วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 25 เรื่อง พระพฤหัสบดีกับพระจันทร์
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับ วันนี้ตรงกับวันที่ 29 สิงหาคม พระพุทธศักราช 2545 และตรงกับวันพฤหัสบดีครับ ในช่วงเวลาประมาณเก้าโมงเช้านี่นะครับ เราก็จะมีรายการวรรณกรรมสองแคว
![]()
พูดถึงวันพฤหัสบดี ก็นึกถึงพระพฤหัส พระพฤหัสซึ่งคนไทยถือว่าพระพฤหัสเนี่ยท่านเป็นครูนะครับ ฉะนั้นวันพฤหัสบดีก็เลยเป็นวันครู จะไหว้ครูก็ไหว้ในวันพฤหัสบดี พระพฤหัสบดีก็จัดว่าเป็นเทพชั้นผู้ใหญ่ทีเดียวแหละ เพราะว่าเป็นครูของเทพทั้งหลาย ซึ่งถ้าเทียบกับทางเทววิทยาของกรีกก็จะตรงกับเทพ ZEUS หรือ ซีอุส เทพเจ้า ZEUS นะครับ ถ้าเทียบกับโรมันก็ตรงกับเทพเจ้า Jupiter จูปีเตอร์ หรือ JOVE นี่ก็ตรงกับพระพฤหัสบดีของเรา วันไหว้ครูก็ไหว้ในวันพฤหัสบดี
พูดถึงครูเนี่ยเดี๋ยวจะพูดเสร็จก็จะย้อนกลับไปที่พระพฤหัสบดีอีกสักครั้งหนึ่งก่อนมาพูดถึงเรื่องครูซะก่อนนะครับ เรื่องการไหว้ครู ไหว้ครูก็ไทยจะดูเป็นชาติเดียวนะครับที่มีการไหว้ครู ถ้าจะมีใกล้เคียงเราก็คงจะเป็นลาวและกัมพูชาเนี่ยที่จะมีการไหว้ครูเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าอยู่ในวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ชาติอื่นเขาก็ไม่ค่อยจะมี เหตุที่ต้องไหว้ครูก็เพราะอะไร เพราะแต่ก่อนนั้นเราเนี่ยเรียนในวัดนะครับ การศึกษาเกิดในวัด พระท่านทำหน้าที่เป็นครู ไม่เรียกว่าผู้สอนหละเรียกว่าครูเลย และก็เป็นครูที่ทำหน้าที่ในส่วนที่เป็นบิดามารดาด้วย ถ้าจะใช้ภาษาละตินเขาก็เรียกว่าเป็น in loco parentes ใช้ตัวนี้ อยู่ในฐานะของบิดามารดา พระท่านก็จะไปบิณฑบาต ได้อาหารมาก็นำมาเลี้ยงลูกศิษย์ด้วย ที่อยู่อาศัยก็จัดให้สอนให้อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงจัดว่ามีบุญคุณสูง
ศิษย์สมัยก่อนเนี่ยครูจะสั่งจะสอน จะดุจะว่าจะตีเนี่ย ไม่เคยโกรธครูทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะครูอยู่ในฐานะที่หาอาหารมาให้ จัดที่อยู่ จัดเสื้อผ้าให้ด้วย และยังสั่งสอนศิลปะวิทยาการโดยไม่ปิดบังอำพรางอีกด้วย นั่นคือครูแต่ก่อน จึงกราบครูเนี่ยกราบที่เท้า สิ่งที่นำไปไหว้ครูในวันไหว้ครูก็จะประกอบด้วยหญ้าแพรก ซึ่งเป็นหญ้าชั้นต่ำสุด หญ้าแพรกหญ้าชั้นต่ำสำหรับเหยียบสำหรับย่ำนี่แหละ เราเอาไปไหว้ครู ส่วนดอกไม้ก็เป็นดอกมะเขือ ดอกมะเขือไม่ว่าจะเป็นมะเขือเปราะ มะเขือขื่น มะเขือยาวอะไรก็แล้วแต่เถอะครับ
ดอกไม้พวกนี้ไม่มีคนนำมาประดับแจกันหรอก ไม่มีใครนำไปร้อยมาลัย ไม่มีใครนำมาทัดหู ไม่มีใครนำไปฝากแฟนในวันวาเลนไทน์ ไม่มีเลยดอกมะเขือเนี่ย เป็นดอกไม้จัดว่าชั้นต่ำทีเดียวแหละครับ ก็นำสิ่งนี้แหละครับไปไหว้ครู ที่นำสิ่งต่ำๆไปไหว้ ก็เพื่อเป็นอนุสติเตือนว่า ข้าพเจ้าจะใหญ่จากไหนมาก็แล้วแต่ จะมียศฐาบรรดาศักดิ์อะไรก็ตามทีเถอะ แต่ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าขอฝากตัวเป็นศิษย์แล้ว ณ ที่นี้ ฉะนั้นเชิญเหยียบได้เหมือนกับเหยียบหญ้าแพรก เหมือนกับเหยียบดอกมะเขือเถอะ นี่ก็เป็นอนุสติของการไหว้ครู โดยใช้หญ้าแพรกใช้ดอกมะเขือ เทียบครูอย่างนี้เรียกว่าไปเทียบครูกับพระนะครับ พระซึ่งท่านทำหน้าที่สั่งสอน
ถ้าจะเทียบครูกับเทพ ครูก็เป็นพระพฤหัสบดีเนี่ย อยู่ในฐานะสูงที่ใครจะลบหลู่มิได้ แต่ก็เคยปรากฏในเทววิทยานะครับของฮินดูมั่ง ของพุทธมั่งก็แล้วแต่เถอะ มันประสานประสมกันจนจะเป็นชาวบ้านเข้าไปแล้ว แต่ที่มามันก็คงจะเป็นทางฮินดูนี่แหละ ที่กล่าวถึงพระพฤหัสบดีว่าครั้งหนึ่งนั้น พระองค์ก็เลยถูกลบหลู่นะ ไอ้คนที่ลบหลู่นี่ก็เป็นลูกศิษย์นั่นเองแหละคือพระจันทร์
พระจันทร์เนี่ยเป็นลูกศิษย์พระพฤหัส แต่ก็ไปคิดอ่านยังไงก็ไม่ทราบ ไปลักพาตัวพระชายาของพระพฤหัส เนี่ยลักพานางดารา นางดาราก็เป็นชายาของพระพฤหัสบดี อันนี้เป็นลูกศิษย์ขโมยเมียครูไป ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้าน เข้าใจว่าครูจะโกรธไม่โกรธก็ไม่ทราบ พระพฤหัสท่านก็วางเฉย เพราะท่านเป็นครูละ ส่วนพระจันทร์นั่นพาเมียครูไปอยู่ด้วย เรื่องก็เป็นเรื่องใหญ่ ไอ้ที่เรื่องใหญ่ก็เพราะว่าลูกศิษย์คนอื่นน่ะซิ คือพระศุกร์เอย พระอังคารเอย พวกนี้นี่ไม่พอใจพระจันทร์ที่ได้ทำการอุกอาจเช่นนี้ ไฉนเลยจึงได้ลักพาชายาของครูเอาไปเช่นนี้ ก็จัดการเจรจาให้พระจันทร์เนี่ยคืน คืนนางดารา คืนชายาของพระพฤหัสเนี่ยให้พระองค์เสีย ปรากฏว่าพระจันทร์เพิกเฉย เฉยเสียถ้าจะพูดง่ายๆ ก็ว่าไม่คืน
ในเมื่อไม่คืนเนี่ย บรรดาลูกศิษย์ของพระพฤหัสบดีก็รวมพลกันทันทีเลยแหละครับ จัดการยกกองทัพเข้ารบกับพระจันทร์ นี่เกิดสงครามในสวรรค์ในยุคนั้น เห็นจะเรียกง่ายๆ ว่าเทวาเทวสงครามก็อาจจะเป็นได้ รบกันระหว่างทวยเทพ พระจันทร์ ก็มีพระพุทธซึ่งเป็นลูกของตัวเนี่ยมาช่วยรบด้วย ส่วนข้างฝ่ายพระอังคาร พระพฤหัสนั่น โอ้โฮพรรคพวกมากมายเลย