วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 26 เรื่อง วรรณกรรมประกอบการเรียกชื่อปี
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว กลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการ

     วันนี้ก็ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 5  กันยายนนะครับ ในคราวที่แล้วในสัปดาห์ที่แล้วนั้น ผมพูดค้างไว้ถึงเรื่องของการเรียกชื่อปี การเรียกชื่อปีชวด ฉลู ขาล เนี่ย พูดไปถึงนั่น ซ฿่งเรื่องนี้นะ มันมีวรรณกรรมประกอบอยู่มากมายทีเดียว ที่เขียนโดยพระยาอนุมานราชธนก็มีนะครับ คนอื่นก็มีอยู่มาก ที่ผมจะกราบเรียนในครั้งนี้ก็จะเริ่มจากปีชวด คราวที่แล้วก็พูดถึงตรงนั้น

     ปีชวดหรือหนู คำว่าชวดนี้ก็สงสัยว่ามันมาจากภาษาอะไร ถ้าหากตรวจสอบในภาษาจีน จีนแคะเนี่ย มีคำหนึ่งก็เรียกว่า กะจื้อ แปลว่าหนู พอมาดูนามปีทางล้านนา ทางเชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา อะไรพวกนี้นะครับ ก็จะมีคำหนึ่งที่เรียกปีชวดว่า ปีกะไจ้ นี่ก็เป็นปีโบราณทีเดียว หละ คนปัจจุบันที่อยู่ล้านนา ที่ไม่ได้เรียนทางโบราณอาจจะไม่ทราบนะฮะ กะไจ้ กะจื้อนี่ก็แปลว่าหนู ด้วยกันทั้งนั้น

     นี่ก็ปีชวด ชวดของไทยก็คล้ายกับไม่ได้อะไรซักอย่าง ฟังดูก็แปลกดี ปีเนี่ย นี่เริ่มต้นค่อนข้างเล็ก ๆ นะ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตัวเล็ก ๆ เลย คือปีชวด ทำไมถึงเอาหนูมาเป็นสัญลักษณ์ของปี ก็เขาก็ค้นคว้ากันอยู่ ดูเหมือนจะมีงานวิจัยของจีนที่ทำแล้วเอาไว้เนี่ยะ เขียนเป้นภาษาจีน ของมหาวิทยาลัยอะไรผมก็จำไม่ได้ แต่ตอนนั้นท่านรองศาสตราจารย์ชูจิตร เขียวสัมพันธ์ ท่านขอให้ผมช่วยค้นทางไทยให้ แล้วก็ส่งไปที่จีน เพื่อเปรียบเทียบกันดู ก็ถ้าได้มาก็คงจะทราบว่า ทำไมจึงใช้หนูเนี่ยะเป็นสัตว์ประจำปีชวด

     ก็เป็นอันว่าท่านที่เกิดปีชวด สัตว์ประจำปีก็เป็นหนูก็แล้วกัน ฟังดูชื่อแล้วก็น่าจะเป็นสัตว์แบบผู้หญิงนะ หนูเนี่ย มันไม่ค่อยจะเป็นผู้ชายเท่าไหร่ นะ นี่ ปีชวด

     ปีต่อไป ก็เป็นปีฉลู อันนี้ก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนะฮะ แต่ว่าอันนี้ก็กินหญ้า ตัวโต ฉลูนี่ก็เป็นปีวัว วัวก็เป็นภาษาเขียน ถ้างัวก็เป็นภาษาพูด ปีวัวไม่ค่อยจะมีใครเรียกปีโคหรอก เป็นปีฉลู

     ปีฉลูเนี่ย ถ้าเราไปดูวรรณกรรมต่าง ๆ ของทางล้านนา เช่น หนังสือวรรณกรรมชื่อ คโลเมืองเป้า โคลงที่เขียนขึ้นในปีฉลู คโลเมืองเป้า ซึ่งบางที่เราก็เรียกกันในภาษาภาคกลางว่า "ราชหริภุญไชย" นะฮะ คโลเมืองเป้านะฮะ เขียนในปีฉลู ก็เป็นปีวัว

     ปีฉลูนี่ก็มาจากภาษาอะไร ตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า การเรียกชื่อพวกปีเนี่ย มันมีต้นมาจากภาษาจีน บ้างก็ได้จากภาษามอญ หรือตระกูลมอญเขมรบ้างก็มีนะครับ ฉลูตรวจสอบได้ดูเหมือนจะมีผู้เขียนเรื่องนี้เอาไว้ว่ามาจากไหน ผมเองก็อ่านแล้วก็ไม่สู้จะแน่ใจนัก ก็ยังไม่ยืนยันเลยจะไม่นำมากราบเรียน

     งั้นเราต้องค้นกันต่อไปละกัน ปีฉลูเนี่ย ฉลูพูดนาน ๆ ก็เลยกลายเป็นชื่อสามัญทั่วไป เช่น พระวิษณุกรรม เนี่ย บางที่เรียกอีกทีเป็น เพชรฉลูกรรม์ ท่านคงเคยได้ยิน เนี่ยเรียกแบบชาวบ้าน ท่านคงเคยได้ยิน พระวิษณุกรรม วิศวกรรม กลายเป็น เพชรฉลูกรรม์ ซึ่งเป็นครูทางด้านนาฎศิลป์อะไรทำนองนี้ ครับชาวบ้านเขา เรืยกอย่างนั้น อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับฉลูหรอก แต่บังเอิญออกเสียงเหมือนกัน เท่านั้นแหละครับ

     ปีฉลูก็ปีวัว ชวด ฉลู ปีขาล ขาลนั้น รากศัพท์ก็จะเป็นตระกูลมอญเขมร ภาษามอญ ขาลก็แปลว่าเสือ อันนี้ค่อนข้างตรงตัวทีเดียว ก็เพระาแปลว่าเสือนี้ ก็ทำให้หลายคนเนี่ยไปสันนิษฐานว่าเมืองสงขลา ว่าเป็น ดงเสือ เพระาสง ภาษาโบราณซึ่งยังใช้อยู่นะ ในภาคอีสาน คำว่า สง นี่แปลว่า ป่า, ดง สงขลา เลยแปลว่าดงเสือ

     พอไปเทียบกับทางอีสานเนี่ย สงแปลว่าป่า เช่น บ้านสงเปลือย บางที่มีดงตะแบก บ้านสงยาง เนี่ย ฟ้าแดดสงยาง สงยาง นี่อยู่อำเภอจตุรภักรภูมิพิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ก็เป็นดงของต้นยาง ไม้ยางสูง ๆ นะครับ

     สงขลาจะแปลว่าดงเสือ มีหลายคนว่า ไม่ใช่ มันมาจาก ซิงกล่า แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ดูเหมือนจะชื่ออะไร ผมก็จำไม่ได้ ชื่อมนตรี แต่จำนามสกุลไม่ได้ ศรีบุษรา หรืออะไรเนี่ย บอกว่าสงขลาเนี่ย ท่านบอกว่าสงขลานี่มันไม่ใช่ดงเสือ มันไม่ใช่ซิงกล่า แต่มันมาจากซองเกลีย ที่มาจากภาษาเขมร ซึ่งแปลว่าภูเขาใหญ่ นี่ท่านก็ว่าไปถึงภาษาเขมร ผมก็ไม่มีความเห็นประการใด

     นี่ก็ว่าไปถึงปีขาลแค่นั้นน่ะครับ แล้วออกไปกันไปเป็นเสือ มีวัว มีเสือ 2 ปีนี้ก็อยู่ใกล้กันทีเดียว ส่วนหนูก็นำหน้าปีขาล แล้วก็ปีเถาะ พอสัตว์ใหญ่กินเนื้อแล้วก็มาสัตว์เล็กกินหญ้า เถาะนี่ก็กระต่าย ชื่อของเถาะนี่ก็ต้องตรวจสอบกัน หลายคนเขียนเอาไว้ต้องตรวจสอบกัน แต่ผมก็ยังไม่กราบเรียนในที่นี้นะครับว่า มันมาจะหมายถึงอะไร ในสัตว์ของเรา เถาะก็หมายถึงกระต่ายเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน

     กระต่ายเนี่ยมีวรรณกรรมประกอบมากมายเลยเกี่ยวกับกระต่าย แต่แทบทุกเรื่องจะบอกเอาไว้เลยว่ากระต่ายนี่หางยาวนะ คงจะยาวแบบกระรอก นี่เป็นพวงเลยมั๊ง ก็มีนิทานเล่ากันว่า มีชายคนหนึ่งพ่อแม่เขาป่วยหนักมากเลย เขาต้องไปหายา แล้วยานี่ก็ต้องประกอบด้วยหางของกระต่าย

      เขาหาทั่วไปหมด กระต่ายมันก็หนีหมด ท้ายสุดมาเจอกระต่ายตัวหนึ่ง นั่งอยู่ เขาก็ไปเล่าให้ฟัง กระต่ายก็มีความเห็นอกเห็นใจก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เรายอมให้ท่านเอาหางไปเป็นยาให้กับคุณพ่อคุณแม่ของท่าน เอาไปเข้ายา กินเสร็จก็จะได้หายป่วย

      กระต่ายก็อุทิศหางให้กับชายผู้นั้น ชายผู้นั้นตัดหางกระต่ายไป กระต่ายนั้นก็เจ็บปวดมากเลย น่าสงสาร ทุกข์ทรมานอยู่ ทำให้เทวดาทั้งหลายมองเห็นว่า กระต่ายนี่เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นิสัยดีมาก เลยจัดการหักเอายอดภูเขาชื่ออะไรก็ไม่ทราบละ มาเขียนเป็นรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์ เพื่อให้กระต่ายรุ่นหลัง อนุชนของพวกกระต่ายต่อมานี่ได้ชมว่า บรรพบุรุษของกระต่ายเนี่ยเสียสละเพื่อมนุษยชาตินะ เพราะว่ามีเมตตากรุณา สละได้แม้แต่หางของตัว

       เพราะฉะนั้นเลยมีรูปกระต่ายบนดวงจันทร์ พอเดือนหงายนี่ก็ กระต่ายก็ชอบมาดูบรรพบุรุษของเขา เพื่อระลึกถึงว่าบรรพบุรุษของเขาก็มีส่วนเอื้อต่อมนุษยชาติ โดยการสละหางให้เอาไปทำยา นี่ก็ว่ากันไป จะเชื่อตามนี้ก็แล้วแต่เถอะครับว่ากระต่ายมีบุญมีคุณ กระต่ายก็เลยหางสั้น

      นี่ก็สำนวนหนึ่ง พูดภาษาวัยรุ่นก็ว่าเป็นเวอร์ชั่นหนึ่ง อะไรทำนองนี้แหละ อีกสำนวนหนึ่งก็ว่า กระต่ายนี่เดิมหางยาว แล้วครั้งหนึ่ง กระต่ายนี่กระโดดลงใป ตะเข้ไล่งับกระต่าย งับหางกระต่ายขาดเลย เนี่ยไอ้ตัวนี้ ตะเข้งับหางกระต่าย

      ส่วนกระต่ายนั้น ในขณะที่หนีตะเข้นั้น เท้ายันอย่างเต็มที่ ปรากฏว่าเท้าของกระต่ายเนี่ยมีเล็บคมครับ ไปตัดเอาลิ้นตะเข้ขาดไปเลย ก็เป็นอันว่า ตะเข้ก็เลยไม่มีลิ้น กินอะไรก็คงไม่รู้รสมั้ง ก็เลยเรียกว่า กินแบบตะเข้ เวลาจะกินอะไร เช่นได้สัตว์ใหญ่ ๆ แต่ก่อนจะกินคน ตะเข้นี่ มันคาบเสร็จมันต้องชูขึ้นนะฮะ เค้าเรียกว่า มันชูถวายพระอิศวร ความจริงคงไม่ใช่หรอก ความจริงมันชูขึ้นมาเพื่อให้คอมันกว้าง แล้วก็อ้าปากงับลงไปนะแหละ

      นี่ก็เป็นเรื่องกระต่ายไม่มีหางสำนวนที่สอง ไอ้ที่ทั้งหมดนี่รวมอยู่กับปีเถอะนะครับ อธิบายถึงเรื่องปีเถอะว่ามันเป็นกระต่าย

      จากนั้นก็เป็นปีมะโรง ตัวนี้ก็ได้พูดแล้วว่ามันมาจาก มกร เขียนนาน ๆ จากมังกร ก็กลายเป็นมะโรง เลยเนี่ย มันกลายเสียงเนี่ย พูดไปสัปดาห์ที่แล้ว

       เนี่ยงูใหญ่จะตรงกับภาษาอังกฤษ มันก็ตรงกับคำว่า serpent ฝรั่งเศสก็คงเป็น แซร์ปอง มั๊ง เนี่ยผมก็ออกเสียงไม่ชัดหรอก serpent นี่ก็งูใหญ่นะฮะ

      ที่น่าสนใจก็คือ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสหรืออังกฤษ มันสอดคล้องกับภาษาบาลีที่เรียกงูใหญ่ว่า สัปปา สัปชาต ที่มันคล้ายกันก็เพระามีเสียง ส-ป เซอร์เพนท์ แซร์ปอง สัปปา นี่ก็เป็นไปได้ว่ามันมาจากตระกูลภาษาเดียวกัน มันพวก Indo-Europien Language เหมือนกัน และก็ภาษาที่มีลักษณะวิภัตร-ปัจจัย ที่เป็นภาษาอังกฤษว่า Inflexional Language

      อันเนี้ยก็เป็นงูใหญ่ งูใหญ่นี่แต่ก่อนมันคงจะครองโลกอยู๋เหมือนกันนะฮะ เพระาเรื่องของงูนี่เป็นเรื่องใหญ่มากเลย งูเนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของการจะมีคู่ครอง สมัยนั้นเนี่ยผู้หญิงเค้าก็ไปเก็บผักหักฟืน ไปเก็บดอกไม้ ผู้ชายที่รักใคร่เขาก็ตามไป เดินตามไป

      เข้าใกล้ตัวก็ไม่ได้ ถูกเนื้อต้องตัวก็ไม่ได้เสียความบริสุทธิ์ ถ้าถูกเนื้อต้องตัวต้องแต่งงานเลย มีโอกาสจะได้พบกันในงานนักขัตฤกษ์ สงกรานต์ อะไรบ้างเล็กน้อย ทอดกฐิน อะไรพวกนี้ งั้นผู้ชายที่ชอบผู้หญิงคนไหน เขาจะตามไปห่าง ๆ เวลาที่เธอไปตัดฟืน ไปเก็บผัก เก็บดอกไม้ แล้วสมัยก่อนนี้ งูมันมากครับ

      ผู้หญิงเก็บดอกไม้อยู่ งูเขียวก็โผล่ผลัวะออกมา ผู้หญิงกับงูนี่ก็ของถูกกันเมื่อไหร่หล่ะ พอมองเห็นเธอก็ต้องร้องด้วยเสียงอันดัง หวีดร้องเลย ร้องเสร็จไม่พอ บางคนเป็นลมเพระากลัวงู ผู้หญิงจำนวนมากพอเห็นงู ยังไม่ทันจะเลื้อยก็ร้องกรีดขึ้นมา ฝ่ายผู้ชายที่หมายมั่นรักกันอยู่ก็จะรีบวิ่งไปประคองทันที เพระากลัวจะล้มเพราะเป็นลม ไปจับเนื้อต้องตัวกันเข้าก็เลยต้องแต่งงานกัน ก็แสดงว่าจะได้แต่งงานกัน นี่มาได้แต่งงานกันเพราะงู

      ต่อมางูนี่มันก็ไม่ค่อยจะมีแล้วนะ เพระาว่าโดนกินไปมาก อาหารก็ไม่ค่อยมี มะลงแมลงเหลือน้อย ไอ้ที่จะเจองูแล้วร้องกรี๊ด ก็ไม่ค่อยจะมีแล้วเดี๋ยวนี้ งูก็เลยหลบไปอยู่ในความฝัน เพระาฉะนั้นถ้าใครก็แล้วแต่ฝันว่าพบงู ก็น่าดูทีเดียวละ ถ้าพบพงูจงอางตัวขนาดใหญ่นี่ก็จะได้เนื้อคู่ คู่รักเป็นคนยิ่งใหญ่มาชอบนะ แต่ถ้าติ๊งต่างว่าพบงูดินตัวเล็ก ๆ ละก็เดาเอาก็แล้วกันว่าจะเป็นพวกไหนมาชอบ ก็แล้วแต่เถอะ

       นี่ก็ว่าด้วยงูใหญ่ มีงูใหญ่ก็มีงูเล็ก แสดงว่างูนี่เป็นสัตว์สำคัญมาก สำคัญไม่สำคัญก็ดูเอาก็แล้วกันเถอะ เพราะไอ้ตัวที่มันมาต่อสู้กับเทพอพอลโลนั้น ที่เป็นเทพเจ้าแห่งความมืด เป็นตัวมารร้ายนั้นชื่อ Python นะ ไฟธอนนี่เป็นงูเหลือมใหญ่ ตระกูลงูหลามขนาดใหญ่

       แสดงว่างูนี่มีความสำคัญมากนะครับ ชนหลายเผ่าเขาก็เชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากงู ก็มีอยู่เผ่าหนึ่งเรียกว่า เผ่านาคา จะมาจากงู หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ก็อยู่ในอินเดียเนี่ยครับ

       ของเราที่มีเชื้อสายมาจากงูเนี่ย ก็มีพระร่วงนะครับ หรือของญี่ปุ่นก็มีนิทานที่มีงูเป็นบรรพบุรุษของเจ้าชายองค์หนึ่งซึ่งกล้าหาญมาก ของเขมรก็มีเรื่องของงูเก็งก็อง

       เพราะฉะนั้นงูเนี่ยก็สำคัญทีเดียว จึงมีถึงสองปีน่ะ งูใหญ่แล้วก็งูเล็ก มะเส็งนี่ก็งูเล็ก มะโรงธาตุทอง มะเส็งธาตุอะไรก็จำไม่ได้ ท่านที่อยู่ทางบ้านก็ช่วยคิดด้วย มันมีธาตุอะไรบ้างล่ะ ธาตุเหล็ก ธาตุไม้ ธาตุน้ำ อะไรก็ว่ากันไป มันความเชื่อของคนโบราณเกี่ยวกับระบบธาตุต่าง ๆ

      ปีมะเส็งแล้วก็มีปีมะเมีย อันนี้ก็เป็นสัตว์สี่เท้าละ ม้า มะเมียจะมาจากภาษาอะไร มะเมียไม่พอยังมีมะแมอีก มะแมนี่แพะ อันนี้ก็เป็นธาตุทองน่ะ สัตว์สี่เท้ามีหลายชนิดทีเดียวที่เรานำมาเป็นชื่อปีฃ

      มะเมีย มะแม มันมีถึงสี่มะนะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม ก็เพราะมีมะอย่างเงี้ยะแหละ ผู้ที่ชอบทำนายทายทักคนก็ชอบทำนายว่า ปีนี้คนปีมะจะลำบาก ต้องทำบุญทำทาน อย่างนั้นอย่างนี้ พูดถึงปีมะอย่างเดียวมันก็ตั้งกี่ปีละครับ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม ว่ากันไปเยอะเลย

     มะแมนี่ก็แพะ แพะนี่ก็เป็นสัตว์ค่อนข้างน่าสงสารอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในนิทานเรื่องไหน แพะนี่โง่ทั้งนั้นเลย เช่น นิทานเรื่องแพะกับหมาจิ้งจอก หมาจิ้งจอกตกลงไปในบ่อน้ำ แพะชะโงกลงไปดู เจ้าหมาจิ้งจอกมันก็ชวนแพะลงไปเล่นน้ำในบ่อ พอกระโดดลงไปแค่นั้น มันก็เหยียบหลังแพะกระโดดขึ้นไปข้างบน นั่นก็โดนหลอกเลย แพะเนี่ยน่าสงสารมัน

     สังเกตุให้ดีว่าแพะทุกตัวมันจะยิ้ม ไอ้ที่มันยิ้มคงไม่ใช่หรอก มุมปากของแพะนี่มันงอขึ้นด้านบนน่ะ มองดูแล้วก็ เออ แพะทุกตัวมันยิ้มหมดเลยน่ะครับ ทางใต้จึงมีสำนวน สำนวนหนึ่ง ที่เรียกการดัดจริตว่า "ยิ้มแพะ" คือ ยิ้มแบบไม่จริงนะฮะ คือยิ้มแพะ

     ปีวอกนี้สำคัญ มกตสังวัชระ นี่แหละในภาษาบาลีนี่น่ะครับ ปีวอกนี่ก็ลิง คำว่าวอกนี่ทางล้านนาเองก็ยังเรียกลิงว่าวอก และคำผรุสวาทใช้ว่าคนน่ะ ใช้เป็นภาษาทั่วไปก็ด่าเลย ด่าว่าวอก ถ้าเป็นผู้หญิงก็เติมคำว่าอีเข้าไป ถ้าเป็นผู้ชายก็เติมคำว่าไอ้เข้าไปทำนองนี้

     ด่าว่าวอกนี่คนทางล้านนาเขาก็โกรธกันมาก เพราะอะไร เพราะว่าเขาเห็นลิงมีกริยาอาการไม่ดี มันทะลึ่งนะลิงเนี่ย ทำอะไรรุกรี้รุกรนและก็น่าเกลียดอุจาดมาก เพราะฉะนั้นด่าคำว่าวอกนี่ก็เป็นคำที่น่าเกลียดสำหรับคนทางล้านนา ส่วนคนภาคกลางนั้นด่าว่าวอกก็ยังเฉย ๆ บางคนยังยอมรับว่า ก็ใช่ ฉันเกิดปีวอก ก็เลยไม่น่าโกรธอะไร นั่นก็แล้วแต่ที่การจะว่าคน จะอะไรกัน ก็คงจะโกรธต่างกันน่ะ ผมว่านะ เป็นของธรรมดา

     ไอ้ว่าวอกนี่นะ ภาษาบาลีใช้คำว่า มกตะ นะครับ คำว่า มกตกะ นั่นแปลว่าแมงมุม คนละตัวกัน ไปเทียบเสียงกับภาษาอังกฤษมันใกล้เคียงกันนะ มกตะ ภาษาอังกฤษก็เป็นคำว่า monkey บาลีกับอังกฤษตัวนี้ใกล้เคียงกันที่เดียว

      นี่ก็ปีวอก แล้วก็ปีระกา สำคัญ นี่ก็เป็นสัตว์จำพวกนก ระกาสัตว์ประจำปีนี้ก็คือไก่ หลายคนเกิดปีระกาไม่กินสัตว์ประจำปี ก็เลยไม่กินไก่ ต้องไปกินอย่างอื่น ไอ้คนสบายเลยก็คือคนเกิดปีมะโรง ไม่ต้องไปกินงูใหญ่ด้วยเขาหรอก

      ปีระกา ฟังดูก็เพราะ ที่พิษณุโลกมีบ้านแม่ระกาด้วยนะ ชื่อเพระาดีทีเดียว จากระกาก็ปีจอ จอ นี่ก็สุนัข เรียกว่าหมานี่เพราะกว่า หมามันมาหา จึงเรียกว่าหมา ม๊า ม๊า ม๊า มันก็มาหา จึงเรียกมันว่าหมา

      หมานี่ก็เป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับคนมากที่สุด ชอบอยู่ด้วยกันนะครับ นอนข้างกองไฟด้วยกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน ดูจะเป็นสัตว์ที่สนิทกับมนุษย์มากที่สุดเลย เพระาฉะนั้นพอเวลาที่มีใครเขากินเนื้อหมาเนี่ย หลายคนคงตกอกตกใจ เพราะว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักมาก เหตุไฉนจึงไปกินกันเช่นนี้

      จอ จะมากจากภาษาอะไร ไปเทียบดูในภาษาเขมร เรียกสุนัข เรียกหมานี่ว่า จะแก ถ้าหมาบ้า นี่ก็เรียกจะแกจะกู๊ด ถ้าหมากัดนี่ก็ จะแกแช๊ะ อะไรทำนองนี้นะครับ นี่เรียกหมาว่า จะแก แล้วมันมาเป็นจอได้ประการใด อันนี้ต้องไปถามท่านที่รู้ในภาษาเขมร ดป็นอย่างดีก็คงพอจะตอบได้ละ ผมก็ยังไม่ค่อยจะกล้าเดา คำนี้นัก

       จากจอหมา ก็ไปเป็นปีสุดท้ายคือ กุน กุนเนี่ย ปีกุนนั้น คนทางล้านนาบอกว่าสุตว์ประจำปีคือ ช้าง เพราะอะไร เพระากุนนั้นมาจากคำว่า กุญชร มันเลยเป็นช้าง ก็ถ้าทางภาคกลางนี่ก็สงสัยมาจากคำว่า กุนเชียง เลยถึงกลายเป็นหมูนะท่านนะ

       เห็นช้างเป็นหมู แปลว่าช้างกับหมูนี่มันค่อนข้างจะใกล้เคียงกันทีเดียว คราวนี้ หมูนี่มันก็แปลกอยู่นะครับ มีคนจำนวนมาก หลายเผ่าพันธ์นะครับ ที่ไม่กินหมู ฝรั่งเองก็ไม่ค่อยจะกินเท่าไหร่นัก จะเป็นเพราะว่าหมูมันไม่สอาดพอ หรือว่าเลี้ยงแล้วมันก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น หรือประการใด ก็แล้วแต่เถิด แต่โดยทั่วไปก็ไม่ค่อยจะกินหมูกันมากนัก มักจะกินอย่างอื่นแทน นี่ก็เป็นบุญของหมู ที่ไม่ค่อยจะโดนกินกัน

       หมูถ้าจะว่าไปก็เป็นสัตว์มีบุญคุณกับคน ไม่ค่อยมีใครเอามาเป็นสัญลักษณ์เลยนะ บรรดาพวกแข่งกีฬาเนี่ย ธงของตัวก็เป็นรูปลิง รูปงู ไม่เห็นมีธงของใครเป็นรูปหมู ถ้าจะให้เป็นหมู ก็เป็นหมูป่า ก็น่าสงสารมันที่ว่าให้คนกินตลอด แต่ไม่มีใครยกย่อง ดีอยู่อย่างหนึ่ง นะครับที่เราเอามาทำเป็นสัตว์ประจำปี ก็ยังขึ้นชื่ออยู่ ไม่ถึงกับลืมนัก

       มันเป็นธรรมดาของมนุษย์นะ เราจะไม่ค่อยจะยกย่องใครที่ให้คุณกับเราเท่าไหร่นักหรอกครับ ชาวนานี่เขาก็ทำนาโดยตลอด ให้เราได้กินข้าว แต่เราก็ไม่เห็นค่อยได้ยกย่องเทิดทูนเขาเท่าไหร่ อย่างดีก็บอกว่าเกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ ชาวนาก็เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ก็พูดกันแค่นั้นน่ะ

      แต่อะไรก็แล้วแต่ ที่มันทำร้ายเรามักจะนำเอามันมาเชิดมาชู มาเป็นสัญลักษณ์ เช่น งูจงอาง นี่นะ เสือดาว พวกนี้มันไม่ได้มาช่วยเราเลย แต่เราก็ไปยกย่องมัน แต่ส่วนที่เขาช่วย เราไม่ค่อยยกย่อง อย่างปลานี่ก็ช่วยเราเยอะ เรากินเขาเป็นอาหาร ปลาซิวนี่ก็ไม่ยกย่องเขา แต่กลับเอามาใช้ในทางที่ไม่ค่อยดี เช่น ใจเสาะเป็นปลาซิว ปลาซิวนี่ก็พอขึ้นจากน้ำ พอมองเห็นฟ้า ปลาซิวก็ตาย คือพอตะแคงปั๊บนี่ ตาข้างหนึ่งมองเห็นฟ้า ปลาซิวก็มักจะตาย นี่เรีกว่าใจเสาะ

      ปลาที่ใจไม่เสาะ ก็เห็นจะเป็นปลาหมอ ที่เรียกว่าปลาหมอ น่าจะมาจากปลาสมอละมั๊ง เพราะสมอมาจากทมอนะ ถมอ ทมอ แปลว่า หิน ปลาหิน แปลว่ามันทน ปลาหมอนี่ขนาดหนังแห้งนี่ยังไม่ตายเลย ไม่เหมือนปลาซิวเนี่ยขึ้นมาแล้วก็ตาย ปลาหมอไม่ได้หมายความว่า ปลาที่เที่ยวจับคนมาตรวจ มาผ่าตัด อะไรไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ

       ท่าน นมส. ท่านยังกล่าวถึงปลาหมอว่า เวลาที่อยู่ในน้ำว่ามันคงจะชอบผ่าปลาไส้ตันอะไรทำนองนั้น เพราะมีปลาบางประเภทเรียกว่าปลาไส้ตัน คงจะเจ็บอยู่ตลอดต้องเอาปลาหมอมาผ่า ปลาหมอก็เป็นปลาที่ทนทีเดียว และเป็นปลาที่มีประเภทก็ไม่ค่อยมีคนเอามายกย่องอะไร เท่าไร่นักหรอกครับ ก็ไปยกย่องสัตว์อื่น ๆ มากมาย

       ที่จริงสัตว์หลายประเภทนะ เขาก็เป็นสัตว์ที่มีประโยชน์นะ แต่บางคนก็ไม่ชอบเขา อย่างคางคกน่ะไม่ค่อยมีคนชอบเลย ถ้าเราอ่านหนังสือที่เช็คสเปียร์เขียน โรมิโอแอนด์จูเลียต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏ เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปล มาเป็นโรมิโอและจูเลียตนี่ละครับ ตอนหนึ่งกล่าวถึงคางคกนะครับ คางคกเนี่ยเป็นสัตว์ที่มีตางามที่สุดนะ ในโลกเลย ไม่มีสัตว์ไหนที่ตางามเท่าคางคก ตาอันงามของคางคกนั้นถูกบดบังไปเสียด้วยผิวหนังที่มันขรุขระ

         แต่ถึงจะตางาม ก็ไม่มีใครที่นิยทเอามาชมกันว่า เธอนี่ตางามดั่งคางคก นี่เราก็ไม่เคยพูดกัน ถ้าเราจะชมว่าตางามก็ไปชมเอาตากวางบ้าง ตานางมโนราห์บ้าง เช่น ในเรื่องมัทนพาธา นี่ก็ชมเป็นตามโนราห์นะครับ ตากวาง ตรามโนราห์ ไม่มีใครชมตาคางคก

        คางคกเนี่ยที่จริงเนี่ยในนิทานของอิสานมีวรรณกรรมเรื่องหนึ่งชื่อ พญาคันคาก นะท่านนะ คันคาก คือ คางคก พญาคันคากนี่ก็นำกองทัพท์ของสัตว์เล็ก ๆ จิ้งหรีด ตั๊กแตน อะไรนี่ ต่อสู้กับพญาแถน ตอนนั้นพญาแถนไม่ยอมให้ฝนตกอ้ะ พญาคันคากจึงนำกองทัพขึ้นไปรบ ก็ชนะ เรื่องนี้ก็เป็นการต่อสู้ในระหว่างชนชั้น

        นี่ก็พูดไปอย่างงั้นแหละครับ ก็เผอิญหมดเวลาอีกแล้วครับวันนี้ ก็จะพบกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ในรายการวรรณกรรมสองแคว ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน