วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 27 เรื่อง เพลงบอก : วรรณกรรมปักษ์ใต้
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว มาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีก็นึกถึงการเฉลิมฉลอง ซึ่งขณะนี้เขาไม่เรียกว่าเฉลิมฉลอง เรียกว่ารำลึกถึงนะ การก่อวินาศกรรมที่ World Trade Center ในช่วงที่ผมกำลังอยู่นี่ก็กำลังถ่ายทอดโทรทัศน์กันอยู่ นะครับ ส่วนของเราในวันนี้ก็จะไปพูดถึงเรื่องของวรรณกรรมที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ

      โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะพูดเฉพาะเจาะจงลงไปถึงวรรณกรรมท้องถิ่นของภาคใต้ ที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนี้นั้น ผมขอกราบเรียนท่านผู้ฟังอย่างกว้างๆ ซะก่อนนะครับว่า ประเทศไทยเราที่อยู่ปัจจุบันเนี่ยก็มีภาษาถิ่นไทยใช้อยู่มากมาย หลายภาษาทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นภาษาใหญ่ๆ คือ ภาษาล้านนา ภาษาอีสาน ไม่ว่าภาษาใต้ ทักษิณอะไรอย่างนี้นะครับ ก็มีอยู่มากมาย

       ภาษาแต่ละภาษา อย่างเช่นล้านนาก็แยกออกไปอีก เป็นภาษาย่อยๆ ซึ่งฟังกันรู้เรื่องทั้งหมดแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นในล้านนาเองหรือให้คนล้านนาพูดภาษาใต้ คนใต้ก็ต้องฟังได้อยู่ อาจจะไม่รู้เรื่องทั้งหมดแต่พอเข้าใจกันได้ คนอีสานพูดภาษาอีสาน คนระยองฟังเข้าก็เข้าใจ ไม่ได้จะลำบากยากเย็นอะไรนักหรอก เพราะลักษณะของภาษาถิ่นของภาษาใดภาษาหนึ่งเนี่ย มันมีลักษณะพิเศษคือมีความเข้าใจกัน เข้าใจร่วมกันได้ ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่ามี Common Intelligibility อะไรทำนองนั้นน่ะนะครับ

        ก็เป็นอันว่าถ้าให้คนไต "ไต" นี่นะ ไตก็คือคนอยู่ทางเชียงราย แม่ฮ่องสอน ที่พวกเราไปเรียกเขาว่าไทยใหญ่ ที่จริงก็เรียกจริงๆ เรียก "ไต " ที่เรียกไทยใหญ่น่ะคนทางกรุงเทพไปเรียกเขา เพื่อแยกออกจากไทยของเราที่เรียกว่าไทยน้อย ที่จริงดูๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ใหญ่อะไรน่ะนะ ก็พอๆ กับเรานี่แหละ แต่ทำไมไปเรียกไทยใหญ่ก็ไม่ทราบ ไปเริ่มต้นในพงศาวดาร ไทยใหญ่ก็เลยเรียกว่าไทยใหญ่ ตัวเขาเองเรียกเขาว่าพวก "ไต"

         พวกไตนั้นก็อยู่ทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย มีอยู่มากมาย ศูนย์ใหญ่ของไตก็จะอยู่ที่เชียงตุง หรือเขงตุง ที่เมืองราเชียว เขงตุง ราเชียว เมืองตองยี อะไรพวกนี้ ก็จะมีพวกไตเขาอยู่ ของไทยเราก็มาอยู่แถวแม่ฮ่องสอน แถวเชียงราย ให้คนไตพูดภาษาไต แล้วให้คนโซ่งที่เขาย้อย เพชรบุรี หรือจะเป็นโซ่งที่บ้านคุยม่วง คุยยาง หนองขานาง วังอีทก ที่บางระกำเนี่ยฟัง ก็จะเข้าใจกัน เช่นพูดว่า "กว่าเลม้า" ก็หมายความว่า ไปไหนมา ถ้าไปบ้าน ก็ใช้คำว่า " กว่าเฮิน " , " กว่าเรีอน" ถ้าไปตัดผม ก็ใช้คำว่า " กว่าแต๊บโห" " กว่า " ก็แปลว่า ไป " แต๊บ " ก็ตัด เนี่ยง่ายๆ เลย " โห " ก็หัว " กว่าแต๊บโห " ไม่ได้แปลว่าไปตัดหัว แต่ให้แปลว่า ไปตัดผม นะครับ

        ก็เป็นคำพูดที่เราเดากันได้ เสียงบางเสียงมันก็เปลี่ยนกันไปเล็กน้อย ไม่ถึงกับพรากจากเสียงเดิมไปเลยทีเดียว ที่นี้ไอ้คำต้นเลยจริงๆ เนี่ยมันเป็นภาษาไทยเนี่ย เราเรียกกันว่า Proto-Thai คือไทยแบบเดิม เนี่ยมันเป็นประการใดนั้นก็ต้องสืบค้นกันไปให้ดีนะครับ

        จะยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยในการศึกษาค้นคว้าภาษาไทยของฝรั่งคนนึงซึ่งเข้ามาในไทยแล้วก็เขียนหนังสือชื่อ From Ancient to Modern Thai Dialects คนนี้ก็คือ ดร.จอห์น มาร์วิน บราวน์ เขาศึกษาว่าภาษาไทยเนี่ยมันเป็นถิ่นต่างๆ โอ้โหมากมายเลย เยอะแยะมากกว่า 60 ขึ้นไป แต่ที่น่าสนใจก็คือ ดร.จอห์น มาร์วิน บราวน์ บอกว่าภาษาสุโขทัยที่พูดกันเมื่อ 700 ปีก่อนเนี่ย ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเนี่ยนะครับ ปัจจุบันยังปรากฏว่าใช้กันอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช

       ถ้าเรื่องการวิจัยนี้มันมีความสำคัญจริงๆ ก็แปลว่า ถ้าเราอยากจะฟังว่าคนสุโขทัยเมื่อสมัยพ่อขุนรามคำแหงพูด มีสำเนียงประการใด ก็ให้ฟังเสียงคนที่นครศรีธรรมราชเขาพูด ศัพท์ต่างๆ อาจจะใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เพราะว่านครศรีธรรมราชกับสุโขทัยนั้นมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง ในทางประวัติศาสตร์มาอยู่ก่อน เราต้องไม่ลืมว่าแม้แต่สังฆราช ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น ก็เป็นพระเถระที่มาจากนครศรีธรรมราช นี่เป็นความเกี่ยวโยงกันนะครับ

       ก็เป็นอันว่าถ้าพูดภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง คนต่างถิ่นฟังแล้วจะฟังรู้เรื่อง เพราะว่ามันเป็นภาษาถิ่นของไทย ไม่ใช่ภาษาถิ่นของที่อื่น ให้คนระยองพูดภาษาระยอง ก็เชื่อแน่ว่าคนแม่สอดที่ตากจะฟังรู้เรื่อง ให้คนที่ อ.เชียงคาน จ.เลย พูดภาษาท้องถิ่นของ อ.เชียงคาน จ.เลย ก็เชื่อได้แน่ว่าคนที่ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช จะฟังได้รู้เรื่อง สำหรับวรรณกรรมท้องถิ่นที่ผมจะนำกราบเรียนเสนอท่านผู้ฟังวันนี้นั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรมเพลง ซึ่งทางภาคใต้เรียกว่า "เพลงบอก" นะฮะ บอกก็คือบอกให้รู้นี่เองแหละ ให้ข่าวสาร ให้ข้อมูล ให้ความรู้นะฮะ อาจจะอยู่ในขั้นของการให้ข้อมูล อาจจะอยู่ในขั้นของการให้ข่าวสารอยู่ในขั้นของการให้ความรู้ ถ้าจะพูดภาษาของนิสิตที่นี่ก็ว่า อยู่ในขั้นที่จะให้ Data ให้ Information หรือให้ Knowledge อะไรก็ว่ากันไป

        แต่แทนที่เราจะให้ข้อมูล ให้สารนิเทศ ให้ความรู้โดยวิธีเขียน เขาไม่เขียนนะครับ เขาบอกต่อๆ กัน แต่บอกนี่ก็ไม่ได้ใช้คำพูดธรรมดา แต่บอกเป็นเพลง จะเห็นแน่ชัดเลยว่ามันเป็นการสื่อสารที่ดีมาก เพราะมีทั้งความรู้ ให้คุณค่าทางสติปัญญา ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ข้อมูลต่างๆที่ปรากฏอยู่ ขณะเดียวกันก็ให้ความบันเทิงไปด้วย ซึ่งมันจะจับจิตจับใจคนชนบททั่วๆ ไป เพราะคนชนบททั่วๆ ไปนั้น เขาไม่มีเวลาจะอ่านหนังสือหรอก เขาต้องทำไร่ ไถนา ทางการเกษตรมากมาย งานบ้านเขาก็มากไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาจะทำได้อย่างหนึ่งในตอนกลางวันก็คือเปิดวิทยุฟัง ในเมื่อเปิดวิทยุเนี่ย ถ้าแม้นว่ามีการบอกข่าวต่างๆ ออกไป ในลักษณะของการเป็นเพลง ก็ย่อมจะทำให้เขาเนี่ยซาบซึ้งในความไพเราะ ขณะเดียวกันเขาก็ได้ทราบข้อมูล ได้ทราบสารนิเทศและก็ได้ความรู้ต่างๆ

        จึงถือว่าเพลงบอกของภาคใต้ มีหน้าที่ อันนี้ใช้ภาษาวิชาการว่ามี Function น่ะนะ มีหน้าที่สำคัญทีเดียวหละครับ ในเรื่องของการให้ความรู้ ให้ข้อมูล ให้สารนิเทศต่างๆแก่ผู้ฟัง โดยที่ผู้ฟังนั้นฟังแล้วก็ได้สิ่งต่างๆ ที่เขามุ่งที่จะให้ได้ ดังที่ว่าเมื่อสักครู่นี้ ขณะเดียวกันก็เกิดความบันเทิง เพราะเพลงบอกจะมีลักษณะที่ไพเราะที่ท่วงทำนอง ในขณะเดียวกันจะมีอารมณ์ขันแทรกอยู่เสมอ

         ปัญหาของเมืองไทยในปัจจุบันเนี่ย ที่เห็นชัดๆ ก็คือปัญหายาเสพติด กับปัญหาโรคเอดส์ ิ 2 อย่างนี่นะครับ เพลงบอกเขาก็จะจัดบอกไว้เลยว่า ยาเสพติดมันมีพิษยังไง อย่าไปแตะไปต้องมัน โรคเอดส์มันมีอะไรก็จะบอกเอาไว้ ผมเองเนี่ยก็จะได้เปิดเพลงบอกให้ท่านฟัง เพลงบอกที่จะเปิดเนี่ยเป็นของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์นะครับ ท่านรองศาสตราจารย์อุดม หนูทอง เนี่ยท่านก็มองเห็นคุณค่า ท่านก็นำมาทำเป็นตลับเทปออกจำหน่ายโดยทั่วไป ออกแจกจ่ายด้วยนะครับ ผมก็นำมาให้ฟัง

          ที่อยากให้ท่านผู้ฟังก็เพราะว่า เมื่อท่านฟังแล้วเนี่ย ก็ขอให้พยายามฟังให้รู้เรื่องไง ท่านพยายามฟังสักหน่อยนึง เพราะเป็นภาษาใต้ ฟังไป 2-3 เพลง 2-3 ตอนแรกจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอฟังไปนานๆ จะเริ่มชินกับเสียงของคนใต้นะครับ และก็จะเริ่มเห็นความไพเราะของเขา เริ่มจับได้ว่าข้อมูลที่เขานำเสนอนั้นมีอะไร เสียงของคนใต้ เสียงท้ายจะเป็นเสียงกร่อนเล็กน้อย เสียงหน้าก็เป็นเสียงกร่อนนะครับ เพราะฉะนั้นคำว่า "กระดูก" ก็อาจจะเหลือเพียง "ดูก" อะไรทำนองนี้ ก็ไม่ได้ฟังยากอะไร แล้วเผอิญเหลือเกินเพลงบอกที่นำมาครั้งนี้นั้น ใช้ศัพท์ของภาคกลางเสียเกินครึ่งครับ เลยไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าไรนัก ที่จะนำเสนอก็เป็นเรื่องของเพลงบอกเรื่องยาเสพติด เพลงบอกเรื่องโรคเอดส์ เท่าที่เวลาจะอำนวยให้ได้นะครับ ก็ขอเรียนเชิญท่านผู้ฟังทุกท่าน ฟัง " เพลงบอก " ครับ

"โอ…โอ้…(เอื้อน) ....หวนคิดน่ะขึ้นมาเรื่องยาเสพติด ( ซํ้า ) สิ่งนี้นะเป็นพิษภัยร้าย พี่น้องเอยนะเป็นพิษภัยร้าย เขาว่าผู้เสพมันถึงตาย ผู้ขายต้องติดราง (ซ้ำ) โอ้ชีวิตนี่ละหนอชีวิต นี่ละโอ้ชีวิต นี่ละหนอชีวิต ใช่เดินให้ผิดลู่ทาง ใช่เลือกห้องขังยาบ้า ว่านึกว่าเป็นยาดี (ซ้ำ) เพียงเห็นหัวกะโหลกไขว้ แล้วเพียงเห็นหัวนี่ละกะโหลกไขว้ น่าจะรู้ได้ชัดเจน ว่าภัยร้ายแรงแก่ชาวโลก เขาจึงทำมาเป็นกะโหลกผี (ซ้ำ) ผีจึงเข้าและก็เฝ้าโลงโล่ง หมาเอยมันหย่อนเข้าที่ๆ ทั้งหมาทั้งผีมันรุมกันบ้า จับยามันแรงเอ๊ยฤทธิ์ ( ซํ้า ) แล้วเป็นคนดีๆ แล้วพอผีมาเข้า หัวใจเต้นเร่ารุ่มร้อน บังเกิดอาการประสาทหลอน ไม่ร้อนรู้ถูกผิด ( ซํ้า ) แล้วสติแล้วสตังมันถูกทำลาย (ซ้ำ) เป็นคนซึ่งไร้ความคิด แลดูดวงจิตเหมือนเดรัจฉาน ยามันเข้าครอบงำ ( ซํ้า ) คนรู้ดีชั่วตัวถ้วน คนเราดีชั่วเราก็รู้ตัวถ้วน ยาทำปั่นป่วนป่นปี้ ยามันทำปั่นป่วนป่นปี้ ลืมสิ้นผิดชอบชั่วดี เพราะผีมันเข้าทำ ( ํซํ้า ) ไม่เกลียดชั่วและไม่กลัวบาป มันไม่เกลียดชั่วและไม่กลัวบาป หัวใจมันยับมืดดำ บางคนทุบทำทรมาน บิดรมารดาตน (ซ้ำ) สุดจะพร่ำและจะพรรณนา ผมสุดจะพรํ่าและจะพรรณนา พิษภัยยาบ้ามากมาย ขึ้นชื่อว่าบ้าเป็นอันตราย ยุ่งแล้วย่อมหลายผล ( ซํ้า ) ควรหลีกไกลลูกเอ๋ยให้ไกล หลานๆ หลีกไกลหลีกเสียให้ไกล ควรหลีกจิตใจเสียให้พ้น ถึงตอนทุกข์ทนต้องระวังและอย่าหวังไปพึ่งยา (ซ้ำ) ..........

"โอ…โอ้…(เอื้อน)..... ได้ข่าวทุกวันแล้วมันให้หวั่นไหว ได้ทราบข่าวมาทุกวันให้หวั่นไหว เป็นข่าวเรื่องภัยเอดส์ร้าย มันเป็นข่าวเรื่องภัยเอดส์ร้าย ใครเป็นลูกเดียวก็ต้องตาย หาไม่ยารักษา (ซ้ำ) และมันก่อนสิ้นชีวา มันก่อนจะสิ้นพี่น้องเอยชีวา โรคนี้มันจะทรมาน ( ซํ้า ) หน้าตาเหมือนดังปีศาจ มันแลแล้วนะครับหวาดกลัว (ซ้ำ) เป็นแผลหนองหยาดเปื้อนเปรอะๆ เนื้อตัวปล่อยเฟอะพุพอง เนื้อตัวเปื่อยเฟอะพุพอง เสียงครวญเสียงครางเสียวสยอง ได้ยินพองถึงขนหู (ซ้ำ) อนาถหนอโอ้ชีวิต โอ้อนาถหนอชีวิต หญิงชายต้องคิดระวังตัว พี่น้องเอยต้องคิดระวังตัว อย่าเที่ยว…"

        ท่านผู้ฟังที่เคารพครับ ท่านฟังแล้วผมคิดว่าท่านคงได้เห็นว่า เขาให้ข้อมูลในเรื่องของยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าว่ามีพิษภัยประการใด ในขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลเรื่องของโรคเอดส์ ทั้ง 2 อย่างนี้ เป็นปัญหาของประเทศเรา ผู้ที่ฟังวิทยุอยู่ อยู่ที่บ้านเนี่ยก็จะได้ทราบเรื่องนี้ โดยที่เขาไม่ต้องไปฟังอะไร ที่มันเข้าใจยากในเชิงภาษาวิชาการมากนัก ในขณะเดียวกันนักวิชาการฟังแล้วก็มองเห็นหน้าที่อย่างหนึ่งของเพลงพื้นบ้าน ว่ามีหน้าที่ในการให้ข่าวสาร ในการให้สติปัญญา ในการให้ความบันเทิง นั่นคือ คุณค่าของความบันเทิง คุณค่าทางอารมณ์ก็มีอยู่ ขณะเดียวกันคุณค่าทางสติปัญญาก็มีอยู่อีกด้วย นี่คือความดีของเพลงพื้นบ้าน

          วรรณกรรมสองแควในวันนี้ ก็หมดเวลาพอดีนะครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟัง แล้วค่อยพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับผม......

กลับขึ้นบน