ยกกองทัพเข้าสัปประยุทธ์กันเป็นเวลานาน นี่รบกันในสวรรค์ไม่ทราบว่าเขารบกันยังไง ก็ยังไม่เคยขึ้นไปดูซักทีนะบนสวรรค์เนี่ย รบกันเป็นเวลานานไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ก็เลยต้องยุติสงครามเอาไว้ก่อน แล้วมีการเจรจากันบนเทวสภา เออ! อันนี้เป็นแบบอย่างแฮะ! ใช้กำลังกันไม่ได้เรื่องได้ราวขึ้นมาก็เจรจาในเทวสภา ก็สภาของทวยเทพทั้งหลาย
บรรดาทวยเทพทั้งหลายก็คงมาประชุมกันพร้อมกันหมดเลย แล้วก็ทั้งสอบสวน ทั้งสืบสวนพฤติกรรมของพระจันทร์ ว่ากระทำถูกต้องดีแล้วอยู่หรือ ก็ปรากฏว่าพระจันทร์เนี่ยทำความผิดอย่างแน่นอน เพราะไปลักพาตัวนางดาราซึ่งเป็นชายาของพระพฤหัสบดี เป็นครูของตัวซะด้วยเนี่ย ความผิดกับคนอื่นก็พอว่าน่ะ ลักพาเมียครูไปนี่ผิดหนักเลยแหละ หรือจะเบาก็ไม่ทราบน่ะนะ ก็เกิดสอบสวนสืบสวนกันขึ้น พระจันทร์ผิดอย่างแน่แท้ เขาจึงสั่งลงโทษพระจันทร์เลย ในเทวสภาก็สั่งลงโทษ ลงโทษหลายประการเลย
ประการแรกที่สุดก็ห้ามเข้าประชุมเทวสภาตลอดไป โอ้โหอันนี้เป็นการลงโทษหนักนะเนี่ย พระจันทร์นี่เดิมก็เป็นสมาชิกสามัญของเทวสภา ก็เลยห้ามเข้าประชุมตลอดไป พอห้ามเข้าประชุมพระจันทร์ก็เลยต้องเข้าประชุมโดยติดไปกับเศียรของพระศิวะ จึงกลายเป็นสมาชิกสมทบก็ติดเศียรพระศิวะเข้าประชุมไปด้วยนะครับ นี่คำสาปข้อที่ 1
บทลงโทษข้อที่ 2 ก็ให้พระจันทร์เป็นฝีในท้อง อันนี้ให้เป็นฝีในท้องทุกเดือน เป็นฝีเดือนหนึ่งครึ่งเดือน เป็น 15 วัน ในเดือนนึงเป็นฝีซะ 15 วัน เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำเนี่ย ฝีก็เริ่มเกิดขึ้น ค่อยๆ โตขึ้นๆ จนกระทั่งแรม 15 ค่ำ แรม 15 ค่ำนี่ฝีโตเต็มที่แล้วก็แตกออกมาเลยแหละ พอฝีแตกพระจันทร์ก็ค่อยสบาย ขึ้น 1 ค่ำก็มีระสีระสัน มีแสงออกมาได้เค้าสว่างขึ้น อีตอนเป็นฝีน่ะมืดมิดเลย นี่เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นฝีอยู่นะพระจันทร์น่ะ แล้วก็ฝีแตกก็ข้างขึ้นสว่างขึ้น อีตอนฝีแตกนี่แหละที่มันเกิดเรื่อง เพราะพอฝีแตกเนี่ยหนองจากฝีของพระจันทร์เนี่ยก็จะหนุนให้น้ำทะเลสูงขึ้น นี่ไงจึงกล่าวว่าพระจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อนํ้าขึ้นนํ้าลง ไอ้ที่มีอิทธิพลนี่ก็คงจะเป็นเพราะหนองเนี่ยมันหนุนให้นํ้าทะเลขึ้น นี่ก็ตอบกันทางเทววิทยาและก็พูดแบบชาวบ้าน ฟังดูก็เข้าท่าดี
ประการที่ 3 อันนี้ไม่ใช่บทลงโทษหรอก แต่เป็นบทที่คล้ายๆ กำหนดให้จัดกระทำ นั่นก็คือให้พระจันทร์เนี่ยคืนชายาให้แก่พระพฤหัสบดี คืนนางดาราให้พระพฤหัสบดีเสีย พระจันทร์ก็ต้องทำตามทุกประการ นี่ก็น่าสงสารพระจันทร์อยู่หรอก อุตส่าห์ไปทำอะไรไม่ดีขึ้นมาแล้วก็ถูกลงโทษซะหนักทีเดียว
ด้วยเหตุที่เกิดเรื่องเพราะไปขโมยเมียครูนี่แหละครับ ทางโหราศาสตร์จึงถือว่าคนเกิดวันจันทร์กับคนเกิดวันพฤหัสนั้นเป็นศัตรูกัน ส่วนคนเกิดวันจันทร์ก็ไม่ค่อยจะมีมิตรมากเท่าไหร่นักหรอก คบกับพระอังคารก็ดูจะเป็นศัตรูกันอยู่แต่ไม่มากเท่ากับพระพฤหัสบดี ก็มีมิตรอยู่คนเดียวเท่านั้นคือพระพุธฮะ ซึ่งเป็นลูกของตัวนั่นแหละพอจะมีอะไรดีบ้าง หลายคนก็บอกว่าลูกที่จริงเนี่ยไม่ใช่พระพุธนะ แต่ลูกจริงๆ น่ะคือดาวพุธกลางคืน ซึ่งคือพระราหู ฟังดูแล้วก็ไปกันใหญ่ คงจะหลายตำราน่ะนะ ความจริงก็ไม่มีใครทราบหรอกว่าใครเป็นอะไรกัน ก็โดยสรุปก็คือพระจันทร์เนี่ยนะ ก็ก่อให้เกิดแนวคิดว่า คนเกิดวันจันทร์เนี่ยเป็นศัตรูกับคนเกิดวันพฤหัสบดี แล้วก็ไม่ค่อยจะมีมิตร มีมิตรก็คือคนเกิดวันพุธเท่านั้น นี่ก็เป็นเรื่องที่พระจันทร์ได้รับโทษ ที่นี้การที่พระจันทร์ได้รับโทษ เพราะว่าไม่มีแสงสว่างไสวเท่าที่ควรในตอนข้างแรมเนี่ย
ในทางเทววิทยาของฮินดูนั้น ก็กล่าวถึงตำนานอีกหลายอย่างที่ทำให้มีข้างขึ้น ข้างแรม หรือทำให้พระจันทร์เนี่ยหันมาสู่โลกได้เพียงด้านเดียวเท่านั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่เป็นอย่างนี้นั้นก็มีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งทวยเทพมีงานเลี้ยงกัน เนี่ยงานเลี้ยงทวยเทพเขาชอบจัดงานเลี้ยงเหมือนกันนะ ก็มีสังสรรค์ปาร์ตี้กันในตอนกลางคืนนี่แหละ ในงานเลี้ยงก็มีขนมนมเนยอะไรกินกันอย่างสนุกสนาน ในงานนี้พระพิฆเนศได้มาในงานเลี้ยงด้วย พระพิฆเนศ หรือพระฆเนศ นะฮะ ซึ่งเป็นเทพแห่งอุปสรรคและวรรณกรรมเนี่ย เป็นตราของกรมศิลปากรเป็นสัญลักษณ์ของวิทยาลัยนาฏศิลป์เนี่ยนะครับ พระพิฆเนศเนี่ยท่านก็มาในงานเลี้ยงครั้งนี้ ก็กล่าวกันว่าท่านได้เสวยขนมโมทกเข้าไปมากมาย ขนมโมทกเนี่ยถ้าจะเทียบก็คงเป็นขนมต้มในปัจจุบันเนี่ยแหละ คิดว่าเป็นอย่างนั้น เสวยเข้าไปเยอะเลย แล้วก็อิ่ม
![]()
พออิ่มเสร็จก็คิดจะไม่สังสรรค์ต่อซะแล้วเสด็จกลับตำหนัก พระองค์ก็เสด็จกลับตำหนัก พระพิฆเนศ นั้นขี่หนูนะฮะ ทรงหนูเป็นพาหนะและขี่หนูไป นั่งหลับๆตื่นๆ บนหลังหนู หนูก็คงวิ่งเร็วหรอก พาหนะของทวยเทพนี่จะมาเดินย่องได้ยังไงล่ะ วิ่งรวดเร็วมาก ในช่วงที่วิ่งผ่านป่าหิมพานต์ไปเนี่ยนะครับ ก็เกิดเรื่องขึ้น มีงูเลื้อตัดหน้าหนูโดยระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้หนูตกใจ หนูก็เบรคอย่างแรง พอหนูเบรคขึ้นก็เกิด เขาเรียกเป็นภาษาฟิสิกส์ว่าโมเม้นต์ของความเฉื่อย ภาษาอังกฤษใช้ว่า The Moment of the Inertia ใช้ตัวนั้นน่ะนะ โมเม้นต์ของความเฉื่อยนี่ก็ทำให้พระพิฆเนศหล่นตุ๊บลงจากหลังหนู
หล่นธรรมดาไม่พอท้องฟาดเข้าไปกับพื้นด้วยแตกกระจุยกระจายเลย ท้องแตกออก ขนมโมทกที่กินเข้าไปหลุดออกมาหมดเลย กองพะเนินเทินทึก พระพิฆเนศก็มองเห็นเช่นนั้น ก็เสียดายขนมที่อุตส่าห์เสวยเข้าไปเป็นอันมาก ก็กอบเอาขนมยัดเข้าไปในพระอุทรในท้องแบบเดิม เสกคาถาปิดปั๊บท้องก็ปิดตามเดิม จากนั้นก็คว้าเอางูตัวที่เลื้อยผ่านนั้นไปทำเข็มขัด มัดเอาไว้ แล้วก็เดินทางต่อไป เพราะฉะนั้นเวลาเราเห็นรูปพระพิฆเนศเนี่ย รูปของพระองค์นั้นจะมีงูเนี่ยเป็นเข็มขัด
ขณะที่นั่งไปนั้นก็คิดว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์แล้ว ปรากฏว่ามีคนเห็นครับ คนที่เห็นนี่คือพระจันทร์ พระจันทร์นั้นเกิดอารมณ์ขัน ก็หัวร่อสนั่นหวั่นไหวก๊ากขึ้นมาทันทีเลย พระพิฆเนศก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นว่าพระจันทร์นี่เป็นพฤติกรรมของพระองค์ พระองค์ก็คงจะอายเล็กน้อยน่ะ อายไปด้วยก็โมโหไปด้วย โมโหไปด้วย ไม่ทราบว่าจะทำยังไงดี จึงกระชากงาข้างนึงของพระองค์ พระองค์มีพระพักตร์เป็นช้างนะครับ กระชากงาพุ่งอะไรล่ะกว้างพระจันทร์ ขว้างเปรี้ยงเข้าไปถูกพระจันทร์พอดีตรึงพระจันทร์เอาไว้เลย พระจันทร์จึงหันเข้าสู่โลก ได้เพียงด้านเดียวเท่านั้นเพราะถูกงาของพระพิฆเนศตรึงไว้
และเป็นที่น่าแปลกที่ว่าพระจันทร์นี่เป็นรอยนะ เป็นรอยตำหนิอยู่ตรงกลางนั่นน่ะ อันนั้นแหละครับที่ทางเทววิทยาของฮินดูเขาบอกว่าเกิดจากถูกงานะนั่นนะ งาฟาดเปรี้ยงไปเป็นรอยเลย เป็นยายกับตาตำข้าว เป็นกระต่ายอะไรก็แล้วแต่เถิด นั่นก็เป็นเรื่องงาของพิฆเนศไปถูกเข้า ทางฝ่ายวิทยาศาสตร์ก็ว่า มันคงจะพระจันทร์เนี่ยเดิมทีเดียวมันคงเป็นส่วนหนึ่งของโลกว่าอย่างงั้นเถอะ เอ๊ะหมุนไปหมุนมาอีท่าไหนก็ไม่รู้หลุดพลิ้วออกไปเลย มันมีรอยอยู่น่ะ ถ้าเอาพระจัทร์เข้ามาถมโลกนี่ท่าจะถมบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกได้พอดีว่ากันอย่างนั้นนะ ก็คงไม่มีใครนำพระจันทร์กลับมาถมอะไรทำนองนี้หรอก
และนี่ก็เป็นเรื่องของทวยเทพ เทพทั้งหลายเนี่ยก็มีเรื่องอะไรที่พิสดาร แปลกๆ ทั้งนั้นน่ะ เป็นเรื่องที่เล่ากันขึ้น เล่ากันขึ้นจนปรากฏเป็นคัมภีร์ของฮินดูก็มี เล่าแบบชาวบ้านต่อๆ มาก็มี ก็เพิ่มอภินิหารของทวยเทพแต่ละองค์ไปเรื่อย ไม่ใช่แค่พระจันทร์องค์เดียวหรอกครับที่มีประวัติอย่างนี้ ทวยเทพทุกพระองค์เนี่ยมีประวัติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทวยเทพองค์ไหน ทางของฝรั่งเขาก็เหมือนกันแหละ เขาก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับทวยเทพของเขามากมาย ถ้าทางสแกนดิเนเวียก็มีเทพที่เป็นใหญ่มาก ชื่อโอดีน โอดีนเนี่ยพอมาตรงกับเทพทางของทางฝ่ายของพวกยุโรปแถวบนแผ่นดินทางอังกฤษ เนี่ย จะตรงกับเทพที่ชื่อว่า โว้ตเด้น ชื่อ โว้ตเด้น ซึ่งชื่อของพระองค์ก็มาเป็นชื่อของวันพุธ คือ Wednesday ตัวนี้เองน่ะนะครับ ส่วนเทพอื่น เช่น เทพ Friga ชื่อของ ก็ชื่อของเทพ Friga ก็มาเป็น Friday Friday วันศุกร์ตรงกับชื่อของเทพ Venus ของกรีกเป็นตัวเดียว เอ่อเป็นพระองค์เดียวกันนี่แหละครับ เรียกผิดไปประทานโทษเถอะ
นี่ก็เป็นชื่อของเทพของเขา ซึ่งมันสัมพันธ์กับอะไรมากมาย มีเทพของกรีกองค์หนึ่ง ชื่อเพราะนะ ชื่อ Janus เนี่ยเป็นเทพที่มี 2 หน้านะ หน้าหนึ่งแก่ หน้าหนึ่งหนุ่ม น่ะมี 2 หน้า หน้าแก่เทียบได้กับปีเก่า หน้าหนุ่มเทียบได้กับปีใหม่ เพราะฉะนั้น พอถึงปีใหม่เนี่ยเทพ Janus ก็จะหันพระพักตร์ด้านที่หนุ่มเนี่ยมาสู่โลกนะครับ เขาจึงเรียกเดือนแรกของปีใหม่ว่า January January จากชื่อของเทพ Janus เนี่ยชื่อเดียวกันนี่นะครับ ก็เป็นเรื่องที่พยายามจะตั้งสิ่งต่างๆ ให้มันตรงกับเทพก็แล้วกันเถอะ ว่าอะไรมั่งที่มันตรงกับเทพ เช่นเดือนนี้ก็ให้ตรงกับเทพองค์นั้น เดือนนั้นไม่ตรงกับเทพองค์นี้
เดือนของไทยเราน่ะดี ไม่มีเทพเท่าไหร่หรอก เดือนมกราคมนี่ เดือนมกราคม "มกร" มังกร คำว่า "มังกร" เนี่ย "มกร" เนี่ยเขียนดีๆ นะ "มกร" มังกรถ้าเขียนไม่ค่อยจะดี ไม้หันอากาศมากลายเป็นสระอะเลยนะ "มังกร" แล้วก็ไอ้ตัว ก. ไก่ น่ะมันยืดออกไปหน่อยกลายเป็นสระโอ ร. อยู่ตามเดิม ง. มีสระกดมันกลับไปอยู่ข้างหลังสุด จาก "มังกร" กลายเป็น "มะโรง" โอ้โหอันนี้น่ากลัว "มกร" กลายเป็น "มะโรง" ก็แปลว่างูใหญ่เหมือนกันแหละ มะโรง มังกร แต่ที่จริงมังกรนี่มันมีเท้านะแต่งูใหญ่นี่ไม่มีหรอก ปีมะโรงนี่ไม่มี "มกร" นี่งูใหญ่ ก็เอามาเป็นเดือนมกราคม
ส่วนเดือน กุมภาพันธ์ นั้นไม่เป็นสัตว์นะ เป็นหม้อนะ "กุมภ" นี่นะเป็นหม้อจะมีความหมายประการใดล่ะ มันเป็นกลุ่มดาวไหม ก็ต้องไปถามดูนะ ดาวบุษยมาสเนี่ย มันเป็นยังไงล่ะครับ เป็นกลุ่มดาวไหนล่ะ
ถ้ามีนาคมนี่แน่นอนเลยเป็นกลุ่มดาวละครับ เป็นกลุ่มดาวปลา "มีนา" นี่ถ้าผมพูดไม่ผิดนะ เพราะว่าที่พูดนี่ก็พูดสดไม่ได้มีโน้ตเนิ้ตอะไรที่เขาเรียก script ก็ไม่ได้มีหรอก ว่าไปเรื่อยเลย มีนานี่ก็เป็นดาวปลา
เมษานี่อันนี้นะครับ จะเป็นแกะไหม เป็นแกะเป็นแพะเนี่ยเมษาหรืออย่างไร ชาวบ้านเดียวกันระหว่างแกะกับแพะเนี่ย สมัยก่อนพจนานุกรมไทยก็เขียนดีเหมือนกันเนอะ เขาว่านะ "แกะ" สัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งรูปร่างเหมือนแพะ พอไปเปิดดู "แพะ" สัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งรูปร่างเหมือนแกะ แต่ก่อนเขียนอย่างนั้นจริงๆ ตอนหลังโดนทักท้วงมาก ก็เลยเปลี่ยน แพะกับแกะก็เหมือนกันน่ะ เมษานะ
พฤษภา พฤษภเนี่ยวัว พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง "พฤษ" งัว,วัว "งัว กับ วัว" เนี่ยเสียงเดียวกัน เสียง "งัว" นี่ก็เป็นภาษาชาวบ้าน ถ้าเรียก"วัว" นี่ก็เป็นภาษาราชการ เอา ว.มาแทน ง. อะไรทำนองนั้นแหละ ชาวบ้านเป็น "งัว" ทางภาษาราชการก็เป็น "วัว" ก็ดีไป
มิถุนา "เมถุน" คนคู่ คนอยู่ด้วยกันเนี่ย เรียกว่าเมถุน คนคู่ เสพเมถุนธรรมนี่ใช้กับพระ อันนี้ไม่ได้นะนี่ต้องปราชิกไป เมถุนคนคู่ มิถุนา กรกฎา "กรกฏ อันนี้ปูนะฮะ
สิงหา อันนี้ "สิงห์" ดูง่าย ที่จริงคำว่า "สิงห์" คำนี้ คนไทยพยายามเข้าใจว่ามันคือ "ราชสีห์" มันเพียงแต่ใกล้เคียงกันแค่นั้นน่ะ แต่ "สิงห์" น่ะมันเป็นสัตว์ในจินตนาการนะ สัตว์ในนิยาย สัตว์อยู่ในหิมพานต์ ถ้าท่านดูรูปร่างหน้าตาของสิงห์ซิ ไม่ว่าจะเป็นสิงห์ของมหาดไทย ถึงขนาดสิงห์เบียร์ตราสิงห์นี่ก็เหมือนกันแหละ มันเป็นลายกนกนะท่าน เป็นสัตว์ที่มีความสวยงามมาก เป็นลายกนกออกมางามเลย ไม่ว่าจะเป็นเท้า เป็นหน้า เป็นตา เป็นอะไรดู สวยไปหมด ไม่เคยมีสัตว์ที่ไหนเป็นลายกนกได้ขนาดนี้หรอก เออถ้าเป็นดอกไม้พอว่า ดอกไม้ที่เป็นลายกนกลายอะไรต่างๆ น่ะมีมาก ดอกรักยังนี้ยังเป็นอยู่ แต่สัตว์ที่มีลวดลายขนาดนี้ก็มีสิงห์นี่แหละ และก็สัตว์ในหิมพานต์ จะเป็นเหราพจน์ เป็นกินรี เป็นอะไรนี่เป็นลายกนกเขียนงามมากเลย นี่ก็เป็นเรื่องของสิงห์ เดือนสิงหาคม
กันยายน "กันยา" อันนี้ก็หญิงสาวชื่อบอกอยู่แล้ว กันยา สิงหา กันยา ตุลา อันนี้เป็นตราชูนะ ตราชูของกระทรวงยุติธรรมนี่แหละ อันเนี่ยตุลาคมนะครับ มีความเที่ยงตรง "ตุลย" "ดุลย" ไง ตุลาคม พฤศจิกายน "พิจิก, พฤศจิ เท่ากับ แมงป่อง แล้วก็กลุ่มดาวสุดท้ายเลยก็คือ กลุ่มดาวของพวกราศีธนูเดือนธันวาคม นะครับ
นี่เป็นชื่อกลุ่มดาว คือกลุ่มดาว นี่เป็นรูปสัตว์ก็มี เป็นอะไรต่างๆ ก็มี ดาวภรณีนี่เป็นดาวก้อนเส้างี้นะ ดาวมาฆะงี้ ดาวตางูงี้นะฮะ มาฆะนี่ก็เดือน 3 นะท่านนะ มาฆมาศเนี่ยนะ เดือน 3 ดาวตางู snakes eyes ตางูนี่แหละ ดาวตางู มันจะซ้อนๆ กันอยู่นะท่านลองดูดี ๆ
อย่างเดือนอ้ายเนี่ย เดือนอ้ายจริงๆ มันไม่ได้ไปตรงกับเดือนมกราคมเมื่อกี้หรอก เดือนอ้ายน่ะเขาใช้คำว่า "มิคเศียรมาส" มิคเศียร, มิคศิร, มิคุ, มฤค ก็คือกวาง, เก้ง, สมัน พวกเนี่ย เรียกว่าดาวหัวเนื้อนะ หัวเนื้อคือหัวของพวกเก้ง พวกกวาง พวกสมันน่ะ "มิคเศียรมาส" ก็แปลว่า เดือนอ้าย
"มาส" แปลว่าเดือน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Month คำเดียวกันใกล้กันทีเดียวหละ "Month" กับ "มาส" เนี่ยนะฮะ "มิคเศียรมาส" เดือนยี่ก็ "บุษยมาส" บุษย อันนี้เป็นชื่อกลุ่มดาวแท้เลย เดือน 3 "มาฆมาส" เดือน 4 "ผัคคุณมาส" เดือน 5 " จิตรมาส" เดือน 6 "ไพศาขมาส" เดือน 7 "เชษฐมาส" อย่างนี้ไปเรื่อยจนกระทั่งไปออกพรรษานั่น เดือน 11 "อาชยุชมาส" นะฮะ แล้วก็เดือน 12 "กัตติกามาส" กัตติก กลุ่มดาวลูกไก่ หรือ กฤติกา, กัตติก
นี่ก็เป็นเรื่องของเดือน ซึ่งมีเทพเข้ามามั่ง มีสัตว์เข้ามามั่ง ไม่มีเข้ามามั่ง แต่ที่น่าสนใจก็คือจำนวนนับเป็นเดือนนี่เรามีอยู่ 12 นะ เท่ากับจำนวน 1 โหลพอดีเลย ใช้ฐาน 12 นับ เดือนก็มี 12 ปีก็มี 12 "ชวด" นี่ก็ปีหนู ชวดเนี่ยมาจากภาษาอะไรไปลองเทียบดู ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน ท่านเทียบดูปีชวดเนี่ยกับคำว่า "กะจื้อ" ในภาษาจีนแคระ กะจื้อตัวนี้ก็แปลว่าหนูนะครับ นี่ลองเทียบดู "ฉลู" ตัวนี้วัว ที่จริงเสียงของพวกปีเนี่ย มันไปอยู่ในเสียงของภาษาทั้งจีน ทั้งตระกูลมอญ-เขมร ไอ้ที่จะเป็นไทยน่ะจะน้อย บางคนก็ลากเข้าไปเป็นบาลีเลยก็มีในบางปีน่ะนะครับ ซึ่งเราคงจะได้พูดกันต่อไปอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าก็พอดีหมดเวลาในวันนี้นี่นะครับ วรรณกรรมสองแควหมดเวลาพอดี ก็จะต่ออีกในสัปดาห์หน้า ผม นายประจักษ์ สายแสง ผู้ดำเนินรายการ ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังครับผม สวัสดีครับ........