วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 24 เรื่อง นิทาน "แม่"
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

          สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำในวันพฤหัสบดี เวลาประมาณ 9.00 นาฬิกา สำหรับวันนี้ก็เป็นวันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม เมื่อวันก่อนผมมีโอกาสเดินทางไปที่บางระกำ ปลักแรด ก็พบกับบรรดาญาติมิตรเพื่อนฝูงหลายท่าน ก็มีคุณยายพูดว่า รายการวรรณกรรมสองแควของผมนั้น ดูจะเป็นวรรณกรรมที่คุณยายเค้าไม่เคยได้ยินหรอก ของลาลูแบร์ ของอะไรเนี่ยะ ก็อยากให้เปลี่ยนเป็นเรื่องที่คุณยายพอจะเข้าใจบ้าง แล้วก็เผอิญเหลือเกินคุณยาย ก็บอกว่าในวันแม่ที่ผ่านมาเนี่ยะ น่าจะมีวรรณกรรมเกี่ยวกับวันแม่ ผมก็กราบเรียนคุณยายว่าเวลามันผ่านไปแล้ว คุณยายบอกเล่ากลับไปเถอะ มันน่าจะมีเรื่องอย่างนี้ และก็ขอให้เป็นเรื่องที่ง่ายๆ สลับกับเรื่องยาก ๆ นะครับ ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ

           เราก็มีทั้งนิทานชาวบ้าน ทั้งเพลงชาวบ้าน ทั้งสาระทางวิชาการที่หนักไปหน่อยก็ขั้นกันไปสลับกันไปไม่ลำบากอะไร เพื่อสนองความต้องการของท่านผู้ฟังหลายท่าน โดยเฉพาะคุณยายที่พบที่ปลักแรดเนี่ยะ วันนี้คงกำลังฟังอยู่พอดีนะครับ ผมก็มีนิทานมากราบเรียนคุณยายและเพื่อนๆ ทั้งหลายเนี่ยะครับทั่วไป สำหรับท่านผู้ฟังทั้งหลายนะครับ ทุกท่านครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ครับ จะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรก็แล้วแต่เถอะ เรื่องนี้นะครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าบุญคุณของแม่นั้น ดูจะไม่มีอะไรเท่าแล้วในโลกนี้ นิทานเขากล่าวถึงอย่างนั้นทีเดียว มีการเปรียบเทียบระหว่างแม่กับเมียนะ มารดากับภรรยาเนี่ยะ ว่าอะไรเป็นอะไรนะครับ

           ก็เริ่มต้นแบบนิทานก็แล้วกันว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นิทานทั้งหมดก็เป็นอย่างนี้ อย่าได้ไปถามเลยว่าครั้งหนึ่งน่ะมันครั้งไหน พุทธศักราชเท่าไรเค้าไม่ถามกัน ทราบแต่ว่ามันนานมาแล้วล่ะ ถ้าเป็นฝรั่งก็ใช้ once upon a time ประมาณนั้นนะครับ ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งมีฐานะยากจน มักเริ่มต้นอย่างนี้เพราะว่าคนฟังเค้าเกิดความสบายอกสบายใจ

           เออ ! นี่มันเรื่องใกล้ตัวนะ ไอ้เรื่องยากจนมันทั้งนั้นแหละ จะครอบครัวเล็กครอบครัวใหญ่ก็ยากจนกันมากมายธรรมดา ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งมีฐานะยากจนอยู่ด้วยกัน 6 คน ก็มีแม่ มีลูกชาย แล้วก็ลูกสะใภ้ เรื่องนี้พอเดาได้แล้วว่าเรื่องจะมายังไงเนี่ยะ มีแม่ มีลูกชาย และก็ลูกสะใภ้ อยู่มาวันหนึ่งลูกชายเนี่ยะทำธนูหน้าไม้ออกไปยิงนก ก็ได้ไปยิงนกเป็ดน้ำ

           ยิงนกตามท้องนาเนี่ยะ อันนี้เหมาะกับบรรยากาศของบางระกำเลยล่ะ เพราะมีนกเป็ดน้ำเยอะ ก็ไปยิงนกเป็ดน้ำตามท้องนา แต่ไม่ยักกะได้นกแฮะ ไม่มีนกตัวไหนมายืนให้ยิงได้ง่าย แต่ยังโชคดีนะ ถึงไม่ได้นกก็ยังอุตสาห์ไปพบไข่นกเป็ดน้ำเข้าถึง 5 ฟอง คือนกเป็ดน้ำเนี่ยะ หลายท่านก็คงรู้จักนะครับ นกเป็ดน้ำเนี่ยะหากินกลางคืนนะท่านนะ กลางวันนี่มันไม่ค่อยออกไปหากินเท่าไรนักหรอก ที่เห็นบินๆก็ส่วนน้อย แต่กลางคืนเนี่ยะออกมาเยอะแยะเลย พอตอนเช้าก็กลับไปพักผ่อนตรงที่ที่เขาเคยอยู่

           นี่ชายคนนี้เขาก็ไปพบไข่นกเป็ดน้ำ ก็สงสัยว่าแม่นกหายไปไหน นี่ปล่อยเอาไข่ไว้ตั้ง 5 ฟองเนี่ยะ เขาก็เลยนำไข่นกนั้นกลับบ้าน แล้วก็เอามาให้เมียเลยครับ พอได้มาเมียก็ดีใจได้ไข่นกเป็ดน้ำตั้ง 5 ฟอง ได้มาแล้วก็บอกว่า นกเป็ดน้ำเนี่ยะนะ ไข่น่ะ ไข่นกเป็ดน้ำเนี่ยะ ให้เอาไปต้มซะนะ ต้มเสร็จให้เอาไปให้แม่ 2 ฟอง แม่จะได้กินกะข้าว ให้แม่ 2 ฟองส่วนที่เหลืออีก 3 ฟองเนี่ยะ เก็บไว้กินมื้อเย็น นี่สั่งไว้เลยเพราะว่ามันได้มาแค่ 5 ฟอง 3 ฟองเก็บไว้กินมื้อเย็น อีก 2 ฟองก็เอาไปให้แม่เสีย สั่งเมียเสร็จ ก็ออกไปยิงสัตว์ต่อ ด้วยความหวังว่าคงจะได้นกอะไรอีกเนี่ยะ

           ฝ่ายเมียสิ ลูกสะใภ้นี่นะฮะ พอได้ไข่นกเป็ดน้ำจากผัวแล้วเนี่ยะ ก็จัดแจงต้มไข่นั้นเลย ต้มไข่เป็นอาหาร ต้มไข่จนสุก และก็เก็บไว้เป็นอาหารมื้อเย็นกินกับผัว 3 ฟองตามที่ผัวสั่ง เอา 3 ฟองเก็บเอาไว้อีก 2 ฟอง นั้นตัวเองกินเสีย นี่อันนี้ เขาบอกว่า 2 ฟองเขาให้เอาไปให้แม่ ก็ไม่เอาไปให้แต่กินซะหมดเลย กินเสร็จก็เอามะนาวเนี่ยะ มะนาวผลขนาดย่อมๆเนี่ยะ มาปอกเปลือกออก ปอกเปลือกออกเรียบร้อยเลยทั้ง 2 ผล ปอกเสร็จเรียบร้อยก็ใส่จาน ก็มีเกลือแล้วก็ข้าวสุก เอาไปให้แม่สามีกิน เอาไปให้แม่ผัวกิน แล้วบอกว่าแม่นี่นะได้ไข่นกเป็ดน้ำมานะ นี่นะ 2 ฟอง เนี่ยะต้มให้แม่กินเรียบร้อยแล้ว

           แม่นี่นะเป็นคนตาบอดนะครับน่าสงสารมากเลยเนี่ยะ คนแก่คนนี้เขาตาบอดลูกสะใภ้ก็เอาข้าวสุกเอาเกลือใส่หน่อยนึง แล้วก็เอามะนาวปอกไปให้กินสองลูกอ้างว่าเป็นไข่นกเป็ดน้ำ พอลูกสะใภ้นำอาหารมาให้เนี่ยนะ คนแก่นี่ก็กินข้าว กินข้าวกับลูกมะนาว ก็ไม่รู้ว่าฟันฟางมียังไงกินเข้าไปก็แล้วกัน และเชื่อว่าเป็นไข่นกเป็ดน้ำจริงตามที่ลูกสะใภ้บอก ก็กินไข่ไป กินไปหมดแค่ 1 ฟอง เหลือไว้สำหรับเย็นอีกฟองหนึ่งนี่ก็กินไปแสดงว่าลิ้นคงจะแย่เต็มทีแล้ว ไม่รู้ว่าอันไหนมันเป็นไข่นก อันไหนมันเป็นมะนาว แต่ก็อุตส่ากินไปได้ฟองหนึ่ง กินข้าวหมด แล้วก็เหลือไว้อีกฟองหนึ่งไว้กินตอนเย็น

           พอตกเย็นผัวก็กลับมาจากยิงนก เมียก็จัดอาหารมื้อเย็นมากินกับผัว ก็มีไข่นกเป็ดน้ำ 3 ฟอง เป็นอาหารไปด้วย แล้วก็ทำอาหารเพิ่มเติมอีกด้วย พอกินข้าวเสร็จก็นั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ตามแบบคนชนบทไง กินข้าวเสร็จก็คุยกันไป มีเรื่องมีราวเล่ากันไป

