วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 22 เรื่อง จดหมายเหตุลาลูแบร์ 3 : การแต่งงาน
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

       สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านผู้ฟังเป็นประจำครับในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

       วันนี้ก็จะได้พูดถึงหนังสือวรรณกรรมที่ชื่อว่า จดหมายเหตุ ลาลูแบร์ ซึ่งก็เป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อจริงก็ ซีมอน เดอ ลาลูแบร์ ได้เขียนจดหมายเหตุในช่วงที่ตนมากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในช่วงนี้จะพูดถึงเรื่องที่ลาลูแบณ์บันทึกไว้เกี่ยวกับ การแต่งงานของชาวสยาม และหญิงสยามในสมัยอยุธยา

       ลาลูแบร์เค้าเขียนให้หัวข้อไว้ว่า ชายสยามเสาะหาหญิงมาเป็นคู่แต่งงานอย่างไรและตกลงกันได้อย่างไร ก็ดูวิธีการเสาะแสวงหาผมจะลองอ่านให้ฟังและอธิบายบางงตอนนะครับ ในจดหมายเหตุนั้นเขียนไว้ว่า เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการแต่งงาน บิดา มารดาของฝ่ายชายก็จัดหญิงเถ้าแก่ เนี่ย หญิงเถ้าแก่นะ ต้องจัดหญิงมานะ ผู้มีชื่อเสียงดี ชื่อเสียงไม่ดีก็ไม่เอามานะเนี่ยต้องเป็นเถ้าแก่ผู้มีชื่อเสียงดีไปดำเนินการสู่ขอต่อบิดา มารดาของฝ่ายหญิง

       ขั้นตอนนี้เค้าเรียกว่าการสู่ขอนั่นแหล่ะครับ ถ้าบิดา มารดาของฝ่ายหญิงพอใจก็จะให้คำตอบในทำนองเอื้อเฟื้อ ทีนี้เวลาเค้าเจรจากันนี่เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นธรรมเนียมประเพณีกันอยู่นะครับว่าเวลาไปสู่ขอกันนี่เค้าไม่ใช่ไปสู่ขอกันเฉยๆมีการพูดเอ่อ เป็นการใช้สัญลักษณ์เยอะ เช่นบอกว่าจะมาขอพันธุ์ฟัก พันธุ์แฟง แตงกวาไปปลูก อะไรทำนองนี้นะครับ อันนี้ก็ค่อยว่ากันอีกทีนึง ถ้าผมมีเวลาเหลือจะอยู่ก็จะกราบเรียนเรื่องนี้

       ฝ่ายที่เป็นฝ่ายเจ้าสาวก็ถ้าตอบในทำนองเอื้อเฟื้อก็คือรับนั่นเองแหล่ะ แต่เอื้อเฟื้อก็จริงนะคนไทยในสมัยก่อนหรือสมัยนี้ก็แล้วแต่เถอะยังมีอะไรพิเศษอยู่ นั่นคือว่าแม้จะเอื้อเฟื้อว่าตอบรับแต่กระนั้นก็ยังสงวนท่าที น่ะ ต้องมีการสงวนท่าทีไม่ใช่ยกให้เลย นี่ไม่ใช่อย่างนั้นนะ สงวนท่าทีขอผลัดไปปรึกาาหารือ รับทราบเจตนารมณ์ของธิดาของตนก่อน พูดง่าÂๆ ก็ว่าต้องไปถามลูกสาวก่อนว่าลูกสาวเค้าจะยอมรับไหม อะไรทำนองนี้

       ไม่ใช่เล่นนะนี่นะ คือใครจะบอกว่าคนไทยนี่คลุมถุงชน แปลฃว่าเอาถุงมาคลุมแล้วจับชนกันใครเป็นใครไม่รู้ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ แต่เค้ามีการปรึกษานะ คือขอต่อพ่อแม่ พ่อแม่ก็ยังไปปรึกษาลูกสาวดูก่อน ที่จริงน่ะลูกสาวก็รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วล่ะ ก็ทำเป็นทางการไปอย่างนั้นล่ะ

        ในขณะเดียวกันนี้ อันนี้แปลก แล้วก็จะสอบถามเวลาตกฟาก ตกฟากคือเวลา เวลาเกิดนะครับ สมัยก่อนคือพื้นบ้านเนี่ยเป็นฟาก ฟากก็คือไม้ไผ่ ไม้ไผ่เนี่ยไปตัดเอามาเค้าจะตัดในวันศุกร์นะครับ จะได้ไม่มีมอด ตัดมาแล้วก็มาเอ่อมาทุบให้มันแบนลงน่ะครับ ทั้งปล้องเนี่ยทุบเสร็จมันก็แบนลงแผ่เป็นอะไรล่ะ เป็นแผ่นแล้วก็เอามาปูพื้น ให้เรียกว่าฟากคนสมัยก่อนเวลาเกิดเนี่ยตกลงไปบนฟาก ตกก็คือวางลงไปบนฟากนั่นเองแหล่ะ ไม่มีอะไรไปรองรับจึงเรียกว่าตกฟาก

         ปัจจุบันก็ไม่ได้ตกฟากหรอก ที่โรงพยาบาลไม่ได้มีฟากอะไรแต่ก็ยังเรียกว่าตกฟากอยู่นั่นนะครับ ตกฟากเนี่ย ขณะเดียวกันก็สอบถามเวลาตกฟากของฝ่ายชาย อยากจะทราบว่าฝ่ายชายเนี่ยเกิดเมื่อไหร่ล่ะ วัน เดือน ปี เกิดเวลาตกฟาก เกิดที่ไหนอะไรทำนองนี้ ถามว่าฝ่ายชายเกิดเวลาไหนอย่างไรแล้วก็ให้เวลาตกฟากของฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงเถ้าแก่ไป ให้เวลาตกฟากของฝ่ายหญิงโทษที คือตัวถามฝ่ายชายว่าเค้าเกิดเมื่อไร วัน เดือน ปีเกิดเวลาตกฟาก สถานที่เกิด

        ขณะเดียวกันก็ให้ฤกษ์ เอ่อ ให้เวลาที่ผู้หญิงเกิด โทษไม่ใช่ให้ฤกษ์ ประธานโทษผมก็เต็มกลืนเต็มทีล่ะวันนี้ ให้เวลาตกฟากที่ผู้หญิงเค้าเกิดมาว่าเกิดวัน เดือน ปี เวลาเท่าไหร่ ที่ไหน ให้แก่เถ้าแก่ไป เถ้าแก่หญิงอ่ะนะครับ อ่ะ พูดง่ายๆ ก็คือ แลกเปลี่ยนเวลาเกิดเวลาตกฟากก็แล้วกัน จากนั้นทั้งสองฝ่ายเนี่ยก็จะนำเอาข้อมูลที่ได้เนี่ยไปให้หมอดูเค้าดู

        เนี่ยก็มีหมอดุเนี่ยเข้ามาเกี่ยวข้องในการแต่วงงานนี่ก็เหลือเกินเลย ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะที่ดูนี่ก้ไม่รู้ว่าหมอดูนี่รู้อะไรมากมายหรอก หมอดูเค้าก็เรียนมาระบบต่างๆ ระบบอาศัยดวงดาว หรือระบบอาศัยดูจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือดูระบบธาตุอะไรก้แล้วแต ่เค้ามีคำกล่าวเยอะนะอันนี้เนี่ยนะ มีเป็นอะไรล่ะ เป็นวิชาที่เรียนน่ะพอดีไม่มีเวลาที่จะกราบเรียนให้ฟัง

       โดยสรุปแล้วก็ทั้งสองฝ่ายก็ไปหาหมอดุก็แล้วกันที่ไปหาก็จะขอทราบเป็นประการสำคัญว่า ถ้าอยู่ด้วยกันเนี่ยจะมั่งมีศรีสุขดีอยู่หรือ แน่ะ จุดหมายใหญ่ก็คือ ถ้าแต่งงานกันแล้วจะมั่งมีศรีสุขดีอยู่มั้ย จะอยู่กินกันไปจนวันตายไม่หย่าร้างหรือประการใด เนี่ยที่ว่าไม่หย่าร้างเนี่ยก้ไม่ใช่อะไรหรอกเป็นห่วงทรัพย์สมบัติกันน่ะ เดี๋ยวไปหย่าร้างกันขึ้นสมบัติของฝ่ายหญิงก็จะไปตกกับฝ่ายชาย ผู้ชายก็ตกกับผู้หญิง

      นี่ก็เรียกว่า อืม ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติพอสมควรนะ เพราะว่าคนทั้งหลายตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ก็ยังนิยมที่จะเก็บทรัพย์สมบัติซ่อนทรัพย์สมบัติของตัวเองอย่างหวงแหน ปกปิดไว้ไม่ให้เป็นเหยื่อของการขูดรีดของใคร นั่นคือถ้าตายแล้ว เดี๋ยวมีคนขูดรีดหรืออย่างไรนี่ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับแต่บอกไว้ว่าต้องปิดบังทรัพย์สมบัติของตนเอาไว้ มีเท่าไหร่ไม่ค่อยยอมบอกอ่ะ นี่เป็นนิสัยของคนไทยในยุคก่อนจะบอกกันก็เฉพาะเครื่องประดับในวันสงกรานต์ นั่นน่ะใส่กันไปเป็นทองเป็นเพชร เป็นอะไรมากมาย แต่ปรกติปกปิดไว้ ตัวมีอะไรเนี่ยปกปิดไว้ เพราะแกเกรงการขูดรีดของพวกสุภาตุลาการและการถูกริบพระราชบาทโดยพระมหากษัตริย์ อันนี้เป็นข้อความที่ลาลูแบร์กล่าวเอาไว้ แปลว่าถ้าทำอะไรผิดขึ้นมาเนี่ยทางฝ่ายผู้พิพากษาฝ่ายศาลเค้าก็ริบทรัพย์สมบัตินะ เค้าปรับเค้าเรียกปรับไหม มีอัตราการปรับด้วย นี่ท่านที่สนใจกรุณาตรวจสอบจากกฎหมายตราสามดวงซึ่งเขียนสมัยรัตนโกสินทร์นี่ก็ได้นะครับ

      เพราะนั้นต้องปิดบังทรัพย์สมบัติไม่งั้นเดี๋ยวไปทำผิดอะไรมาทางศาลน่ะเค้ายึดนะ สุภาตุลาการน่ะเค้ายึดหรือไม่ก็ถูกริบพระราชบาทหรือพระมหากษัตริย์ยึดไปเพราะอะไร เพราะทำผิด ด้วยเหตุนี้เพื่อดูว่าจะอยู่กันได้เป็นสุขหรือไม่ ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์มั้ยอะไรเนี่ย ก็เลยต้องหันไปพึ่งหมอดูเพื่อให้รู้ว่าครอบครัวนั้นๆ มั่งมีศรีสุขหรือไม่ จากนั้นก็ตัดสินใจเอาตามคำที่หมอดูแนะให้นั้น หมอดูแนะอย่างไรก็แนะอย่างนั้น เออ เรื่องนี้ที่จริงแล้วเอ่อ

      .. สมัยเมื่อซักประมาณ 70-80 ปีนี่ก็เคยมีเรื่องอยู่นะ มีชายคนนึงที่กรุงเทพฯ เนี่ยเค้าทำขนมขายเป็นขนมรังผึ้งคนนั้นชื่อนายเลิศ ทีนี้นายเลิศเนี่ยเค้าไปได้ข่าวว่าเศรษฐีคนนึงเค้ามีลูกสาวคนเดียว แล้วลูกสาวคนนี้เค้าได้รับมรดกทั้งหมด แต่ใครก็แล้วแต่ที่ไปขอลูกสาวเค้าเนี่ยถ้าวันเดือน ปีเกิดไม่ดีเนี่ยนะฮะ เค้าไม่ให้เลย เค้ากลัวจะไม่เป็นมงคล นายเลิศคนนี้ก็ไปตีสนิทกับหมอดู คนที่ดู เอ่อ ผูกดวงของลูกสาวเศรษฐีเนี่ย

      พอทราบว่าเกิดวันอะไรก็ถามทันทีว่าแล้วผู้ชายแบบไหนล่ะจึงจะเข้าท่าเข้าทางกับผู้หญิงคนนี้ หมอดูก็บอกว่า ต้องเกิดวันนั้น ปีนี้ เดือนนั้น เวลาตกฟากเท่านั้นเท่านี้ นายเลิศก็เลยจดทันที จากนั้นก็ไปเจรจาขอลูกสาวเค้า ให้เถ้าแก่ไปเจรจาบอกวัน เดือน ปีเกิดตัวไปเลย พ่อแม่เค้าเอามาให้หมอดู บอกโอ้โห อันนี้ล่ะที่สุดแล้วถ้าอยู่ด้วยกันจะยั่งยืน นายเลิศก็เลยได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีนั้น แต่งงานเสร็จก็วิ่งรถเมล์ เป็นเมล์ขาวตราของรถเมล์ก็เป็นตราขนมรังผึ้งที่ตัวทำนั่นแหล่ะครับ เค้าเรียกว่าตรารถเมล์นายเลิศ เอ่อรถเมล์สีขาวนะครับ

       เออ นี่ก็ว่าด้วยวันเดือนปีเกิด จะจริงหรือไม่จริงก็ว่ากันไปก็แล้วกัน แต่จะว่าไปแล้วเรื่องฤกษ์เรื่องยามเนี่ย ข้อความใน สุปพันธสูตร พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้เลยครับว่า

.....นกฺขตฺตํ ปติมาเนนฺตํ อตฺโถพาลํ อุปฺปชฺฌคา อตฺโถอตฺถสฺส นกฺขตฺตํกึกาลีสนฺติตารกา.....

      สรุปง่ายๆว่า ดวงดาวไม่มีอิทธิพลหรอก ไม่มีอิทธิพลหรอกอย่าไปวิตกเรื่องเกี่ยวกับฤกษ์กับยาม เกี่ยวกับฟากอะไรมากนักเลย แต่ก็อย่างนั้นแหล่ะครับในปัจจุบันก็ยังเชื่อกันอยู่ ก็เชื่อกันไปไม่มีใครว่าอะไรหรอก

      เอ้าเป็นอันว่าคำที่หมอดูตัดสินนี่ใช้ได้ก็แล้วกัน ใช้ได้ปั๊บ จากนั้นก็ตกลงกันจะทำการแต่งงาน ข้างฝ่ายชายก็จะไปมาหาสู่ฝ่ายหญิง 3 ครั้ง เนี่ยเอาเลขเป็นหลักนะไปมา 3 ครั้งนี่ก็แปลกคนไทยนิยมเลข 3นะ กราบก็กราบ 3 ครั้ง ไปมาหาสู่กัน 3 ครั้ง บางคนจะมีคู่รักเขาโทรไปนัดคู่รักว่า จะนัดแฟนน่ะในสมัยนี้นะว่าจะมากินข้าวด้วยกันถ้าเขาปฏิเสธเกิน 3 ครั้งก็เลิกเลยนะ ถือ 3 ครั้งเป็นหลัก

     นี้ก็มีนำเอาหมากเอาพลู และผลไม้ไปให้เป็นของกำนัล ของที่นำไปคือ หมากพลู ผลไม้นะ ปัจจุบันใช้ดอกไม้นะไม่มีใครเอาหมากพลูไปแล้วเปลี่ยนเป็นดอกไม้ ไม่มีของมีค่าอันใดกว่านั้น ถือว่าหมากพลูเป็นของสูงสุดแล้วในการบอกความรัก ไม่มีอะไรมีค่ามากกว่านั้น ในการเยี่ยมครั้งที่ 3 นั้นบิดา มารดาของทั้งสองฝ่ายจะมาประชุมกันพร้อมหน้า มาพร้อมกันหมดไปเยี่ยมครั้งที่ 3 เนี่ย ทั้งพ่อแม่ฝ่ายหญิง พ่อแม่ฝ่ายชายถ้ามีอยู่ครบนะครับก็ไปอยู่กันเลย ช่วยกันนับเงินทุนของเจ้าสาว และทรัพย์สินเงินทองที่จะให้แก่เจ้าบ่าวเท่าใด ทรัพย์สินเงินทองที่จะให้แก่เจ้าบ่าวเท่าใดก็ต้องขนมาให้กันในทันทีที่นั่นด้วย ต่อหน้าวงศาคณาญาติทั้งปวง  แต่มิได้มีการทำหลักฐานไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เพราะกลัวจะทราบว่ามีทรัพย์สินเท่าใด มันแปลกประหลาดที่ว่าทรัพย์สินที่จะให้แก่เจ้าบ่าวไม่ใช่ให้แก่เจ้าสาว ช่วยกันนับเงินทุนของเจ้าสาว ทำไมเป็นอย่างนั้นไปก็ไม่ทราบ หรือว่าบันทึกของลาลูแบร์นี้ผิดนะ มันน่าจะนับที่เจ้าบ่าวนำมา

      ในโอกาสเดียวกันนั้นเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็รับของขวัญเป็นการเป็นการรับไหว้จากพี่ ป้า น้า อา ลุง ทั้งสองฝ่ายด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นไปโดยไม่ต้องอาศัยพิธีทางศาสนาแต่ประการใด เจ้าบ่าวก็มีสิทธิจะเสวยผลของการวิวาห์ได้อย่างเต็มที่ แปลว่า นับเงินนับทองเสร็จก็มาอยู่ด้วยกันได้เลย อันนี้ฟังดูแปลกประหลาดอยู่นะมันจะต่างจากปัจจุบันมากทีเดียวล่ะ บอกว่าแม้พระสงฆ์ก็ถูกห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องผ้องพานในการแต่งงานด้วย จะมาเกี่ยวข้องไม่ได้เลยพระสงฆ์ในยุคนั้น

      นี่เป็นการแต่งงานในยุคอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามจดหมายเหตุลาลูแบร์จะบันทึกผิดไปก็ไม่ทราบ ผมเองก็ไม่ได้เกิดในสมัยนั้นน่ะ ยืนยันอันนี้ไม่ได้เลย ครั้นต่อจากนั้นไปอีก 2-3 วัน มาอยู่ด้วยกัน 2-3 วัน แล้วก็จะไปเรือนหอของคู่แต่งงานใหม่ เพื่อซัดนํ้ามนต์ให้และสวดมนต์เป็นภาษาบาลี 2-3 บท พระท่านมีแค่นั้นล่ะครับ เค้าแต่งงานแล้ว 2-3 วัน ท่านก็ไปที่เรือนหอใหม่แล้วก็ซัดนํ้ามนต์ให้แล้วก็สวดมนต์เป็นภาษาบาลี 2-3 บท นี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นพิธีการ

      แต่ว่าเมื่อแต่งงานเสร็จก็มีการฉลองแต่งงาน ไอ้การฉลองนี้เดี๋ยวนี้ก็ยังจัดอยู่เหมือนเดิมนั่นแหล่ะ การแต่งงานไม่ว่าจะเป็นงานไหน เมืองไหน ลาลูแบร์เขียนไว้ว่าย่อมมีธรรมเนียม จัดให้มีการเลี้ยงดูและมหรสพมาให้ชม เจ้าของงานจะหานักรำอาชีพมาแสดง แปลว่าต้องมีคนมาฟ้อนรำให้ดูในงานนั้น แต่ว่าเจ้าบ่าว เจ้าสาวหรือแขกเหรื่อ ที่ได้รับเชิญคนหนึ่งคนใดก็หาได้ออกไปเต้นรำกับเขาไม่ นั่นคือมีเฉพาะคนมาเต้นรำ แขกนั้นต้องอยู่เฉยๆ ไม่ใช่แขกออกไปเต้นไปรำด้วย เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ไม่ออกไปด้วย

      งานนี้จะจัดที่บ้านของฝ่ายเจ้าสาว ซึ่งเจ้าบ่าวต้องเอาเป็นธุระปลูกโรงสำหรับทำพิธีขึ้นหลังหนึ่งโดยเฉพาะ เจ้าบ่าวต้องปลูกโรงพิธีที่จะแสดงนี้ขึ้นโดยเฉพาะ ถามว่าปลูกตรงไหนล่ะ ปลูกตรงบริเวณที่ห่างออกไปจากเรือนใหญ่ และจากที่นั่น เขาจะนำคู่บ่าวสาวไปที่หอ ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวอีกหลังหนึ่ง เรือนหอนี้ก็เป็นภาระที่เจ้าบ่าวต้องปลูกสร้างด้วยทุนรอนของตัวเองอีกเหมือนกัน เรือนหอนี้เจ้าบ่าวสร้างนะครับ ทางเจ้าสาวนี้ไม่เกี่ยวเลยในยุคนั้น

      แล้วก็โรงที่จะแสดงอะไรต่างๆ ต้อนรับแขกเหรื่อเพื่องานเลี้ยงฉลองก็เจ้าบ่าวสร้างนะครับ ทั้งหมดเนี่ยตั้งอยู่ในรั้วไม้ไผ่ อันเป็นภายในบริเวณบ้านบิดามารดาของฝ่ายหญิง ทั้งหมดต้องทำในที่ดินของฝ่ายหญิง คู่แต่งงานใหม่จะพำนักอยู่ที่เรือนหอนี้ 3-4 เดือน แล้วจึงแยกไปอยู่เรือนที่ใดที่หนึ่งตามใจชอบ ของตนเองต่อไป นั่นคือสร้างเรือนหอเพื่อจะอยู่ด้วยกันหลังแต่งงานเท่านั้น อยู่กัน 2-3 เดือน แล้วหลังจากนั้นจะย้ายออกไปจากบ้านของฝ่ายหญิง ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีการขัดข้องแต่ประการใด

      มองดูหลายขยักนะครับ น่าคิดน่ะ คนโบราณนั้นถือว่าลูกนกยังอยู่กับพ่อนกแม่นก ตราบใดที่ยังไม่โตและยังไม่มีคู่ ถ้ามีคู่ต้องแยกออกไป เพราะฉะนั้นคนแต่ก่อนสร้างเรือนหอในที่ดินของฝ่ายเจ้าสาวแต่ไม่อยู่เรือนหอ 2-3 เดือนแล้วก็อาจจะย้ายไปอยู่ที่ใดที่หนึ่งที่ตัวพอใจก็ได้ หรือถ้ายังไม่มีกำลังก็อาจจะอยู่เรือนหอที่ตัวสร้างไว้นี้ก็ได้ไม่ผิดอะไร

       จากนั้นลาลูแบร์กล่าวเอาไว้ว่าเครื่องประดับ รูปพรรณที่บุตรีขุนนางใส่ในพิธีแต่งงานนั้น เป็นรัดเกล้าทองคำ เป็นตัววงเสวียนรอบสวมรอมพอกของขุนนางฝ่ายผู้บิดาในงานพระราชพิธีนั่นเอง นั่นคือทองคำที่ใส่บนรอมพอกของ เอ่อ บิดาของฝ่ายหญิงนะฮะ เอาอันนี้หละมาเป็นเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่มของเจ้าสาวก็เป็นผ้าถุงที่สายงามกว่าธรรมดา ตุ้มหูก็เลือกสรรค์อันที่งามเป็นยอด นิ้วมือก็สอดแหวนอันที่งามที่สุดอีกหลายวงซ้อนกัน สวมหลายวงนะครับในนิ้วเดียวกันนี่หลายวงทีเดียว

       บางคนบอกถึงเรื่องที่จะเป็นพ่อตาว่า ก่อนที่จะตกลงแต่งงานบุตรีของตนกับลูกเขยนั้น ต้องเอาตัวลูกเขยผู้มาจะมาเป็นลูกเขยเนี่ยมาใช้งานในเรือนของตนเสียก่อน เป็นเวลา 6 เดือน นี่ก็เป็นของธรรมดาครับ เพราะผู้ชายที่จะไปแต่งงานกับลูกสาวบ้านไหนนั้น สมัยก่อนต้องไปรับใช้อยู่บ้านนั้นก่อนหลายเดือน จนกระทั่งพ่อแม่เค้าเห็นความวิริยะอุตสาหะ ความรักจากนั้นแล้วเค้าถึงจะให้แต่งงานด้วย ด้วยเหตุที่ผู้ชายต้องไปรับใช้ในบ้านของฝ่ายหญิงนี่แหล่ะ เราจึงเรียกผู้ชายที่มาแต่งงานนี้ว่าเจ้าบ่าว บ่าวก็คือคนรับใช้ ส่วนผู้หญิงก็เรียกว่าเจ้าสาว สาวแปลตามตัวแปลว่าดึง แปลว่าชักเข้ามา นางสาวก็คือผู้หญิงที่มีสิทธิในการจะดึงจะชักผู้ชายเข้ามาเป็นบ่าวรับใช้ตัว

       ครั้นแต่งงานเรียบร้อยแล้วก็หมดสิทธิที่จะไปสาวชายหนุ่มหรือบ่าวคนอื่นมาเป็นคนรัºใช้ จึงตัดคำว่าสาวออกเสียหลังจากแต่งงานให้เหลือเพียงนางเท่านั้น นี่ก็คือที่มาของคำระหว่างคำ ว่านาง กับนางสาว และคำว่าบ่าว บ่าวก็ต้องไปรับใช้เค้า นี่ลาลูแบร์บอกว่าเอาไปรับใช้ถึง 6 เดือนแน่ะ เพื่อดูอัธยาศัยใจคอแต่บางคนก็บอกว่าไม่จริงอ่ะเรื่องนี้ นี่ว่ากันมาแต่สมัยอยุธยาบางคนบอกว่าไม่จริงไม่ต้องไปรับใช้อะไรหรอก

       ส่วนตามความเห็นของลาลูแบร์นั้นเค้าบอกว่าการที่เค้าพูดอย่างนี้ก็เพราะอะไร คงจะเป็นเพราะว่าเจ้าบ่าวนั้นมีภาระในการจัดสร้างโรงพิธีสำหรับการแต่งงานและจัดสร้างเรือนหอ ซึ่งจะปลูกสร้างในบริเวณบ้านของพ่อตาในระยะนั้น นั่นต้องใช้เวลาที่จะก่อสร้างนี่ 2-3 เดือน ก็เลยถือว่าเข้าไปทำงานอยู่ในบ้านของเจ้าสาว อาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ นี่ลาลูแบร์เค้าคิด

       ส่วนผู้ที่จะเป็นเจ้าสาวนั้น ในขณะที่เจ้าบ่าวเค้าสร้างโรงพิธี เค้าสร้างเรือนหอเนี่ย ตัวก็จะทำหน้าที่เป็นผู้หุงหาอาหารให้ผู้ที่มาทำเรือนหอนั้นบริโภค โดยไม่มีใครว่าแต่ประการใดนะครับ หุงให้คู่รักของตัว ให้เจ้าบ่าวของตัวเนี่ย ไม่มีใครว่าอะไรหรอก เพราะไหนๆ ก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ยังประวิงแต่วันที่จะจัดพิธีให้เป็นทางการเท่านั้นน่ะ นี่ก็เป็นเรื่องการแต่งงาน ทีนี้มาพูดกันถึงเรื่องการแต่งงานในเมืองสยาม เนี่ยใช้เงินทุนมากน้อยประการใด เงินทุนเนี่ยนะ มีเงินเท่าไหร่จึงแต่งงานได้

       ฟังลาลุแบร์พูดแล้วก็ใจเสียทีเดียวล่ะ ถ้าเป็นเราในยุคนั้นนะ บอกว่าเงินทุนอย่างมากที่สุดในประเทศสยามก็คือ 100 ชั่ง ถ้าเทียบเป็นเงินฝรั่งเศสตอนนั้นก็ตกราวๆซัก 15,000 ลี คือโดยปกติแล้วสินเดิมของฝ่ายเจ้าบ่าวก็ต้องมีเท่าๆ ของฝ่ายเจ้าสาว เป็นอันว่าในประเทศสยามสมัยอยุธยาเนี่ยทรัพย์สินของคู่สามี ภรรยาที่แต่งงานใหม่ซึ่งนับว่ามากที่สุดนั้นก็ประมาณ หมื่น เอกิลล์ ซึ่งคิดแล้วก็ประมาณกว่า 100 ชั่งขึ้นไปชั่งหนึ่งก็ 80 บาท ไม่ใช่น้อยนะครับถ้าคิดเป็นเงินสมัยก่อน กว่าจะแต่งงานกันได้เนี่ยต้องทำมาหากินกันอย่างเต็มที่ ไม่งั้นแต่งกันไม่ได้หรอก

       แต่ว่าที่น่าสงสัยจากจดหมายเหตุลาลูแบร์ก็คือว่าด้วยเหตุใดจึงจะต้องคำนึงถึงทรัพย์สินของฝ่ายหญิงซะมากกว่า เอาทรัพย์สินของฝ่ายหญิงมานับดูว่าจะให้เจ้าบ่าวได้เท่าไร หรือว่าจะเอามาช่วยในการสร้างเรือนหอหรืออย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่แปลก แต่ถ้าหากว่าจะคิดดูเนี่ยนะ เค้าถือว่าผู้หญิงคนไหนถ้าอายุถึง 18-19 แล้วยังไม่ได้แต่งงานเนี่ย พ่อแม่จะวิตกกังวลมากที่เดียวแหล่ะครับ ถ้าเรามีโอกาสอ่านหนังสือชื่อนิทานเวตาลของ นมส. ก็เขียนเอาไว้ เป็นทำนองพูดถึงแขกนั่นแหล่ พูดถึงอินเดียเนี่ยแต่พูดถึงทำนองของคนไทย เหมือนกันบอกว่าถ้าบ้านใดมีลูกสาวอายุถึงวัยแต่งงานแล้ว17-18-19 เนี่ยแล้วยังไม่ได้แต่งงาน พ่อแม่เปรียบประดุจจะมีก้อนอุบาทว์ห้อยอยู่เหนือหลังคาเรือน โอ้โห พูดถึงขนาดนี้ทีเดียวนะ

       มันอาจจะเป็นคำค่อนแคะกันหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แม้แต่ในปัจจุบันเนี่ย ผู้หญิงผู้ชายคนไหนเค้าไม่ได้แต่งงานก็มักจะถูกค่อนแคะเสมอ ผู้ชายที่อายุมากแล้วไม่ได้แต่งก็ถูกข้อหาว่าเป็นอะไร เป็นตุ๊ดเป็นอะไรมั่ง ส่วนผู้หญิงที่ไม่แต่งก็มีข้อหาต่างๆมากมายนั่นก็เป็นเรื่องของชาวบ้านที่ว่ากันไป

       โดยปรกติแล้วถ้าเป็นสมัยดึกดำบรรพ์มาเลยเนี่ย โบราณเลยทีเดียวเนี่ยการจะแต่งงานกันเนี่ยนะครับ เค้าไม่ได้แต่งกันแบบธรรมดานะท่านนะ สมัยก่อนนั้นผู้หญิงผู้ชายในเผ่าเดียวกันเนี่ยเค้าแต่งงานกันไม่ได้หรอก ต้องไปหาผู้หญิงต่างเผ่ามาแต่ง ผู้หญิงที่ว่าเนี่ยจะไปหาไม่ใช่ง่ายๆ นะ เวลาไปหานั้นต้องไปฉุดเอามานะท่าน ถ้าเราตรจดูศัพท์คำว่าแต่งงานเนี่ยจะมี 2 คำ คำว่าวิวาห์กับอาวาห์เนี่ย วิวาห์เนี่ยก็หลังจากแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายก็มาอยู่บ้านฝ่ายหญิง ส่วนอาวาห์นั้นแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงไปอยู่บ้านฝ่ายชาย

       นี่ก็ว่ากันตามที่ปฏิบัติ แต่ถ้าดูรากศัพท์ภาษาสันสกฤตจริงๆเนี่ย วิวาห์มาจากภาษาสันสกฤตว่า วิวาห แปลว่า ฉุดเอาไป แบกเอาไป นั่นมันเป็นตัวบอกว่าสมัยก่อนนั้นถ้าจะแต่งงานเนี่ย ฝ่ายชายต้องไปฉุดเอาฝ่ายหญิงมานะท่านนะ ไปนอกเผ่าเลยแหล่ะนอกเผ่าเลยตรงไหนก็ไม่รู้ล่ะ อย่างสมมุตติเราอยู่บ้านแขกเนี่ยตำบลท่าโพธิ์ ถ้าจะแต่งงานอาจไปฉุดมาจากปักแรด บางระกำ อะไรทำนองนี้ ไปฉุดก็ไปคนเดียวไม่ได้หรอกสมัยก่อนนั้น ต้องพาเพื่อนไปด้วย เจ้าเพื่อนที่ไปฉุดเนี่ยก็วิวัฒนาการมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว  ส่วนผู้หญิงเค้าก็ไม่ยอมให้ฉุดง่ายๆ หรอก คอยมีเพื่อนมากันเอาไว้ไม่ให้ฉุด ถ้าจะฉุดให้ฉุดตัวเค้าอะไรทำนองนี้ เพื่อนเหล่านี้ก็วิวัฒนาการมาเป็นเพื่อนเจ้าสาว

       ไอ้เรื่องการฉุดเนี่ยนะครับ ทางเขตจังหวัดหลายจังหวัดเนี่ยเมื่อ 20-30 ปีมาเนี่ย ทางแถวจังหวัด เพชรบุรี สมุทรสงครามเนี่ย ยังต้องมีประเพณีของการฉุดกันก่อนแต่งงาน บางทีก็ฉุดลงไปในเรือ ผู้หญิงก็รู้ว่าเค้าจะฉุด ฉุดไปไหน เค้าจะฉุดในงานวัดนะฮะ กำลังมีงานอยู่ผู้ชายจะเอาเรือมาฉุดผู้หญิงลงไปในเรือ ผู้หญิงเค้าต้องร้องให้ช่วยด้วยเสียงอันดัง ญาติของฝ่ายหญิงก็วิ่งไปช่วยกัน ฝ่ายชายที่มาฉุดก็จะพายเรือหนีไปอย่างรวดเร็ว

        บางครั้งญาติของผูหญิงจะตามทันมีคำกล่าวว่าผู้หญิงเองจะมีพายช่วยพายต่อไปอีก เพื่อให้หนีได้อย่างรวดเร็วและหลังจากนั้นอีกสัก 2 เดือนก็กลับมาขอขมาอีกครั้ง ฉุดเสร็จก็กลัวเค้าจะกลับมาคืน ก็เอาเถาวัลย์มัดคอเค้าไว้เวลาจะไปไหนก็มัดติดไปกับเราอ่ะ ผู้ชายผู้หญิงก็มัดติดไปเป็นพวงเลย เถาวัลย์นี้ก็วิวัฒนาการเป็นมงคลแฝด ในเวลาแต่งงาน ซึ่งใช้สวมในเวลาแต่งงาน ต้องสวมทั้งคู่พร้อมกันเวลาถอดก็ถอดพร้อมกัน สวมมงคลแฝดอยู่ในพิธีเนี่ยจะเอาออกก่อนพิธีไม่ได้

        นีก็มัดกันด้วยเถาวัลย์ ปัจจุบันไม่ใช้เถาวัลย์มัดกันหรอกครับ มัดกันด้วยกฎหมาย แต่งงานจดทะเบียนกันแล้วก็มัดกันด้วยกฎหมาย ฝ่ายชายจะไปเซ็นคํ้าประกันใครต้องมีชื่อของฝ่ายหญิงเซ็นกำกับไปด้วยไม่นั้นก็ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นี่ก็ว่าให้ฟังกันถึงเรื่องแต่งงานแล้วเทียบกับปัจจุบันก็คงต้องพูดต่อไปอีก

        เรื่องการแต่งงานเนี่ยมันยังไม่จบนะครับ ก็มาหยุดเอาที่เรื่องสวมมงคลเอาไว้ก่อนก็แล้วกันสำหรับวันนี้ก็ เอ่อ เวลาก็หมดพอดีเลยครับ ผมนายประจักษ์ สายแสงก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังนะครับแล้วค่อยพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน