วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 23 เรื่อง จดหมายเหตุลาลูแบร์ 3 : การแต่งกาย
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณสองแควกลับมาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัยผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

     ในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึงวรรณกรรมที่ชาวต่างชาติเขียนถึงคนไทยในสมัยอยุธยา ซึ่งก็คือเอกสารที่ได้พูดไปคราวที่แล้วนั้นคือ จดหมายเหตุของ ซีมอน เดอ ลาลูแบร์ อัครราชฑูตชาวฝรั่งเศสซึ่งมากรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประมาณพุทธศักราช 2230 ในช่วงต่อไปนี้ก็จะกล่าวถึง การแต่งกายของคนไทย ตามที่ลาลูแบร์เขียนไว้

     ลาลูแบร์บอกว่าชาวสยามไปไหนมาไหนด้วยเท้าเปล่า และไม่ได้สวมหมวก แกมองข้างล่างมองข้างบนบอกว่าคนสยามแต่ก่อนนั้น ไปไหนมาไหนเท้าเปล่า ไม่มีรองเท้า และมิได้สวมหมวก ไม่ได้สวมหมวกครับแต่เดี๋วยข้อความมันจะขัดๆ กันอยู่นะครับ เดี๋ยวท่านลองฟังดูดี ๆ ที่ว่าไม่สวมรองเท้า เดี๋ยวก็จะกล่าวถึงสวมรองเท้าอีกแหละ แล้วเขาก็บอกว่าชาวสยามพันเอวและขาอ่อน ไว้ด้วยผ้าที่มีดอกดวงยาวประมาณสองโอน สองโอนนี่ก็มาตราของฝรั่งเศสเขา ก็ประมาณสองคืบประมาณนั้นแหละครับ สองโอนครึ่งที่ก็ถึงสองโอน สองโอนครึ่งบ้าง บางทีก็ใช้ผ้าลายเขียน ผ้าที่เอามานุ่งเป็นผ้าลายเขียน บางที่ก็ใช้ชิ้นผ้าไหมเกี่ยงๆ ไม่มีลายเขียน และบางทีก็ทอเป็นริมลายทองลายเงินบ้าง อันนี้แล้วแต่ฐานะของชาวสยามในยุคนั้น

     นอกจากนี้ ลาลูแบร์ ก็บอกว่า พวกอำมาตย์หรือพวกขุนนางนั้น นอกจากนุ่งผ้านุ่งแล้ว ลาลูแบร์เขียนไว้นอกจากนุ่งผ้านุ่งผ้าแล้ว คนแปลบอกนอกจากนุ่งผ้าแล้ว แหม มันต้องนุ่งผ้ากันทั้งนั้นแหละ ควรจะเป็นนอกจากนุ่งผ้าแล้ว ยังสวมเสื้อครุยผ้ามัสลินอีกตัวหนึ่ง ใช้เหมือนเสื้อชั้นนอกหรือเสื้อคลุมถึงเข่า นี่เป็นเรื่องที่แปลกนะครับ เพราะเราทราบโดยทั่วไปว่าในราชสำนักในเวลาเข้าเฝ้าเขาไม่สวมเสื้อในสมัยรัตนโกสินทร์ในประมาณ พ.ศ. 2325 มา แต่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์นั้นยืนยันโดยแน่ชัดว่าพวกอำมาตย์หรือขุนนางนั้นเสื้อครุยผ้ามัสลินอีกตัวหนึ่งใช้เหมือนเสื้อชั้นนอก เหมือนเสื้อนอกหรือเสื้อคลุมจนถึงเข่าเลย

     ลาลูแบร์ว่าเขาจะเปลื้องมันออกแล้วม้วนพันเข้าไปกับบั้นเอว ในเวลาไปหาขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งมียศถาบรรดาศักดิ์สูงกว่าตน คือเวลาที่ไปหาขุนนางผู้ใหญ่ก็จะถอดออกหรือม้วนพันไว้กับเอว อันนี้น่าคิดก็มีเสื้ออยู่ดีๆ นะ แต่พอจะไปหาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมานี่ ก็ถอดเสื้อออกแล้วก็เอาพันไว้กับเอวเวลาไปหาผู้ใหญ่กว่าตน แต่ไปหาคนเท่ากันก็ไม่ต้องแสดงอย่างนั้น ที่ทำอย่างนี้เพื่อแสดงว่าเขาเตรียมพร้อมเสมอที่ท่านผู้ใหญ่จะบัญชาให้ไปไหนมาไหนก็ได้ ผู้ใหญ่บอกไปไหนมาไหนให้ทำอะไรจะทำให้ทันที โดยใช้สัญลักษณ์ของการถอดเสื้อออก แล้วก็เอาไปพันไว้ที่เอว