            ขณะที่กำลังคุยกันนี่นะ มันก็เป็นเวลาเย็น นกเป็ดน้ำก็เริ่มจะออกมาหากิน ก็มีนกเป็ดน้ำฝูงหนึ่งบินร้องส่งเสียงดังมาเลยในความมืด เนี่ยะเห็นไหมะคงจะค่ำพอประมาณมั้ง นกเป็ดน้ำส่งเสียงดังมากเลยออกมากิน แม่ตาบอดจึงถามว่า เอ๊ะ! นั้นมันตัวอะไรร้องเสียงเพราะจังเลยลูกเอ๋ย เนี่ยะเสียงร้องดังมาเป็นฝูงๆ เลยเนี่ยะ ลูกชายก็ตอบว่าเสียงนกเป็ดน้ำยังไงล่ะ แม่ ก็ตอบว่าเสียงมันเพราะนะลูกนกเป็ดน้ำเนี่ยะนะ เสียงมันเพราะมากเลยแต่ไข่มันเปรี้ยวยังกับมะนาวเลยลูกเอ๋ย ไข่นกเป็ดน้ำที่เอามาให้แม่กินเนี่ยะ ที่ลูกสะใภ้เขาเอามาให้ เมียเจ้าเอามาให้แม่เนี่ยะ มันเปรี้ยวมากเลย กินเข้าไปได้แค่ฟองเดียวแค่นั้นแหละลูก

            ลูกชายก็ เออ! ไข่นกเป็ดน้ำทำไมเป็นอย่างนั้น แล้วยังเหลือรึเปล่าล่ะแม่ แม่บอกเหลือ ลูกสะใภ้เค้าเอาให้ 2 ฟอง กินไปฟองเดียวแค่นั้นเองนะ เหลืออีก 1 ลูกชายก็ไหนมันเปรี้ยวได้ยังไงนะ ไหนๆ หยิบวางไว้ตรงไหนแม่ ไหนเอามาดูสิ พอมองดูเท่านั้นแหละครับ ก็รู้ทันทีว่าไอ้ที่กินมันไม่ใช่ไข่นกเป็ดน้ำ แต่มันเป็นมะนาวที่ปอกเปลือก

             ข้างฝ่ายลูกชายเห็นภรรยาทำอย่างนี้กับแม่ เห็นเมียทำอย่างนี้กับแม่ก็มีความเสียใจมากมากเลย ที่ว่าทำไม๊เมียถึงได้ทำกับแม่ได้ถึงเพียงนี้ ในเมื่อแม่เองก็ตาบอดด้วย น่าจะดูแลอย่างดี แต่ไปเอามะนาวมาให้แม่กิน รึกลัวว่าแม่จะมีวิตามินซีไม่พอหรือมีกรดยูริคเยอะมั๊ง ถึงเอาไปให้กินจะได้ถ่ายออกน่ะ คงจะไม่ขนาดนั้นก็เลยต่อว่าเมียเลย ว่าคราวหลังไม่ได้เลยทำอย่างนี้เสียหายมาก ทะเลาะกันใหญ่เลย ส่วนนังเมียนั้นพอถูกผัวดุเข้าก็ร้องไห้คร่ำครวญ บอกว่าแม่ใส่ร้ายตัว ที่จริงน่ะตัวเอาไข่ไปให้แม่ แม่ต้องกินไข่หมดแล้วแน่ๆเลย แล้วเอาลูกมะนาวมาทำไข่ปลอมไว้แทน เพื่อลูกชายจะได้เกลียดตน

             นี่ก็เป็นเรื่องราวระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้แหละ แม่ผัวนั้นก็เจรจา จริงจริ๊งว่า ก็ได้ลูกมะนาวนี่แหละที่ว่าที่อ้างว่าเป็นไข่นกเป็ดน้ำ ส่วนทางลูกสะใภ้ก็บอกว่ามันจะเป็นมะนาวไปได้ยังไงมันเป็นไข่นกเป็ดน้ำ สงสัยว่าจะเอาลูกมะนาวมาทำให้เขาทะเลาะกันกับสามีเขากระมัง เนี่ยๆ พออยู่กับผัวตามลำพัง ก็เล่าเรื่องให้ผัวฟังว่าสงสัยแม่จะทำอย่างนี้จริงๆนะพี่นะ ข้างฝ่ายผัวอยู่กับเมียสาวก็หลงเชื่อตามที่เมียพูดทุกประการ สงสัยว่าแม่นี่จะเป็นอย่างนี้ แล้วคิดว่าแม่เป็นคนไม่ดีซะแล้ว เป็นคนแสนกลนี่ ต้องใช้คำนี้ ตลบตะแลงนี่แบบนี้ จะหาเรื่องลูกสะใภ้

             ทั้งคู่ก็เลยคิดอุบายจะฆ่าแม่เสียให้ได้ นี่อันนี้ต้องวิเคราะห์แล้วว่า เอ๊ะ! นิทานแบบนี้มันเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ยังไง ทั้งลูกสะใภ้ทั้งลูกชายจะฆ่าแม่ ไอ้ลูกสะใภ้จะฆ่านี่ไม่ว่า ไอ้ลูกชายจะฆ่าตามไปด้วย เรียกว่าหลงเมียมาก ถึงขนาดจะฆ่าแม่เชียวหรือ หรือว่ามันเป็นนิทานของที่อื่นมาเล่ากันกระมังเนี่ยะ หรือว่าไม่ก็มีเจตนาจะสั่งสอนอะไรซักอย่าง ต้องฟังดีๆ เพราะนิทานนั้นเขามีอะไรหลายอย่างในตัวเขานะ นิทานนอกจากทำให้สนุกเนี่ยะ นิทานยังให้คุณค่าทางด้านสติปัญญาอีกด้วยเนี่ยะ ภาษาคติชนวิทยาเขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า " อินโทรดักชัว แฟริว" นี่คุณยายที่บางระกำอย่าว่าอะไรนะ ที่จะติดภาษานี้บ้างเล็กน้อยพูดไปอย่างนั้นแหละ

             ทั้งคู่ก็คิดอุบายจะฆ่าแม่แล้วคราวนี้ แหม! แม่นี่ตลบตะแลงมากเอาไว้ไม่ไหวหรอกแม่แบบนี้ เมียนี่มีความคิดสำคัญก็เลยออกอุบายว่า เอาอย่างนี้ เราจับแม่นี่นะมัดเลยไหม๊ล่ะ เอาผ้าอุดปากเอาไม่ให้ร้องเสีย จับมัดมือมัดเท่าใส่ในโลงซะเลย แล้วเอาไปเผา เอาไปเผาที่ป่าช้าใกล้ๆบ้าน เผาทั้งเป็นนี่แหละ โดยก่อนจะเผาเราก็ป่าวร้องให้ชาวบ้านรู้เลยว่าแม่เป็นโรคร้าย เอาไว้ก็ติดทั้งหมู่บ้านแน่เลย ต้องรีบเผาชาวบ้านไม่รู้หรอก และต้องประกาศอย่างนั้น ไม่มีใครอยากไปช่วยเผา เพราะเป็นโรคอยู่แล้ว

              นี่คิดอุบายเนี่ยะ อันไม่ดีไม่งามเลยเนี่ยะ จากนั้นก็เอาไปเผาเสีย เผานี่ต้องเผากลางคืนไม่งั้นเดี๋ยวเขาจับได้ ก็ออกความคิดเห็นอย่างนั้นแล้ว ผัวเองก็พลอยเห็นดีเห็นงามกับเมียไปด้วย อันนี้เค้าว่าความรักทำให้ตาบอดตาแฉะ หรืออะไรก็ไม่รู้ และก็เนรคุณด้วยนะนี่นะจะเอาแม่ไปเผาเนี่ยะ เรื่องนี้เล่าหลังวันแม่มาแล้ว ไม่งั้นน่าเกลียดมากเลย เอาแม่ไปเผาทั้งเป็นเนี่ยะ พอได้จังหวะก็เอาผ้ายัดเข้าไปในปากแม่เลย มัดมือมัดเท้าเรียบร้อยหมด เอาใส่ในโลงเลยเนี่ยะใส่ในโลงศพที่ตัวเตรียมไว้

              แม่ก็ไม่รู้หรอกเพราะแม่ตาบอด ใส่โลงศพเสร็จก็ช่วยกันหามไป แล้วก็ประกาศว่าแม่ตัวนั้นเป็นโรคร้ายกาจมากเลย เชื้อโรคเยอะเลยถ้าไม่รีบเผาจะเป็นโรคระบาด ชาวบ้านได้ยินก็ตกอกตกใจไม่กล้าเข้ามาช่วยเลย แม่นั้นก็เสียอกเสียใจมากเลย ดิ้นไปดิ้นมาไม่รู้จะทำยังไง ไอ้ผัวเมียคู่นี้ก็หามเอาโลงศพ หีบศพเนี่ยะ เอาแม่ไปที่ป่าช้าใกล้ๆบ้าน พอเอาไปถึงที่นั้นก็หาฟืนเตรียมไว้เลย เอาฟืนมาตั้งไว้จะเผาเลย

               ปรากฏว่ามันถึงคราวที่แม่จะยังไม่ตายนี่นะ นี่ที่จริงเขาห้ามพูดอย่างนี้ จะทำให้เสียควรจะให้คนฟังเกิดอารมณ์เสียก่อนแล้วค่อยมาพูด ตะนี้พูดแล้วก็แล้วไปเถอะ คงจะลืมอะไรสักอย่างน่ะ แม่ก็เลย เออ! สามีเนี่ยะลืมไฟน่ะ ลืมเอาไม้ขีดไฟ พอลืมเอาไม้ขีดไฟจะจุดก็จุดไม่ได้ เมียก็บอกผัวเลย เอางั้น งั้นพี่กลับไปเอาไม้ขีดที่บ้าน เดี๋ยวหนูจะรอที่นี่ ไอ้ครั้นผัวจะกลับไป เมียบอก วิ่งตามบอกหนูไม่กล้ารอหนูกลัวผี ผัวก็บอกก็อยู่กับแม่ แม่ยังไม่ตาย ตะนี้บอกยิ่งยังไม่ตายยิ่งน่ากลัวใหญ่เลย กลัวก็ตามผัวไป ก็บอกเอาอย่างนี้ดีกว่า กลัวก็กลับไปเอาไฟก็แล้วกัน ไปเอาไม้ขีดก็แล้วกันผัวจะรออยู่ที่นี่ เมียก็บอกไม่กล้ากลับบ้านระหว่างทางกลัวผี ตกลงก็เลยไปกันทั้งคู่เลย กลับไปบ้านไปเอาไม้ขีดไฟ เพื่อจะมาเผาแม่

               ฝ่ายแม่นั้นพอรู้ว่าลูกจะเผาก็ดิ้น โอ๊ย! หาทางเต็มที่ และก็บุญเหลือเกินนะครับ ปรากฏว่าไอ้ผ้าที่มัดมือนั้นมันมัดไม่ดีนัก ดิ้นไปดิ้นมาหลุดเลย ก็เลยมาแก้เอาเชือกที่มัดเท้าออก แล้วก็ป่ายปีนจากหีบศพเนี่ยะ คนแก่น่ะนะ หาทางหลบไปอยู่ใต้ศาลาเนี่ยะ ใต้ถุนศาลาหลบไปกลัวลูกจะเผา หลบเข้าไปเงียบไม่กล้าทำเสียงดังเลย

               ข้างฝ่ายเจ้าผัวเมียคู่นั้นกลับไปไม่นานนักก็กลับมา เอาไม้ขีดมา พอเอาไม้ขีดมาถึงก็เผาเลยไม่ได้ดูเลยว่าแม่อยู่ในนั้น จัดการเผาเรียบร้อยไฟก็ไหม้หีบศพหมดทั้งคู่ก็กลับบ้าน ดีอกดีใจว่าได้ฆ่าแม่ไปแล้วล่ะคราวนี้สบายแล้ว ไม่มีใครมาโกหกอะไรแล้ว

               ฝ่ายแม่นั้นซ่อนอยู่ในศาลา รู้ว่าลูกกำลังเผาโลงศพก็เสียอกเสียใจ ร้องห่มร้องไห้เลย ไม่เสียใจกับลูกสะใภ้หรอก แต่เสียใจกะลูกชาย อุตสาเลี้ยงมา แหม!มันไม่นึกถึงค่าน้ำนมเลยเนอะลูกชายคนนี้ ตัวเข้าไปหลบอยู่ใต้ถุนศาลา ไม่กล้าทำเสียดังจนเค้ากลับไปแล้ว มดก็กัดยุงก็กัดโอ๊ย คนแก่ลำบากอากาศก็เริ่มหนาวเย็น

               ครั้นดึกเข้าประมาณสักตี 2 แค่นั้น ก็มีโจรกลุ่มหนึ่งไปปล้นทรัพย์เศรษฐีมา ก็อย่าไปถามนะว่าโจรกลุ่มไหน เศรษฐีที่ไหน มันไปเที่ยวปล้นมาเนี่ยะ มันปล้นมาเสร็จเรียบร้อย มันก็นำขึ้นมาแบ่งกันบนศาลา ศาลาวัดนี่ใช้ประโยชน์เยอะแฮะ โจรเอาทรัพย์สิน มีเงินมีทอง มีโอ้ย เพชรนิลจินดามากมายมาแบ่งกันบนศาลา ศาลาป่าช้าโทษทีนึกตรงนี้มันใกล้ป่าช้า มันจะได้ปลอดจากตาคนหน่อย ศาลาวัดเดี๋ยวพระสงฆ์องค์เจ้ามาเห็นจะยุ่ง นี่ก็เรามาแบ่งกันจุดไฟกันหน่อยก็มีเพชรพลอย ทองรูปพรรณเยอะแยะ ไอ้ฝ่ายหัวหน้าโจรนี่มันโลภมากแฮะ มันไม่อยากแบ่งให้ลูกน้องเท่าไรนัก มันอยากเอาไว้ซะเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยเกิดการโต้เถียงกัน หัวหน้าโจรก็บอกว่าข้าควรจะได้เยอะนะ เพราะข้าเป็นหัวหน้าเนี่ยะพวกเอ็ง น่าจะได้มากโต้เถียงกันไป โต้เถียงกันมา

               ฝ่ายแม่นั้นไม่ทันรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ได้ยินเสียงเขาเถียงกันก็สงสัย ถามว่ามาเถียงกันทำไมล่ะ ดึกๆดื่นๆแล้ว พอเสียงคนแก่ตะโกนถามเท่าแหละ โจรได้ยินก็ตกใจนึกว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ คิดว่าเมียของเศรษฐีวิ่งตามเอาพรรคพวกมา ไอ้โจรนี่ก็เหลือเกินเลย พอตกใจแค่นั้นวิ่งหนีหมดเลย พวกนี้เขาเรียกว่าฝันหนีดีฝ่อ

              ไอ้ขวัญอาจจะหนี หนีเสร็จยังไม่พอ ไอ้ขวัญก็ขึ้นไป ไอ้ขวัญนี่มันหนีเร็วนะ มันบิน ไปบินไปแขวนบนต้นไม้ ก็มี บางทีเรียกขวัญแขวน ไอ้นี่ก็ขวัญหนีดีฝ่อ ดีไม่ทันฝ่อเท่าไรหรอกคิดว่า ถ้าดีฝ่อขึ้นมาตาก็จะเหลือง ยังกะเป็นโรคดีซ่านอะไรทำนองนั้นมั้ง

               โดยสรุปแล้วโจรก็วิ่งหนีก็แล้วกัน หนีไปหมดเลยนึกว่าเจ้าของทรัพย์สินเค้ามา ทิ้งเพชร ทิ้งพลอยไว้บนศาลาเลย แม่ตาบอดนั้น เห็นโจรวิ่งหนีไปหมดก็สงสัย ก็เลยค่อยๆคลำทางขึ้นไปบนศาลา นี่คนตาบอดนะ คลำขึ้นไปไปจับดูจึงรู้ว่าเป็นเครื่องเพชรเครื่องทองรูปพรรณเป็นอันมาก

               แม่ก็คิดในใจว่า เออ! หากเราไม่เอาสิ่งของพวกนี้ของก็คงไม่ได้กลับถึงมือเจ้าของหรอก เดี่ยวพวกโจรก็เอากลับไปตามเดิมนั้นแหละ ยังไง ยังไงเจ้าของก็คงไม่ได้หรอก เราจะเอานี่ก็ไม่น่าจะเป็นบาปอะไร ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของค่อยว่ากันอีกทีหนึ่งทิ้งไว้เดี๋ยวโจรก็มาเอาไปหรือคนอื่นก็อาจจะเอาไปคิดอย่างนั้นแล้วก็เลยเก็บทรัพย์พวกนั้นแหละสะพายผ้า คงจะมีผ้าติดมาก็เอาผ้าห่อเงินทองพวกนี้หาทางกลับบ้าน

               เผอิญระหว่างคลำทางก็พบกับเด็กวัด อันนี่ นี่ก็เป็นเรื่องนิทาน ต้องหาคนนำทาง เด็กวัดก็พาแม่กลับบ้านจนได้เลย แม่ตาบอดก็กลับไปถึงบ้าน แม่ตาบอดก็เลยร้องเรียกลูกชาย บอกเอ๊ย ลูกเอ๊ย มานี่เร็วแม่มีข้าวของเงินทองมาเยอะเลย มาเอาไปเถอะลูก

               ฝ่ายผัวเมียทั้งคู่ได้ยินก็ตกใจ คิดว่าผีหลอก โอ้ ! มันต้องผีแม่แน่ๆเลย เผาเสร็จแล้วกลับมาได้ยังไงนะแม่เนี่ยะ ตกใจวิ่งกันอุตลุดหมด ฝ่ายแม่ก็พูด ไม่ใช่หรอกลูก แม่น่ะยังไม่ตายหรอก เพราะแม่เป็นคนมีบุญ แต่แม่นี่นะ ถึงเผาเสร็จก็ยังมีบุญอยู่ ก็เลยมาบอกลูกว่าเผาเสร็จน่ะ ยังไม่ตาย พอถูกเผาแล้วแม่ได้ขึ้นไปสวรรค์ด้วยนะนี่นะ ขึ้นเสร็จเทวดาเอาทรัพย์สินมาให้แม่ บอกให้เรามาให้ลูกแจกกัน จะได้ไม่ยากไม่จนทั้งคู่ก็เลย เออ!จริงเว้ย เอ้าแม่พี่พอถูกเผาแล้วได้ทรัพย์สินมาก็ดีอกดีใจ เมียก็บอกว่าเอาของไปขายนะพี่มันว่าจะเป็นของแท้รึเปล่าเนี่ย แม่ไปเอาอะไรมา ก็เอาเงินทองทดลองไปขายได้เงินมาเยอะเลย ดีอกดีใจกันมากเลย

              ฝ่ายเมียก็คิดอยู่ในใจว่า เออเราต้องหาทางให้มันได้เงินได้ทองแบบนี้ จะให้แม่ได้มาคนเดียวไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะ ลูกชายเขาจะรักแม่เขามากเพราะแม่เขาเนี่ยพอถูกเผาเสร็จก็ได้เงินได้ทองมา ก็เลยอ้อนวอนผัวกับอ้อนวอนแม่ช่วยนำหนูไปเผาบ้างเถอะพี่นะแม่นะช่วยหนูเผาเถิด นะพี่นะอยากจะขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นแบบแม่ ก็ได้ทรัพย์สินมีค่ามาด้วยไงล่ะแม่

              แม่ก็บอกอย่าเลยลูกเอ๋ยมันร้อนนะ เวลาเผาเนี่ย อย่างแม่พี่กว่าจะขึ้นไปสวรรค์ได้นี่ ร้อนจัดมาก ข้างเมียก็บอกร้อนก็ร้อนไม่เป็นไรแม่หนูทนได้ ช่วยเผาเถอะนะพี่นะ นี่บอกผัว ผัวก็เอ่อ! ทำไงได้วะขี้เกียจเผาที่จริงเงินทองของเราก็พออยู่แล้วนะน้อง ที่แม่เอามาเนี่ยมากมายแล้วใช้เท่าไรก็ไม่หมดหรอก แต่ก็ไม่ฟังไม่ได้หรอกพี่ของแค่นี้ก็ต้องหาเพิ่มเติมพี่ เอามาอีกเถอะเอามาดีกว่า

              ผัวก็ทนไม่ได้ ก็จัดการไปหาไม้มาตอกเป็นหีบศพแบบเดิมนั่นแหละ แบบที่ทำกับแม่เนี่ย ทำเป็นหีบศพทำเป็นโลง เอ้า!โลงกับหีบนี่ต่างกันนะท่านนะ โลงนี่ปากมันผาย หีบนี่มันตรงๆนะ เอาเรียกรวมๆจะเป็นหีบป็นโลงก็ช่างเถอะ เราเมียเขาไปก็แล้วกัน ตอนนี้ก็ทำโลงเสร็จเรียบร้อยเอาเมียใส่ไปในโลงนั้น หามไป อันนี้คงจะยากหน่อย ก็ไม่ได้บอกว่าหามไปคนเดียวหรืออย่างไร หรือให้เมียหามไปก่อนก็ไม่ทราบ คงจะหามไปถึงแล้วก็ไปนอนในโลงตอนถึงป่าช้าที่เชิงตะกอนละมั้ง

               คราวนี้กลัวว่ามันจะล่าช้าก็ไม่ลืมเอาไม้ขีดไฟไปด้วย หาฟงหาฟืนใส่กันเสร็จเรียบร้อย เอาเมียใส่ในโลงเสร็จ แม้!ภรรยาแสนรักก็ถูกเผาไปเลย ร้องเกือบตาย ข้างผัวได้ยินเสียงเมียร้อง ก็บอกว่าทนเอาหน่อยน้อง เดี๋ยวก็ได้ไปสวรรค์แล้ว จะได้เอาทรัพย์สินมาให้พี่ เผาจนเป็นเถ้าถ่านไปหมด ผัวก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ตั้งนาน รอเมียตั้งนานแล้ว เป็น 2 เดือน เป็นปีก็ไม่กลับมา จนกระทั่งหมดความหวังที่จะรอ คิดว่าเมียคงจะได้ทรัพย์สินไปเยอะแล้วอาจจะหนีไปก็ได้

               จนอยู่มาวันหนึ่ง แม่จึงเอาเงินก้อนหนึ่งมามอบให้ลูกชาย เงินที่เหลืออยู่แม่มีเยอะนะเอาไปให้ลูกชายแล้วก็บอกว่า ลูกเอ๋ย! เอาเถอะถึงเมียเจ้าไม่อยู่นะแม่ยังอยู่ เจ้าจงเอาเงินจำนวนนี้ไปนะลูกนะเนี่ยนี่ประมาณ 100 ชั่ง ให้ลูกไปซื้อแม่ตามหมู่บ้านมานะ ซื้อด้วยราคาแพงๆว่าใครจะมาเป็นแม่เจ้า ไปหาซื้อไปสิ เอามาดูแลเจ้ามีไหม

              ลูกชายก็เอาเงินจำนวนนี้ไปขอซื้อแม่จากคนอื่นเขา มีใครจะขายแม่มั่งจะขอซื้อ เขาก็ไม่มีใครขายแม่ซักคนก็เสียอกเสียใจกลับมา แม่ก็บอกไม่เป็นไรหรอกลูก ในเมื่อเขาไม่ขายแม่ให้นี่เอาเงินไปอีกเอาไป 50 ชั่งเท่านั้นเอง เอ็งลองไปซื้อเมียเขาสิไป๊ว่าเขาจะขายเมียให้เอ็งไหม เงิน 50 ชั่ง ลูกชายก็จัดการเอาเงิน 50 ชั่งไปประกาศ มีใครจะขายเมียมั่งละเนี่ย เอาเงินมา 50 ชั่ง โอ้โหคนเสนอขายเมียเต็มไปหมดเลย

              นี่ก็เออ! ทำไมถึงหาซื้อมาง่ายขนาดนี้ หาเท่าไหร่ก็หาได้ง่ายก็เลยกลับมาบอกแม่ว่าฉันไปหาซื้อเมียแล้วได้มาเยอะเลยแม่ ตั้งหลายคน แหม! หาซื้อเมียนี่มันหาซื้อง่ายนะแม่ ไม่เหมือนกับการหาซื้อแม่เลย มันหาซื้อยากมาก แม่ก็เลยบอกกะลูกว่า ทีนี้เจ้าคงรู้แล้วสินะ ว่าแม่เนี่ยมีความสำคัญขนาดไหน สำคัญมากเพราะเอ็งไปหาซื้อที่ไหนก็ไม่มีใครขายแม่ให้เอ็งแต่เอ็งไปหาซื้อเมียได้มาตั้งหลายคน

              ชายคนนั้นได้ฟังก็ร้องห่มร้องไห้คิดถึงบาปของตัวที่ตัวได้เผาแม่ของตัวไป แต่เผอิญแม่ไม่ตาย แล้วยังนำเงินทองมาให้ ในเรื่องก็ไม่ได้บอกหรอกว่า ชายคนนี้ร้องห่มร้องให้คิดถึงเมีย คนที่ตัวนำไปเผารึเปล่า นี่ก็เป็นเรื่องที่เล่ากันมาเพื่อให้ลูกนั้น ลูกชายทั้งหลายนั้นประเมินคุณค่าดูว่าระหว่างม่ากับเมียใครจะมีความสำคัญมากกว่ากัน อันไหนจะหาได้ง่าย อันไหนจะหาได้ยาก

              ที่ผมเล่าเรื่องนี้มาก็คาดว่า เป็นเพื่อนฝูงผมรวมทั้งคุณยายที่ปลักแรดบางระกำเนี่ยะ ฟังแล้วก็จะมีความสบายอกสบายใจที่เล่าเรื่องนี้ ที่จริงเรื่องนี้มันมีหลายที่หลายทางนะครับ ภาษากลางก็มี ทางเหนือก็มี อีสานก็มี ใต้ก็มี เผอิญเรามาผูกเป็นเรื่องที่ง่ายตามแบบภาษากลาง

             และก็ก่อนจะจบรายการเหลืออีกสักนาทีหนึ่งนี่นะครับ ผมนี่ก็ฝากความกราบเรียนถึงเพื่อนฝูงที่นครไทย ที่อยากให้ผมพูดถึงวรรณกรรม 2 แคว ของนครไทย โดยใช้ภาษาของนครไทยด้วย อันนี้ผมก็ไม่ขัดข้องหรอก ถ้ายังไงก็จะใช้ภาษาทางนครไทยนี่เล่านิทานหรือพูดถึงวรรณกรรมให้ท่านฟัง อาจจะพูดไปถึงเพลง "พินเลเล" มั่ง อะไรมั่ง ก็ไม่ยากเย็นอะไรเอาไว้โอกาสหน้า

             สำหรับในวันนี้เวลาก็เหลืออีกนิดเดียว เนี่ยะหมดเวลาพอดีเลย นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน