วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 28 เรื่อง ภูมินามวิทยา (6) อำเภอในจังหวัดตาก
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ วันนี้ก็เป็นวันพฤหัสบดีครับผม ก็มีคำถามมาถึงผม ฝากกันมาหลายทอดทีเดียว ถามว่าคนไทยแต่ก่อนเนี่ย เค้าพูดคำว่า "ขอบใจ" พูดคำว่า "ขอบคุณ" กันเป็นหรือไม่ มีเหมือนฝรั่งไหมที่ใช้คำว่า "Thank you" น่ะครับ ถ้าหากว่ามีน่ะมีหลักฐานอะไรยืนยันที่มันเป็น อ่า มันเป็นวรรณกรรมน่ะ มันเป็นข้อเขียนหรือว่ามันจะเป็น อ่า มุขปาฐะก็ตามทีเถอะ
ผมก็คงจะต้องตอบในที่นี้น่ะนะครับ จะได้ทราบกันโดยทั่ว ๆ กันว่า คำว่า "ขอบใจ" เนี่ย คนไทยใช้มานานแล้ว แต่ตอนหลังที่คนไทยเค้าไม่ค่อยใช้นี่ก็เพราะว่าเค้าใช้ เค้าเรียกว่า "อวัจนะภาษา" คือใช้ตา ใช้ลักษณะอย่างอื่นแทน แสดงความซาบซึ้ง ไม่ต้องกล่าวออกไป เพราะบางอย่างไม่ต้องกล่าวก็ได้ แต่มีกิริยาอาการที่บอกแน่ชัดว่า เค้ามีความขอบใจ เค้ามีความขอบคุณ แต่ถ้าจะถามว่า แล้วมันมีวรรณกรรมอะไรบ้างล่ะที่ยืนยัน คำว่า "ขอบใจ" เนี่ย ก็คงจะมีอยู่เรื่องหนึ่งนะครับ คือเรื่อง ลิลิตพระลอ
ลิลิตพระลอเนี่ยเราก็ทราบอยู่แล้วว่า มันเป็นวรรณกรรมสมัยอยุธยานะครับ มันจะตอนต้นตอนกลางอะไรก็แล้วแต่เถิด แต่ในตอนที่กล่าวถึงว่า พระเพื่อนพระแพงได้ข่าวความหล่อของพระลอ ก็อยากจะติดต่อกับพระลอ จึงส่งนักขับ นักขับก็คือ ผู้ขับ อ่า ขับเพลง ขับลำนำเนี่ย จากเมืองสองเนี่ยไปขับในเมืองแมนสรวงนะครับ เป็นการ อ่า คล้าย ๆ กับว่าพระลอเองก็มีนักขับ ไม่ใช่ของพระลอหรอก นักขับที่ไหนก็ไม่รู้หล่ะ เค้ามาขับ อ่า ยอโฉมพระลอ พระเพื่อนพระแพงก็ไปให้นักขับของตัวเองเนี่ย ไปขับยอโฉมพระเพื่อนพระแพง แต่ต้องไปขับในราชสำนักของพระลอ เพื่อให้พระลอเกิดความสนพระทัยนะฮะ
พระลอก็ฟังนักขับเหล่านี้ขับว่าพระเพื่อนพระแพงนั้น มีความสวยงามอย่างไร พอฟังเสร็จเรียบร้อยนะครับ ท่านลองฟัง อ่า คำประพันธ์บทนี้ดู เค้าบอกว่า ........ชมข่าวสองพี่น้องต้องหทัยจอมราชย์ พระบาทให้รางวัลปันเสื้อผ้าสนอบ ขอบใจสูเอาข่าวมากล่าวต้องติดใจบารนี......
ข้อความที่ผมยกขึ้นมาแสดงในที่นี้ บอกแน่ชัดว่า คำว่า "ขอบใจ" เนี่ย มีมานานแล้ว อย่างน้อยที่สุดสมัยอยุธยาตอนกลางทีเดียวล่ะครับ ไม่ใช่ว่าเพิ่งมามีขึ้น ถ้าจะเทียบคำนี้กับคำว่า "Thank you" ของภาษาอังกฤษ หรือคำว่า "กำเสี่ย" ของจีนเนี่ย มันก็มีมาพอ ๆ กันนั่นแหละ แสดงว่าของเราก็ใช้เรื่องนี้ อ่า ใช้คำว่า "ขอบใจ" กันอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่ใช้นะครับ
ก็คงจะพอ อ่า ตอบคำถามของท่านที่กรุณาถามกันต่อ ๆ กันมาได้ ยังมีอีกหลายเรื่องนะครับที่ อ่า ผมได้รับ อ่า หลังจากที่ท่านผู้ฟังได้ฟังรายการวรรณกรรมสองแควแล้ว ก็มีทั้งเขียนมาบ้างมีทั้งถามกันต่อ ๆ มาว่าที่พูดนั้น บางอย่างก็คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ แต่เดี๋ยวก็จะนำเสนอทั้งหมดว่าที่คลาดเคลื่อนนั้นคลาดเคลื่อนอย่างไร บางอย่างมันก็มีที่มาหลายกระแสนะท่านนะ มันก็แต่ละกระแสแต่ละสำนวนเนี่ย ซึ่งเด็กปัจจุบันเรียกว่า "Version" เนี่ย มันไม่ค่อยจะเหมือนกันมันก็เลยแตกต่างกัน แต่ผมก็จะนำมานำเสนอทั้งหมดตามที่ท่านได้กรุณามีปฏิกิริยากลับมานะครับ
สำหรับในวันนี้เนี่ย คงจะต้องตอบสนอง อ่า เพื่อนฝูงทางเขตจังหวัดตาก นั่นเขาบอกว่าไม่ค่อยได้พูดถึงจังหวัดนี้เลยอ่ะ ทั้ง ๆ ที่ก็สามารถรับฟังได้ มักจะพูดอยู่แถว ๆ พิษณุโลกและมิหนำซ้ำ บางวันก็ออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ สัปดาห์ที่แล้วลงใต้ไปเลยอย่างเงี๊ยะ ข้ามแถว ๆ ตากไปได้อย่างไงก็ไม่ทราบ ก็จะได้พูดถึงจังหวัดตากของเรานะครับ
ที่จะพูดเนี่ยก็จะพูดในเชิงของวรรณกรรม ตากเนี่ยเค้าแบ่งออกเป็นหลายอำเภอนะครับ แล้วแต่ละอำเภอก็มีตำบลต่าง ๆ มีจำนวนหมู่บ้านเป็นร้อยกว่าหมู่บ้านขึ้นไปเนี่ย ร้อยสิบกว่าหมู่บ้านร้อยยี่สิบกว่าขึ้นอีกมากมายครับมีอยู่มากมายทีเดียว ตำบลต่าง ๆ ของเค้าก็ซึ่งน่าสนใจนะ เท่าที่ผมจำได้ก็มี ตำบลหนองบัวเหนือ ตำบลป่ามะม่วงเนี่ย หนองบัวเหนือชื่อเพราะนะ ไม่ใช่บัวธรรมดานะหนองบัวแต่ว่าเหนือ แปลว่ามันมีหนองบัวใต้แน่ ๆ เลยมันถึงมีหนองบัวเหนือน่ะ
ป่ามะม่วงอันนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นป่าที่มีต้นมะม่วงขึ้นอยู่เป็นมะม่วงป่า ซึ่งเราเรียกว่า "กะล่อน" นะฮะ มีทั้งกะล่อนเขียว กะล่อนทอง มะม่วงกะล่อนเนี่ยไม่ใช่มะม่วงธรรมดานะท่านนะ เป็นมะม่วงที่แปลกประหลาดท่าน เปลือกบ๊างบางท่าน เม็ดหนา เม็ดใหญ่ เปลือกบาง เนื้อน้อย แต่ว่ามีกลิ่นหอมมาก หอม หอมอย่างไรล่ะ หอมดี ดีมากเลยนะครับ มะม่วงกะล่อนเนี่ยล่ะก็โบราณบอกว่า มะม่วงกะล่อนนั้นเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคทางด้านกระเพาะอาหาร และโรคที่เกี่ยวกับประจำเดือนของสตรี เค้าใช้อย่างนี้เลย งั้นมะม่วงกะล่อนสุกเนี่ยจึงเป็นมะม่วงที่ อ่า มีคุณประโยชน์มาก นี่น่าสนใจมาก
ผมก็เสนอแนะสำหรับท่านที่ทำน้ำผลไม้ทำอะไรต่าง ๆ เนี่ยนะครับ ในฤดูที่มะม่วงป่าสุกคือมะม่วงกะล่อนสุกเนี่ย ก็น่าจะนำมาทำน้ำผลไม้ ภาษาทางพุทธศาสนาเรียกน้ำมะม่วงนี้ว่า "อัมพบาล" นะครับ น้ำจากต้นมะม่วง เท่าที่เราเคย อ่า กิน เคยดื่มกัน น้ำมะม่วงนี่ดูเหมือนเค้านำมาบริโภคกันบนสายการบินมาเลเชี่ยนแอร์ไลน์ เท่าที่สังเกตนะฮะ สายอื่นก็ไม่เอามาหรอก แต่ว่าทางพวกของมาเลเซียอย่างหนึ่ง ปากีสถานอย่างหนึ่ง อินเดียอีกพวกหนึ่งนะครับ
พวกนี้เนี่ย เขาสนใจเรื่องมะม่วงมาก มีผลวิจัยของทางปากีสถานนะฮะว่ามะม่วงของเขาเนี่ย เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะไม่เป็นโรค อ่า หลายโรค เช่น โรคปวดประจำเดือนของสุภาพสตรี นี่น่าสนใจจริง ๆ เลย ของเราก็น่าจะคิด นี่ว่าถึงป่ามะม่วงแล้วก็เลยกราบเรียนว่า มะม่วงในที่นี้นั้นจะเป็นมะม่วงป่า ซึ่งเราเรียกว่า "มะม่วงกะล่อน" ต้นสูงใหญ่ทีเดียว ปัจจุบันไม่ค่อยจะมีหรอก มีมะม่วงพันธุ์ต่าง ๆ เข้าแทนหมด น่าเสียดายนะมะม่วงไทยเนี่ยกลิ่นก็หอม รสก็หวาน บางคนเค้านำมากินกับข้าวเลยครับแทนกับข้าวได้ด้วย
ผลไม้ไทยหลายอย่างดู ๆ แล้วก็น่าสงสารนะครับ ฟักทองอย่างงี้ครับก็โดนเบียดเบียน ไปเอาจากต่างประเทศเข้ามาปลูก มันเป็นฟักทองฟ่าม ๆ เนื้อก็ไม่เหนียว ไม่อร่อยเหมือนกับฟักทองของไทย ผมว่าหลายอย่างที่เป็นผลไม้ไทยที่เป็นพืชผักไทยเนี่ย ถ้ายังไม่สงวนแล้วคงจะหมดน่ะนะครับ
แม้แต่สัตว์พื้นบ้านก็เหมือนกันครับ มันไปผสมผเสกันหมดคิดว่ามันน่าจะมี อ่า พืชไทย สัตว์ไทย ที่ยังสงวนเอาไว้ในแห่งใดแห่งหนึ่ง ของตำบลใดตำบลหนึ่ง หรือของทั่วไปก็แล้วแต่เถอะ เพราะถึงเวลาที่เราหวนคิดมาว่า พวกพืชพวกสัตว์ที่เป็นเผ่าพันธุ์ทางชีวะภาพดั้งเดิมของเราเนี่ย มันเคยมีประโยชน์ไม่ใช่ในฐานะเป็นอาหาร แต่ในฐานะที่เป็นสมุนไพรเป็นยารักษาโรคด้วยนะครับ น่าจะมีการสงวนรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี
เพราะว่าจากผลวิจัยบางแห่งของบางสถาบันเนี่ย เค้าวิจัยพืชไทยเอาไว้ และก็มีสรรพคุณที่น่าสนใจมาก อย่าลืมว่าหลายประเทศกำลังสนใจอยู่ ประเทศที่เคยสนใจสมุนไพรเราน่ะก็มีอยู่แล้วอย่างของเยอรมันเนี่ย มาศึกษาวิจัยของเราไว้มากเลย ตั้งแต่สมัย ดอกเตอร์ชาร์ลเลอร์เข้ามา ญี่ปุ่นก็ศึกษามากนะครับ แล้วก็มันไปเป็นผลผลิตทางปัญญาของเขาหมด ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมเนี่ย มันมีอยู่ในวรรณกรรมสมุดข่อย ในบุดของไทย บุดดำบุดขาว ของทางภาคใต้เนี่ยมีเรื่องนี้อยู่มาก
นี่ผมพูดถึงตำบลป่ามะม่วงตำบลเดียวของตากเลยออกไปไกลเลย มันหวนคิดถึงไปอย่างงั้นแหละ ตำบลแม่ท้อ ตำบลหนองบัวใต้ นี่บอกแล้วนะหนองบัวเหนือแล้วก็มีหนองบัวใต้ ตำบลประดางนี่เดี๋ยวก็ได้ทราบนะครับ ประดาง นาโบสถ์ เชียงทอง ไม้งาม น้ำรึม ตะลุกกลางทุ่ง วังประจบ วังหิน โป่งแดง เชียงเงิน ระแหง หัวเดียด หนองหลวง เราก็จะได้พูดกันไปนะครับ ว่าแต่ละชื่อเนี่ยมันมีความหมายประการใด
นี่ผมอยากจะเริ่มต้นไปที่หมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งซึ่งมีชื่อที่น่าสนใจมากเลยนะครับ หมู่บ้านนี้เรารู้จักกันดีคือ บ้านลานสาง หลายท่านก็ได้ยินแต่น้ำตกลานสาง แต่ชื่อมันมี ลานสางน่ะหมายถึงอะไร เราก็มาดูว่ากระแสที่มาหรือสำนวนที่มามีอะไรบ้าง บางคนก็บอกว่า ลานเนี่ยน่ะนี่ต้องเป็นพวกภาษาไทยพวกนี้ ลาน เป็นคำนามนี่พูดเป็นภาษาไทยหนักพจนานุกรมแน่ ไปเปิดดูนี่ฮ่ะ ลาน เป็นคำนามหมายถึง ที่เตียน ที่ว่าง เป็นสนาม
ลานสางนี้มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อคราวที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 ไปตีครั้งที่ 2 นะครับ อ่า ได้หยุดพักทัพอยู่ที่บ้านระแหง บ้านระแหงนี่ก็อยู่เมืองตากเนี่ย ภาษาตอนนั้นเค้าใช้คำว่า "บ้านระแหงแขวงเมืองตาก" ระหว่างที่หยุดพักทัพอยู่ได้มีพวกมอญหนีทัพพม่าเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ มอญหนีพม่าเข้ามาสวามิภักดิ์
ระหว่างนั้นได้มีทหารพม่าทำศึกติดพันรบพุ่งเข้ามาในแดนไทย ก็คงไล่ติดตามมอญเข้ามานี่แหละครับ การทำศึกคราวนั้นตรงกับวันจันทร์เดือนมืด ประกอบกับต้นไม้นั้นหนาทึบปกคลุมอยู่ที่บริเวณทั่วบริเวณไปหมดแหละครับ จนเกือบจะมองไม่เห็นแผ่นดิน นี่ก็เป็นการบรรยายภูมิประเทศในตอนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จไปตรงนั้น มันมืดมากนี่เพราะมันข้างแรมต้นไม้มากและก็มีสาเหตุอีกหลายประการประจวบ อ่า ก็เลยทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเนี่ย ทรงพลัดหลงกับกองทัพของพระองค์
อันนี้ความมืดมากจะเป็นเพราะว่าโดยทั่วไปแล้วมหาราชเนี่ย จะมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เพราะฉะนั้นพระองค์บางครั้งก็เสด็จเดี่ยว ๆ นี่ก็พลัดหลง นายทหารทั้งหลายก็พยายามออกติดตามแต่ก็หาไม่พบ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการสู้รบและการติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเนี่ย (ตรงนี้พูดผิด ที่ถูกคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ) ทหารจึงอ่อนเพลียท้ายสุดก็ม่อยหลับกันไป หลังจากติดตามกันมาเป็นเวลานาน
จนจวนจะใกล้สว่างก็ได้มีปรากฏการณ์อันไม่คาดฝันเกิดขึ้น นั่นคือมีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งและเสียงร้องอื้ออึง มีแสงสว่างพวยพุ่งเป็นลำเหนือยอดยาง ยอดต้นยางซึ่งสูงเนี่ยมีแสงสว่างขึ้นมาเลยครับ แล้วแสงสว่างนั้นก็สว่างทำให้ขุนเขากลางป่าดิบนั้นสว่างไปด้วย ทหารที่หลับก็พลันตื่นอย่างรวดเร็วรีบเดินตามเสียงม้าและแสงสว่างนั้น เดินตามไปก็ไปเห็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเนี่ย ประทับม้าอยู่บนลานกว้างมีแสงสว่างพุ่งออกมาจากพระวรกาย มีทหารประมาณห้าสิบนายหมอบกราบอยู่หน้าพระพักตร์
ทหารไทยที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์นั้นเป็นเวลาฟ้าสาง แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออกล่ะ ดูสวยงามมากเลยเรียกบริเวณนั้นว่า "ลานสาง" ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวก็อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลานสางนะครับ ท่านที่ไปเที่ยวชมไปพักผ่อนหย่อนใจกันเนี่ย ก็ยังมองเห็นอยู่ว่ามันมีความสวยงามอยู่ นี่ก็มีความเป็นมาของบ้านลานสาง ก็เพราะไปในเวลาที่สางพอดีจึงชื่อว่า บ้านลานสาง
แล้วจากนั้นก็กล่าวเป็นคำยอพระเกียรติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า มีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นตรงนั้น เพราะฉะนั้นหมู่บ้านนี้จึงเป็นหมู่บ้านพิเศษนะ เพราะไปเกี่ยวพันกับพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย ปัจจุบันนี้บ้านลานสางก็มีอยู่ 3 หมู่บ้านนะครับ ชื่อลานสางเหมือนกันหมดแหละครับ คือ ลานสางหมู่ 4, ลานสางหมู่ 9, บ้านลานสางหมู่ 11
ฟังดูแล้วลานในที่นั้นก็หมายถึง ลาน สางหมายถึง รุ่งสาง ที่จริงแล้วคำว่า "สาง" นี่ความหมายมันก็มีหลายอย่างนะท่านนะ ที่จังหวัดนครราชสีมาก็มีอำเภอชื่ออำเภอเสิงสาง สาง ในบางครั้งก็เป็น อ่า เป็นกลิ่น กลิ่นสาบสาง อย่างนี้ก็มีก็เป็นไปได้ หรือจะเป็นสางแบบที่มาของเสือสมิงอะไรทำนองนี้ มัน มันหลายอย่าง ลานสางในที่นี้ก็อยู่ในป่า หรือว่าจะมีเรื่องเล่าเรื่องอื่นประกอบอีก เนี่ยท่านที่อยู่ที่บ้านลานสาง ถ้ามีประวัติอะไรที่มากกว่านี้ก็กรุณาเล่ากันมาเถอะครับ
เผอิญเหลือเกินจังหวัดตากของเรามีลักษณะพิเศษนะครับ ที่ว่าพิเศษก็คือ หมู่บ้านทั้งหลายที่ตั้งกันอยู่เนี่ย มักจะตั้งสลับกันครับเป็นหมู่บ้านของไทยล้านนา ไทยอีสาน ไทยกลาง, ไทยอีสาน ไทยล้านนา ไทยกลาง, ไทยล้านนา ไทยอีสาน ไทยกลาง สลับอย่างงี้หมดจะดูได้ว่าบ้านไหนเป็นบ้านของคนไทยภาคกลางแท้ ๆ ดั้งเดิมเนี่ยดูไม่ยาก ท่านว่าเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านใด จะดูว่าบ้านล้านนาหรือว่าบ้านไทยกลางหรืออีสาน ให้ดูจากว่าบ้านนั้นมีม้าเลี้ยงไว้หรือไม่ ถ้าเลี้ยงม้าไว้ตัวสองตัวล่ะก็เชื่อแน่ว่าบ้านนั้นเป็นบ้านไทยภาคกลางแต่เดิม
ถามว่าเลี้ยงไว้ทำไม เค้าบอกว่าเลี้ยงไว้เพื่อใช้สื่อสาร ถ้ากองทัพพม่าเข้ามาสื่อทางบกเร็วที่สุดนี้ก็ใช้ม้าเร็ว เค้าก็เลยติดนิสัยเดี๋ยวนี้ไม่ได้สื่อสารอะไรหรอกครับ แต่ก็สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษก็ยังเลี้ยงม้ากันอยู่ ยังพอเหลืออยู่บ้างในปัจจุบัน แล้วถ้าจะดูอีกอย่างหนึ่งก็คือ ดูจากเรือจะมีเรือซึ่งเอาขึ้นเอาไว้ เอาเชือกผูกเอาไว้ข้างบน แสดงว่ามันมีน้ำป่าหลากเสมอหรือไม่ก็ใช้สื่อสารทางน้ำนี่ก็เป็นเรื่องน่าคิด
แล้วที่บ้านของชาวไทยภาคกลางที่อยู่ในเขตจังหวัดตากเนี่ย โดยส่วนใหญ่จะมีพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ข้าวฟ่างเนี่ยมัดอยู่ใต้ถุนบ้าน ต่างจากหมู่บ้านของคนล้านนาและคนอีสาน นี่เป็นข้อสังเกตนะครับ ผมตั้งข้อสังเกตเอาไว้ ฉะนั้นคำว่า "สาง" ในที่นี้เนี่ยมันเป็นภาษาไทยกลางแน่ ยังตรวจสอบดูทางล้านนาและทางอีสาน ก็คงจะไม่ค่อยพบคำนี้เท่าไหร่นักที่จะให้อรรถาธิบายนอกเหนือไปจากที่พูดถึงประวัติเมื่อสักครู่นี้ แต่ถ้าจะกล่าวถึงว่ามันเป็นชื่อของกลิ่นมันเป็นชื่อของ อ่า สัตว์ประเภทลึกลับมาทางครึ่งเสือสมิง หรือว่าเป็นอะไรก็ค่อยหาทางว่ากันต่อไปว่า มีใครจะให้คำอธิบายอย่างงี้ได้บ้าง
ส่วนคำว่า "ลาน" อันนี้ก็ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ เป็นคำทั่วไปของ ของทั้งทางล้านนา ทางอีสาน และทางภาคกลางมีทั้งหมดแหละ บ้านลาน ที่อำเภอบอระบืออย่างงี้ก็มีนะครับ หรือน้ำตกห้วยแม่ลานเนี่ย อ่า น้ำตกห้วยแม่ลาน ถ้ำห้วยแม่ลาน อุโมงค์ห้วยแม่ลานซึ่งอยู่ระหว่างสถานีบ้านตินและสถานีผาคออย่างงี้นะครับ ผาคอ ผาคันอะไรนั่นแหละ ก่อนจะไปเชียงใหม่เนี่ย ก็ผ่านอุโมงค์อุโมงค์นี้ ก็ ก็มีชื่อว่าลานเหมือนกัน ก็เป็นภาษาใช้กันทั่วไป แม้แต่ในที่ตากเองที่ตำบลวังหินเนี่ย
ก็ยังมีบ้านอีกบ้านหนึ่งนะครับชื่อ บ้านลานขวาง นี่ผมก็เคยสอบถามดูว่าทำไมจึงชื่อลานขวาง บรรดา อ่า ผู้มีอายุสูงในหมู่บ้านลานขวางก็เล่าว่า แต่เดิมเนี่ยบ้านเนี้ยมันมีที่โล่งกว้าง ชาวบ้านก็มาอาศัยทำนาทำไร่ เพราะมันเป็นลานกว้างได้ผลดีด้วย และบริเวณนี้มีลำคลองธรรมชาติไหลเป็นแนวขวางเวลามองไปทางทิศตะวันออกเนี่ย มันจะขวางกับพระอาทิตย์ไม่ไหลไปตามยาว ชาวบ้านเห็นว่าเป็นลักษณะที่ อ่า เป็นมงคลก็เลยเรียกซะว่า บ้านลานขวาง เอ้า ฟังดูก็ใช้ได้ แต่คราวนี้บางทีไอ้คำว่า "ขวาง"
เนี่ย มันมาปรับเข้ากับภาษาไทยกลางนะครับ คนอีสานเนี่ยเค้าเรียกบ้านลานขวางตรงนั้นว่า บ้านลานขวงนะฮะ และคนทางล้านนาเองก็เรียกลาน ลานค่อนข้างจะเป็นขวงไปด้วย คำว่า "ขวง" เนี่ย มันเป็นผักชนิดหนึ่งของล้านนา ชื่อผักขี้ขวงนะฮ่ะซึ่งมันเกิดถ้าเอาไอ้อะไรล่ะฮะมูลควาย พูดภาษาบ้านเราก็ขี้ควายนี่แหละเอาเป็นปุ๋ยมันจะสวยมาก คล้าย ๆ ผักขมอะไรทำนองนั้นนะ ผักขมหรือผักโขมเนี่ย เค้าเอามากินนะครับเนี่ยฮ่ะ ผักขี้ขวงก็เลยสงสัยว่า มันจะเป็นลานที่มีไอ้ผักประเภทนี้ขึ้นหรือไม่ มันคงจะไม่เกิดจากลักษณะของคลองที่ไปขวางเวลามองดูพระอาทิตย์ นี่ก็แล้วแต่เถอะจะว่ากันประการใด คือนักทางนักภาษาจะเป็นพวกภาษาถิ่น ภาษาศาสตร์ หรือว่าวรรณกรรมใดก็แล้วแต่ที่พอจะตอบได้ ก็ช่วยกันค้นต่อไปเพราะเรื่องนี้ยังไม่ยุติหรอก
ขณะเดียวกันมันก็มีอีกบ้านหนึ่ง ชื่อบ้านลานห้วยเดื่อนะครับ อันนี้เนี่ย ลานห้วยเดื่อนี้มันเป็นลานกว้างจริง ๆตรงนี้ กว้างตั้งเกือบสองงานมั้ง ตอนนั้นยังไม่มีต้นไม้อะไรขึ้นนะ ก็มีต้นไม้ใหญ่ มีห้วยเป็นทางน้ำกว้างประมาณสิบเมตร ที่ใกล้ ๆ นั้นเป็นทางน้ำธรรมชาตินี่นะ เค้าบอกไอ้ต้นน้ำของลำห้วยที่ไหลผ่านลานห้วยเดื่อเนี่ย มันอยู่ที่เขาตาจี่ ลำน้ำนี้จะไหลไปบรรจบกับลำน้ำปิงที่จังหวัดกำแพงเพชร เดื่อ ก็เป็นชื่อของต้นไม้ ชื่อต้นมะเดื่อนะครับ หลายคนก็บอกกับผมว่ามันเป็นต้นมะเดื่อ แต่ก็มีบางคนบอก "มันบ่ใจ้หน่อ มันเป็นหว่านเป็นชื่อว่าต้นหานเดื่อ"
และผมก็ตรวจสอบดูว่าต้นหานเดื่อเนี่ย มันก็เป็นไม้พิษชนิดหนึ่ง ซึ่งคนทางสุโขทัยเรียกว่า "หว่านช้างร้อง" ที่เรียกหานเดื่อเพราะว่าใบมันเหมือนกับมะเดื่อนั่นแหละครับ ก็ว่ากันไปว่าลำน้ำนี้มันไหลมาจากต้นมะเดื่อมาก ๆ หรือว่ามันมีไอ้ต้น อ่า หานเดื่ออยู่มาก ก็ต้องไปตรวจสอบกัน เผอิญผมก็ไม่มีเวลาไปเสียด้วย จะไปตอนนี้อายุก็มากคงจะเข้าไปไม่ถึงมั้ง ถ้าเกิดมันเป็น อ่า หานเดื่อจริง ๆ เดี๋ยวไปโดนเข้าก็จะมีอาการไปอีกนะครับ
บริเวณนั้นนะห้วยหานเดื่อเนี่ยมีราษฎรมาจัดตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้น รวมเรียกว่า บ้านลานห้วยเดื่อ นี่ก็ตั้งมีสำนักสงฆ์ มีอะไรอยู่ด้วยนะครับ บริเวณนี้ก็เป็นเอาว่ามันน่าจะมีต้นมะเดื่อเพราะว่ามันเป็นต้นใหญ่หน่อยน่ะ เพราะมาเทียบกับใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยนเรศวรของเราเนี่ย ของหมู่ 8 นี้ ยังมีบริเวณที่เค้าเรียกว่า คุยมะเดื่อใช่ไหม คุยมะเดื่อนี้ก็มีอยู่เนี่ย ทางตะวัน อ่า ทางตะวันออกตรงหอหญิงเนี่ย เค้าเรียกว่า คุยมะเดื่อ แต่ถามชาวบ้านรุ่นใหม่ก็ไม่มีใครรู้จัก
นี่ผมก็เทียบให้ดูว่า เอ่อ คำว่า "ลาน" เนี่ยมันก็มีอะไรที่น่าคิดอยู่ คราวนี้ก็ยังมีชื่อหมู่บ้านอื่นอีกที่น่าสนใจมีมากเลย อย่างบ้านวังหินเนี่ย บ้านวังหินหมู่ 4 ตำบลวังหินเนี่ยนะครับ ตามประวัติว่า บริเวณนี้เคยมีโรงงานกลั่นสุรามาก่อนติดกับลำน้ำปิง ลำน้ำปิงหรือแม่น้ำปิงตอนนั้นลึกมากนะครับ เป็นห้วงลึกมากและบริเวณนั้นเป็นวังที่เป็นหินด้วยนะฮะ ลึกแล้วก็เป็นหินไม่ใช่เป็นโคลนเป็นดินธรรมดา มีโขดหินอยู่เต็มไปหมดเลย ชาวบ้านเลยเรียกว่าวังหิน วังหินนี้ปัจจุบันก็มีสองหมู่บ้านนะครับ บ้านวังหินหมู่ 4 กับวังหินหมู่ 5 เนี่ยก็น่าคิดดูทีเดียว ชื่อวังหิน วังหินนี้มีอยู่ทั่วไปแหละ ตรงไหนมีน้ำแล้วมันเป็นวังเป็นหิน เค้าก็เรียกว่าวังหินทั้งนั้น
ของอุตรดิตถ์ก็มีนะที่อำเภอตรอนน่ะ ก็มีบ้านวังหินและยังมีวัดด้วยชื่อวัดวังหิน ตรงนั้นด้วยของลำน้ำน่านน่ะวังหินมีอยู่หลายที่นะครับ เรียกวังหิน วังแร่ วังอะไรก็ตามภูมิประเทศตาม อ่า สิ่งที่ปรากฏ จะมีแร่มีก้อนหินอะไรก็ว่าเข้าไป หรือบ้านเมื่อกี้ บ้านลานห้วยเดื่องี้ฮะ บางทีไม่มีคำว่า "ลาน" ก็เป็นบ้านห้วยเฉย ๆ เลยก็มี ก็แสดงว่ามีลำห้วย
อย่างที่ตากนี้ก็มีบ้านห้วยนึ่งอย่างเงี้ย บ้านห้วยนึ่งนี่ก็เป็นบ้านเก่านะครับ มีลำห้วยท้อเป็นลำห้วยใหญ่ไหลลงไปบรรจบกับลำน้ำปิง ฤดูน้ำหลากเนี่ยลำห้วยใหญ่ทำให้เกิดแรงต้านขึ้น และก็เลยเกิดน้ำในลำห้วยนั้นจะหยุดนิ่ง เค้าว่าอย่างงั้นนะฮะ พอแรงต้านขึ้น น้ำจากแม่ท้อเนี่ยก็หยุดนิ่งเพราะลำน้ำปิงต้านขึ้นมา เพราะน้ำหยุดนิ่งก็เลยเรียกว่า ห้วยนิ่ง เรียกกันมานาน ๆ ห้วยนิ่งก็เลยกลายเป็นห้วยนึ่ง เอ้อ..ฟังดูก็ชอบกลนะฮ่ะ นิ่งมาเป็นนึ่ง มันก็อาจจะได้น่ะ กระดิงยังเป็นกระดึ่ง กระดิ่งเป็นกระดึง เอ้อ ฮ่า..กระดิ่งก็เป็นกระดึงได้ เพราะฉะนั้นน่าจะได้อยู่หรอกที่ห้วยนิ่งจะเป็นห้วยนึ่ง
นี่ก็ยังอยู่ในเขตจังหวัดตากอยู่ เราคงมีเวลาพูดกันถึงเรื่องของตากอีกต่อไปอีกหลายครั้งทีเดียวนะครับ ก็จะได้นำเสนอในเรื่องของชื่อของหมู่บ้านนี้ สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาพอดี ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังครับผม สวัสดีครับ