     นอกจากนั้นแล้ว ลาลูแบร์ ยังบอกอีกว่า บรรดาขุนนางที่เราเห็นเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามในท้องพระโรงนั้น ก็คงจะนุ่งห่มเสื้อผ้าเต็มยศ ตามธรรมเนียมขุนนางทางสยาม นี่สินุ่งห่มเสื่อผ้าเต็มยศตามธรรมเนียมขุนนางสยาม เพระฉะนั้นจากจดหมายเหตุ "ลาลูแบร์" นั้น ก็มองดูเห็นชัดเลยล่ะครับ ฟังแล้วก็เห็นชัดอ่านแล้วก็เห็นชัดเลยว่า ถ้าไปเฝ้าเจ้านายที่ฐานะสูงกว่าตัวนั้น ก็ถอดเสื้อออกแล้วพันกะเอว ก็แสดงว่าเตรียมพร้อมแต่ถ้าเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก็จะต้องนุ่งห่มเต็มยศ

        ถ้ามีงานพระราชพิธีก็ต้องสวม "ลอมพอก" ลอมพอกน่ะครับ เครื่องประดับศรีษะ มองดูเหมือนที่นาคเขาสวม พวกเทวดาน่ะ สวมนะฮะ สวมลอมพอกมียอดแหลมไว้กับศรีษะ เสื้อครุยนี้ไม่มีคอเสื้อตั้งขึ้นไป และก็นอกจากจะไม่มีคอเสื้อแล้วยังแหวกเปิดทางด้านหน้า นะเสื้อของพวกขุนนางพวกอำมาตย์เนี่ยะ ไม่มีคอเสื้อนะครับ แต่แหวกเปิดทางด้านหน้า โดยที่ผู้แต่งก็ไม่ได้สนใจจะกระชับชายให้ปรกเพื่อปิดหน้าท้องของตนแต่ประการใดก็หมายความว่าจะเปิดชายไว้ก็ได้ ถ้าเปิดด้านหน้าก็เปิดชายไว้ไม่ต้องปิดหน้าท้องหรอก สวมไปเหมือนเสื้อนอก แต่ไม่มีอะไรข้างใน แขวนเสื้อนั้นยาวทอดลงมาเกือบถึงข้อมือ

       มองดูเห็นภาพนะครับแขนเสื้อยาวเกือบถึงข้อมือ กว้างราว 2 ฟุตโดยรอบ แขนเสื้อกว้างมาก แขนเสื้อกว้างเกือบ 2 ฟุตแน่ะเห็น "ลาลูแบร์" บอกว่าไม่เห็นถกแขนเสื้อตรงต้นแขนหรือปลายแขนแต่อย่างใด ไม่ได้ถลกขึ้นมาหรอกแต่ว่าเสื้อกว้างเฉย ๆ ไม่ได้ถลกขึ้นมา และก็นำเสนออีกว่า อันหนึ่งตัวเสื้อครุยนั้นยังแคบมากกระทั่งไม่สามารถผ่าลงมาและคลุมผ้านุ่งให้มิดชิดได้ น่าจะเรียกว่ามันไม่ใช่แคบหรอกน่าจะเรียกว่ามันคงจะไม่ยาวน่ะ มันไม่คลุมผ้านุ่งให้มิดชิดนะฮะคงเป็นรอยกลีบซ้อนกันพับอยู่กับบั้นเอวกระนั้น มันแคบและมันไม่ยาวลงมาด้วย คือปกติมันน่าจะคลุมสะโพกลงมาได้นะฮะ แต่ ปรากฏว่าไม่ถึงมันอยู่แค่เอว ลาลูแบร์ จึงใช้คำว่า "แคบ" เราจะใช้คำว่ายาวมันอาจจะยาวก็ได้ มันแคบมันเลยไม่คลุมถึงสะโพกก็ไม่ทราบถ้าอย่างนั้นเขามีความคิดประการใดที่ให้มันติดอยู่ที่เอวน่ะ

