้นรูปสัตว์อื่นให้ก็ไม่ชอบปั้นรูปหนูให้ชอบใจ ก็เลยบอกเอ้าเกิดปีชวดหรือปีหนู และต่อมาก็มีลูกอีกหกคน ลูกชายอีกหกลูกสาวอีกหกเนี่ย รวมกันทั้งหมดเป็นสิบสามนี่เนี่ย
เกิดมาใหม่อีกสิบสอง ก็ปั้นให้อีกปั้นเป็นรูปวัวน่ะก็เลยเกิดคนนี้ก็เลยถือว่าเกิดปีฉลู ปั้นรูปเสือก็เปิดปีขาลเนี่ยนะ ลูกชายหกลูกสาวหกนะฮะ ปั้นกระต่ายเกิดปีเถาะ ปั้นงูใหญ่เกิดปีมะโรง เป็นงูเล็กเกิดปีมะเส็ง ปั้นม้าลูกก็เล่นดีใจคนที่ดีใจที่ได้ม้านี่ก็เกิดปีมะเมีย ปั้นแพะให้คนที่เกิดมานั้นหยุดร้องก็เรียกว่าเกิดปีมะแม ปั้นลิงเกิดปีวอกคนนี้ทางเหนือคงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ปั้นไก่ก็เกิดเป็นปีระกา ปั้นหมาก็เกิดปีจอ คราวนี้ท้ายสุดนี่สิมันเหลืออีกสองคนนะนี่นะเพราะมันลูกสิบสามนี่ ก็ปั้นช้างให้คนนี้ก็เลยเกิดปีกุญ เพราะฉะนั้นทางเหนือบางพวกจึงถือว่าปีกุญเนี่ยสัตว์ประจำปีนั้นคือช้าง เพราะคำว่า "กุญ" นั้มาจาก กุญชร ขณะเดียวกันยังเหลืออีกคนหนึ่งเลยปั้นหมูให้ไม่รู้จะตั้งเป็นอะไรดี คนนี้เจอหมูก็หัวเราะชอบใจก็เลยตั้งชื่อปีกุนเหมือนกัน แต่กุนอันนี้มาจากกุนเชียงอ่ะนะ มันเป็นหมูตกลงทางเหนือนี่นะ ปีกุนเนี่ยมันได้สองอย่างนะเป็นช้างก็ได้เป็นหมูก็ได้
นี่ก็เป็นที่มาของชื่อปีชื่อนักษัตริย์ ตามที่เรื่องเล่ามาในเชียงใหม่เรื่องปู่สังข์สีย่าสังข์ไส้ของทางเหนือเนี่ย ท่านก็ได้กรุณาเขียนมาบอกว่ามันคล้ายกับเรื่องหลายเรื่อง โอ อันนี้แสดงว่าท่านได้ค้นคว้ามากทีเดียว บอกว่ามันคล้ายกับวรรณกรรมเรื่องหนึ่งน่ะ ในคัมภีร์ปฐมมูลทางพุทธศาสนาชื่อเรื่อง นางอิตถะไคยะสังกะสี กับ ปุฏฐะไคยะสังกะสาสร้างโลก อันนี้ก็อยู่ในคัมภีร์ปฐมมูลทางพุทธศาสนา นี่ก็เรื่องหนึ่งบอกเรื่องปู่สังสีย่าสังไส้นี่ก็คล้ายอย่างนี้
นอกจากจะคล้ายกับเรื่องนี้แล้วมันยังไปคล้ายกับเรื่อง ปู่สังกะสาย่าสังกะสี ในจารึกจังหวัดพิมาย เอ้ย ขอโทษ แหม ผมก็พูดเลอะเทอะ จากอำเภอพิมายจังหวัดนครราชสีมา แหม พูดอย่างงี้เดี๋ยวพิมายได้เป็นจังหวัดละยุ่งเละเนี่ย ทำนายเก่งนะฮะ เรื่องปู่สังสีย่าสังไส้ของทางเชียงใหม่นี่คล้าย ๆ กับปู่สังกะสาย่าสังกะสีในจารึกจากอำเภอพิมาย จังหวดนครราชสีมา
ไม่พอเท่านั้นท่านยังเขียนบอกมาอีกว่า เรื่องปู่สังกะสาย่าสังกะสี เนี่ยมันมีอยู่เช่นเดียวกันในนิทานไทยลื้อ ซึ่งอยู่ในมณฑลยูนาน ในนิทานไทยลื้อนี้ก็มีนะท่านนะ
และก็นอกจากสามเรื่องนี้แล้ว มันยังไปเหมือนกับเรื่องขุนสรวงนางสาง ซึ่งอยู่ในจารึกบ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี นี่ก็มีอีกที่ราชบุรีก็มีเรื่องอย่างนี้ชื่อขุนสรวงนางสาง มันคล้ายกับเรื่องปู่สังสีย่าสังไส้
แล้วท้ายสุดก็บอกว่ามันคล้ายกับคติทางพุทธศาสนาตาม อัคคัญญสูตร ซึ่งมีที่มาอีก คราวนี้ถ้าผมจะกล่าวนี่มันจะไม่จบอ่ะ ท่านเขียนมา โอ้โหท่านพิมพ์มาไม่ใช่เขียนมา มาก มากมายเลยเนี่ย เอามาหลายตอนทีเดียว ก็จัดว่าเป็นเรื่องที่แลกเปลี่ยนความรู้กันครับ คือที่ผม อ่า ได้กล่าวไปในรายการวรรณกรรมสองแควคราวโน้นน่ะ มันก็ไม่ละเอียดเท่านี้หรอก เพราะผมส่วนมากก็จะพูดตามข้อมูลมุขปาฐะตามที่ได้ยินมา แต่ของท่านที่ส่งมานี่นะครับมีทั้งลายลักษณ์ที่มาจากทางจีนด้วย และก็ดูจะมีการค้นคว้าจากหลายเรื่องด้วยกันครับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีทั้งของไทยลื้อ ทั้งในมณฑลยูนานทั้งจารึกต่าง ๆ จากนครราชสีมาและราดบุรี ราชบุรีโทษทีและก็มีในพระคัมภีร์พุทธศาสนาด้วย ก็จัดว่าเป็นการสร้างสรรค์ก่อให้เกิดความรู้นะครับ
อ่า ท่านที่ฟังอยู่ก็คงจะ อ่า ถ้ามีโอกาสจะเขียนมาอย่างนี้บ้างผมก็ยินดีครับ เมื่อวานพบกับท่านผู้อำนวยการท่าหนึ่งตรงหอ อ่า ทองอุไรอะไรเนี่ยครับ ท่านอยู่ที่ อ่า พิจิตร ท่านก็เล่าให้ฟังว่ามีคนฟังรายการนี้อยู่มากพอสมควร ถ้าผมพูดจาไปล่ะก็มันไม่ค่อยจะตรงกับเท่าที่ท่านทราบล่ะก็ขอความกรุณาท่านเขียนกลับมานะครับ จะได้มา อ่า ให้เกิดความรู้อันแตกฉานด้วยกันทุกฝ่าย ในวันนี้ก็หมดเวลาพอดีครับ กระผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังครับผม สวัสดีครับ