     นี่ก็เป็นเสื้อนะ เป็นอันว่าเวลาเข้าเฝ้าเวลาสวมเสื้อเต็มยศนะครับแล้วเสื้อนั้นนะไม่มีคอ ผ่าหน้า ส่วนแขนนั้นก็กว้างถึงเกือบสองฟุตครับ ไม่มีการถลกแขนเสื้อขึ้นไปแต่ประการใด เสื้อยาวลงมาแต่ไม่คลุมมาถึงสะโพก แต่ไปติดอยู่ที่เอวอาจจะเป็นเพราะมันลงมาไม่ถึงเพราะมันแคบ แบบที่ลาลูแบร์พูดก็เป็นได้นะครับ แต่แคบก็น่าจะลงได้เพราะอะไร เพราะผ่าด้านหน้าหมดน่ะ และก็ไม่ได้คลุมหน้าท้องด้วย รึว่าจะเป็นธรรมเนียมเขาทำอย่างนั้น เคยเห็นเด็กสมัยนี้นะ เวลาสวมเสื้อผ้าบางคนก็เอาสวมเขาไป แล้วก็ดึงด้านหลังออกมาไม่ทราบแปลว่าอะไร ข้างหน้าเอาใส่ในกางเกง รึจะเอาแบบสมัยที่ลาลูแบร์เคยเห็นก็ไม่รู้ แต่สมัยลาลูแบร์เขาเอาข้างหลังเข้าเปิดข้างหน้านะ ต่างกันหน่อยหนึ่ง

     คราวนี้ถ้าเป็นหน้าหนาวล่ะ ฤดูหนาวของไทยแต่ก่อนมันก็น่าจะหน้าอยู่หรอกฮะ ลาลูแบร์บอกว่าในฤดูหนาวลางที ลางทีก็แปลว่าบางครั้งน่ะนะ ลางทีชาวสยามก็ใช้ผ้าตามความกว้าง รึผ้าลินินมีดอกดวงคลุมไหล่ เป็นทำนองเสื้อคลุมรึผ้าคลุมไหล่โดยพับชายผ้าเข้าไว้ในลำแขนอย่างค่อนข้างโก้พอใช้ เอาผ้าคลุมไหล่ แล้วเอาผ้านั้นสอดเข้าไปในแขนซึ่งกว้างถึง 2 ฟุต ก็ไม่เห็นมีใครเขาทำน่ะนะ ในปัจจุบันเนี่ยะ วันหลังจะลองทำดูก็คงจะดีเหมือนกันแหละ เอาเป็นผ้าคลุมและผ้าคลุมนี้ต้องมีดอกมีดวงนะ ใช้คลุมไหล่ ที่จริงความหนาวน่าจะเขาใช้พันหน้าอกนะ ทำไมใช้คลุมไหล่ก็ไม่ทราบ น่าจะเอามาพันคอข้างหน้า

     แต่เขาบอกเรียกผ้าคลุมกันหนาวก็แล้วกันฟังดูแล้วมันคล้าย ๆ กับผ้าห่มอะไรทำนองนั้น ที่จะห่มในฤดูหนาว ที่นี้มันคงจะยาวเกินไปก็เลยเอาชายมายัดใส่ไว้ในเสื้อ เผื่อมือจะได้จับได้จะได้อุ่นมือด้วยแทนถุงมือ นี่ผมก็เดาเอานะเพราะว่ารูปที่เขาเขียนมาไม่เห็นมีอย่างนี้เลย แล้วอีกประการหนึ่งก็คือว่า ผมก็ไม่ได้เกิดสมัยนั้น จะยืนยันอย่างแน่ชัดกระไรอยู่ ต้องตามที่ลาลูแบร์ นี่เขียนเอาไว้ก่อน บอกกล่าวถึงการแต่งกายของคนทั่ว ๆ ไป แล้วของขุนนาง ของอำมาตย์

     จากนั้น ซีมอน เดอ ลาลูแบร์ ก็เขียนถึงการฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในยุคนั้นซึ่งก็คือฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้ากรุงสยามในที่นี้ก็คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งลาลูแบร์บันทึก ลาลูแบร์ บันทึกว่าพระเจ้ากรุงสยามนั้นทรงให้ฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บด้วยผ้าเยียรบับงาม ตัดเย็บด้วยผ้าผ้าที่งามที่เดียวล่ะ แขนฉลองพระองค์นั้นแคบมาก เมื่อกี้แขนเสื้อขุนนางซึ่งคล้ายเสื้อนอกกว้างตั้ง 2 ฟุต แต่แขนฉลองพระองค์นั้นแคบมากปกลงมาถึงข้อพระหัตถ์นะครับ มาถึงข้อพระหัตถ์ทำนองเดียวกับว่าเสื้อที่เราใช้สวมกันหนาวมีลักษณะคล้ายเสื้อสวมกันหนาวของชาวฝรั่งเศส ใต้เสื้อคลุม คือชาวฝรั่งเศสนั้นมีเสื้อสวมกันหนาว และมีเสื้อคลุมทับอีกชั้นหนึ่ง ฉลองพระองค์จะมีลักษณะคล้ายกับเสื้อคลุมกันหนาวของคน ฝรั่งเศสนะครับ คือแขนค่อนข้างแคบยาวถึงข้อพระหัตถ์ พระองค์ทรงฉลองพระองค์นั้นไว้ภายใต้พระองค์ครุย มีฉลองพระองค์แล้วมีฉลองพระองค์ครุยสวมทับอีกครั้งหนึ่ง สองชิ้นนะครับ ฉลองพระองค์นั้นอยู่ข้างใน ฉลองพระองค์ครุยนั้นทับอีกชั้นหนึ่ง เป็นฉลองพระองค์หนึ่งที่ปักอย่างวิจิตรลวดลายไม่เหมือนทวีปยุโรป ต่างจากทางยุโรปมาก มีการปักฉลองพระองค์มีการปักลวดลาย ชาวสยามคนใดจะใช้เสื้อชนิดนี้มิได้เลย นี่ก็เป็นเรื่องของคนไทยครับ คนไทยเรารู้ว่าอะไรที่ควรทำอะไรที่ไม่ควรทำ อะไรเหมาะอะไรไม่เหมาะ อะไรที่ควรใช้กับอีกคนหนึ่ง ไม่ควรใช้กับอีกคนหนึ่ง

     เพราะฉะนั้นฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์หรือแม้แต่ฉลองพระองค์ครุย คนทั่วไปไม่ทำมาใช้นะครับ ไม่ใช้ว่าใช้กันได้ทั่วไปหมด แต่ก็จะใช้ได้ถ้าหากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าพระราชทานให้ ถ้าพระราชทานให้ใช้ก็ใช้ได้และก็ต้องใช้ด้วยนะครับ ก็ถามว่าฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์คนอื่นจะใช้ได้ไหม คำตอบคือได้ถ้าพระองค์พระราชทานมา แล้วถ้าพระราชทานก็ต้องใช้ และพระองค์จะพระราชทานบำเน็จชนิดนี้ให้กับขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูงเท่านั้น คนที่จะได้ฉลองพระองค์ คนได้เสื้อที่มีลวดลายมีลักษณะเหมือนฉลองพระองค์ฯแล้วก็มีเสื้อฉลองพระองค์ครุย เหมือนกับของพระบาทฯ ต้องเป็นคนที่มีบรรดาศักดิ์สูงคนทั่ว ๆไปก็ไม่ได้รับพระราชทานอย่างนั้น นี่ก็เป็นฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จ ฯ ในที่นี่ก็คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

     ส่วนเครื่องแต่งตัวของทหารนั้น มีเสื้อยศโดยเฉพาะ นี่ทหารน่ะฮะ เสื้อยศเนี่ยะ บางครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านโปรดก็จะพระราชทานเสื้อชั้นใน เสื้อชั้นนอกหรือเสื้ออีกชนิดหนึ่งซึงมีสีแดงสด พระราชทานเสื้อชั้นในเสื้อชั้นนอก พระราชทาน 2 อย่าง ในที่นี่คงจะเป็นเสื้อชั้นนอกออกเป็นสีแดงสดหน่อยหนึ่ง ชั้นในจะสีแดงรึไม่แดงก็ว่ากันไป วันนี้ใช่ออกงานพระราชสงคราม นั้นคือถ้ามีงานสงคราม จะพระราชทานเสื้อชั้นนอกในทหาร สีแดงสดนะครับ แต่อย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเนี่ยะ ทรงออกไปทำสงครามนั้น บางครั้งทรงฉลองพระองค์ดำนะครับ แต่ทหารทั่วไปเนี่ยะใช้สีแดง สีแดงเลยใช้สีแดงสด สีแดงสดนี่ใช้ 2 อย่างไปสงครามอย่างหนึ่ง ไปรบพุ่งในสงครามอย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่งคือตามเสด็จพระราชดำเนินในขณะที่ประพาสล่าสัตว์ในป่า เพราะว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น โปรดการประพาสป่า บางครั้งก็ออกไปล่าสัตว์พวกที่ติดตามทั้งหมดก็ต้องสวมเสื้อสีแดงที่พระราชทานมา เป็นได้นะครับที่ให้สวมเสื้อสีแดงนั้นเพื่อให้แตกต่างกับสีของพืช เพราะมองดูแล้วเป็นสีแดงสดตัดกับสีเขียว ฉะนั้นโอกาสที่จะพลาดในเวลาที่ออกไปล่าสัตว์จึงไม่มี เสื้อชนิดนี้เสื้อสีแดงนี่ยาวลงมาถึงหัวเข่าเลย มีดุมขัดทางด้านหน้า 8 -10 ลูก ยาวเหยียดเลย ยังกะเสื้อโค้ชของทางฝรั่งน่ะครับ มีด้านหน้า 8 - 10 ลูกเลย ลูกกระดุมเนี่ยะ

     แขนเสื้อนั้นกว้างไม่มีปักษ์ลวดลายอย่างใด และสั้นมากจนไม่ถึงข้อศอกและกว้างไม่ถึงข้อศอกนะแขนเสื้อเนี่ย โดยสรุปง่าย ๆ ว่าเป็นเสื้อยาวแต่แขนสั้น และแขนกว้างที่แขวนกว้าง เพื่อจะใช้งานได้สะดวกนะครับ นี่ก็เป็นเสื้อของทหารซึ่งใช้ในสงครามหรือเวลาที่ตามเสด็จประพาสล่าสัตว์ ในป่า ไอ้ที่ใช้อย่างนี้เพราะว่าอะไร เพราะมันเป็นธรรมเนียมทั่วไปของกรุงสยามจึงใช้สีนี้ นั้นคือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้ที่ตามเสด็จในงานพระราชสงครามหรือประพาสล่าสัตว์ต้องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีแดง พระบาทสมเด็จพระเจ้าก็ฉลองพระองค์ด้วยสีแดงด้วย เพราะมันเป็นธรรมเนียมทั่วไปที่ต้องไปที่ต้องใช่สีนี้ นั้นคือองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและผู้ที่อยู่ในขบวนโดยเสด็จออกงานพระราชสงครามหรือประพาสล่าสัตว์ จะต้องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีแดง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ก็ต้องแต่งกายด้วยชุดสีแดงด้วย ในเวลาเสด็จประพาสล่าสัตว์หรือสงครามเนี่ยะ

     ในกรณีเช่นนี้ในบรรดาเสื้อแสงที่พระราชทานให้แก่ทหารจึงตัดเย็บด้วยผ้ามัสลินย้อมสีแดง และก็ในวันพระราชพิธีเช่น ในวันที่เอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเข้ามาสู่พระนคร ก็มีการแจกจ่ายเสื้อสีแดงนี้แก่ชาวสยามที่มาถึอศาสตราวุธแห่แหนและนั่งกลาบาทด้วย นี่ครับ เพราะฉะนั้นเสื้อนี้จะใช้เวลาประพาสป่าล่าสัตว์ หารือใช้ในการสงครามแล้วเวลารับเอกอัครราชทูตจากฝรั่งเศส ทหารทั้งหมดก็จะได้รับพระราชทานเสื้อสีแดงนี้และก็สวมมาในวันนี้ ถือศาสตราวุธอยู่หรือจะเป็นนั่งกลาบาทก็แล้วแต่ นี่ก็เป็นเสื้อของทหาร ส่วนเครื่องสวมศีรษะจะเป็นสีขาว ทรงสูงและปลายแหลมดังที่เราเคยเห็นเอกอัครราชทูตพระเจ้ากรุงสยามสวมเนี่ยะ

     นี่ถือว่าเป็นศิลาพรเป็นเครื่องประดับนะฮะ ใช้ในพระราชพิธีซึ่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและขุนนางของพระองค์ก็ทรงแต่ง และก็แต่งเหมือนๆกัน คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรง ทรงลอมพอกส่วนพวกที่เป็ฯขุนนางก็แต่งเหมือนๆกัน พระลอมพอกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นประดับขอบหรือเสวียนเกล้าด้วยพระมหามงกุฏเพชรรัตน์ นะต่างกันตรงนี้ ต่างกันที่พระลอมพอกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ประดับขอบหรือเสวียนเกล้าด้วยพระมหามงกุฦเพชรรัตน์ ส่วนของพวกขุนนางนั้นประดับเสวียนทองคำ หรือประดับเสวียนเงิน หรือเสวียนกาไหล่ทองอันนี้มากน้อยตามยศของตน บางคนก็ไม่มีเสวียนเลย ก็คงจะยศน้อยหน่อย

     พวกขุนนางจะใช้ลอมพอกนี้ชั่วเวลาเข้าเฝ้า หรือเวลาประชุมคณะลูกขุนตุลาการหรือในพิธีบางอย่างเท่านั้น เขาใช้แถบผูกโยงยึดไว้ใต้คางและเมื่อแสดงการเคารพก็ไม่ได้ถอดออก เพราะฉะนั้นลอกพอกนั้นมีข้อกำหนดนะครับ ว่าจะสวมได้ในเวลาที่จะเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือเวลาประชุมคณะตุลาการ คณะลูกขุนที่ศาลเนี่ยะ หรือในพิธีบางประการเท่านั้น โดยในเวลาที่สวมนั้นก็จะมีเชือกผูกโยงไว้ใต้คางเพื่อไม่ให้หลุดนะครับ เมื่อแสดงการเคารพโดยการกราบก็ไม่ได้ถอดออก ลอมพอกนี้เป็นเครื่องประดับนะฮะ ก็นึกถึงภาพพระยาแรกนานะครับ คล้ายกันนะครับหรือนึกถึงเทวดาที่อยุ่ในขบวนแห่ก็จะมีลักษณะคล้ายกันนะครับ นี่พูดถึงเครื่องประดับขั้นสูงแล้ว

     คราวนี้กล่าวถึงรองเท้า ลาลูแบร์บันทึกเอาไว้ว่าพวกแขกมัว นะฮะ แขกมัวเป็นผู้นำรองเท้าแตะอันเป็ฯรองเท้าปลายแหลมมาใช้ รองเท้าชนิดนี้ไม่มีปีกหุ้มเท้า ไม่มีส้น เดขาถอดมันวางไว้ที่ประตูเมื่อจะเข้าไปในเรื่อนของผู้อื่นหรือตนเอง แต่ไม่ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับอยู่นะที่ใด หรือบุคคลอื่นจะต้องให้ความเคารพ หรือบุคคลอื่นคิอนอกจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วยังมีบุคคลอื่นที่บรรดาขุนนาง บรรดาใครจะให้ความเคารพนี่นะครับ เช่นสมเด็จพระสังฆราช หรือสังคนายกอย่างเนี่ยะ เวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่ใดหรือสมเด็จพระสังราชประทับที่ใดเนี่ยะ ชาวสยามจะไม่สวมรองเท้าเป็นอันขาด อันนี้ก็เป็ฯธรรมเนียมปฏิบัตินั่นก็คือเวลามีผู้ใหญ่อยู่เราจะไม่สวมรองเท้าเข้าไปโดยเด็ดขาด ผู้ใหญ่ในที่นี้คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระสังฆราชนะครับ แต่ของขุนนางอื่นๆไม่ได้พูดเอาไว้ สองที่ที่เข้าไปต้องไม่สวมรองเท้า ถ้าพูดอย่างนี้ก็แปลว่าอยู่ข้างนอกสวมได้ รองเท้าก็พวกแขกมัวนำมาอยู่ข้างนอกก็สวมได้ทีเดียวล่ะครับ

     ทำให้ได้คิดว่าการสวมรองเท้า มีอยู่ไม่ใช่ไม่มีแต่ว่าวิธีสวม การสวมรองเท้าเนี่ยะน่าจะได้มาจากแขกมัวพูดอย่างนั้นนะครับ แต่โดยความแท้จริงเนี่ยะ ถ้าเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นจะมีรองพระบาทอยู่ตลอดนะครับ เพราะตามธรรมเนียมราชประเพณัเนี่ยะพระองค์จะเสด็จโดยพระบาทเปล่าไม่ได้ดยเด็ดขาด เพราะจะเกิดเออ! เกิดไฟเกิดอะไรขึ้นเพราะฉะนั้นก็จะต้องมีรองพระบาทนอกจากนั้นก็จะต้องมีลาดพระบาทปูอึกครั้งหนึ่งด้วย นี่ก็เป็นส่วนที่เราปฏิบัติกันมาอย่างนั้นนะฮะ นี่ก็ว่าด้วยรองเท้า

     คราวนี้พวกขุนนางเนี่ยะเวลาจะไปไหนเนี่ยะก็จะนิยมสวมหมวกไป นิยมสวมหมวกไปเที่ยว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตัดให้สร้างพระมาลาเป็นสีต่างๆ รูปทรงคล้ายๆกับลอมพอกนี่เป็นหมวกของพวกขุนนาง สีต่างๆนะพระมาลาเหล่านี้ แต่ราษฎรนั้นน้อยคนนักที่จะเป็นธุระปกคลุมศรีษะของตนให้พ้นจากความแรงร้อนของแสงอาทิตย์ นี่ลาลูแบร์ว่าไว้ว่าคนทั่วไปเนี่ยะไม่สวมหมวกไม่สวมอะไรทั้งนั้นแต่ขุนนางนั้นสวม คนทั่วไปนั้นจะใช้ผ้าพื้นหนึ่งเอาโพกศีรษะก็เฉพาะยามลงเรืออยู่ในแม่น้ำเท่านั้น ใช้ผ้าโพกศีรษะเวลาลงเรืออยู่ในแม่น้ำ เพราะแสงสะท้อนทำให้เป็นที่รำคาญตาแสงสะท้อนจากน้ำขึ้นมาหรืออย่างไร เลยโพกศีรษะหรือว่าเอาไว้กันด้วยไม่ให้แสงสะท้อนไปถูกมากนัก หรือว่าไม่ให้ถูกแสงแดดอย่างไรอันนี้ข้อความเขียนไม่ค่อยชัด

     แต่โดยสรุปแล้วคนสยามจะไปไหนไม่สวมหมวก ครั้งแรกก็ว่าไม่สวมรองเท้า ตอนหลังบอกว่าจะสวมรองเท้าเข้าไปไม่ได้เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่หรือสมเด็จพระสังราชประทับอยู่ เพราะฉะนั้นข้างนอกน่าจะสวมได้ข้อความค่อนข้างขัดๆกัน ผมเองก็ไม่สามารถวินิจฉัยลงไปได้ว่าคนไทยแต่ก่อนนนี้สวมรองเท้าหรือไม่นะครับ แต่ว่าหมวกนั้นไม่สวม หากว่าลงเรือจะใช้ผ้าโพกศีรษะ เพื่อจะได้กันแสงได้นี่ก็เป็นเครื่องแต่งกายของผู้ชาย

     คราวนี้เครื่องนุ่งห่มของผู้หญิงสุภาพสตรีล่ะ เขาบอกผู้ชายผู้หญิงมีเครื่องนุ่งห่มต่างกันก็คือ ผู้หญิงจะนุ่งผ้าตามความยาวของผืนวงรอบตัวเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ผู้หญิงปล่อยชายทางด้านกว้างเรียนแบบกระโปรงอย่างแคบๆ ให้ชายผ้าตกลงมาถึงครึ่งแข้ง นี่ฟังดูตกลงมาถึงครึ่งแข้งส่วนผู้ชายชักผ้าข้างหนึ่งซึ่งเขาปล่อยให้ยาวข้างหนึ่งลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ตรงด้านหลังโจงกระเบนนั้นแหละครับ และก็คาดสายเข็มขัดทับคล้ายจะเรียนแบบสนับเพลาแบบโบราณของฝรั่งเศส

     ส่วนชายผ้าอีกด้านหนึ่งห้อยอยู่ด้านหน้าเป็นชายพก โดยที่ผู้ชายทั้งหลายเนี่ยะไม่มีกระเป๋าที่ผ้านุ่ง ใช้ชายพกนั้นแหละตลบขึ้นไปห่อร่วมหมาก ทำนองเดียวกับที่คนฝรั่งเศสขมวดเบสิ่งใดไว้ในผ้าเช็ดหน้าอย่างนั้นแหละ บางที่เนี่ยะคนไทยที่เป็นผู้ชายก็นุ่งตั้งสองพื้นซ้อนทับกัน เพื่อให้ผืนบนดูเรียบร้อย

     นอกจากจะนุ่งผ้าแบบนี้แล้วผู้หญิงก็ปล่อยตัวล้อนจ้อนนี่ฟังดูแปลกประหลาด พวกนางไม่ใส่เสื้อชั้นในหรือเสื้อมัสลินเหมือนดั่งพวกผู้ชาย แต่ว่าคนที่มั่งมีนี่จะใช้สไบห่ม ลางทีก็ปัดสไบเฉียงไปคลุมต้นแขนเข้าไว้แต่อาการที่สุภาพของผู้หญิงพวกนี้ก็คือใช้ตอนกลางผืนคาดหลัง และสอดลักแล้มาปกถันไว้แล้วตลบชายสไบทั้งสองด้านเนี่ยะสะพัดไหลแล้วทิ้งชายไปเบื้องหลัง ซึ่งภาษาไทยเรียกว่าห่มตะแบงมาน อันนี้แหละครับ

     ผ้านุ่งที่มีความงดงามลางชนิดเช่น ผ้าม่วงไหมยกดอกหรือ ผ้าม่วงไหมไม่ยกดอก เช่นผ้าลายเนื้อดีเนี่ยะ อนุญาตให้นุ่งเฉพาะบุคคลที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ส่วนผู้หญิงสามัญก็นิยมนุ่งพื้นสีดำและสไบก็เป็นผ้ามัสลินสีขาวๆ ธรรมดานี่เองนี่ก็เป็นเรื่องของการแต่งกายของผู้หญิง

      นอกจากนี้สุภาพสตรีสยามนิยมสวมแหวนไว้ที่นิ้วท้ายๆคือนิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย สวมทั้งสองมือเลยนะครับ สวมทั้งสองมือเลย อนุญาตให้สวมสอดวงแหวนได้มาก หรือซื้อแหวนเพชรเก๊ใจราคาวงหนึ่งตั้งครึ่งเอกิว ในกรุงปารีสจะมีราคาเพียงสองซอเท่านั้น อันนี้เป็ฯมาตราเงินของฝรั่งเศสทั้งหมด พวกผู้ชายไม่ใช้เครื่องประดับคอของตนม่เหมือนของภรรยาแต่พวกผู้หญิงและเด็กๆ รู้จักใช้ตุ้มหู ปกติตุ้มหูมีรูปร่างเหมือนลูกบัวทำด้วยทองคำ เงิน หรือกะไหล่ทอง เด็กหนุ่มเด็กสาวจะมีกำไลข้อมือ แต่สวมอยู่ตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบเท่านั้น และยังสวมกำไลที่แขนและที่ขาเป็นกำไลวง ทำด้วยทองคำหรือว่ากะไหล่ทองทำด้วยพวงกุญแจอย่างนั้นแหละ

     นี่ว่าด้วยการแต่งกายและเครื่องประดับทั้งหมดก็พอดีหมดเวลานะครับ ก็คงได้ต่ออีกในสัปดาห์ต่อไป สำหรับวันนี้ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอลาไปก่อนสวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน